เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 80 ศาสตราพิธี บรรพชน และการรับทาสรับใช้

บทที่ 80 ศาสตราพิธี บรรพชน และการรับทาสรับใช้

บทที่ 80 ศาสตราพิธี บรรพชน และการรับทาสรับใช้


บทที่ 80 ศาสตราพิธี บรรพชน และการรับทาสรับใช้

วันรุ่งขึ้น

เสิ่นช่านตื่นขึ้นมาทำความสะอาดศาลบรรพชนตามปกติ กินข้าวเสร็จก็เดินไปที่วิหารอาคม เพื่อไปดูลูกศิษย์แพทย์อาคมทั้งหลาย

ภายในวิหารอาคม

ลูกศิษย์แต่ละคนมีสีหน้าอิดโรยและเอาแต่หาววอดๆ

"ท่านอาจารย์"

เมื่อเห็นเสิ่นช่านเดินเข้ามา ทุกคนก็รีบทำความเคารพ และหยุดการพูดคุยที่กำลังกระซิบกระซาบกันอยู่ทันที

ทุกคนต่างก็หันไปมองหั่วฉง

หั่วฉงเดินเข้ามาหาเสิ่นช่าน "ท่านอาจารย์ขอรับ ข้ากับศิษย์น้องอีกหลายคนช่วงนี้มักจะฝันแปลกๆ ฝันเห็นเงามืดๆ ก้อนหนึ่งมาบอกว่าจะช่วยให้พวกเรากลายเป็นแพทย์อาคมตัวจริงขอรับ"

"อืม"

เมื่อได้ยินเช่นนั้น เสิ่นช่านก็รู้สึกหงุดหงิดขึ้นมาทันที

มิน่าล่ะถึงได้ใช้มุกเก่าๆ ที่แท้ก็เล็งเป้าหมายมาที่ลูกศิษย์ของเขานี่เอง

"เริ่มฝันแบบนี้ตั้งแต่เมื่อไหร่?"

"ของข้าห้าวันก่อนขอรับ"

"ของข้าสี่วันก่อนเจ้าค่ะ"

ลูกศิษย์แต่ละคนทยอยตอบ ซึ่งเวลาเริ่มต้นก็แตกต่างกันไป

"แล้วทำไมเพิ่งมาบอกข้าเอาป่านนี้?"

เมื่อได้ยินน้ำเสียงตำหนิของเสิ่นช่าน ทุกคนก็ก้มหน้างุด ไม่กล้าสบตา

ตอนแรก พวกเขาก็ไม่ได้ใส่ใจอะไร คิดว่าในฐานะลูกศิษย์ การฝันอยากเป็นแพทย์อาคมตัวจริงก็เป็นเรื่องปกติ

แต่พอฝันติดๆ กันหลายวัน เมื่อพวกเขามานั่งคุยกัน ก็เลยบังเอิญรู้ว่าทุกคนต่างก็ฝันเหมือนกันเป๊ะ

เสิ่นช่านลองนับวันดู วันที่ลูกศิษย์คนแรกเริ่มฝัน ก็คือวันที่เขาเลื่อนขั้นเป็นระดับชีพจรสวรรค์พอดี

ส่วนเมื่อวาน เขาไม่ได้ฝึกวิชา แต่มัวแต่นั่งอ่านตำราที่ได้มาจากถุงมิติอาคมของตัวประหลาดเซียวหยาง เพื่อหาเบาะแสเกี่ยวกับศาสตราพิธี

การนั่งอ่านตำราทั้งวัน ทำให้จิตใจเขาผ่อนคลาย

ดังนั้น การที่เขาฝันเห็นเงาดำนั่น ก็น่าจะเป็นเพราะจิตใจผ่อนคลายลง ไม่อย่างนั้นสัมผัสเทพที่แข็งแกร่งของเขาคงไม่ถูกแทรกแซงได้ง่ายๆ แน่

"วันนี้ไม่ต้องเรียนแล้ว กลับไปพักผ่อนกันซะให้หมด"

หลังจากไล่ลูกศิษย์กลับไป เสิ่นช่านก็เข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว

ไอ้บ้าเอ๊ย... พวกแพทย์อาคมโลหิตกล้ามาก่อกวนถึงเผ่าจื้อเหยียนเชียวรึ!

แถมยังเจาะจงเป้าหมายมาที่ลูกศิษย์แพทย์อาคมอย่างแม่นยำด้วย

พวกแพทย์อาคมโลหิตก็เก่งแต่เรื่องลอบกัดแบบนี้แหละ

ลูกศิษย์ของเขาพรสวรรค์ก็แค่ระดับกลางๆ ถ้าโดนล่อลวงบ่อยๆ เข้า สักวันก็คงใจอ่อนแน่

ถ้าในเผ่ามีแพทย์อาคมโลหิตโผล่มาสักคนล่ะก็ หายนะมาเยือนแน่

เผ่าซั่งหูก็เป็นตัวอย่างให้เห็นแล้วว่า ปลวกเพียงตัวเดียวก็สามารถทำลายเขื่อนใหญ่ได้

และที่สำคัญที่สุดคือ มันกล้ามาก่อกวนในวันที่เขาเลื่อนขั้นเป็นระดับชีพจรสวรรค์ หยามหน้ากันชัดๆ!

