- หน้าแรก
- ระบบศิษย์ขยันเปลี่ยนอาจารย์ให้กลายเป็นเทพ
- ระบบศิษย์ขยัน 025 บนโลกนี้ไม่มี 'มรรค' ใดที่ข้าหาไม่พบ
ระบบศิษย์ขยัน 025 บนโลกนี้ไม่มี 'มรรค' ใดที่ข้าหาไม่พบ
ระบบศิษย์ขยัน 025 บนโลกนี้ไม่มี 'มรรค' ใดที่ข้าหาไม่พบ
ระบบศิษย์ขยัน 025 บนโลกนี้ไม่มี 'มรรค' ใดที่ข้าหาไม่พบ
หลี่ซวีมองต๋าฉี่ เมื่อครู่นี้นางแนบใบหน้าเข้ากับเอวของเขา ถูไถไปมา กลิ่นหอมจาง ๆ โชยมา ลมหายใจยังรดรินใส่จุดอ่อนไหวของเขาอีกด้วย
จะเป็นไปได้อย่างไรที่จะไม่มีปฏิกิริยาตอบสนอง?
เขาเก็บสายตากลับมาอย่างจนใจ แล้วกล่าวว่า “ข้าหิวแล้ว มีมื้อเช้าหรือไม่?”
“มีเจ้าค่ะ ท่านล้างหน้าบ้วนปากเสร็จก็ไปกินที่ห้องอาหารเถิด ท่านอาจารย์ ข้าขอเขียนจดหมายส่งกลับไปแคว้นชิงชิวได้หรือไม่เจ้าคะ? ข้าอยากนำเรื่องที่ข้าสามารถสื่อสารกับฟ้าดินได้แล้วไปบอกท่านแม่ ให้นางดีใจสักหน่อย”
“ได้สิ”
“ขอบคุณเจ้าค่ะท่านอาจารย์”
นางกระโดดโลดเต้นจากไป ในหัวมีแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อครู่ ยังคงคิดอยู่ว่าตกลงแล้วสิ่งใดกันที่ดันใบหน้านาง
คิดไปคิดมา ก็บังเอิญชนเข้ากับอันจืออวี๋ที่กำลังเดินมาหานางพอดี
นางเกือบจะกระเด็นออกไป
โชคดีที่อันจืออวี๋คว้าไหล่ของนางไว้ แล้วกล่าวว่า:
“ต๋าฉี่ รอยยิ้มจนเห็นลักยิ้มบนใบหน้าเผยออกมาแล้ว มีเรื่องดีใจอันใดหรือ เล่าให้ข้าฟังหน่อยได้หรือไม่?”
นางหันกลับไปมอง หลี่ซวีไปกินมื้อเช้าที่ห้องอาหารแล้ว นางมองซ้ายมองขวาครู่หนึ่ง แล้วกล่าวเสียงเบาว่า:
“เมื่อครู่ท่านอาจารย์ใช้บางสิ่งชนข้า”
“สิ่งใดหรือ?”
“ก็คือ...”
ต๋าฉี่ไม่รู้ว่าควรจะอธิบายอย่างไรดี ได้แต่อึกอักอ้ำอึ้ง:
“ข้าไม่รู้จะอธิบายอย่างไร”
“ชนเจ้าเช่นนี้หรือ?”
อันจืออวี๋โน้มตัวลง กดศีรษะของนางเข้าหาตัวตนเอง
ดึ๋ง...
ทัศนวิสัยของต๋าฉี่เริ่มพร่ามัวลงเรื่อย ๆ
ใบหน้าถูกบางสิ่งกดทับ หายใจลำบากเล็กน้อย อยากจะพูด แต่กลับพูดไม่ออก ดิ้นรนอย่างไม่หยุดหย่อน ในที่สุดอันจืออวี๋จึงยอมปล่อยนาง
ต๋าฉี่หน้าแดงก่ำ หอบหายใจเฮือกใหญ่ “พี่จืออวี๋ ท่านเกือบจะทำให้ข้าขาดใจตายแล้ว”
อันจืออวี๋กล่าวด้วยสีหน้าจริงจัง “ข้าใช้เจ้าฝึกซ้อมสักหน่อย ดูสิว่าถึงเวลาจะทำให้ท่านอาจารย์ของเจ้าขาดใจตายได้หรือไม่?”
