- หน้าแรก
- ระบบศิษย์ขยันเปลี่ยนอาจารย์ให้กลายเป็นเทพ
- ระบบศิษย์ขยัน 003 ศิษย์ขยันเกินไปจนดูเหมือนอาจารย์ค่อนข้างเกียจคร้าน
ระบบศิษย์ขยัน 003 ศิษย์ขยันเกินไปจนดูเหมือนอาจารย์ค่อนข้างเกียจคร้าน
ระบบศิษย์ขยัน 003 ศิษย์ขยันเกินไปจนดูเหมือนอาจารย์ค่อนข้างเกียจคร้าน
ระบบศิษย์ขยัน 003 ศิษย์ขยันเกินไปจนดูเหมือนอาจารย์ค่อนข้างเกียจคร้าน
“ท่านอาจารย์ ได้เวลาทานข้าวแล้วเจ้าค่ะ” ต๋าฉี่ล้างหน้าล้างตา แล้วร้องเรียกอาจารย์มากินข้าว
“อืม” หลี่ซวีลองชิมดู ไม่คิดเลยว่ากับข้าวที่ศิษย์ทำแม้หน้าตาจะดูไม่ค่อยน่ากินนัก แต่รสชาติกลับอร่อยทีเดียว
เมื่อเห็นต๋าฉี่ยังคงจ้องมองตนเองอย่างโง่งม ดวงตาโค้งเป็นสระอิ มุมปากยังแย้มยิ้มจนเห็นลักยิ้มสองข้าง
หลี่ซวีมองนาง แล้วกล่าวว่า
“เจ้าก็กินสิ อย่ามัวแต่มองข้า มองนานเกินไปเจ้าจะหลงใหลในรูปโฉมของอาจารย์จนถอนตัวไม่ขึ้นนะ”
“ฮี่ฮี่”
ต๋าฉี่นั่งลง
สองศิษย์อาจารย์เริ่มลงมือจัดการอาหาร
กินเสร็จ ต๋าฉี่ก็วิ่งไปล้างจาน
[ล้างจาน รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม ยอดคงเหลือ: แต้มความขยัน 3,300 แต้ม]
ล้างจานเสร็จ ต๋าฉี่ก็วิ่งหน้าตั้งเข้ามา “ท่านอาจารย์ จะสอนข้าบำเพ็ญเมื่อใดหรือเจ้าคะ?”
“จะรีบร้อนไปไย วันหน้าค่อยว่ากัน”
“วันหน้าคือเมื่อใดหรือเจ้าคะ?”
“อีกเจ็ดวันให้หลัง”
สมัยนี้บริษัทรับพนักงานใหม่ พนักงานใหม่มารายงานตัว สัปดาห์แรกก็เอาแต่อู้กินแรงกันทั้งนั้นมิใช่หรือ?
เขารับศิษย์ ก็ต้องยึดตามมาตรฐานนี้ ลำบากแค่ไหนก็ต้องไม่ให้ศิษย์ต้องลำบาก
อีกอย่าง หากตนเองพักผ่อนไม่เพียงพอ จะไปสอนศิษย์ได้อย่างไร
เขายังอยากใช้เวลาช่วงนี้ ทำความเข้าใจสถานการณ์ของระบบให้ถ่องแท้เสียก่อน
และอีกอย่าง อีกเจ็ดวันให้หลัง วัตถุดิบในห้องครัวก็คงจะถูกใช้ไปจนเกือบหมดแล้ว
ทุกครึ่งเดือนเขาต้องเดินทางไปซื้อวัตถุดิบที่ตำบลฝูหนงในอำเภออวี๋หยางหนึ่งรอบ ถึงเวลานั้นก็ซื้อวัตถุดิบไปพลางสอนนางไปพลาง นับว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกหลายตัวจริง ๆ
ต๋าฉี่พยักหน้ากล่าวว่า “ก็ได้เจ้าค่ะ ท่านอาจารย์ เช่นนั้นข้าจะไปเดินดูรอบ ๆ สถาบันนะเจ้าคะ”
หลี่ซวีกล่าวว่า “ตามสบายเลย ไม่ต้องเกรงใจ”
หลังจากเสี่ยวต๋าฉี่จากไป เพียงชั่วครู่ ระบบก็มีการแจ้งเตือนดังขึ้นมาอีก
[ล้างโอ่งน้ำ รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[ทำความสะอาดห้องครัว รางวัล: แต้มความขยัน 1,000 แต้ม]
[ทำความสะอาดบันไดหินหยกคราม รางวัล: แต้มความขยัน 200 แต้ม]
[ถอนวัชพืชในสวนดอกไม้ รางวัล: แต้มความขยัน 500 แต้ม]
[ถูระเบียงทางเดิน รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
……
การแจ้งเตือนของระบบไม่เคยหยุดนิ่ง ทุกช่วงเวลาหนึ่งจะมีแต้มความขยันลอยขึ้นมา
