- หน้าแรก
- ศิษย์รับใช้วิถีมาร
- บทที่ 76 คุยเล่นที่ตำหนักเจิ้งหยาง
บทที่ 76 คุยเล่นที่ตำหนักเจิ้งหยาง
บทที่ 76 คุยเล่นที่ตำหนักเจิ้งหยาง
ช่างสบายใจจริงๆ!
ตั้งแต่เขาขึ้นเขามา ปัญหาที่เขากังวลมากที่สุด ไม่ใช่ไอ้โง่กู้อี้คนนั้นหรอก แต่เป็นเสวียนหยวนและจูเก๋ออวิ๋นเทียนต่างหาก ถึงจะเป็นคนที่อันตรายที่สุด
พวกนั้นดึงเขาเข้ามาเป็นศิษย์สายนอก ตัวเขาเองก็ต้องมีผลงานอะไรออกมาให้เห็นบ้าง
มิเช่นนั้น จะต้องมีจุดจบที่น่าเวทนาอย่างแน่นอน
ต่อให้จู่ๆ จะกลายเป็นคนหายสาบสูญไป ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อต้องเผชิญหน้ากับพวกเขา ตัวเขาก็ไม่มีเรี่ยวแรงจะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย
วิกฤตครั้งใหญ่ได้รับการคลี่คลายลงชั่วคราว
ตัวเขาได้รับเวลาเพิ่มขึ้นมาบ้าง ถึงได้มีเวลาว่าง มาไตร่ตรองถึงความเสี่ยงเรื่องกู้อี้อย่างถี่ถ้วน
ครุ่นคิดอยู่นาน
ในใจก็คิดแผนการออกมาได้สามระดับ บน กลาง ล่าง
แผนการระดับบน คือการแกล้งป่วยไม่เข้าร่วมการประลอง และขอยอมแพ้ไปเลยโดยตรง แม้จะบอกว่าหากชนะการประลอง จะได้รับรางวัลตอบแทนอย่างงาม แต่เขาก็ไม่ต้องการมันหรอก
จากนี้ก็ไปก็หลบอยู่แต่ในบ้านของตัวเองเพื่อบำเพ็ญเพียร และช่วยท่านลุงเสวียนหยวนหลอมโอสถ
คิดว่ากู้อี้ คงไม่กล้ามาหาเรื่องเขาบนภูเขาอย่างโจ่งแจ้งหรอก นั่นมันถือเป็นการละเมิดกฎข้อห้ามร้ายแรงเลยนะ
อย่างมากคนอื่นก็แค่ด่าว่าเขาเป็นไอ้ขี้ขลาดตาขาว ไอ้สวะ ถึงอย่างไรเขาก็ไม่ค่อยจะสนใจหน้าตาตัวเองอยู่แล้ว ไม่เห็นต้องกลัวเรื่องนี้เลย
แผนการระดับกลาง คือการประลองกับมันสักตั้ง ไม่สนใจว่าจะแพ้หรือชนะ งัดเอาไม้ตายทั้งหมดที่มีของตัวเองออกมาใช้ให้หมด เจ้านี่ก็อาจจะไม่สามารถฆ่าเขาให้ตายในการประลองได้สมดั่งใจนึก
มันเพิ่งจะอยู่ระดับฝึกลมปราณขั้นเจ็ด ใช่ว่าจะสามารถเอาชนะระดับฝึกลมปราณขั้นห้าของเขาได้อย่างง่ายดายเสียหน่อย!
ในตอนนี้ จางผิงอันเริ่มรู้สึกได้ลางๆ แล้วว่า ระดับฝึกลมปราณขั้นห้าของตน ไม่เหมือนกับระดับฝึกลมปราณขั้นห้าของคนอื่นๆเลย
ดีไม่ดีอาจจะเอาชนะได้ด้วยซ้ำ
ไม่เสียหน้า แถมยังได้รับรางวัลและคำชื่นชมจากทุกคน ดีไม่ดีทรัพยากรสำหรับการฝึกฝนของยอดเขาอวี้จู อาจจะเอนเอียงมาทางเขามากขึ้นด้วยซ้ำ
ส่วนแผนการระดับล่าง!