มุมปากของต๋าฉี่กระตุก “ท่านทำเช่นนี้ผิดกฎชัด ๆ ท่านอาจารย์ของข้าไม่ได้ชนข้าแบบนี้ ขี้เกียจพูดกับท่านแล้ว ข้าจะไปเขียนจดหมาย”
“ไปเถอะ เขียนเสร็จแล้วมาหาข้าเล่นนะ”
“ไม่หา”
“หากเจ้าไม่มาหาข้า ข้าก็จะเอาวิธีเมื่อครู่ไปทดสอบท่านอาจารย์ของเจ้า”
“อาจารย์คนใดจะทนการทดสอบเช่นนี้ได้เล่า ข้าเขียนจดหมายเสร็จจะรีบไปหาท่านทันที อย่าไปหาท่านอาจารย์ของข้าเลย” ต๋าฉี่รีบไปเขียนจดหมาย
เห็นนางรีบร้อนจากไป อันจืออวี๋ก็ยิ้มออกมา แล้วกล่าวว่า:
“ต๋าฉี่หลอกง่ายจริง ๆ”
อันจืออวี๋เก็บสายตากลับมา นางไม่ได้ว่างพอที่จะไปหาหลี่ซวีหรือต๋าฉี่เล่น นางทะลวงผ่านระดับหนึ่งระดับชำเลืองมรรคมาได้ระยะหนึ่งแล้ว ศิษย์พี่ตระหนักรู้วิชามรรคระดับหนึ่งได้ถึงสามวิชาแล้ว ได้แก่ วิชาควบคุมกระบี่ งมจันทร์ใต้สมุทร และหลามประหลาดพลิกตัว
แต่นางกลับยังตระหนักรู้วิชามรรคระดับหนึ่งไม่ได้เลยแม้แต่วิชาเดียว
เดิมทีนางตั้งใจว่าจะทะลวงผ่านระดับสองระดับสดับมรรคก่อนแล้วค่อยฝึกฝนวิชามรรค ทว่ากลับไม่มีเบาะแสในการทะลวงระดับเลยแม้แต่น้อย ชั่วคราวจึงยังไม่คิดเรื่องทะลวงระดับ ขอตระหนักรู้วิชามรรคให้ได้สักวิชาก่อนก็แล้วกัน
สิ่งที่นางบำเพ็ญคือมรรคบัวเขียว ดังนั้นวิชามรรคที่ตระหนักรู้ได้ย่อมต้องเกี่ยวข้องกับดอกบัวอย่างแน่นอน
นางตั้งใจจะไปหาสระบัวเพื่อหาแรงบันดาลใจ
หากยังไม่มีเบาะแส ก็จะไปถามอาจารย์ของตนเอง
...
ต๋าฉี่เขียนจดหมายฉบับยาวเสร็จอย่างรวดเร็ว แล้ววิ่งไปตรงหน้าท่านอาจารย์:
“ท่านอาจารย์ จดหมายฉบับนี้ควรจะส่งออกไปอย่างไรเจ้าคะ?”
