- หน้าแรก
- ท้าชะตาฮวงจุ้ย
- บทที่ 444 วาทศิลป์
บทที่ 444 วาทศิลป์
บทที่ 444 วาทศิลป์
“ไม่เลว คุณยังถือว่าซื่อสัตย์ดี คุณไม่สันทัดเรื่องค่ายกล ค่ายกลแปดประตูไม่ใช่สิ่งที่คนนอกจะมองออกได้ง่าย ๆ ได้ยินว่าพวกคุณเข้ามาทางประตูเปิด ฉันก็เดาได้แล้วว่าต้องไม่ใช่ความคิดของคุณแน่” หยวนเหวินเหวินพูดกับจางเทียนหลิงด้วยความพอใจพอสมควร
จางเทียนหลิงยิ้มเจื่อน บอกว่าเป็นผมที่ตัดสินใจว่าประตูเปิดเหมาะสมที่สุดจริง ๆ พวกเราถึงได้เดินทางมาถึงเรือนพักตระกูลหยวนได้อย่างราบรื่น
“แต่ว่า บททดสอบระหว่างทาง ผมเป็นคนฝ่ามาด้วยตัวเองจริง ๆ นะ” จางเทียนหลิงรีบตอบกลับไป
หยวนเหวินเหวินบอกว่ารู้แล้ว เธอแค่ตั้งใจจะดูว่าจางเทียนหลิงจะพูดความจริงไหม เพราะนิสัยส่วนตัวของเธอเกลียดคนโกหกที่สุด
“งั้นก็ดี งั้นก็ดี ผมไม่โกหก ไม่เคยพูดโกหกเลย” จางเทียนหลิงยิ้มแห้งตอบกลับไป
หยวนเซิ่งเจี๋ยพยักหน้า บอกว่าบททดสอบที่พวกเขาวางไว้ จางเทียนหลิงผ่านมันมาได้อย่างราบรื่นทั้งหมด งั้นการแต่งงานระหว่างตระกูลหยวนของพวกเขากับเขาหลงหู่ครั้งนี้ก็ถือว่าตกลงกันได้สำเร็จ
ได้ยินดังนั้น จางเทียนหลิงก็ร้องดีใจเสียงหลง ขาดแค่ยังไม่ได้กระโดดขึ้นมาจากเก้าอี้เท่านั้น
“นักพรตลามก นายช่วยสำรวมหน่อยได้ไหม ทำตัวหื่นกระหายซะขนาดนี้ น่าขายหน้าชะมัด” หลิวเฉิงกระซิบกับเขา
จางเทียนหลิงไม่ใส่ใจ บอกว่างานแต่งของตัวเองสำเร็จแล้ว เขาจะดีใจก็เป็นเรื่องปกติ ใครก็มาแส่ไม่ได้
“ถ้าอย่างนั้น เรื่องนี้ก็...” หยวนเซิ่งเจี๋ยยังพูดไม่ทันจบ จู่ ๆ ก็ถูกหยวนเหวินเหวินที่อยู่ด้านข้างพูดแทรกขึ้นมา
“ท่านผู้นำตระกูล รอก่อนค่ะ”
หยวนเซิ่งเจี๋ยสงสัย ถามเธอว่าเป็นอะไรไป
หยวนเหวินเหวินบอกว่าเธอเคยสาบานเอาไว้ คนที่เธอจะแต่งงานด้วยต้องเอาชนะเธอให้ได้ ดังนั้นงานแต่งครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ต้องให้เธอเป็นคนยืนยันด้วยตัวเอง
“เธอหมายความว่ายังไง?” หยวนเซิ่งเจี๋ยขมวดคิ้ว
“อยากจะแต่งงานกับฉัน เขาก็ต้องเอาชนะฉันให้ได้” ว่าแล้ว หยวนเหวินเหวินก็ชักแส้ยาวที่เอวออกมา
สิ้นคำพูดนี้ คนอื่น ๆ ในตระกูลหยวนต่างก็สีหน้าเปลี่ยนไป รอยยิ้มบนใบหน้าของจางเทียนหลิงก็แข็งค้างเช่นกัน