ตกดึก

ที่หน้าบ้านพักของลูกศิษย์

เสิ่นช่านนั่งดักรออยู่บนเก้าอี้หินอย่างมาดมั่น

เขาอยากจะรู้เหมือนกันว่าใครมันบังอาจมากระตุกหนวดเสือ

วิชาหลอกเด็กแบบนี้มันจับตัวยาก ถ้าเป็นเผ่าอื่นก็คงโดนหลอกไปแล้ว

ลองคิดดูสิ ถ้าแพทย์อาคมที่คนในเผ่าเคารพศรัทธา กลายเป็นแพทย์อาคมโลหิตขึ้นมา ผลลัพธ์มันจะเลวร้ายขนาดไหน

ท่ามกลางความมืดมิดยามค่ำคืน

ณ บึงน้ำใหญ่

นายท่านจระเข้โผล่หัวขึ้นมาเหนือผิวน้ำ แล้วคายลูกแก้วมายาสังเวยวิญญาณออกมา

มันพึมพำคาถา ควันสีดำก็ลอยละล่องไปตามสายลม มุ่งหน้าสู่เผ่าจื้อเหยียน

"อยากเป็นแพทย์อาคมตัวจริงไหมล่ะ?"

สายลมพัดเอื่อยๆ คลื่นน้ำสาดกระเซ็นเบาๆ หัวของจระเข้กลมกลืนไปกับผิวน้ำ ดวงตาสีทองหม่นจับจ้องไปที่เผ่าจื้อเหยียนอย่างไม่วางตา

วันนี้เข้าสู่วันที่หกแล้ว

ใกล้แล้ว... อีกนิดเดียว…

ขอแค่มีคนใจอ่อน ก็จะตกเป็นทาสมันทันที

มันพนันได้เลยว่า เผ่าเล็กๆ เผ่านั้นทนการล่อลวงของมันได้ไม่เกินสิบวันหรอก

แค่เผ่าเล็กๆ เผ่าเดียว จะหนีพ้นเงื้อมมือมันไปได้ยังไง

ที่นี่คือดินแดนรกร้างทางตอนเหนือ คงไม่มีพวกชอบสอดรู้สอดเห็นโผล่มาขัดขวางอีกแล้วล่ะมั้ง

นายท่านจระเข้พ่นปราณโลหิตเข้าไปในลูกแก้วอย่างต่อเนื่อง ควันสีดำที่พวยพุ่งออกมากก็ผสานกลมกลืนไปกับความมืดมิดยามราตรี

"ที่แท้ก็เป็นไอ้ของพรรค์นี้นี่เอง!"

เสิ่นช่านที่ซ่อนตัวอยู่ใต้น้ำห่างจากเผ่าไปประมาณสามลี้ มองเห็นจระเข้ที่กำลังพ่นควันดำออกจากลูกแก้วได้อย่างชัดเจน

เมื่อใช้วิชาแปลงกายวัวขุย ประสาทสัมผัสในน้ำของเขาก็เฉียบคมขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้เขาสามารถจับตัวการที่มาทำลับๆ ล่อๆ ได้ในที่สุด

เขาจำได้ว่าจระเข้ตัวนี้หน้าตาคุ้นๆ คล้ายกับไอ้ตัวที่เขาเจอหน้าเผ่าซั่งหูเลย

แต่ไอ้ตัวที่เจอหน้าเผ่าซั่งหูนั่นมันเป็นมนุษย์จระเข้ ซึ่งก็คือแพทย์อาคมโลหิต

ส่วนไอ้ตัวนี้ ดูยังไงก็เป็นสัตว์อสูรแท้ๆ

"ซู่!"

เพียงแค่เสิ่นช่านนึกคิด ผิวน้ำก็สั่นสะเทือนอย่างรุนแรง มังกรวารีตัวใหญ่พุ่งทะยานขึ้นสูงกว่าสิบจั้ง แล้วฟาดตัวลงมาที่จระเข้อย่างแรง

"วิชาบงการวารีเผ่าหลิงอวี๋!"

ทันทีที่มังกรวารีปรากฏตัว นายท่านจระเข้ก็สัมผัสได้ถึงคลื่นพลังทันที ในฐานะที่มันเชี่ยวชาญวิชาอาคมธาตุน้ำเหมือนกัน มีหรือที่มันจะไม่รู้

แต่มันก็ยังตอบสนองช้าไปก้าวหนึ่ง

มังกรวารีฟาดตัวลงมาดุจสายน้ำตก กระแทกเข้าที่หลังของมันอย่างจัง จนมันปลิวละลิ่วกระเด็นไปไกล คลื่นน้ำแตกกระจายไปทั่ว

"โธ่เว้ย! เผ่าหลิงอวี๋อีกแล้วรึ!"

นายท่านจระเข้ร้องลั่นด้วยความโกรธแค้นและสิ้นหวัง

ตะปูอาคมที่คนของเผ่าหลิงอวี๋ปักไว้บนตัวมันยังไม่ทันหายดีเลยนะ!

มันก็แค่สัตว์อสูรระดับสามตัวหนึ่ง ถึงจะเป็นทาสรับใช้ของแพทย์อาคมโลหิต แต่ก็ไม่เห็นต้องตามจองล้างจองผลาญกันขนาดนี้เลยนี่นา!

"ไอ้พวกเผ่าหลิงอวี๋บ้าเอ๊ย! จะตามรังควานกันไปถึงไหน!"

สิ้นเสียงคำรามของมัน เท้าขนาดใหญ่ที่ปกคลุมไปด้วยเกล็ดลวดลายวัวขุย ก็พุ่งทะยานแหวกน้ำเข้ามาเตะเข้าที่ตัวมันอย่างจัง

ตูม!

แสงสีทองระเบิดวาบออกมาจากตัวนายท่านจระเข้ คลื่นน้ำที่มันรวบรวมมาป้องกันตัวถูกเตะจนแตกกระจาย แถมยังโดนประทับรอยเท้าขนาดใหญ่ไว้กลางหลังอีกต่างหาก

"ไม่ใช่เผ่าหลิงอวี๋นี่หว่า!"

