เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 500 - เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน

บทที่ 500 - เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน

บทที่ 500 - เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน


บทที่ 500 - เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน

◉◉◉◉◉

เจียงเหวินกุมจุดอ่อนในใจของหลัวหยางไว้ได้อย่างอยู่หมัด

ลำพังแค่รูปร่างหน้าตา เจียงเสวี่ยก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าเธอเลย ยิ่งไม่ต้องพูดถึงความสวยเย้ายวนที่มีมาแต่กำเนิดนั่นอีก

แถมยังมีโบนัสพิเศษจากการเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันเพิ่มเข้ามาอีกต่างหาก

แต่ถ้าไม่มีใครคอยผลักดันอยู่เบื้องหลัง บางทีหลัวหยางอาจจะไม่มีวันก้าวข้ามเส้นนั้นไปได้เลย

สิ่งที่เจียงเหวินกำลังทำอยู่ในตอนนี้ ก็คือการค่อยๆ ฉีกทำลายปราการในใจของใครบางคนให้พังทลายลงทีละน้อย

ดังนั้นหลังจากที่เจียงเสวี่ยกับหลัวหยางเริ่มจูบกันอย่างเร่าร้อน เธอก็แอบปลีกตัวเดินหนีไปอย่างเงียบๆ

จนกระทั่งหนึ่งชั่วโมงกว่าให้หลัง หลัวหยางเดินเข้ามาในห้องนอนด้วยสีหน้ากระอักกระอ่วนเล็กน้อย เธอถึงได้แกล้งทำเป็นไม่มีอะไรเกิดขึ้นแล้วเอ่ยถาม "ที่รัก เรื่องสิทธิการเป็นตัวแทนแฟรนไชส์ที่คุณพูดถึงเมื่อกี้นี้ ถ้าอยากจะได้สิทธิของสักสองสามอำเภอ จะต้องใช้เงินประมาณเท่าไหร่เหรอ"

"เรื่องตัวเลขที่แน่ชัดมันมีรูปแบบการคำนวณอยู่ ตอนนี้ทางบริษัทยังร่างกันไม่เสร็จหรอก เดี๋ยวถ้าเสร็จเมื่อไหร่จะมาบอกก็แล้วกัน"

การที่เจียงเหวินเป็นฝ่ายเปลี่ยนเรื่องคุยก่อน ย่อมเป็นสิ่งที่หลัวหยางปรารถนาอย่างยิ่ง

เขาตอบกลับยิ้มๆ "การคำนวณค่าตัวแทนจำหน่ายของแต่ละเมือง จะต้องนำปัจจัยต่างๆ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจ จำนวนประชากร และกำลังซื้อมาพิจารณาร่วมกัน ถ้าพูดกันตามตรงก็คือต้องประเมินดูว่าในสถานการณ์ที่เหมาะสม เมืองเมืองนั้นจะสามารถเปิดร้านได้กี่สาขานั่นแหละ"

"บอกว่าเก็บค่าตัวแทนจำหน่ายตามรายเมือง แต่เอาเข้าจริงก็คิดค่าใช้จ่ายตามจำนวนสาขาที่จะเปิดงั้นสิ"

เจียงเหวินพอจะเข้าใจความหมายที่หลัวหยางต้องการจะสื่อแล้ว เธอจึงเอ่ยถามต่อ "แล้วในสถานการณ์ปกติ ค่าตัวแทนจำหน่ายต่อหนึ่งสาขามันตกอยู่ที่เท่าไหร่ล่ะ"

"มันไม่ได้มีแค่ค่าตัวแทนจำหน่ายน่ะสิ"

หลัวหยางอธิบาย "ยังมีค่าตกแต่งร้านแบบมาตรฐาน ค่าธรรมเนียมแฟรนไชส์แบรนด์ แล้วก็ค่าบริหารจัดการอีก..."

เจียงเหวิน "..."

"ถ้าอย่างนั้นฉันขอเรียกที่รักว่าเป็นพ่อค้าหน้าเลือดได้ไหม"

"หึๆ เดี๋ยวนี้ชักจะกล้าใหญ่แล้วนะ"

หลัวหยางกระโจนขึ้นเตียงแล้วเริ่มจี้เอวเจียงเหวิน จนกระทั่งเธอหัวเราะจนหมดเรี่ยวหมดแรงและเอ่ยปากร้องขอชีวิตถึงได้ยอมหยุด

"ฉันสังเกตเห็นว่าช่วงนี้เธอแอบอู้นะ เรื่องบำรุงผิวที่ต้องทำเป็นประจำทุกวันก็ไม่เห็นจะทำเลย"

"ที่ไหนกันล่ะ ก็เมื่อกี้กลัวว่าจะไปขัดอารมณ์สุนทรีย์ของนายท่านเข้าไงล่ะ"

อาศัยจังหวะที่หลัวหยางเผลอ เจียงเหวินก็ดิ้นหลุดจากการควบคุมได้สำเร็จ เธอวิ่งหนีออกจากห้องนอนไปพลาง หัวเราะคิกคักไปพลาง "ที่รัก ฉันไปบำรุงผิวก่อนนะ นายก็อาบน้ำไปก่อนก็แล้วกัน เป็นเด็กดีนะ"