เมื่อเห็นสีหน้าที่เปลี่ยนไปของจางเทียนหลิง หลิวเฉิงก็อดไม่ได้ที่จะสมน้ำหน้า “ฮ่า ๆ คราวนี้ฉันจะรอดูว่าไอ้นักพรตลามกจะรับมือยังไง”
ผมทำมือจุ๊ปาก เป็นสัญญาณบอกให้เขาเงียบ
“ไร้สาระ!” หยวนเซิ่งเจี๋ยตอบเสียงเย็น ไม่คิดจะยอมรับการตัดสินใจโดยพลการของหยวนเหวินเหวิน
“เรื่องใหญ่ระดับแต่งงาน ฉันหวังว่าตระกูลจะยอมตกลงกับฉันค่ะ” ต่อความไม่พอใจของหยวนเซิ่งเจี๋ย หยวนเหวินเหวินกลับแสดงท่าทีนอบน้อมแต่ไม่ยอมอ่อนข้อ
หยวนเซิ่งเจี๋ยขมวดคิ้วแน่น จ้องมองหยวนเหวินเหวินที่ร้องขอเขา ส่วนหยวนเหวินเหวินที่เผชิญกับสายตาของเขาก็ไม่ถอยหนีแม้แต่น้อย
บรรยากาศเริ่มตึงเครียดขึ้นมาเล็กน้อย ตอนนั้นเองจางเทียนหลิงก็จู่ ๆ ลุกขึ้นยืนแล้วเอ่ยปาก
“ผู้นำตระกูลหยวนครับ ตอนนี้เขาสนับสนุนเสรีภาพในการแต่งงาน ผมคิดว่าสิ่งที่หยวนเหวินเหวินพูดมาก็ไม่ผิดนะครับ”
ทุกคนประหลาดใจเล็กน้อย นึกไม่ถึงว่าจางเทียนหลิงจะเป็นฝ่ายออกโรงช่วยหยวนเหวินเหวินพูด แม้แต่ตัวหยวนเหวินเหวินเองก็ยังอึ้งไป
“นักพรตจาง คุณแน่ใจนะว่าจะตกลงประลองกับหยวนเหวินเหวิน?” หยวนเซิ่งเจี๋ยถามเพื่อความแน่ใจอีกครั้ง
“แน่นอนครับ เธอเองยังไม่กลัวเลย ผมเป็นผู้ชายอกสามศอกจะไปกลัวอะไร” จางเทียนหลิงพยักหน้าตอบ
แววตาของหยวนเหวินเหวินเปลี่ยนไป เธอค่อย ๆ พูด “ดูไม่ออกเลยนะว่าคุณก็มีความกล้าหาญอยู่เหมือนกัน มั่นใจขนาดนั้นเลยเหรอว่าจะเอาชนะฉันได้?”
จางเทียนหลิงบอกว่าไม่ใช่เขามั่นใจ แต่เขารู้สึกว่าควรให้ความเคารพผู้หญิงต่างหาก
ได้ยินดังนั้น หญิงสาวรุ่นเยาว์สองคนที่อยู่ตรงนั้นก็มีแววตาชื่นชมเขาขึ้นมาเล็กน้อย
“ในเมื่อนักพรตจางพูดแบบนี้ งั้นผมก็จะไม่ขัดขวางแล้ว” หยวนเซิ่งเจี๋ยได้แต่เอ่ยปากบอก
หยวนเหวินเหวินขยับตัวเตรียมจะเดินไปข้างกายจางเทียนหลิง แล้วผายมือเชิญเขา เพื่อให้ทั้งสองคนออกไปประลองกันข้างนอก
ใครจะรู้ว่าต่อมาจางเทียนหลิงกลับพูดประโยคหนึ่งที่ทำเอาพวกเราอึ้งไปตาม ๆ กัน
“ไม่ต้องแล้วครับ ผมยอมแพ้”
“หา!?”
“เกิดอะไรขึ้นเนี่ย?”
ทุกคนต่างงุนงง ตกตะลึงจนคิดว่าตัวเองหูฝาดไป
หยวนเหวินเหวินไม่อยากจะเชื่อ เธอจ้องมองจางเทียนหลิงด้วยความตกใจ “ว่าไงนะ?”