หลังจากโดนเตะไปเต็มแรง นายท่านจระเข้ก็เพิ่งจะรู้ตัว

"ไอ้พวกเดียวกันนี่เอง!"

มีเกล็ดเหมือนกัน ก็แสดงว่าตั้งใจจะมาแย่งเหยื่อของมันสินะ

คราวนี้มันยิ่งโกรธจัด

คิดว่ามันหนีมาอยู่บ้านนอกแล้วจะยอมให้ใครมารังแกง่ายๆ รึไง!

นายท่านจระเข้สะบัดปากที่ยาวเหยียดอย่างแรง คลื่นน้ำสาดกระเซ็น ก่อนจะก่อตัวเป็นจระเข้ยักษ์ที่ทำจากน้ำขนาดยาวกว่าสิบจั้ง พุ่งเข้าใส่เสิ่นช่านอย่างเกรี้ยวกราด

"ไป!"

ลำแสงสีดำพุ่งวาบออกมาจากใต้น้ำ ตะปูอาคมทะลวงเจาะกะโหลกของจระเข้วารี จนร่างของมันเกิดรอยร้าวไปทั่ว

เสิ่นช่านอาศัยจังหวะนั้นพุ่งเข้าไปประชิดตัวนายท่านจระเข้ทันที

แม้ร่างแปลงวัวขุยของเขาจะไม่ได้ดูเหมือนวัวขุยตัวจริงเป๊ะๆ แต่รูปร่างที่ใหญ่โตบึกบึน ก็แฝงไปด้วยความน่าเกรงขามของวัวขุยอย่างเต็มเปี่ยม

เกล็ดที่เกิดจากพลังปราณโลหิตเปล่งประกายสีม่วงเข้ม แม้จะไม่ได้มีขาเดียวเหมือนวัวขุยในตำนาน แต่ทุกครั้งที่สองเท้าของเขาย่ำลงบนผิวน้ำ ก็จะเกิดเสียงดังกึกก้องราวกับฟ้าร้อง

เขาไม่รอช้า ประเคนลูกเตะใส่มันอีกครั้ง

ลูกเตะนี้รวบรวมพลังน้ำจากทุกทิศทางมาไว้ที่เท้า พลังทำลายล้างมหาศาลอัดกระแทกเข้าไปกลางลำตัวของนายท่านจระเข้ จนพลังลมปราณในร่างของมันแตกซ่านไปหมด

ขณะที่มันกำลังเสียศูนย์ เสิ่นช่านก็ใช้สองมือที่เต็มไปด้วยเกล็ดลวดลายวัวขุยคว้าตัวมันไว้ แล้วดึงกลับมา

กำปั้นที่ใหญ่เท่าหม้อดินและเปล่งประกายสายฟ้า ก็พุ่งเข้ากระหน่ำทุบหัวมันไม่ยั้ง

ตึง! ตึง! ตึง!

ทุกหมัดที่กระแทกลงไป ดังกึกก้องราวกับเสียงฟ้าร้อง นายท่านจระเข้เจ็บปวดจนต้องดิ้นทุรนทุราย พยายามจะลากเสิ่นช่านดำดิ่งลงไปใต้น้ำ

แต่เสิ่นช่านใช้มือข้างหนึ่งจับเกล็ดของมันไว้แน่น ส่วนอีกมือก็ระดมหมัดใส่ไม่ยั้งราวกับห่าฝน

เลือดสาดกระเซ็นไปทั่วผืนน้ำ นายท่านจระเข้ร้องลั่นด้วยความเจ็บปวด

"ข้าคือมังกรจระเข้ธาตุน้ำ เจ้าก็เป็นสัตว์อสูรเหมือนกัน ถ้าเจ้าอยากได้เหยื่อพวกนี้ ข้ายกให้ก็ได้ ทำไมต้องทำรุนแรงขนาดนี้ด้วยเล่า!"

"สัตว์อสูรบ้านแกสิ! แกต่างหากที่เป็นสัตว์อสูร!"

กำปั้นของเสิ่นช่านเปล่งประกายแสงสีเลือด คราวนี้เสียงฟ้าร้องไม่ได้ดังมาจากภายนอก แต่ดังกึกก้องออกมาจากตัวกำปั้นเอง เมื่อปะทะเข้ากับร่างของมัน ก็เกิดเสียงระเบิดดังสนั่น

อานุภาพของหมัดเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัวในพริบตา

ตึง! ตึง!

เมื่อเจอการโจมตีที่หนักหน่วงกว่าเดิม นายท่านจระเข้ก็ถึงกับมึนงง

ไอ้บ้าเอ๊ย สมองกลับหรือไงวะ ก็บอกว่ายกให้แล้วไง!

มันพยายามจะฮึดสู้ แต่หมัดที่กระหน่ำลงมาอย่างต่อเนื่อง ก็ทำเอาพลังลมปราณของมันแตกซ่านไปหมดจนไม่สามารถรวบรวมพลังปราณโลหิตได้เลย

ไอ้หมอนี่ทุบมันเหมือนกำลังตีกลองรบอยู่เลย แถมยังกะจังหวะทุบได้แม่นยำมาก ทุกครั้งที่มันรวบรวมพลังได้ หมัดก็พุ่งมากระแทกจนพลังแตกซ่านไปเสียทุกที

กร๊อบ!

เสียงกระดูกแตกดังลั่น

กร๊อบ! กร๊อบ!

เสียงกระดูกแตกดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง เลือดทะลักออกจากร่างของนายท่านจระเข้เป็นสาย ตะปูอาคมที่มันพยายามจะขับออกจากร่างกายมาตลอด ก็ถูกทุบจนกระเด็นหลุดออกมา

"เจ้าบีบให้ข้าต้องทำแบบนี้นะ!"

