- หน้าแรก
- วิถีเซียนจ้าวอสูร เมื่อระบบเปลี่ยนสัตว์ป่าเป็นสัตว์เทวะบรรพกาล
- ตอนที่ 102 ป้ายคำสั่งมังกรชาด!
ตอนที่ 102 ป้ายคำสั่งมังกรชาด!
ตอนที่ 102 ป้ายคำสั่งมังกรชาด!
"ท่านปู่ ข้างหน้ามีอารามเต๋าอยู่หลังหนึ่ง พวกเรารีบเข้าไปหลบฝนกันเถอะ... ฝนตกหนักขึ้นแล้ว อากาศก็เริ่มเย็นด้วย"
"เอาสิ ถึงเจ้าจะพอมีวรยุทธ์ติดตัวอยู่บ้าง แต่ก็ยังเด็กนัก ขืนตากฝนตากลมนานๆ จะทนไม่ไหวเอา"
"เอ๊ะ ข้างในมีคนอยู่ด้วย!"
"เอาล่ะ เฟยไป๋ ลืมคำที่ปู่สอนแล้วหรือ ออกเดินทางท่องยุทธภพ ต้องพูดให้น้อย มองให้มาก และอย่าหาเรื่องใส่ตัว"
"ขอรับ ท่านปู่!"
เมื่อเสียงพูดคุยดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ ไม่นานนัก เงาร่างสูงต่ำสองร่างก็เดินเข้ามาใกล้บริเวณอารามเต๋า
ทว่าทั้งสองร่างนั้นไม่ได้ผลีผลามก้าวเข้าไปข้างใน แต่กลับหยุดยืนอยู่หน้าประตูอาราม ร่างสูงที่ดูมีอายุประสานมือคารวะ ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงแหบพร่า
"สหายที่อยู่ด้านใน ยามนี้ก็ดึกดื่นค่อนคืนแล้ว ซ้ำข้างนอกฝนก็ยังตกหนัก ไม่ทราบว่าจะพออนุญาตให้ชายชราอย่างข้ากับหลานชาย เข้าไปขออาศัยหลบฝนพักพิงสักคืนได้หรือไม่?"
ภายในอารามเต๋าเงียบสงบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมีน้ำเสียงกังวานใสตอบกลับมา
"ข้าเองก็เป็นเพียงผู้สัญจรผ่านทาง ไม่ใช่เจ้าของสถานที่แห่งนี้ ท่านผู้อาวุโสทำตัวตามสบายเถิด"
"เช่นนั้น ชายชราก็ขอรบกวนด้วย"
สองปู่หลานเดินเข้าไปในอารามเต๋าตามคำอนุญาต ก็พบว่าที่มุมหนึ่งของอารามมีกองไฟถูกจุดเอาไว้
ข้างกองไฟนั้น มีชายหนุ่มชุดดำรูปร่างสูงโปร่ง คิ้วเข้มดั่งกระบี่ นัยน์ตาสุกสกาวดั่งดวงดาว แววตาคมกริบเย็นชา ที่เอวยังคาดกระบี่ยาวโบราณไว้เล่มหนึ่ง
ในเวลานี้ เขากำลังนั่งย่างเนื้อชิ้นหนึ่งอยู่
กู้หย่วนปรายตามองสองปู่หลานที่เพิ่งเดินเข้ามา
เด็กหนุ่มคนนั้นอายุยังน้อย น่าจะราวๆ สิบสองสิบสามปี หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา ปากนิดจมูกหน่อย นัยน์ตาเป็นประกายสดใส แฝงไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ส่วนชายชราผู้นั้นอายุไม่น้อยแล้ว เส้นผมขาวโพลนไปทั้งหัว แผ่นหลังค่อมงุ้มเล็กน้อย ในมือถือไม้เท้าไม้แกะสลักไว้ด้วย
ทว่าด้วยสายตาอันแหลมคมของกู้หย่วน ย่อมมองออกว่าชายชราผู้นี้ไม่ธรรมดา
ท่ามกลางป่าเขาลำเนาไพรที่ห่างไกลความเจริญเป็นสิบๆ ลี้ หนทางทุรกันดาร ซ้ำยังมีสัตว์ป่าดุร้ายคอยดักซุ่มโจมตีอยู่เนืองๆ จะมีคนแก่บ้านไหนกล้าเดินทางไกลในสภาพแวดล้อมเช่นนี้?