“ผมบอกว่า ผมยอมแพ้ครับ” จางเทียนหลิงยังคงรอยยิ้มเอาไว้ และมองหยวนเหวินเหวินเช่นกัน
“นักพรตจาง คุณหมายความว่ายังไง?” หยวนเซิ่งเจี๋ยเริ่มลนลาน รีบถามขึ้น
ผมกับหลิวเฉิงเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าตกลงจางเทียนหลิงคิดจะทำอะไร ทั้งที่เขาใส่ใจกับสัญญาหมั้นหมายครั้งนี้มากแท้ ๆ แล้วตอนนี้กำลังเล่นละครฉากไหนอยู่เนี่ย?
“ให้ตายเถอะ สรุปว่าไอ้นักพรตลามกอยากจะแต่งงานนี้ หรือไม่อยากแต่งกันแน่?” หลิวเฉิงจับต้นชนปลายไม่ถูกแล้ว
คนอื่น ๆ ของตระกูลหยวนที่อยู่ตรงนั้นต่างก็ซุบซิบนินทากันเสียงเบา เดาว่าจางเทียนหลิงอาจจะโกรธ แล้วอยากจะถอนหมั้น
เวลานี้ จางเทียนหลิงมองดูปฏิกิริยาของพวกเรา แล้วเอ่ยปากยิ้ม ๆ “ทุกคนอย่าเข้าใจผิดนะครับ ผมไม่ได้อยากถอนหมั้น เพียงแต่ผมไม่ตีผู้หญิง ก็เลยยอมสละสิทธิ์การประลองกับหยวนเหวินเหวิน”
จากนั้น เขาก็พูดต่อ “แน่นอนว่า งานแต่งครั้งนี้ผมก็ไม่ยอมถอดใจหรอก ผมจะทุ่มเทตามจีบหยวนเหวินเหวินอย่างสุดกำลัง จนกว่าเธอจะชอบผม และยอมตกลงแต่งงานกับผม”
ได้ยินดังนั้น ทุกคนก็อึ้งตะลึงไปตาม ๆ กัน นึกไม่ถึงเลยว่าจางเทียนหลิงจะวางแผนแบบนี้
“หึ ๆ คุณทำให้ฉันประหลาดใจจริง ๆ เอาล่ะ เรื่องแต่งงานฉันจะยอมตกลงไปก่อนก็แล้วกัน แล้วก็ได้ยินมาว่าอาการบาดเจ็บของคุณยังไม่หายดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ฉันก็ไม่อยากฉวยโอกาสตอนคนอื่นลำบาก ไว้มีโอกาสคุณต้องมาประลองกับฉันนะ การประลองไม่ถือว่าเป็นการตีผู้หญิงหรอก คุณไม่เห็นต้องพูดซะรุนแรงขนาดนั้นเลย” หยวนเหวินเหวินเหมือนจะถูกโน้มน้าวใจ จึงยอมตกลงเรื่องแต่งงาน
จางเทียนหลิงเผยรอยยิ้มเอาใจทันที แล้วรีบรับคำ “ได้ครับ ผมฟังคุณทุกอย่างเลย”
ผมกับหลิวเฉิงมองหน้ากัน ต่างก็พูดไม่ออกไปชั่วขณะ
ดูจากสถานการณ์ตอนนี้ ทุกอย่างเมื่อครู่นี้ต้องเป็นแผนรับมือที่จางเทียนหลิงคิดไว้ล่วงหน้าแน่ ๆ ไอ้หมอนี่ไปจีบผู้หญิงมาไม่ใช่น้อย แถมโอกาสสำเร็จก็สูงมาก เรียกได้ว่ากะล่อนไหลลื่นสุด ๆ
เขาแอบขยิบตาให้ผมกับหลิวเฉิง เพื่ออวดว่าแผนการของตัวเองสำเร็จแล้ว