นายท่านจระเข้คำรามลั่น พลังปราณโลหิตในร่างระเบิดออกมาอย่างรุนแรง ก่อตัวเป็นเกราะสีเลือดห่อหุ้มร่างกายเอาไว้

"จะเรียกหาแม่เจ้าหรือไง!"

โครม!

เสิ่นช่านลุกขึ้นยืนบนตัวมัน แล้วยกเท้าขึ้นสูงก่อนจะกระทืบลงมาเต็มแรง

พลังน้ำจากทุกสารทิศรวมตัวกันอยู่ที่ใต้ฝ่าเท้าของเขา การกระทืบเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำลายเกราะสีเลือดของมันจนแตกกระจาย และเหยียบร่างของมันจมมิดลงไปในโคลนตมก้นบึง

"ไว้ชีวิตข้าด้วยเถอะ เราก็เผ่าพันธุ์เดียวกั..."

โครม!

นายท่านจระเข้สัมผัสได้ว่าฝ่าเท้าที่เหยียบอยู่บนหลังมันยกขึ้น แล้วก็กระทืบลงมาอีก

ไม่นะ... ยังไม่จบอีกรึ!

โครม! โครม! โครม!

เสิ่นช่านกระทืบซ้ำลงไปอีกสามครั้งซ้อน

นายท่านจระเข้รู้สึกได้เลยว่ากระดูกสันหลังของมันถ้าไม่หักก็คงร้าวไปแล้ว

นี่มันไม่ใช่แค่การแย่งเหยื่อแล้ว นี่มันตั้งใจจะกระทืบให้ตายคาที่ชัดๆ!

"ไว้ชีวิตด้วยเถอะ!"

เสิ่นช่านจับคอจระเข้แล้วลากมันขึ้นมาจากโคลน ก่อนจะแทงตะปูอาคมเข้าไปที่เกล็ดย้อนใต้คางของมัน

เขาก็เพิ่งรู้เหมือนกันแฮะว่าจระเข้ก็มีเกล็ดย้อนด้วย จากนั้นก็จับปากมันลากขึ้นฝั่งไป

เมื่อขึ้นมาบนฝั่ง เขาก็โยนมันลงกับพื้น แล้วใช้เท้าเหยียบไว้

"เจ้าตั้งใจจะมาหาเรื่องข้าใช่ไหม!"

ในที่สุด นายท่านจระเข้ก็ได้เห็นรูปร่างหน้าตาของเสิ่นช่านชัดๆ เสียที

หน้าตาเหมือนคน

แต่ตามตัวมีลวดลายวัวขุยเปล่งประกายอยู่ และรูปร่างก็ดูคล้ายวัวขุยมาก

"ไม่ๆ ข้าเข้าใจผิดเอง!"

เมื่อเห็นมันจ้องมอง เสิ่นช่านก็แสยะยิ้มเย็นเยียบ

"เจ้ามองดูสิว่า ข้าเหมือนคน หรือเหมือนวัวขุยกันแน่?"

หลังจากแปลงกายเป็นวัวขุย ดวงตาของเขาก็มีสีทองหม่นเจืออยู่เล็กน้อย ดูเย็นชาและน่าเกรงขาม

เมื่อนึกถึงหมัดที่กระหน่ำลงมาราวกับห่าฝน และฝ่าเท้าที่พร้อมจะเหยียบมันให้ตายคาที่ นายท่านจระเข้ก็รู้สึกหนาวสั่นไปถึงกระดูก

มันอ้าปากที่หักงอออกกว้าง ศีรษะที่ยุบลงไปทำให้มันรู้สึกปวดหัวตึ้บ

"เป็นความผิดของข้าเอง"

"ข้าไม่รู้ว่าดินแดนแถบนี้เป็นเขตหาอาหารของท่าน"

เสิ่นช่านหยิบก้อนหินปลาที่มีรอยสลักอักขระขึ้นมา แล้วโยนไปตรงหน้ามัน

"นี่ของเจ้าใช่ไหม"

เมื่อเห็นหินปลา นายท่านจระเข้ก็อยากจะปฏิเสธ แต่เมื่อสบตาอันเย็นชาของเสิ่นช่าน มันก็ต้องพยักหน้ายอมรับ

จะโกหกก็คงไม่ได้ เพราะที่ขาหน้าซ้ายของมันยังมีเกล็ดหินหยกแบบเดียวกันหลงเหลืออยู่อีกเกล็ดหนึ่ง

"ทาสโง่ของข้าที่บังอาจล่วงเกินท่าน สมควรตายแล้วล่ะ"

ถึงปากจะพูดแบบนั้น แต่ในใจมันก็แค้นไอ้ทาสคนนั้นแทบตาย ถ้ามันยังไม่ตายล่ะก็ มันจะจับมาทรมานให้ตายทั้งเป็นเลยคอยดู

เคยเตือนแล้วแท้ๆ ว่าเวลาออกไปสร้างเรื่อง อย่าเอาชื่อมันไปอ้าง แล้วทำไมไม่รู้จักทำลายป้ายหินทิ้งไปซะเล่า!

"ดูเหมือนแกจะมีทาสเยอะเลยสินะ?"