สถาบันที่นางเคยอยู่เมื่อก่อนล้วนมีสถานีม้าเร็วโดยเฉพาะ จดหมายล้วนถูกส่งออกไปผ่านสถานีม้าเร็วของสถาบัน แต่ทว่า สถาบันไท่ซวีเห็นได้ชัดว่าไม่มี
“ไม่รู้ว่าเจ้าสังเกตหรือไม่ ข้างประตูสถาบันของเรามีกล่องไม้เล็ก ๆ อยู่ใบหนึ่ง เจ้านำจดหมายไปวางไว้ข้างในก็พอ ประเดี๋ยวจะมีผู้ส่งสารมาที่นี่ ผู้ส่งสารจะรวบรวมจดหมายไปที่สถานีม้าเร็ว เจ้าเพียงแค่มอบเงินให้ผู้ส่งสารก็พอ จำไว้ว่าต้องติดตราประทับจดหมายด้วย” หลี่ซวีกล่าว
แคว้นจวนซวีมีบริการส่งจดหมายโดยเฉพาะ เรียกว่าสถานีม้าเร็ว มีอยู่ทุกตำบล โดยจะมีผู้ส่งสารเฉพาะทางเหินกระบี่ไปส่งให้
ราชวงศ์จวนซวีเพื่อรับประกันว่าจดหมายจะไม่ถูกคนแอบเปิดอ่าน จึงได้สร้างวิชาลับเพื่อความปลอดภัยที่เรียกว่า 'ตราประทับจดหมาย' ขึ้นมา ขอเพียงติดตราประทับจดหมายลงบนจดหมาย หากมีผู้อื่นมาแตะต้องจดหมาย เช่นนั้นเขาก็จะถูกเล็งเป้าหมายและจับกุมตัวในทันที
“ข้าจะไปหาดูเจ้าค่ะ”
ต๋าฉี่วิ่งออกไป ก็เห็นกล่องไม้เล็ก ๆ จริงดังคาด เพียงแต่มันไม่ค่อยสะดุดตานัก หากไม่มองให้ละเอียด ก็จะไม่มีทางสังเกตเห็นเลย นางนำจดหมายใส่เข้าไปข้างใน
หนึ่งชั่วยามต่อมา ก็มีผู้ส่งสารเหินกระบี่มารับจดหมายจริง ๆ
รอจนผู้ส่งสารจากไป นางก็วิ่งกลับมา
เดิมทีคิดจะไปหาอันจืออวี๋เล่น แต่กลับพบว่านางกำลังจ้องมองดอกบัวสี่ฤดูในสระบัวอย่างเหม่อลอย น่าจะกำลังตระหนักมรรคอยู่
อธิการบดีชิงเหลียนที่อยู่ไม่ไกลกำลังบำเพ็ญเพียร ถังเซิงกำลังฝึกกระบี่
“ทุกคนล้วนขยันขันแข็งถึงเพียงนี้ ข้าจะแอบอู้อยู่ไม่ได้”
ต๋าฉี่รีบวิ่งไปหาหลี่ซวี มองเห็นเขาจากไกล ๆ กำลังดื่มสุราอย่างสบายอารมณ์ ในมือประคองตำราเล่มหนึ่งอ่านอย่างใจจดใจจ่อ
พันปีมีหน ท่านอาจารย์กำลังอ่านตำรา
นี่เป็นครั้งแรกที่นางพบว่าหลี่ซวีกำลังอ่านตำรา
“ตกลงแล้วท่านอาจารย์กำลังอ่านตำราอันใดอยู่ ข้าแอบเข้าไปชำเลืองมองสักหน่อยดีกว่า”
นางย่องฝีเท้าเข้าไป ใกล้จะถึงข้างกายเขา ตำราในมือของหลี่ซวีก็ถูกเขาเก็บเข้าไปในถุงเก็บของในชั่วพริบตา
นางมองเห็นเพียงตัวอักษรเดียว: “ห้อง”
ต๋าฉี่เอ่ยถาม “ท่านอาจารย์อ่านตำราอันใดอยู่หรือเจ้าคะ? ให้ข้าดูหน่อยไม่ได้หรือ?”
หลี่ซวีปรายตามองนางแวบหนึ่ง กล่าวเสียงเรียบ “ไม่ได้ มาหาข้ามีธุระอันใด?”
ต๋าฉี่ดึงเก้าอี้ออกมาตัวหนึ่ง นั่งลงข้างหลี่ซวี “ท่านอาจารย์ ตอนนี้ข้าสามารถสื่อสารกับฟ้าดินได้อย่างราบรื่นแล้ว ขั้นต่อไปคือต้องเริ่มบำเพ็ญมรรคใช่หรือไม่เจ้าคะ?”
“ใช่” หลี่ซวีเอ่ยถาม “เจ้าอยากบำเพ็ญมรรคสายใดเล่า?”
“ไม่รู้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ ท่านบำเพ็ญมรรคสายใดหรือ?”
หลี่ซวีโพล่งออกมา “มรรคท่อระบายน้ำ”
“มรรคท่อระบายน้ำคือมรรคอันใดหรือเจ้าคะ?”