หลัวหยางส่ายหน้าไปมา ไม่ได้คิดจะวิ่งตามออกไป เขาลุกจากเตียงแล้วเดินไปอาบน้ำ

กว่าครึ่งชั่วโมงให้หลัง หลัวหยางในชุดนอนก็เดินออกจากห้องนอน ตั้งใจจะไปอ่านข่าวในห้องหนังสือ พอดีกับที่เห็นเจียงเหวินกำลังพาเจียงเสวี่ยเล่นโยคะอยู่ในห้องนั่งเล่น

พอเข้าไปในห้องหนังสือ เขาก็เปิดคอมพิวเตอร์ จุดบุหรี่ขึ้นสูบ จากนั้นก็เริ่มติดตามความเคลื่อนไหวของตลาดหุ้นเอแชร์

เกรย์ไรโนแคปปิตอลเริ่มเข้าซื้อหุ้นตั้งแต่หลังเปิดปีใหม่แล้ว ตามข้อมูลที่หลัวหยางให้ไว้ พวกเขาได้เล็งเป้าหมายไปที่หุ้นของไป๋เหลียนกรุ๊ป สือต้าเซิ่งฮว๋า และซานเหอเหย่าฝู่ แถมยังทุ่มเงินกว่าสามสิบล้านกว้านซื้อหุ้นของฮว๋าเซี่ยซิ่งฝูเข้ามาเก็บไว้จนเต็มพอร์ต

ตอนนี้เพิ่งจะปลายเดือนกุมภาพันธ์ หุ้นของฮว๋าเซี่ยซิ่งฝูเพิ่งจะปรับตัวขึ้นมาไม่ถึงห้าเปอร์เซ็นต์ด้วยซ้ำ เห็นได้ชัดว่ายังไม่ถึงเวลาออกตัวแรง กลับกันหุ้นอีกสามตัวที่เหลือต่างทำผลงานได้ค่อนข้างโดดเด่น ตัวที่ปรับขึ้นน้อยที่สุดก็ยังพุ่งไปแล้วกว่าสิบห้าเปอร์เซ็นต์

อย่าเห็นว่าหุ้นของไป๋เหลียนกรุ๊ป สือต้าเซิ่งฮว๋า และซานเหอเหย่าฝู่กำลังทำผลงานได้ดีในตอนนี้ แต่หลัวหยางรู้ดีว่านั่นเป็นเพราะมีขาใหญ่กัวคอยชักใยอยู่เบื้องหลัง ทันทีที่ผ่านช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งไป ราคาหุ้นของทั้งสามบริษัทนี้ก็จะต้องร่วงตกลงมาอยู่ดี

ถ้าพูดถึงการลงทุนระยะยาว ยังไงก็ต้องเป็นฮว๋าเซี่ยซิ่งฝู เพราะหุ้นตัวนี้มีอัตราการปรับตัวสูงขึ้นตลอดทั้งปีทะลุร้อยห้าสิบเปอร์เซ็นต์เลยทีเดียว

นอกจากหุ้นสี่ตัวที่หลัวหยางระบุไว้แล้ว เกรย์ไรโนก็ยังกว้านซื้อหุ้นตัวอื่นเข้ามาอีกสองสามตัว มีทั้งขึ้นและลง ขาดทุนและกำไรสลับกันไปไม่ได้มากมายอะไรนัก

ส่วนหุ้นอีกสองสามตัวที่เขาถือครองในระยะยาวนั้น เขาไม่ได้ให้ความสนใจเป็นพิเศษแต่อย่างใด เพราะเขาไม่ได้หวังผลกำไรในระยะเวลาสั้นๆ ภายใต้เงื่อนไขที่ต้องถือครองยาวนานกว่าห้าปีขึ้นไป ความผันผวนเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้จึงไม่ใช่เรื่องที่ต้องใส่ใจ

หลังจากดูข้อมูลตลาดหุ้นเสร็จ หลัวหยางก็เริ่มเปิดอ่านข่าวสารตามหน้าเว็บไซต์

ช่วงนี้เป็นเพราะมีเรื่องยุ่งเหยิงมากมาย ทำให้เวลาในการอ่านข่าวสารบ้านเมืองของเขาลดน้อยลง แต่ก็เป็นเพราะความยุ่งนี่แหละที่ทำให้เศษเสี้ยวความทรงจำในหัวมักจะผุดขึ้นมาเป็นประโยชน์อยู่บ่อยครั้ง สิ่งนี้ทำให้หลัวหยางตระหนักถึงความสำคัญของการยืนหยัดทำเรื่องนี้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

"แผนฟื้นฟูและปรับปรุงอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศอิเล็กทรอนิกส์ อินเทอร์เน็ตของสรรพสิ่ง การควบรวมสามเครือข่าย การชำระเงินผ่านมือถือ..."