หลี่ซวีอยู่ในห้องอย่างเงียบ ๆ พลางครุ่นคิด “มีศิษย์ที่เก่งกาจช่างดีจริง ๆ”
[ถอนวัชพืชในกระถางต้นไม้ รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม ยอดคงเหลือ: แต้มความขยัน 10,000 แต้ม]
[ต้องการใช้แต้มความขยัน 10,000 แต้มเพื่อแลกเปลี่ยนวิชามรรคหรือไม่]
หลี่ซวีกล่าวว่า “รีบแลกเลย”
[ใช้แต้มความขยัน 10,000 แต้มเรียบร้อย แลกเปลี่ยนวิชามรรคระดับหนึ่ง โปรยถั่วเป็นทหาร สำเร็จ ยอดคงเหลือ: แต้มความขยัน 0 แต้ม]
[หมายเหตุ: แต้มความขยันที่ได้รับในช่วงเวลาทำงานของระบบไม่มีขีดจำกัดสูงสุด]
[ในแต่ละวันสามารถใช้แต้มความขยันได้สูงสุด 20,000 แต้ม เพื่อสุ่มรับวิชามรรค]
หลี่ซวีลูบคาง แล้วกล่าวว่า
“วันละสองวิชามรรค สะสมไปเรื่อย ๆ ข้าเองยังรู้สึกกลัวเลย แต้มความขยันคงใช้ไม่หมดแน่ ไม่รู้ว่าหากสะสมถึงระดับหนึ่ง ระบบจะเลื่อนขั้นหรือไม่?”
เขารู้สึกคาดหวังอยู่ลึก ๆ
“ท่านอาจารย์ ในทะเลสาบใต้หน้าผาน้ำตกมีเป็ดด้วยเจ้าค่ะ แล้วก็ยังมีวิหคเซียนสัตว์ประหลาดอีกมากมาย พวกเราต้องให้อาหารพวกมันหรือไม่เจ้าคะ?” เสี่ยวต๋าฉี่วิ่งหน้าตั้งเข้ามา
“นั่นคือเป็ดยวนยาง ไม่ใช่เป็ดธรรมดา สิ่งมีชีวิตที่โตเต็มวัยเช่นนี้ไม่ต้องไปสนใจหรอก หากหิว พวกมันก็หาของกินเองได้”
“อ้อ แล้วท่านอาจารย์ ท่านกำลังทำสิ่งใดอยู่หรือเจ้าคะ? เหตุใดจึงเอาแต่อยู่ในห้องตลอดเลย?”
“ข้าไม่อยู่ในห้อง แล้วจะให้ไปอยู่ที่ใดเล่า?”
“ท่านอาจารย์ ข้าช่วยท่านทำความสะอาดห้องดีหรือไม่เจ้าคะ”
“มีเรื่องดีเช่นนี้ด้วยหรือ?”
หลี่ซวีลุกขึ้นยืน มองเห็นต๋าฉี่กระดกบั้นท้าย โค้งตัวทำกิจกรรมที่ใช้แรงอย่างหนัก
เริ่มตั้งแต่โต๊ะน้ำชา ไปจนถึงเก้าอี้ แล้วย้ายไปที่หน้าต่าง บนเตียง ทุกหนทุกแห่งล้วนเต็มไปด้วยกลิ่นอายและร่องรอยของนาง
การแจ้งเตือนของระบบผุดขึ้นมาทีละข้อ
[เช็ดเก้าอี้จนสะอาด รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[จัดวางเก้าอี้อย่างเป็นระเบียบ รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[เช็ดโต๊ะจนสะอาด รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[พับผ้าห่ม รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[เช็ดหน้าต่าง รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
[ถูพื้น รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม]
……
[เช็ดธรณีประตู รางวัล: แต้มความขยัน 100 แต้ม ยอดคงเหลือ: แต้มความขยัน 3,000 แต้ม]
ครึ่งชั่วยามต่อมา แต้มความขยันก็ไม่ผุดขึ้นมาอีก ดูเหมือนว่าห้องของตนเองจะยังคงสะอาดเกินไป ไม่เหมือนห้องของนาง ที่ทำแต้มความขยันออกมาได้ถึงหมื่นกว่าแต้ม
หลี่ซวีเอ่ยถามว่า “เสี่ยวต๋าฉี่ เจ้าไม่เหนื่อยหรือ?”