"เมื่อก่อนก็มีเยอะอยู่หรอก แต่ตายเรียบตอนอยู่เมืองยงอี้หมดแล้ว พวกนี้คือพวกที่เพิ่งมารับใหม่ตอนหนีมาอยู่ที่นี่ ตอนนี้ก็เหลือแค่สองสามคนแล้วล่ะ ไม่อย่างนั้นคืนนี้ข้าคงไม่ต้องมาออกแรงหาทาสใหม่ด้วยตัวเองหรอก"

นายท่านจระเข้ตอบอย่างระมัดระวัง

เมื่อได้ยินว่ามันมาจากเมืองยงอี้ เสิ่นช่านก็ผ่อนแรงพลังอาคมในตะปูอาคมลงเล็กน้อย

"มาจากเมืองยงอี้แล้วทำไมถึงมาปะทะกับเผ่าหลิงอวี๋ได้ล่ะ?"

เมื่อได้ยินคำถามนี้ นายท่านจระเข้ก็อยากจะร้องไห้ออกมาเป็นสายเลือด รู้สึกว่าช่วงนี้ดวงตกสุดๆ

ตอนอยู่เมืองยงอี้ก็โดนตามล่าจนหัวซุกหัวซุน ทาสก็ตายเกือบหมด

อุตส่าห์หนีตายมาถึงดินแดนรกร้างทางตอนเหนือ เพิ่งจะรับทาสใหม่ได้ไม่กี่คน แถมยังต้องหลบซ่อนตัวอยู่ในบึงใหญ่เพื่อรักษาแผล ดันมาแจ็คพอตเจอเผ่าหลิงอวี๋มาล่าสัตว์อีก

โดนตะปูอาคมของเผ่าหลิงอวี๋ปักเข้าให้ ก็ต้องกบดานหนีตายมาอีกสองปี

คราวนี้อุตส่าห์รวบรวมความกล้าโผล่หัวออกมาหาทาสใหม่ ก็ดันมาเจอไอ้ตัวประหลาดที่หน้าตาเหมือนคนแต่เหมือนวัวขุย กระทืบเอาซะปางตาย

โดนอัดยับสามรอบติดๆ แผลเก่ายังไม่ทันหายดี ก็ได้แผลใหม่มาเพิ่มอีกแล้ว

"เมืองยงอี้มีพวกแพทย์อาคมโลหิตเยอะงั้นรึ?"

"เยอะสิ"

นายท่านจระเข้พยักหน้ารับ

จะไม่เยอะได้ยังไงล่ะ เวลาบาดเจ็บ นอกจากจะต้องระวังพวกมนุษย์แล้ว ยังต้องระวังพวกสัตว์อสูรตัวอื่นๆ ที่จ้องจะแย่งชิงพลังไปอีก

"เมืองยงอี้วุ่นวายมาก มนุษย์กับเผ่าพันธุ์ต่างถิ่นทำสงครามกันตลอดเวลา คนที่อยากจะเก่งวิชาอาคมก็มีเยอะ ก็เลยมีคนยอมเสี่ยงเป็นแพทย์อาคมโลหิตกันเยอะตามไปด้วย"

"เจ้าใช้ลูกแก้วนั่นหลอกล่อคนให้มาเป็นทาสงั้นรึ?"

เสิ่นช่านหยิบลูกแก้วสีดำออกมา

นายท่านจระเข้มองตาม มันไม่ทันสังเกตเลยด้วยซ้ำว่าลูกแก้วถูกเสิ่นช่านแย่งไปตอนไหน

"ลูกแก้วนี้สามารถสร้างภาพลวงตา เพื่อกระตุ้นความปรารถนาในใจของมนุษย์ให้รุนแรงขึ้น ข้าก็จะให้ความหวานพวกมันนิดหน่อย แล้วพวกมันก็จะค่อยๆ ตกเป็นทาสของข้าเอง"

"แม้แต่ตอนที่พวกมันตายไปแล้วงั้นรึ?" เสิ่นช่านนึกถึงแพทย์อาคมโลหิตสองคนที่เขาเจอ ทั้งสองคนตายสยองกันทั้งคู่

"ใช่ พอพวกมันยอมตกเป็นทาสข้า ต่อให้ตายไป พลังอาคมส่วนหนึ่งของพวกมันก็จะถูกส่งมาให้ข้า"

"ข้าบังเอิญได้ลูกแก้วนี้มา ถ้าท่านอยากได้ ข้าก็จะยกให้"

"เหอะ จะยกให้หรือไม่ยกให้ ถ้าเจ้าตาย ข้าก็เอามาได้อยู่ดีนั่นแหละ"

เสิ่นช่านไม่สนใจลูกแก้วนั้น เขาสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายความชั่วร้ายและความแค้นที่แผ่ออกมาจากมัน ซึ่งคล้ายกับ 'ไม้เหล็ก' สองท่อนที่เขาเคยเจอมาก

"ตอนเจ้ามาอยู่ที่นี่ เคยเจอสัตว์อสูรตัวอื่น หรือแพทย์อาคมโลหิตคนอื่นไหม?"

"อย่างเช่น เผ่าเซียวหยางน่ะ"

"ไม่เคยเจอเลย ปกติแล้วสัตว์อสูรกับแพทย์อาคมโลหิตจะแยกกันอยู่ และจะไม่ค่อยมีเรื่องกันหรอก เว้นแต่จะมาแย่งเหยื่อกัน ตอนอยู่เมืองยงอี้ พวกเราก็แบ่งเขตแดนกันชัดเจน แต่อาจจะมีบ้างที่ทาสของแต่ละฝ่ายจะบังเอิญไปเจอกันเอง"

"ข้าไม่ได้กลับไปเมืองยงอี้นานแล้ว เล่าสถานการณ์ของที่นั่นให้ฟังหน่อยสิ"

โครม!

พูดจบ เสิ่นช่านก็กระทืบเท้าลงบนตัวมันอีกครั้ง พลังปราณโลหิตทะลวงเข้าสู่ร่างของมัน ทำลายพลังปราณที่มันแอบรวบรวมไว้อย่างลับๆ จนหมดสิ้น

"ถ้าไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า"

"ข้าจะเล่า! ข้าจะเล่า!"