ข้อมูลต่างๆ ค่อยๆ เลื่อนผ่านสายตาของหลัวหยางไปทีละบรรทัด ปลุกปั่นเศษเสี้ยวความทรงจำส่วนลึกในหัวของเขาให้ตื่นขึ้นมา

เมื่อสมาร์ตโฟนเข้ามาแทนที่ตลาดโทรศัพท์มือถือแบบดั้งเดิมมากยิ่งขึ้น การชำระเงินผ่านมือถือก็จะมีแพลตฟอร์มรองรับการใช้งานที่กว้างขวางมากขึ้นตามไปด้วย ไพ่ตายใบสำคัญอย่างอาลีเพย์กับวีแชตเพย์กำลังจะก้าวเข้าสู่ยุคทองแห่งการพัฒนา

ในทำนองเดียวกัน เป็นเพราะความเฟื่องฟูของการชำระเงินผ่านมือถือ ทำให้ตลาดแอปพลิเคชันบนสมาร์ตโฟนอย่างเหมยถวน ตีตี เทียนเมา เถาเป่า จิงตง และพินตัวตัว ได้รับการปลดปล่อยศักยภาพ องค์กรระดับยูนิคอร์นต่างก็เริ่มผุดขึ้นมาให้เห็นทีละแห่งสองแห่ง

"ฉันจะพอเข้าไปมีเอี่ยวได้บ้างไหมนะ"

สายตาของหลัวหยางไม่ได้จับจ้องอยู่ที่หน้าจอแล็ปท็อปอีกต่อไป ความคิดของเขาเริ่มล่องลอยไปไกล

"เส้นทางธุรกิจเดลิเวอรีคงจะแทรกตัวเข้าไปยากแล้วล่ะ หลังจากผ่านศึกแย่งชิงส่วนแบ่งการตลาดอย่างดุเดือด เหมยถวนก็ได้ครอบครองความได้เปรียบในตลาดการซื้อแบบกลุ่มไปเป็นที่เรียบร้อย แถมยังปลุกปั้นทีมเซลส์ที่ทั้งเก่งและกล้าลุยขึ้นมาได้อีกต่างหาก อย่ามองแค่ว่าปีนี้เหมยถวนเพิ่งจะบุกตลาดเดลิเวอรีสิ ในความเป็นจริงแล้วการเตรียมงานด้านต่างๆ ในช่วงเริ่มต้นล้วนถูกจัดเตรียมไว้อย่างพร้อมสรรพแล้วทั้งนั้น"

หลัวหยางคิดในใจ "ดีไม่ดีในทางลับอาจจะได้รับความสนใจจากสถาบันการลงทุนขนาดใหญ่หลายแห่งไปแล้วก็ได้ ขืนกระโดดเข้าไปร่วมวงในตอนนี้ โอกาสที่จะล้มเหลวในตอนท้ายมีสูงมากเลยทีเดียว"

พอคิดว่าช่วงเริ่มต้นต้องใช้เงินลงทุนตั้งหลายร้อยล้าน แถมความเสี่ยงที่จะประสบความสำเร็จในภายหลังก็มีสูงลิ่ว หลัวหยางก็หมดความสนใจไปในทันที

"แล้วตี้ตี้ชูสิงล่ะ"

หลัวหยางพึมพำชื่อที่คุ้นเคยในความทรงจำออกมา ปล่อยให้ความคิดล่องลอยต่อไป

"ไม่ไหวแฮะ"

หลังจากนั่งคิดอยู่เป็นสิบนาที เขาก็ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่

การจะก้าวเข้าสู่เส้นทางสายนี้ เงินอุดหนุนในช่วงแรกย่อมขาดไม่ได้อย่างแน่นอน นั่นมันคือการเผาเงินทิ้งชัดๆ ถ้าเอาเงินของสถาบันการลงทุนมาเผาเล่นก็คงไม่เป็นไร แต่ถ้าต้องมาเผาเงินตัวเองล่ะก็ หลัวหยางคงปวดใจจนแทบกระอักเลือดตายแน่

ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าไม่มีเส้นสายที่แข็งแกร่งพอ ปัญหาเรื่องระบบรถแท็กซี่ในแต่ละพื้นที่ก็คงจะทำให้หลัวหยางต้องจมปลักอยู่ในวังวนปัญหาที่แก้ไม่ตก

เขาไม่รู้เลยว่าในชาติก่อนตี้ตี้ชูสิงจัดการแก้ปัญหานี้ยังไง

แต่เขาก็ยังพอรู้จุดเปลี่ยนสำคัญอยู่เรื่องหนึ่ง นั่นคือก่อนที่หลิ่วชิงจะลาออกจากโกลด์แมนแซคส์เพื่อมาเข้าร่วมงานกับตี้ตี้ชูสิง การพัฒนาของบริษัทแห่งนี้ก็ไม่ได้รวดเร็วอะไรนัก (ลูกสาวของเฒ่าหลิ่วแห่งเลอโนโว อดีตประธานโกลด์แมนแซคส์ประจำภูมิภาคเอเชีย หลังจากลาออกก็มาเข้าร่วมงานกับตี้ตี้ชูสิงในตำแหน่งประธานเจ้าหน้าที่บริหาร และยังช่วยให้ตี้ตี้ชูสิงสามารถระดมทุนจากโกลด์แมนแซคส์ได้ถึงหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ)

ดังนั้นเส้นทางสายนี้สำหรับหลัวหยางแล้วก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องง่ายเลยเช่นกัน

ตลาดอีคอมเมิร์ซยิ่งไม่ต้องพูดถึงเลย เบื้องหลังของเทียนเมาก็คืออาลีบาบา ส่วนเฒ่าหลิวแห่งจิงตงความจริงก็วางรากฐานมานานกว่าสิบปีแล้ว สำหรับเฒ่าหวงแห่งพินตัวตัว เบื้องหลังของเขาก็คือต้วนหย่งผิง ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการปู้ปู้เกากำกับอยู่ แถมยังมีเจ้าของออปโป้กับวีโว่ซึ่งถือเป็นศิษย์ร่วมสำนักคอยหนุนหลังอยู่อีกต่างหาก

ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเงินทุน เครือข่ายเส้นสาย หรือเบื้องหลัง ก็ไม่มีทางเอาไปเทียบชั้นกับพวกเขาได้เลยสักนิด

"บัดซบเอ๊ย"

หลัวหยางผุดลุกขึ้นนั่งอย่างแรง เขาขยี้บุหรี่ดับลงในที่เขี่ยบุหรี่ด้วยความฉุนเฉียว

"แต่ละคนถ้าไม่มีเบื้องหลังหนาเตอะก็ต้องมีเงินทุนกับเส้นสายล้นเหลือ ทั้งที่ยุคทองของอุตสาหกรรมอินเทอร์เน็ตบนมือถือกำลังจะมาถึงแท้ๆ แต่ฉันกลับไม่มีโอกาสได้ลิ้มรสความหอมหวานของมันเลยเนี่ยนะ"

ถึงจะรู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจแค่ไหน แต่จะให้ทำยังไงได้ล่ะ

อย่างน้อยก็ได้ซดน้ำซุปไปคำหนึ่งล่ะนะ อุตส่าห์แอบฮุบโปรเจกต์แชร์จักรยานมาไว้ในมือได้สำเร็จนี่นา

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ หลัวหยางก็จุดบุหรี่ขึ้นมาสูบใหม่อีกมวน เพื่อปรับอารมณ์ให้คงที่ ก่อนจะเบนสายตากลับไปจดจ่อที่หน้าจอคอมพิวเตอร์อีกครั้ง

'แผนพัฒนาอุตสาหกรรมพลังงานใหม่' ได้กำหนดทิศทางที่ชัดเจนตั้งแต่ปีสองพันสิบสองถึงปีสองพันยี่สิบ โดยครอบคลุมถึงการพัฒนาและการใช้ประโยชน์จากพลังงานใหม่และพลังงานหมุนเวียน อย่างเช่น พลังงานนิวเคลียร์ขั้นสูง พลังงานลม พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล พลังงานความร้อนใต้พิภพ ก๊าซธรรมชาติจากแหล่งที่ไม่เป็นแบบดั้งเดิม ไปจนถึงการนำเทคโนโลยีพลังงานใหม่มาประยุกต์ใช้ในเชิงอุตสาหกรรม อย่างเช่น ถ่านหินสะอาด โครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ พลังงานแบบกระจายศูนย์ และยานยนต์พลังงานใหม่ ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีการระบุแนวทางการดำเนินงาน ขนาดการพัฒนา และมาตรการเชิงนโยบายที่สำคัญเอาไว้อย่างเป็นรูปธรรม

นี่คือการลงทุนครั้งใหญ่ที่มีมูลค่าสูงถึงห้าล้านล้านหยวน ตลาดนี้มีอนาคตที่สดใสและกว้างไกลอย่างหาที่เปรียบไม่ได้

พอได้อ่านข่าวพวกนี้ หลัวหยางก็เริ่มกลับมารู้สึกกระหยิ่มยิ้มย่องอีกครั้ง

เมื่อปีที่แล้วเขาเพิ่งจะร่วมลงทุนในโปรเจกต์พลังงานลมกับพ่อตาไปหมาดๆ เจียงหย่วนซานเองก็คลุกคลีอยู่ในวงการพลังงานแสงอาทิตย์และยานยนต์พลังงานใหม่มาหลายปี แถมทั้งสองครอบครัวก็ยังมีความคิดที่จะก้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมการผลิตยานยนต์พลังงานใหม่อีกด้วย

โอกาสทองครั้งนี้ น่าจะกอบโกยผลประโยชน์ได้ไม่น้อยเลยทีเดียว

อารมณ์กลับมาดีขึ้นอีกครั้ง

ส่วนข่าวสารจิปาถะอื่นๆ ที่กระจัดกระจายไม่ปะติดปะต่อกัน หลัวหยางก็ไล่อ่านไปทีละข่าว ข่าวไหนที่ดูมีแวว เขาก็จะหยุดอ่านเพื่อทบทวนความทรงจำสักหน่อย แต่ถ้าไม่มีอะไรน่าสนใจ เขาก็จะข้ามไปอย่างรวดเร็วโดยไม่ยอมเสียเวลาแม้แต่วินาทีเดียว

เวลาค่อยๆ ล่วงเลยไปอย่างช้าๆ ไม่นานก็ปาเข้าไปห้าทุ่มกว่าแล้ว

หลัวหยางบิดขี้เกียจ ปิดคอมพิวเตอร์แล้วเดินออกจากห้องหนังสือ จากนั้นก็พบว่าห้องนั่งเล่นด้านนอกตกอยู่ในความมืดและเงียบสงัด

"เอ๊ะ คืนนี้ไม่ดูซีรีส์แล้วเหรอ"

ไม่ใช่แค่ไม่มีคนดูซีรีส์เท่านั้นนะ แต่ตอนที่เขาอยู่ในห้องหนังสือ เจียงเหวินก็ไม่ได้เข้ามารบกวนเลยสักนิด ขนาดจานผลไม้ก็ยังไม่ได้ยกเข้ามาให้เลย