ต๋าฉี่ขยับตัวไปมาในห้อง แล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ข้าว่างจนกระวนกระวายใจ มักจะอยากหาเรื่องอันใดทำอยู่เสมอเจ้าค่ะ”
หลี่ซวีกล่าวว่า “มิสู้เจ้าไปอ่านตำราดูบ้าง มีศาลาพระสูตรอยู่ เจ้าทำงานอยู่ข้าง ๆ ส่วนข้าเอาแต่มองดู มันดูค่อนข้างจะเกียจคร้านไปหน่อย”
เขาแก้ตัวไปประโยคหนึ่ง ไม่ใช่ว่าเกียจคร้านจริง ๆ เพียงแต่ศิษย์ขยันเกินไปจนทำให้เขาดูเกียจคร้านไปหน่อยเท่านั้น
ต๋าฉี่ส่ายหน้า “ท่านอาจารย์ ข้าไม่ชอบอ่านตำรา ให้อ่านตำราข้ายอมถูพื้นดีกว่าเจ้าค่ะ”
ก็ได้
เจ้าชนะแล้ว
หลี่ซวียิ้มบาง ๆ “ต๋าฉี่ เจ้าเคยสัมผัสการบำเพ็ญมาก่อนหรือไม่?”
“ท่านอาจารย์ ท่านคงไม่รู้กระมัง ข้าเคยอยู่ในสิบสถาบันชั้นนำของแคว้นจวนซวีมาหมดแล้ว เคยฝากตัวเป็นศิษย์กับอาจารย์ถึงสิบคน ล้วนเป็นอาจารย์ที่เก่งกาจซึ่งจี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวงแนะนำให้ข้าทั้งสิ้นเจ้าค่ะ”
“แต่ความเข้าใจของข้าไม่ดี ผู้บำเพ็ญมรรคที่ความเข้าใจแย่ที่สุดมักจะใช้เวลาเพียงครึ่งปีก็สามารถสื่อสารกับฟ้าดินและทะลวงระดับได้แล้ว แต่ข้าใช้เวลาถึงสองปีก็ยังไม่สามารถสื่อสารกับธรรมชาติฟ้าดินได้เลยเจ้าค่ะ”
“จี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวงคิดว่าสถาบันและวิธีการสอนของอาจารย์มีปัญหา จึงเปลี่ยนสถาบันและเปลี่ยนอาจารย์ให้ข้าอย่างไม่หยุดหย่อนเจ้าค่ะ”
สถาบันละสองปี นั่นก็หมายความว่านางใช้เวลารวมถึงยี่สิบปีก็ยังทะลวงระดับแรกไม่ได้เลย
“อาจารย์เหล่านี้ในตอนแรกก็มีความอดทนสอนข้าเป็นอย่างดี แต่สุดท้ายก็ยกเลิกความสัมพันธ์ศิษย์อาจารย์กันหมด แล้วให้ข้าไปเชิญผู้เชี่ยวชาญท่านอื่นแทน สุดท้ายจี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวงก็บอกข้าว่าไม่ต้องรีบร้อน ให้ข้าเดินทางมุ่งหน้าไปทางทิศตะวันตกเจ้าค่ะ”
“หากพบเจออาจารย์ที่ยินดีเป็นฝ่ายรับข้าเป็นศิษย์ก่อน เช่นนั้นอาจารย์ท่านนี้ก็จะเป็นดาวนำโชคของข้าเจ้าค่ะ”
หลี่ซวียิ้มบาง ๆ ตนเองจะเป็นดาวนำโชคของเสี่ยวต๋าฉี่หรือไม่นั้นยังไม่แน่ แต่เสี่ยวต๋าฉี่ต้องเป็นดาวนำโชคของตนเองอย่างแน่นอน
“เจ้ายังรู้จักจี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวงด้วยหรือ?”