นายท่านจระเข้ละล่ำละลักด้วยความหวาดกลัว "ทางตอนเหนือของเมืองยงอี้ บริเวณเขตจี้ เผ่าเซียวหยางที่เพิ่งกลับมามีอำนาจอีกครั้ง กำลังบุกโจมตีอย่างหนัก ทำให้เผ่ามนุษย์แตกพ่ายไปหลายเผ่า และมีหลายเผ่าที่ล่มสลายไปเลย ถ้าข้าไม่บาดเจ็บสาหัส ข้าก็คงจะอยู่ร่วมวงปล้นสะดมพวกนั้นด้วยแล้วล่ะ"

จากคำบอกเล่าของนายท่านจระเข้ เสิ่นช่านก็เริ่มเข้าใจสภาพแวดล้อมของดินแดนแถบนี้มากขึ้น

พูดให้ถูกคือ พื้นที่ทั้งหมดทางตอนใต้ของเทือกเขายักษ์ เรียกรวมๆ ว่า 'เมืองยงอี้'

และพื้นที่ที่เผ่าจื้อเหยียนตั้งอยู่ ในสายตาของเผ่าต่างๆ ในเมืองยงอี้ ถือเป็นพื้นที่รอบนอกที่เรียกว่า 'เยว่' (ป่าเถื่อน)

ดินแดนในเมืองยงอี้ แบ่งออกเป็นสี่ระดับ คือ 'เฉิง' (เมืองศูนย์กลาง) 'กัว' (ชานเมือง) 'มู่' (ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์) และ 'เยว่' (ป่าเถื่อน)

ทุกเผ่าสามารถเรียกพื้นที่ใจกลางเผ่าตัวเองว่า 'เฉิง' ได้ และจะแบ่งพื้นที่โดยรอบออกเป็นสี่ระดับนี้

'เฉิง' คือศูนย์กลางของเผ่า

'กัว' คือพื้นที่ทำกินรอบๆ เผ่า

'มู่' คือพื้นที่สำหรับเลี้ยงสัตว์และล่าสัตว์

'เยว่' คือพื้นที่รอบนอกสุด ที่ไม่ค่อยมีใครสนใจ เป็นที่อยู่อาศัยของคนป่าคนเถื่อน และพวกเผ่าพันธุ์ต่างถิ่น

เมื่อแปดพันปีก่อน ดินแดนทางตอนใต้ของเทือกเขายักษ์เคยเป็นอาณาเขตของเผ่าเซียวหยาง จนกระทั่งเผ่ายงซานเป็นผู้นำพันธมิตรเผ่าต่างๆ มาปราบปราม

แต่พวกเผ่าเซียวหยางก็ไม่ได้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น และเวลาผ่านไปแปดพันปี พวกมันก็ฟื้นตัวและเริ่มกลับมารุกรานเผ่ามนุษย์อีกครั้ง

แต่ในตอนนี้ มนุษย์ไม่มีเผ่ายงซานคอยเป็นผู้นำอีกต่อไปแล้ว

ส่วนพื้นที่ที่เผ่าจื้อเหยียน เผ่าชางเหนี่ยว และเผ่าหยวนซานตั้งอยู่นั้น เป็นเพียงแค่ส่วนเล็กๆ ทางตอนเหนือของเมืองยงอี้เท่านั้น

ต่อให้เดินทางไปทางตะวันตกจนถึงเขตแดนของเผ่าหลิงอวี๋ มันก็ยังถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของเมืองยงอี้อยู่ดี

"ในระหว่างที่สู้รบกับเผ่าเซียวหยาง มีเผ่าไหนทำศาสตราพิธีหายบ้างไหม?"

เมื่อได้ยินคำถามนี้ นายท่านจระเข้ก็ชะงักไป และพยายามจะชะโงกหน้าขึ้นมามองเสิ่นช่าน

แต่เสิ่นช่านที่คอยจับตาดูมันด้วยสัมผัสเทพตลอดเวลา ก็รับรู้ได้ถึงความผิดปกติของมันทันที เขาจึงขยับเท้าที่เหยียบมันอยู่เล็กน้อย

"เผ่าล่มสลาย ศาสตราพิธีก็ถูกทำลายตามไปด้วย ข้าไม่เคยได้ยินว่ามีเผ่าไหนทำศาสตราพิธีหายเลยนะ"

ศาสตราพิธีคือปราการด่านสุดท้ายของเผ่า ถ้าศาสตราพิธีถูกทำลาย เผ่านั้นก็คงอยู่ได้อีกไม่นาน

พวกสัตว์อสูรอย่างมัน เวลาจะหาทาส ก็มักจะหลีกเลี่ยงเผ่าที่มีศาสตราพิธีคุ้มครองอยู่เสมอ

ตอนนี้ เสิ่นช่านก็เข้าใจแล้วว่า ทำไมในถุงมิติอาคมของตัวประหลาดเซียวหยาง ถึงไม่มีศาสตราพิธีของมนุษย์อยู่เลย

ในขณะเดียวกัน สมองของนายท่านจระเข้ก็ประมวลผลอย่างรวดเร็ว มันเริ่มรู้สึกได้ถึงลางสังหรณ์แปลกๆ

การที่เสิ่นช่านถามคำถามผิดพลาดไป มันไม่ใช่ปัญหา แต่ปัญหาคือมันดันไปได้ยินเข้านี่สิ

ก็ไหนเมื่อกี้เสิ่นช่านเพิ่งจะบอกว่าตัวเองก็มาจากเมืองยงอี้เหมือนกัน แล้วคนจากเมืองยงอี้จะไม่มีทางรู้เรื่องนี้ได้ยังไง?