เรื่องนี้ทำให้หลัวหยางรู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง

"ช่างเถอะ รีบพักผ่อนดีกว่า พรุ่งนี้วันศุกร์ยังต้องเดินทางกลับเมืองหยางอีก"

เขาปิดไฟบางดวงระหว่างทาง ก่อนจะเดินเข้าไปในห้องนอน

"จิ๊"

พอเห็นศีรษะสองหัวโผล่พ้นผ้าห่มออกมา หลัวหยางก็อดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้น

พอนึกถึงเรื่องที่เกิดขึ้นในห้องนั่งเล่นก่อนหน้านี้ ตอนนี้เขาเลยแทบจะพูดจาแข็งกร้าวไม่ออกเลยทีเดียว

"ช่างเถอะ ถึงยังไงก็หลับกันหมดแล้ว"

หลัวหยางค่อยๆ มุดตัวลงไปใต้ผ้าห่มอย่างแผ่วเบา แต่พอเพิ่งจะล้มตัวลงนอน ร่างนุ่มนิ่มของใครบางคนก็เบียดแทรกเข้ามาในอ้อมกอดเขาทันที

แกล้งหลับชัดๆ

แถมจากสัมผัสของเรือนร่างก็รับรู้ได้อย่างชัดเจนเลยว่า คนที่กำลังโอบคอออดอ้อนขอจูบเขาอยู่นี้คือเจียงเสวี่ย

"เจียงเหวิน ช่วยดูแลน้องสาวเธอหน่อยสิ ฉัน..."

พูดยังไม่ทันขาดคำ ร่างของอีกคนก็ขยับเข้ามาใกล้ กระซิบที่ข้างหูเขาเสียงแผ่ว "ที่รัก นายก็ยอมๆ ไปเถอะน่า"

หลัวหยาง "..."

เจียงเหวินไม่ได้แค่พูดจาหว่านล้อมเท่านั้นนะ แต่พฤติกรรมก็ยังไม่ซื่อตรงอีกต่างหาก

เธอมุดตัวลงไปใต้ผ้าห่ม ฝีมือการยั่วยวนจัดว่าอยู่ในระดับแนวหน้าเลยทีเดียว

ใครมันจะไปทนไหวล่ะ

ตอนที่ไฟราคะกำลังจะปะทุจนถึงขีดสุด เขาก็พยายามรั้งสติสัมปชัญญะเฮือกสุดท้ายเอาไว้พลางเอ่ยถาม "พรุ่งนี้เธอต้องไปเรียนไม่ใช่เหรอ เอาไว้พรุ่งนี้ค่อยว่ากันดีไหม"

"ฉันลาหยุดแล้วล่ะ"

เอาล่ะสิ แสดงว่าเตรียมการมาล่วงหน้าแล้วสินะ

"เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน"

หลัวหยางหันหน้าไปกระซิบข้างหูเจียงเหวินด้วยน้ำเสียงดุดัน "แกว่งเท้าหาเสี้ยนเองนะ ถ้าวันหน้าคุมไม่อยู่ขึ้นมา เธอจะต้องรับผลกรรมนั้นไปเต็มๆ"

เพราะคำพูดประโยคนี้ ทำเอาร่างของเจียงเหวินแข็งทื่อไปอย่างเห็นได้ชัด

แต่เมื่อเสียงหวีดร้องของเจียงเสวี่ยดังขึ้น ตอนนี้จะมาคิดเสียใจก็คงสายเกินไปเสียแล้ว

ช่วงครึ่งหลังของคืนนี้เจียงเหวินดูบ้าคลั่งเป็นพิเศษ เธอไม่สนใจน้องสาวที่หลับใหลด้วยความเหนื่อยล้าอยู่ข้างๆ เลยสักนิด ทำตัวราวกับพร้อมจะตายด้วยน้ำมือของหลัวหยางในคืนนี้ให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

เช้าวันรุ่งขึ้น หลัวหยางไม่ได้มัวมาอาลัยอาวรณ์กับสัมผัสของแขนขาที่กอดก่ายพันธนาการเขาอยู่ เขาแกะมือและเท้าเหล่านั้นออก แล้วรีบลุกจากเตียงเดินออกจากห้องไปตั้งแต่เช้าตรู่

ตามหลักแล้วก็ไม่ควรจะทำตัวไร้เยื่อใยขนาดนี้หรอก แต่เขารู้สึกว่าขืนอยู่ต่อก็มีแต่จะยิ่งกระอักกระอ่วนใจเปล่าๆ

อีกอย่าง หลัวหยางก็รู้สึกว่าพวกเธอสองพี่น้องน่าจะมีเรื่องให้ต้องคุยกันอีกเยอะเลยล่ะ

ตลอดช่วงเช้าของการทำงาน เขาเอาแต่เหม่อลอยอยู่บ่อยครั้ง หยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาก็หลายรอบ อยากจะโทรหาเจียงเหวินสักหน่อย แต่สุดท้ายก็ไม่ได้โทรออกไป

"ช่างเถอะ เดี๋ยวค่อยหาทางชดเชยให้ด้วยวิธีอื่นก็แล้วกัน"