จี้จิ่วแห่งสำนักศึกษาหลวง คือผู้ที่มีอำนาจสูงสุดในสำนักศึกษาหลวงเชียวนะ
แคว้นที่หลี่ซวีอาศัยอยู่มีชื่อว่าราชวงศ์ราชาจวนซวี หรือเรียกอีกอย่างว่าแคว้นจวนซวี
แคว้นจวนซวี มีเจ็ดสิบสองอำเภอ มีสามร้อยหกสิบสถาบัน
อำเภอที่เขาอยู่คืออำเภออวี๋หยาง สถาบันคือสถาบันไท่ซวี ซึ่งอยู่ในอันดับรองสุดท้ายจากสามร้อยหกสิบสถาบัน
“ย่อมต้องรู้จักเจ้าค่ะ เขาเกรงใจข้ามาก อาจเป็นเพราะข้าคือองค์หญิงน้อยแห่งแคว้นชิงชิวกระมังเจ้าคะ”
“แคว้นชิงชิวที่อยู่ติดกับแคว้นจวนซวี แคว้นมหาอำนาจด้านการท่องเที่ยวที่ใหญ่ที่สุดในเต้าโจวนั่นน่ะหรือ?” หลี่ซวีมองนางด้วยความตกตะลึง
เขารู้จักแคว้นนี้ ได้ยินมาว่าทิวทัศน์งดงามมาก มีอสูรที่จำแลงกายเป็นหญิงงามล่มเมืองอยู่มากมาย ทั้งยังมีบริการพิเศษ เชี่ยวชาญการดีดพิณร้องเพลงและเป่าขลุ่ย
ดูเหมือนว่าสถานะที่ซ่อนอยู่ซึ่งระบบกล่าวถึงก็น่าจะเป็นสิ่งนี้
“อืม” ต๋าฉี่พยักหน้า
“ครั้งนี้ข้าเก็บเศรษฐีนีน้อยได้แล้ว”
ดูเหมือนว่าวิถีชีวิตอันเกียจคร้านจะสามารถก้าวหน้าไปได้อีกขั้นแล้ว
จู่ ๆ หลี่ซวีก็ขมวดคิ้ว “ไม่ถูกสิ แล้วเหตุใดเจ้าจึงดูไม่เหมือนคนมีเงินเลยเล่า?”
“เมื่อเช้าข้าถูกฝูงหมาป่าทำให้ตกใจจนหลงทาง แล้วก็ถูกงูสองตัวไล่ตามอย่างงง ๆ พอข้ามสะพาน สะพานก็ขาด ปลาปิรันย่าในแม่น้ำก็ไล่ตามข้าอยู่นาน แหวนเก็บของก็หล่นหาย หาอยู่นานก็หาไม่พบ พอขึ้นฝั่ง ก็พบผู้บำเพ็ญมรรคสามคน บอกว่าอยากจะถลกหนังข้าไปทำเสื้อผ้า แล้วก็มาพบท่านอาจารย์นี่แหละเจ้าค่ะ”
“แหวนเก็บของ ของฟุ่มเฟือยเช่นนี้ถึงกับมีไว้ในครอบครองด้วย”
ปัจจุบันหลี่ซวีมีปัญญาใช้เพียงถุงเก็บของที่ถูกที่สุดเท่านั้น แต่นางกลับมีถึงแหวนเก็บของ สมแล้วที่เป็นองค์หญิงน้อย
“ท่านอาจารย์ แหวนเก็บของวงนั้นไม่แพงหรอกเจ้าค่ะ แค่ 500,000 เอง”
หึหึ
นี่คือทัศนคติของเศรษฐินีงั้นหรือ? วิสัยทัศน์ของข้าช่างคับแคบเสียจริง
[กระตุ้นภารกิจ ช่วยเหลือศิษย์ต๋าฉี่ตามหาแหวนเก็บของที่หล่นหาย หากสำเร็จ รางวัล: วิชามรรคระดับห้า]
หลี่ซวีได้ยินเสียงดังขึ้นในหัว ก็ผุดลุกขึ้นยืนทันที ตบโต๊ะดังปัง
“จะหาแหวนเก็บของพบหรือไม่นั้นไม่สำคัญ ที่สำคัญคือบังอาจมารังแกศิษย์ของข้า ไป พาข้าไป สะพานใด? แม่น้ำสายใด? ปลาปิรันย่าฝูงใดที่ไล่ตามเจ้า? อาจารย์จะช่วยเจ้าแก้แค้นเอง”
“ท่านอาจารย์ ไม่ต้องหรอกเจ้าค่ะ”
“ไม่ได้ ความแค้นฝังลึกนี้ต้องชำระ เสี่ยวต๋าฉี่รีบนำทางไปเลย”