“หึ ๆ ดี ในเมื่อเรื่องแต่งงานตกลงกันได้แล้ว เหวินเหวิน เธอก็พาพวกเขาสามคนไปเดินชมตระกูลหยวนของเราหน่อยสิ” หยวนเซิ่งเจี๋ยถอนหายใจอย่างโล่งอก แล้วเอ่ยยิ้ม ๆ
หยวนเหวินเหวินหันไปประสานมือรับคำ “ค่ะ ท่านผู้นำตระกูล”
ดังนั้นพวกเราจึงเดินจากไปพร้อมกับหยวนเหวินเหวิน และเดินชมเรือนพักตระกูลหยวนภายใต้การนำทางของเธอ
ตลอดทางจางเทียนหลิงกลายร่างเป็นพวกคลั่งรักคอยประจบเอาใจ กล่าวชมหยวนเหวินเหวินสารพัด ผมกับหลิวเฉิงที่อยู่ข้าง ๆ ฟังจนแทบจะอ้วกออกมาอยู่แล้ว
“ให้ตายเถอะ ไอ้หมอนี่มันหน้าด้านหน้าทนจริง ๆ” หลิวเฉิงมีสีหน้ารังเกียจ
ตอนนั้นเอง หยวนเหวินเหวินก็หันไปมองจางเทียนหลิงที่เอาแต่พูดเจื้อยแจ้วไม่หยุด แล้วพูดขึ้น “จะว่าไปแล้ว สิ่งที่คุณพูดก่อนหน้านี้กับท่าทีของคุณในตอนนี้ ทำให้ฉันสงสัยว่าคุณเป็นเสือผู้หญิงหรือเปล่าเนี่ย?”
ต้องบอกเลยว่าหยวนเหวินเหวินเดาไม่ผิดจริง ๆ จางเทียนหลิงเมื่อเทียบกับผมและหลิวเฉิงแล้ว เรียกได้ว่าผ่านผู้หญิงมานับไม่ถ้วน เป็นเสือผู้หญิงตัวจริงเสียงจริงเลยล่ะ
จางเทียนหลิงย่อมไม่กล้าให้หยวนเหวินเหวินรู้ถึงพฤติกรรมในอดีตของตัวเอง ถึงแม้จะมีเรื่องความจำเป็นบังคับแฝงอยู่บ้างนิดหน่อยก็เถอะ
“ที่ไหนกัน นี่มันความในใจของผมล้วน ๆ ผมพูดแบบนี้กับคุณแค่คนเดียวเท่านั้นแหละ” จางเทียนหลิงกลืนน้ำลาย รีบร้อนตอบกลับ
หลิวเฉิงอดไม่ได้ที่จะแอบหัวเราะอยู่ข้าง ๆ เลยโดนจางเทียนหลิงถลึงตาใส่
ต่อจากนั้น หยวนเหวินเหวินก็หันมามองผม “หลี่หลงหยวน มิน่าล่ะก่อนหน้านี้หยวนซวี่ถึงได้พ่ายแพ้ในมือคุณ ดูท่าความรู้เรื่องค่ายกลฮวงจุ้ยของคุณ จะเหนือกว่าเด็กรุ่นหลังของตระกูลหยวนเราไปแล้ว ค่ายกลแปดประตูเป็นสิ่งที่ท่านผู้นำตระกูลวางเอาไว้ด้วยตัวเองแท้ ๆ แต่คุณกลับสามารถวิเคราะห์หาทิศทางทางเข้าที่ดีที่สุดออกมาได้อย่างรวดเร็ว ฉันล่ะยอมรับฝีมือเลยจริง ๆ”
ผมยิ้ม ๆ แล้วบอกว่าเธอเกรงใจไปแล้ว
หลังจากกินมื้อค่ำเสร็จ ผมกับหลิวเฉิงก็ไม่ได้อยู่พักเป็นเพื่อนจางเทียนหลิงที่ตระกูลหยวน แต่ตั้งใจจะเดินทางกลับ
พวกหยวนเซิ่งเจี๋ยเป็นคนมาส่งพวกเราสองคนที่หน้าประตูคฤหาสน์ด้วยตัวเอง และยังส่งคนให้ไปส่งผมกับหลิวเฉิงกลับถึงโรงแรม