ยิ่งไปกว่านั้น ชายชราผู้นี้ย่างก้าวอย่างมั่นคง ภายใต้เรือนร่างที่ดูแก่ชรา กลับมีปราณโลหิตอันแข็งแกร่งแฝงเร้นอยู่ภายในอย่างมิดชิด เห็นได้ชัดว่าเป็นผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียนผู้หนึ่ง
และเมื่อชายชราได้สบตากับกู้หย่วน แววตาของเขาก็หดเกร็งลง สัมผัสได้เช่นกันว่ากู้หย่วนนั้นไม่ธรรมดา
จู่ๆ ในใจของเขาก็บังเกิดความรู้สึกเสียใจขึ้นมานิดๆ เริ่มรู้สึกว่าการเข้ามาในสถานที่แห่งนี้อาจมีความเสี่ยงอยู่บ้าง
แต่ในเมื่อเอ่ยปากขออนุญาตไปแล้ว แถมตัวก็เดินเข้ามาถึงข้างในแล้ว ซ้ำข้างกายยังมีหลานชายสุดที่รักอยู่ด้วย หากจะเปลี่ยนใจเดินออกไปตอนนี้ ก็เกรงว่าจะสร้างความขุ่นเคืองให้กับอีกฝ่ายได้ เมื่อคิดสะระตะดูแล้ว ท้ายที่สุดเขาก็เลือกที่จะไม่ทำอะไรบุ่มบ่าม
เขาเพียงแค่ประสานมือคารวะกู้หย่วนเงียบๆ ก่อนจะพาหลานชายไปหามุมว่างอีกด้านหนึ่ง เพื่อจุดกองไฟ นำเสบียงแห้งออกมาย่างกิน และผิงไฟสร้างความอบอุ่นให้ร่างกาย
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นไม่นาน ก็มีผู้สัญจรผ่านทางคนอื่นๆ ทยอยกันเข้ามาในอารามเต๋าอีกหลายกลุ่ม
คนเหล่านี้ล้วนเข้ามาเพื่อหลบฝนและพักผ่อน มีทั้งพ่อค้าวาณิช พรานป่า และผู้ฝึกยุทธพเนจร
เมื่อเห็นกู้หย่วนและสองปู่หลาน ด้วยความที่ไม่อาจหยั่งรู้ถึงระดับฝีมือที่แท้จริงของทั้งสองฝ่ายได้ พวกเขาจึงไม่กล้าผลีผลามเข้าไปทักทาย ทำเพียงแค่หาพื้นที่ว่างๆ ปัดกวาดทำความสะอาด แล้วลงมือพักผ่อน
ต่างคนต่างอยู่ ต่างคนต่างทำธุระของตัวเอง อารามเต๋าร้างแห่งนี้จึงกลับมามีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้างอย่างหาได้ยาก
ราตรีค่อยๆ คืบคลานเข้าสู่ความมืดมิด
หลังจากกินอิ่มและดื่มน้ำจนพอใจ ประกอบกับได้ผิงไฟจนร่างกายอบอุ่น ความรู้สึกผ่อนคลายก็เริ่มเข้ามาแทนที่
บางคนที่ว่างจนไม่มีอะไรทำ จึงหันไปประสานมือคารวะชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมที่นั่งอยู่ท่ามกลางกลุ่มคน แล้วเอ่ยขึ้นว่า
"ท่านเปา ได้ยินมาว่าสมัยหนุ่มๆ ท่านเคยเป็นถึงเด็กรับใช้ข้างกายของผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหริน นับว่ามีประสบการณ์กว้างขวาง หูตาไว ข่าวสารแม่นยำ ช่วงนี้มียอดฝีมือที่มีชื่อเสียงมากมายพากันมารวมตัวกันที่เมืองเซิ่งหยาง และในเมืองเซิ่งหยางก็เกิดเรื่องวุ่นวายขึ้นไม่เว้นแต่ละวัน ไม่ทราบว่าท่านพอจะเล่าให้ฟังได้หรือไม่ ว่าเกิดเรื่องอะไรขึ้นในเมืองเซิ่งหยางกันแน่?"