ระหว่างทางขับรถขึ้นทางด่วนเพื่อกลับเมืองหยาง หลัวหยางก็คิดในใจ "ปัญหาไหนที่ใช้เงินแก้ได้ ก็อย่าเอาความรู้สึกเข้าไปเกี่ยวข้องเด็ดขาด ใครทำตัววุ่นวาย ก็แค่เตะโด่งออกไปให้พ้นทางก็สิ้นเรื่อง"

หลังจากปรับทัศนคติของตัวเองให้หนักแน่นอีกครั้ง เขาก็สลัดความกลัดกลุ้มทิ้งไปจนหมดสิ้น

ไม่ถึงบ่ายสามโมง รถก็วิ่งลงจากทางด่วน

หลัวหยางไม่ได้กลับไปทำงานที่เจิ้งหยางกรุ๊ป แถมยังไม่ได้แวะไปหาเจียงฟานที่หย่วนฟานกรุ๊ปด้วย เขาสั่งให้ถานปิงขับรถตรงดิ่งไปที่คณะกรรมการบริหารเขตพัฒนาเศรษฐกิจทันที

ระหว่างทางกลับมา หลัวหยางได้รับสายจากฉู่จุนเผิง บอกว่าหลัวเจี้ยนหมินมีเรื่องจะคุยด้วย แต่ตอนนี้ฉู่จุนเผิงติดธุระอยู่ที่เซี่ยงไฮ้ปลีกตัวไปไม่ได้ โชคดีที่เขารู้ว่าหลัวหยางต้องเดินทางกลับมาในช่วงสุดสัปดาห์อยู่แล้ว ก็เลยฝากฝังเรื่องนี้ให้หลัวหยางช่วยเป็นธุระจัดการให้

ทันทีที่เดินเข้าไปในอาคารคณะกรรมการบริหาร หลัวหยางก็ตรงดิ่งไปยังห้องทำงานของผู้อำนวยการสำนักงานสาขาการเคหะและการพัฒนาเมือง-ชนบทประจำเขตพัฒนาเศรษฐกิจทันที

"คุณอาครับ ที่อุตส่าห์ไปตามหาพี่จุนเผิงถึงที่ คงไม่ใช่ว่าในไซต์งานเกิดอุบัติเหตุหรอกนะครับ"

ตอนนี้หลัวเจี้ยนหมินกำลังก้มหน้าก้มตาเขียนอะไรบางอย่างอยู่ พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นเงาร่างของหลัวหยางปรากฏตัวอยู่ในห้องทำงานของเขา ใบหน้าก็เผยให้เห็นถึงความประหลาดใจ

"หยางหยาง ทำไมถึงเป็นหลานมาได้ล่ะ"

เขาเอ่ยถามด้วยความงุนงง "ทำไมฉู่จุนเผิงถึงไม่มาล่ะ อาโทรหาเขาแล้วไม่ใช่เหรอ"

"ตอนนี้เขากำลังประสานงานเรื่องต่างๆ อยู่ที่เซี่ยงไฮ้น่ะครับ อย่างเร็วที่สุดก็ต้องรอถึงวันอาทิตย์ถึงจะกลับมาได้"

หลัวหยางอธิบายเรื่องการจัดตั้งบริษัทพัฒนาอสังหาริมทรัพย์เพื่อการท่องเที่ยวคร่าวๆ ถือเป็นการชี้แจงเหตุผลที่ฉู่จุนเผิงไม่สามารถเดินทางมาได้

"ไม่ใช่เรื่องอุบัติเหตุในไซต์งานหรอก"

หลัวเจี้ยนหมินมองดูหลัวหยางที่กำลังรินชาให้ตัวเองพลางเอ่ย "มีคนอาศัยเส้นสายฝากฝังมาถึงอาน่ะสิ เขาอยากจะได้งานประมูลเช่าทาวเวอร์เครนในไซต์งานของหลานน่ะ แถมยังขอนัดกินข้าวเย็นนี้ด้วยนะ"

"เช่าทาวเวอร์เครนเหรอครับ"

มือที่กำลังรินน้ำร้อนของหลัวหยางชะงักไปชั่วครู่ ก่อนจะหัวเราะออกมา "เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้ อาแค่เคาะอนุมัติไปตรงๆ ก็จบแล้วนี่ครับ ถึงขนาดต้องนัดกินข้าวกันให้ยุ่งยากเลยเหรอ"

"หลานเป็นถึงเถ้าแก่ใหญ่แล้วนี่นา คงจะมองข้ามเศษเงินพวกนี้ไปแล้วล่ะสิ"

หลัวเจี้ยนหมินพูดหยอกล้อหลานชายของตัวเองยิ้มๆ ก่อนจะปรับสีหน้าเป็นจริงจัง "คนที่เขาเล็งไว้น่ะไม่ได้มีแค่โปรเจกต์โรงงานเสื้อผ้าหรอกนะ ช่วงครึ่งปีหลังกวงฟานวินด์เอ็นเนอร์จีก็คงจะเริ่มลงมือก่อสร้างแล้วใช่ไหมล่ะ แล้วก็ยังมีโปรเจกต์ท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมที่ตำบลซีสู่อีก ไหนจะที่ดินทางทิศใต้ของชานเมืองในปีหน้าอีก พอมารวมกันทั้งหมดแล้ว สเกลมันก็ไม่ใช่ย่อยๆ เลยนะ"