ดังนั้น ไอ้ตัวประหลาดที่ยืนอยู่ตรงหน้ามัน น่าจะไม่ได้มาจากเมืองยงอี้ แต่เป็นคนในพื้นที่นี้ต่างหาก

พอมันมองไปทางเผ่าจื้อเหยียนที่อยู่ไกลออกไป มันก็คิดว่าเผ่าเล็กๆ ในป่าลึกแบบนี้ อาจจะบังเอิญเจอของดีอะไรเข้า แต่ความรู้ความเข้าใจยังตามไม่ทันก็เป็นได้

"แต่จะว่าไปแล้ว..."

นายท่านจระเข้รีบพูดแก้ต่าง "ข้าก็เป็นแค่จระเข้ธรรมดาๆ ที่บังเอิญมีสายเลือดสัตว์อสูรอยู่บ้าง ความรู้ของข้าคงจะเทียบกับนายท่านไม่ได้หรอก"

"โลกนี้กว้างใหญ่ไพศาล เรื่องที่ศาสตราพิธีหล่นหายก็อาจจะเคยเกิดขึ้นก็ได้ แค่มันหาได้ยากมากก็เท่านั้นเอง"

"ในแถบตอนเหนือของเมืองยงอี้ เผ่ามนุษย์กับเผ่าเซียวหยางทำสงครามกันบ่อยมาก ทุกๆ สิบยี่สิบปี ก็จะมีเผ่าชั้นสูงล่มสลาย และก็มีเผ่าใหม่ๆ ผงาดขึ้นมาแทนที่"

"พวกเผ่าที่เกิดใหม่ส่วนใหญ่ มักจะทำพิธีอัญเชิญเศษเสี้ยววิญญาณของมนุษย์ที่หลงเหลืออยู่ ให้มาสถิตอยู่ในสิ่งของ เพื่อใช้เป็นศาสตราพิธีคุ้มครองเผ่า"

"ตอนที่ข้ายังไม่ได้หนีมาที่นี่ ข้าเคยได้ยินว่ามีเผ่าหนึ่งชื่อว่า 'เผ่าอินซาน' พวกเขาใช้แค่ท่อนไม้ธรรมดาๆ ท่อนหนึ่งในการอัญเชิญเศษเสี้ยววิญญาณมาสถิต เพื่อใช้เป็นศาสตราพิธีประจำเผ่า"

คำอธิบายเพิ่มเติมพร้อมยกตัวอย่างของนายท่านจระเข้ ช่วยรักษาชีวิตของมันไว้ได้หวุดหวิด

นอกจากจะยกตัวอย่างแล้ว มันยังเล่าตำนานให้ฟังอีกด้วย

ก่อนหน้านี้เสิ่นช่านมัวแต่คิดหาวิธีหาวัตถุดิบมาสร้างศาสตราพิธี แต่ดูเหมือนว่าเขาจะคิดผิดมาตลอด

เพราะสิ่งที่สำคัญที่สุดของศาสตราพิธี ไม่ใช่ 'วัตถุดิบ' แต่เป็น 'วิญญาณ' ต่างหาก

การใช้ศาสตราพิธีเป็นที่กักเก็บ 'วิญญาณ' ของบรรพชนที่ล่วงลับ เพื่อให้พวกเขายังคงมีพลังปกป้องเผ่าต่อไปได้

แต่ปัญหาก็คือ เผ่าที่มีประวัติศาสตร์สั้นๆ อย่างเผ่าจื้อเหยียน แค่หนังแกะครึ่งแผ่นก็จดประวัติเผ่าได้หมดแล้ว จะไปหาคนในเผ่าที่ตายไปแล้วแต่มีความแข็งแกร่งพอที่จะมาสถิตเป็นวิญญาณคุ้มครองเผ่าได้จากที่ไหนล่ะ?

จะให้เชือดหั่วถังเอาวิญญาณมาใช้ก็คงไม่ได้ เพราะฝีมือของหั่วถังยังอ่อนด้อยเกินไป

แล้วแบบนี้จะทำยังไงดีล่ะ?

ก็ต้องพึ่งพาบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตน่ะสิ!

บรรพชนเหล่านั้นเป็นผู้คิดค้นวิชาวรยุทธ์ขึ้นมาเพื่อปกป้องมวลมนุษยชาติ แม้จะสิ้นชีพไปแล้ว แต่เจตนารมณ์ของพวกเขาก็ยังคงอยู่ และพร้อมที่จะสถิตอยู่ในศาสตราพิธีเพื่อปกป้องเผ่าต่างๆ

ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีนักรบที่แข็งแกร่งล้มตายไปมากมาย เศษเสี้ยววิญญาณที่ยังคงหลงเหลืออยู่ของพวกเขา คือกุญแจสำคัญในการสร้างศาสตราพิธี

มันคล้ายๆ กับระบบ 'รุ่นพี่ช่วยรุ่นน้อง' ที่รุ่นพี่จะใช้พลังเฮือกสุดท้ายช่วยเหลือรุ่นน้อง ซึ่ง 'รุ่นน้อง' ในที่นี้ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่คนในสายเลือดเดียวกัน แต่หมายถึงลูกหลานของเผ่าพันธุ์มนุษย์ทั้งหมด

เรื่องนี้ก็มีหลักฐานให้เห็นอยู่ อย่างเช่นป้ายวิญญาณไร้ตัวอักษรของเผ่าจื้อเหยียน ที่สร้างขึ้นมาเพื่อบูชาบรรพชนผู้คิดค้นวิชาวรยุทธ์