ชายวัยกลางคนรูปร่างท้วมผู้นั้นกำลังลูบคลำแหวนหยกสวมนิ้วโป้งเล่นอยู่ เมื่อได้ยินคำถามก็หัวเราะหึๆ ออกมา และเมื่อเห็นว่าสายตาของทุกคนรอบข้างต่างก็จ้องมองมาที่ตนด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงเอ่ยขึ้นว่า
"อันที่จริง เรื่องนี้เมื่อหลายเดือนก่อนยังถือเป็นความลับสุดยอด แต่มาถึงตอนนี้ คนที่ควรรู้ก็รู้กันหมดแล้ว คนที่ไม่ควรรู้ก็ดันรู้เข้าแล้วเหมือนกัน ต่อให้ข้าพูดออกไป ก็คงไม่มีปัญหาอะไรหรอก"
"ความจริงแล้ว ช่วงนี้ที่เมืองเซิ่งหยางเกิดเรื่องใหญ่ขึ้นจริงๆ นั่นแหละ"
เปาต้าถงแสยะยิ้ม
"ลึกเข้าไปในเทือกเขาอวิ๋นเมิ่ง มีตำหนักเซียนแห่งหนึ่งปรากฏขึ้น หลังจากผู้คนมากมายได้ทราบข่าวนี้ ต่างก็พากันหลั่งไหลมาที่เมืองเซิ่งหยาง เพื่อหวังจะแสวงหาวาสนาแห่งเซียนกันทั้งนั้น"
ตำหนักเซียนปรากฏขึ้น?
ยังมีเรื่องดีๆ แบบนี้อยู่อีกงั้นรึ!
หลายคนถึงกับอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะรู้สึกตื่นเต้นและคึกคักขึ้นมาทันที
คนที่เอ่ยถามเมื่อครู่รีบซักไซ้ต่อทันที
"ขอเรียนถามท่านเปา ตำหนักเซียนแห่งนี้มีที่มาที่ไปอย่างไรหรือ?"
เปาต้าถงส่ายหน้าไปมาพลางกล่าวว่า
"ว่ากันว่าตำหนักเซียนแห่งนี้ คือถ้ำพำนักของยอดคนผู้ยิ่งใหญ่ไร้เทียมทาน นามว่านักพรตมังกรชาด (ชื่อหลงเต้าเหริน) ท่านเป็นถึงยอดฝีมือขั้นหลงเหมินซึ่งเป็นตัวตนที่อยู่ห่างจากการบรรลุเต๋าเป็นเซียนเพียงแค่ก้าวเดียวเท่านั้น"
นักพรตมังกรชาด? ยอดฝีมือขั้นหลงเหมิน?!
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ แม้คนส่วนใหญ่จะไม่ค่อยเข้าใจความหมายที่แท้จริงของมันนัก แต่ก็พอจะเดาออกว่าภายในตำหนักเซียนแห่งนี้ จะต้องมีสมุนไพรวิญญาณ ของวิเศษหายาก หรือกระทั่งของวิเศษและมรดกสืบทอดที่เซียนทิ้งเอาไว้ซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
ชั่วขณะนั้น ทุกคนต่างก็หวั่นไหวและตาลุกวาว
บางคนถึงกับเริ่มคิดคำนวณในใจ ว่าควรจะลองเสี่ยงดวงไปตามหาวาสนาแห่งเซียนดูบ้างดีหรือไม่
หากโชคดี ได้ของวิเศษของเซียนมาครอบครองสักชิ้น ชีวิตนี้ก็คงจะพลิกผันราวกับกบกลายเป็นนกอินทรีเลยทีเดียว!
แม้แต่สองปู่หลานคู่นั้นก็ยังหันมามอง เด็กหนุ่มชำเลืองมองปู่ของตน ริมฝีปากขยับเหมือนอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ก็เงียบไป
เปาต้าถงมองปราดเดียวก็ทะลุปรุโปร่งถึงความคิดของทุกคน เขาสาดน้ำเย็นเข้าใส่ทันที
"แต่พวกเจ้าเลิกฝันกลางวันเรื่องนี้ไปได้เลย"
"เท่าที่ข้ารู้มา คนที่หมายปองตำหนักเซียนแห่งนี้มีมากมายนับไม่ถ้วน พวกผู้ฝึกยุทธหรือผู้ฝึกยุทธระดับเซียนเทียนน่ะ เป็นแค่ตัวประกอบต๊อกต๋อยเท่านั้น แม้แต่ผู้บำเพ็ญเพียรระดับเทียนเหรินก็ยังมีอยู่นับไม่ถ้วน"