"โห ใครกันเนี่ยถึงได้มีบารมีล้นฟ้าขนาดนี้"

หลัวหยางถือถ้วยชาเดินมานั่งฝั่งตรงข้ามหลัวเจี้ยนหมิน เขายื่นบุหรี่ให้ผู้เป็นอาหนึ่งมวนแล้วจึงพูดต่อ "สืบเรื่องบริษัทในเครือของผมซะทะลุปรุโปร่งขนาดนี้ แถมยังเจาะจงมาหาอาได้อย่างแม่นยำอีก มีฝีมือไม่เบาเลยนะครับเนี่ย"

"หยางหยาง อย่าได้ดูถูกตัวเองไปหน่อยเลย"

หลัวเจี้ยนหมินจุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางเอ่ยยิ้มๆ "ไม่ต้องพูดถึงรัศมีของลูกเขยเจียงหย่วนซานหรอก ลำพังแค่สองปีมานี้หลานเข้ามาลงทุนเปิดธุรกิจในเมืองหยางมากมายขนาดนี้ ใครที่มีหูมีตาก็ย่อมมองออกอยู่แล้วว่าชื่อเสียงของหลานในแวดวงชั้นสูงน่ะไม่ได้ไก่กาเลยนะ"

หลัวหยางนิ่งอึ้งไปชั่วครู่ ก่อนจะหลุดเสียงหัวเราะออกมา

ก็จริงนะ ทั้งเจิ้งหยางกรุ๊ปที่เป็นผู้เสียภาษีรายใหญ่ ทั้งกวงฟานวินด์เอ็นเนอร์จีที่เป็นโปรเจกต์เทคโนโลยีขั้นสูงที่ร่วมลงทุนกับเจียงหย่วนซานด้วยเม็ดเงินหลักหลายพันล้าน แถมเมื่อไม่นานมานี้ยังเปิดตัวพัฒนาทรัพยากรด้านการท่องเที่ยวของตำบลซีสู่ซะใหญ่โตอีก ถ้าจะบอกว่าตอนนี้เขาเป็นบุคคลเนื้อหอมสุดๆ ก็คงไม่ถือว่าพูดเกินจริงไปหรอก

"ในเมื่อรู้ว่าเป็นโปรเจกต์ของผม แล้วทำไมถึงไปหาศิษย์พี่ใหญ่ล่ะครับ"

"ถึงยังไงเขาก็เป็นถึงผู้จัดการทั่วไปของบริษัทก่อสร้างกั๋วหยาง แถมยังเป็นศิษย์เอกของพ่อหลานด้วย ไปหาเขาน่ะเหมาะสมที่สุดแล้วล่ะ"

หลัวเจี้ยนหมินพูดหยอกล้อ "ก็เหมือนที่หลานเพิ่งบอกเมื่อกี้ไง เรื่องขี้ปะติ๋วแค่นี้แค่เคาะอนุมัติก็จบแล้ว ขืนไปหาหลานโดยตรงมันจะไม่กลายเป็นการขี่ช้างจับตั๊กแตนไปหน่อยหรือไง"

เอิ่ม...

โดนบูมเมอแรงของตัวเองฟาดเข้าให้แล้วสิ

โชคดีที่คนพูดเป็นอาของตัวเอง หลัวหยางจึงไม่ได้รู้สึกกระอักกระอ่วนอะไร เขาถามยิ้มๆ "ใครกันครับเนี่ยถึงได้บุกมาหาอาได้โดยตรง แถมยังทำให้อายอมไว้หน้าได้ขนาดนี้ด้วย"

"เส้นสายของเฒ่าจี้น่ะ"

หลัวเจี้ยนหมินอธิบาย "ตอนที่กรมจัดการประชุมเรื่องอนุมัติโปรเจกต์ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จคราวก่อน หลานก็เคยเจอเขาแล้วนี่ หลังจากนั้นตอนที่ผลักดันให้ปูนซีเมนต์ผสมเสร็จเข้าไปอยู่ในขั้นตอนการตรวจรับงานก่อสร้าง เฒ่าจี้ก็ช่วยออกแรงไปไม่น้อยเลยล่ะ อ้อ จริงสิ งานเลี้ยงคืนนี้เขาก็ไปร่วมด้วยนะ"

เฒ่าจี้ที่หลัวเจี้ยนหมินพูดถึง ก็คือจี้เจี้ยนจาง รองอธิบดีที่รับผิดชอบดูแลงานด้านวิศวกรรมก่อสร้าง ซึ่งเป็นเจ้านายสายตรงของหลัวเจี้ยนหมินมาโดยตลอด ความสัมพันธ์ของทั้งสองคนก็ถือว่าดีทีเดียว

"เรื่องนี้ยังไงก็ต้องไว้หน้าเขาสักหน่อยล่ะครับ"

หลัวหยางพูดกลั้วหัวเราะ "ตอนที่ขออนุมัติเปิดช่องทางพิเศษให้พื้นที่ก่อสร้างโรงงานใหม่ของบริษัทเสื้อผ้า เขาก็ช่วยอำนวยความสะดวกให้ด้วยใช่ไหมล่ะครับ งานเลี้ยงคืนนี้ผมคงต้องดื่มคารวะเขาสักสองสามจอกแล้วล่ะ"