และไม่ใช่แค่เผ่าจื้อเหยียนเท่านั้น เผ่ามนุษย์ทุกเผ่าต่างก็มีการบูชาป้ายวิญญาณแบบนี้เหมือนกัน

แต่จากที่นายท่านจระเข้เล่ามา เศษเสี้ยววิญญาณของบรรพชนผู้ยิ่งใหญ่ในอดีตได้สูญสลายไปตามกาลเวลาเกือบหมดแล้ว และในปัจจุบัน เผ่าต่างๆ ในเมืองยงอี้ ก็มักจะอัญเชิญได้แค่เศษเสี้ยววิญญาณที่เหลือพลังเทียบเท่ากับนักรบระดับสองหรือระดับสามเท่านั้น

บรรพชนผู้ยิ่งใหญ่กำลังร่วงโรยลงไปเรื่อยๆ

และในทางกลับกัน ผู้สืบทอดเจตนารมณ์ของบรรพชนก็มีจำนวนลดน้อยลงเช่นกัน

ไม่ใช่ว่าทุกคนที่ตายไปจะเหลือเศษเสี้ยวเจตนารมณ์เอาไว้หรอกนะ

เพราะเศษเสี้ยววิญญาณที่เหลืออยู่ ก็เป็นเพียงแค่กลุ่มก้อนพลังงานที่ไร้ซึ่งความทรงจำและความรู้สึกนึกคิด หลงเหลือเพียงแค่สัญชาตญาณเท่านั้น

"ไว้ชีวิตข้าเถอะนะ ข้ายอมเป็นสัตว์อสูรคุ้มครองเผ่าให้ท่านก็ได้ ข้าจะกลับตัวกลับใจเป็นคนดีแล้ว!"

เมื่อเห็นเสิ่นช่านเอาแต่เงียบ นายท่านจระเข้ก็พยายามเอียงคอให้เสิ่นช่านเห็นสภาพอันน่าเวทนาของมัน

การเป็นสัตว์อสูรที่มีสติปัญญานั้น ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือความกลัวตายนี่แหละ

"เป็นสัตว์อสูรคุ้มครองเผ่างั้นรึ?"

เสิ่นช่านหัวเราะหึๆ ขืนเอามันไปเป็นสัตว์คุ้มครองเผ่า ก็เหมือนชักศึกเข้าบ้านน่ะสิ ดูเผ่าซั่งหูเป็นตัวอย่างก็แล้วกัน ว่าจุดจบมันเป็นยังไง

"ข้าจะให้โอกาสเจ้า ไปตามหาพวกแพทย์อาคมโลหิต และพรรคพวกของเจ้าที่อยู่ทางตอนเหนือของแม่น้ำฉวีสุ่ยมาให้หมด"

"ส่วนเรื่องหลังจากนั้น คงไม่ต้องให้ข้าบอกนะว่าต้องทำอะไรต่อ"

เมื่อสัมผัสได้ถึงจิตสังหารของเสิ่นช่าน ร่างกายของนายท่านจระเข้ก็กระตุกอย่างรุนแรง ก่อนจะมีสัญลักษณ์รูปจระเข้ลอยออกมาจากตัวมัน

เสิ่นช่านตรวจสอบสัญลักษณ์นั้นด้วยความสนใจ วานฝูเคยบอกว่า วิธีนี้มักจะใช้ในการทำสัญญาเพื่อควบคุมสัตว์อสูรระดับสูง

แต่มันก็มีข้อจำกัดอยู่บ้าง

การจับจระเข้ตัวนี้มาเป็นทาสรับใช้ เป็นความคิดที่เพิ่งแวบเข้ามาในหัวของเขาเมื่อกี้นี้เอง

เป้าหมายของเผ่าจื้อเหยียนคือการขยายอิทธิพลลงไปทางใต้ ซึ่งแน่นอนว่าจะต้องมีการปะทะกับเผ่าชางเหนี่ยวและเผ่าหยวนซานในอนาคตอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

การจัดการกับเผ่ามนุษย์ยังพอรับมือได้ เพราะทุกอย่างอยู่บนดิน แต่พวกแพทย์อาคมโลหิตและสัตว์อสูรพวกนี้ชอบหลบซ่อนตัวอยู่ในมุมมืด การจะใช้พวกมันไปจัดการกับพวกเดียวกันเอง น่าจะเป็นวิธีที่ง่ายกว่า

"ตามข้ามา!"

หลังจากเก็บสัญลักษณ์วิญญาณของจระเข้แล้ว เสิ่นช่านก็เดินนำหน้าไป

นายท่านจระเข้ต้องทนฝืนความเจ็บปวด คลานตามเขาไปอย่างทุลักทุเล

หลังจากเดินทางมาถึงถ้ำหินที่พังทลาย ซึ่งอยู่ห่างจากซากเผ่าซั่งหวงไปทางทิศตะวันออกประมาณร้อยลี้ เสิ่นช่านก็รื้อซากหินออก

เผยให้เห็น 'ไม้เหล็ก' สีดำทะมึนสองท่อนซ่อนอยู่ภายใน

"ในเมื่อเจ้ามาจากเมืองยงอี้ น่าจะรู้จักของพวกนี้ใช่ไหม?"

นายท่านจระเข้จ้องมอง 'ไม้เหล็ก' ด้วยดวงตาสีทองหม่น

"นี่มันคือไม้ศักดิ์สิทธิ์ของเผ่าเซียวหยางนี่นา!"

"ทำไมมันถึงมาอยู่ที่นี่ได้!"

จบบทที่ บทที่ 80 ศาสตราพิธี บรรพชน และการรับทาสรับใช้

คัดลอกลิงก์แล้ว