“เดี๋ยวก่อน...” หลี่ซวีรู้สึกว่าฉากนี้ดูคุ้นตายิ่งนัก ราวกับเคยถูกถามเมื่อใดสักตอน
“ไม่สำคัญหรอก”
หลี่ซวีสั่นขาเบา ๆ กล่าวอย่างเนิบนาบ:
“สามพันมหามรรค ขอเพียงเลือกเส้นทางสายหนึ่งก็พอแล้ว ตนเองชอบสิ่งใดก็บำเพ็ญสิ่งนั้น อย่างเช่นถังเซิง บำเพ็ญมรรคกระบี่ อันจืออวี๋และอธิการบดีชิงเหลียน บำเพ็ญมรรคบัวเขียว จี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวง บำเพ็ญมรรคดาบ อวี้สื่อต้าฟู บำเพ็ญมรรคควบคุมสัตว์ ข้ามีสหายคนหนึ่งบำเพ็ญมรรคเดรัจฉาน”
“ท่านอาจารย์ ท่านยังมีสหายด้วยหรือเจ้าคะ?”
“คราวก่อนข้าไม่ได้บอกเจ้าหรือ สหายของข้าคนหนึ่งเป็นแขกประจำของหอฉะน่า”
“ข้านึกว่าท่านแค่พูดเล่น” ต๋าฉี่ไม่ได้เก็บคำพูดของเขามาใส่ใจเลยแม้แต่น้อย เพราะคำพูดของท่านอาจารย์ในบางครั้งก็ยากที่จะทำให้คนรู้สึกจริงจังขึ้นมาได้
“ตื้นเขิน”
“สหายของท่านบำเพ็ญมรรคเดรัจฉานได้อย่างไร ข้ารู้สึกว่ามรรคเดรัจฉานมันแปลก ๆ นะเจ้าคะ?”
“เขาบอกกับข้าว่ามนุษย์นั้นมีขีดจำกัด”
“ยอดเยี่ยม”
ต๋าฉี่ยกนิ้วโป้งให้ สหายของท่านอาจารย์ไม่ธรรมดาจริง ๆ ไม่เดินตามเส้นทางปกติ ดูท่าคงจะเป็นยอดฝีมืออีกคนแล้ว
หลี่ซวีกล่าวอย่างเชื่องช้า “มรรคเดรัจฉานมีข้อดีอยู่อย่างหนึ่ง ก็คือระดับสี่ระดับเข้าสู่มรรค ไม่ต้องเผชิญกับเคราะห์สวรรค์สิบสองครั้ง ขอเพียงสำเร็จการผลัดเปลี่ยนของสิบสองนักษัตร ก็สามารถบรรลุระดับห้าบรรลุมรรคเป็นเซียนได้ สรุปก็คือสามพันมหามรรค ทุกเส้นทางล้วนสามารถบรรลุเป็นเทพ กลายเป็นผู้ควบคุมมหามรรคได้ เจ้าคิดดีแล้วหรือยังว่าจะบำเพ็ญมรรคสายใด?”
ต๋าฉี่ส่ายหน้า หูจิ้งจอกทั้งสองข้างขยับไปมา จ้องมองหลี่ซวีอย่างจริงจัง ไม่ว่าเมื่อใด ก็รู้สึกว่าท่านอาจารย์ดูดีเหลือเกิน
หลี่ซวีมองดูหูที่ขยับไปมาของนาง อยากจะยื่นมือออกไปลูบคลำยิ่งนัก
“เจ้าไม่เคยคิดเลยหรือว่าจะบำเพ็ญมรรคสายใด?”
“ไม่เคยเจ้าค่ะ หากไม่ได้พบกับท่านอาจารย์ ชาตินี้ข้าก็คงไม่มีทางสื่อสารกับฟ้าดินได้” ต๋าฉี่มองท่านอาจารย์ หูขยับไปมา
“ถึงอย่างไรข้าก็ว่างอยู่แล้ว ข้าจะช่วยเจ้าตามหามรรคก็แล้วกัน ค่อย ๆ หาไป ย่อมต้องหามรรคของเจ้าพบแน่”
“ท่านอาจารย์ หากท่านหา 'มรรค' ของข้าไม่พบเล่าเจ้าคะ จะทำอย่างไร?”
“จะเป็นไปได้อย่างไร ท่านอาจารย์เป็นถึง 'ผู้แสวงหามรรค' มืออาชีพเชียวนะ บนโลกนี้ไม่มี 'มรรค' ใดที่ข้าหาไม่พบหรอก”