ความหมายแฝงก็คือ งานเลี้ยงคืนนี้เขาจะไปร่วมวงด้วยนั่นเอง

"แบบนั้นก็เยี่ยมไปเลย"

หลัวเจี้ยนหมินพูดอย่างอารมณ์ดี "ตอนแรกที่ไปหาฉู่จุนเผิง ก็ยังต้องมานั่งสร้างสัมพันธ์กันไปทีละโปรเจกต์ แต่พอหลานออกโรงเองปุ๊บ ทุกอย่างก็ราบรื่นทะลุปรุโปร่งไปจนสุดทางเลย ถือเป็นการให้เกียรติกันแบบสุดๆ ไปเลยล่ะ"

"อ๊ะ มันคนละเรื่องกันนะครับ"

หลัวหยางโบกมือปฏิเสธ "ส่วนที่รับปากก็คือรับปากครับ แต่ผลประโยชน์ที่ทางนั้นสมควรจะมอบให้พี่จุนเผิง จะมาทำเมินเฉยไม่ยอมจ่ายเพียงเพราะผมออกหน้าให้ไม่ได้หรอกนะครับ"

"ไอ้เด็กบ้าเอ๊ย"

พอได้ยินคำพูดของหลัวหยาง หลัวเจี้ยนหมินก็ถึงกับหัวเราะไม่ออกร้องไห้ไม่ลง "นั่นมันก็เงินของหลานทั้งนั้นไม่ใช่หรือไง ยังจะใจดีปล่อยให้ฉู่จุนเผิงมากอบโกยไปอีกเรอะ"

"ตั้งแต่ผมเรียนอยู่มัธยมต้น ศิษย์พี่ใหญ่ก็คอยติดตามทำงานกับพ่อผมมาตลอด เรื่องราวในบ้านก็คอยช่วยจัดการดูแลให้ไม่ขาดตกบกพร่อง ยิ่งช่วงหลายปีที่ผมไปเรียนมหาวิทยาลัยที่เซี่ยงไฮ้ เขาก็อยู่เป็นเพื่อนพ่อกับแม่มากกว่าผมเสียอีก ปากก็บอกว่าเป็นลูกศิษย์ แต่ความจริงแล้วแม่ผมรักและเอ็นดูเขาเหมือนลูกชายครึ่งคนไปแล้วล่ะครับ"

หลัวหยางพ่นควันบุหรี่ออกมายาวเหยียดก่อนจะพูดต่อ "แถมคุณอาก็น่าจะรู้ดีนี่ครับว่า ตอนที่พ่อผมล้มละลายเมื่อปีนั้น ในบรรดาลูกศิษย์ทั้งสามคน มีแค่ศิษย์พี่ใหญ่คนเดียวเท่านั้นที่ไม่ยอมทิ้งไปไหน ลำพังแค่เรื่องนี้ อย่าว่าแต่การปล่อยให้เขาหาเงินเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้เลย ชาตินี้ตราบใดที่ครอบครัวผมยังมีกินมีใช้ ก็รับรองได้เลยว่าเขาจะต้องมีชีวิตที่สุขสบายไปตลอดชีวิตอย่างแน่นอนครับ"

พอพูดถึงเรื่องราวเมื่อตอนปีศูนย์เก้า หลัวเจี้ยนหมินก็อดไม่ได้ที่จะถอนหายใจออกมา

"นั่นสิ หลังจากนั้นอาก็เคยได้ยินพ่อหลานพูดถึงเรื่องนี้อยู่เหมือนกัน... ฉู่จุนเผิงเด็กคนนี้ ไม่เลวเลยจริงๆ"

พูดมาถึงตรงนี้ รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้าของหลัวเจี้ยนหมิน "แต่จะว่าไปแล้ว ก็เป็นเพราะเกิดเรื่องนี้ขึ้นนั่นแหละ ที่ทำให้หยางหยางอย่างหลานเติบโตขึ้นอย่างก้าวกระโดด จนพวกเราทุกคนต้องมองหลานด้วยสายตาใหม่... พูดตามตรงนะ จนถึงตอนนี้อาก็ยังรู้สึกเหมือนตัวเองกำลังฝันไปอยู่เลย"

หลัวหยางใช้นิ้วถูไถก้นกรองบุหรี่ไปมา เพื่อซึมซับความรู้สึกถึงความจริงในโลกวัตถุ

"คุณอาครับ นี่ไม่ใช่ความฝันหรอกครับ"

เขาพูดกลั้วหัวเราะ "สาเหตุที่ผมเลือกมาลงทุนสร้างธุรกิจมากมายในบ้านเกิด ก็เพื่อต้องการจะเป็นเสาหลักให้กับตระกูลหลัวของพวกเราไงครับ ต่อจากนี้ไปไม่ว่าจะเป็นครอบครัวของคุณลุงใหญ่หรือครอบครัวของคุณอา ชีวิตความเป็นอยู่ของทุกคนจะต้องมีแต่ดีขึ้นและดีขึ้นอย่างแน่นอนครับ"

พอได้ฟังคำพูดของหลานชาย หลัวเจี้ยนหมินก็หัวเราะออกมาอย่างเบิกบานใจ

[จบแล้ว]

จบบทที่ บทที่ 500 - เธออย่ามาเสียใจทีหลังก็แล้วกัน

คัดลอกลิงก์แล้ว