เปาต้าถงโบกมือไปมา
"พวกนี้ยังไม่เท่าไหร่หรอก ที่สำคัญคือพวกสำนักเซียนใหญ่ๆ อย่างยอดเขาโอสถ นิกายกู่เสิน หรือสำนักกระบี่ดารา ต่างก็หมายตาตำหนักเซียนแห่งนี้เช่นกัน พวกเขาส่งยอดฝีมือลงเขามาแล้ว นอกจากนี้ ยังมีเหล่าบรรพชนเซียนไร้สังกัดระดับยักษ์ใหญ่ ที่ส่งลูกศิษย์ในสำนักมาร่วมแจมด้วย เพื่อหวังใช้โอกาสนี้ทดสอบฝีมือลูกศิษย์"
"พวกเราเป็นใครมาจากไหน มีสิทธิ์อะไรไปแย่งชิงผลประโยชน์กับคนระดับนั้น? ขืนทะเล่อทะล่าเข้าไป เกรงว่าจะเป็นการรนหาที่ตายเปล่าๆ เสียมากกว่า"
เมื่อได้ยินคำพูดเหล่านี้ หลายคนก็เริ่มได้สติ พากันยิ้มเจื่อนๆ ยอมรับว่าตัวเองคงเพ้อเจ้อไปเองจริงๆ
เมื่อเปาต้าถงเห็นว่ายังมีบางคนที่แววตาสั่นไหว ดูเหมือนจะยังไม่ล้มเลิกความคิด เขาก็อดไม่ได้ที่จะเตือนด้วยความหวังดี
"อีกอย่าง การจะเข้าไปในตำหนักเซียนแห่งนี้ได้ จำเป็นต้องมีกุญแจที่เรียกว่าป้ายคำสั่งมังกรชาด หากไม่มีป้ายคำสั่งนี้ ต่อให้เป็นใครก็เข้าไปไม่ได้ ดังนั้นต่อให้พวกเจ้าดั้นด้นไปถึงที่นั่น ก็เปล่าประโยชน์อยู่ดี มีแต่จะเหนื่อยฟรี"
ทุกคนในที่นั้นถึงกับเงียบกริบ
ป้ายคำสั่งมังกรชาด... นัยน์ตาของกู้หย่วนทอประกายวูบหนึ่ง วาสนาในตำหนักเซียนแห่งนี้ ไม่ใช่อะไรที่จะได้มาง่ายๆ จริงๆ ด้วย
เปาต้าถงปรายตามองกู้หย่วน เมื่อเห็นว่าเขายังคงนิ่งเงียบไม่พูดไม่จา ก็ไม่ได้ผลีผลามเข้าไปทักทาย เขาเบนสายตาไปทางสองปู่หลานคู่นั้นแทน
โดยเฉพาะเมื่อมองไปที่เด็กหนุ่มคนนั้น รูปร่างสมส่วน กลิ่นอายบริสุทธิ์ผุดผ่อง โปร่งใสไร้สิ่งเจือปน ดูเผินๆ ก็รู้ว่าเป็นต้นกล้าชั้นดีที่มีรากฐานเหมาะสมแก่การฝึกฝนบำเพ็ญเพียร เขาจึงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะและเอ่ยถามว่า
"ท่านผู้อาวุโส หรือว่าท่านเองก็ตั้งใจจะมาแสวงหาวาสนาแห่งเซียนเช่นกัน?"
"ข้าดูแล้ว หลานชายของท่านมีรากฐานกระดูกที่ไม่เลวเลย หากโชคดีไขว่คว้าวาสนามาได้สักนิด ภายภาคหน้าอนาคตคงจะรุ่งโรจน์หาใครเปรียบไม่ได้เชียวล่ะ"
"มิกล้า มิกล้า..."
ชายชราผมขาวโพลนประสานมือคารวะตอบ ก่อนจะส่ายหน้าถอนหายใจ
"ชายชราอย่างข้าอายุก็ปูนนี้แล้ว คงทนรับความผาดโผนอะไรไม่ไหวอีกแล้วล่ะ มีก็แต่หลานชายของข้าคนนี้ ที่พอจะมีพรสวรรค์อยู่บ้าง ปู่หลานอย่างพวกเราเดินทางมาที่เมืองเซิ่งหยาง ก็ไม่ได้อาจเอื้อมหวังวาสนาจากตำหนักเซียนอะไรนั่นหรอก เพียงแค่หวังว่าจะได้มีโอกาสพบพานกับท่านเซียนสักองค์"
"หากท่านเซียนเกิดถูกตาต้องใจหลานชายของข้า และรับเขาเข้าเป็นศิษย์ ต่อให้ชายชราอย่างข้าต้องตาย ก็ตายตาหลับแล้ว!"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ซวีเฟยไป๋ผู้เป็นหลานชายก็กระตุกแขนเสื้อของปู่เบาๆ
"ท่านปู่!"