แน่นอนว่าก็คือการฆ่าเจ้านี่ทิ้งไปเสียเลย จะได้จบปัญหาแบบถอนรากถอนโคน!
แต่มันอันตรายเกินไป เจ้านี่มีเบื้องหลังที่ไม่ธรรมดา หากบังเอิญมีคนรู้ว่าเขาเจตนาฆ่าเจ้านี่ตาย ตัวเขาคงต้องเจอกับปัญหาใหญ่แน่
แต่ทว่า เมื่อจิตสังหารก่อตัวขึ้น
สีหน้าก็ค่อยๆ เปลี่ยนเป็นดุร้าย!
จางผิงอันก็ไม่อาจควบคุมความคิดบ้าๆ นี้ได้อีกต่อไป
ขอเพียงเจ้านี่ยังมีชีวิตอยู่ ก็จะคอยสร้างความเดือดร้อนให้เขาอยู่เรื่อยไป ไม่แน่ว่าในอนาคต หากมีภารกิจที่ต้องออกไปข้างนอก มันอาจจะลอบทำร้ายเขาก็เป็นได้ โดยเฉพาะภารกิจในดินแดนลับ นั่นยิ่งยากที่จะป้องกันตัวได้ทัน
จะมีใครมานั่งระวังโจรอยู่ได้ทุกวันเล่า?
หลังจากกินข้าวเสร็จ ภายในใจของเขาก็ยังไม่สงบลง
จึงตัดสินใจลงเขาสักรอบ
บรรยากาศฤดูใบไม้ผลิอันแสนอบอุ่น เผลอแป๊บเดียว ก็เดินมาถึงหน้าหลุมศพของหลี่ซื่ออีกครั้ง หน้าหลุมศพของหลี่ซื่อ มีหญ้าเขียวขจีขึ้นอยู่เต็มไปหมด
จางผิงอันนั่งอยู่หน้าหลุมศพเป็นเวลานาน
เมื่อหันขวับกลับไป ก็พบว่ามีนักพรตในชุดสีเขียวครามยืนอยู่ด้านหลัง จางผิงอันไม่รู้เลยด้วยซ้ำว่าเขามาถึงตั้งแต่เมื่อไหร่
เห็นได้ชัดว่าเขามีวรยุทธ์สูงส่งกว่าตัวเองมากนัก
"ท่านลุงเสวียนอี?"
เมื่อเพ่งมองดูดีๆ ก็พบว่าเป็นคนคุ้นเคย เขาคือท่านเซียนเสวียนอีที่เคยมอบป้ายคำสั่งให้เขา แล้วไล่ให้เขาไปนั่นเอง
เขารีบลุกขึ้นยืน แล้วทำความเคารพเสวียนอีด้วยความนอบน้อม
"ทำไมเจ้า... ถึงกลับมาอีกล่ะ?" เสวียนอีส่ายหน้าไปพลาง ขมวดคิ้วไปพลาง เขาไม่อนุญาตให้จางผิงอันได้อธิบาย แต่กลับออกคำสั่งว่า "ในเมื่อกลับมาแล้ว ก็ไปเถอะ ไปนั่งเล่นที่ที่พักของนักพรตเฒ่าสักหน่อย"
จางผิงอันไม่กล้าขัดขืน จำต้องลุกขึ้น แล้วเดินตามหลังเสวียนอีไป
เสวียนอีไม่ได้ขี่กระบี่บิน แต่ค่อยๆ เดินขึ้นเขาไป
แผ่นหลังดูค่อมลงเล็กน้อย ระหว่างที่เดิน ก็ยังคงมีอาการไออยู่บ้างเป็นระยะๆ ทำเอาจางผิงอันรู้สึกปวดใจอยู่ไม่น้อย
ดูเหมือนกับตาเฒ่าธรรมดาๆ คนหนึ่ง ไม่มีสง่าราศีของความเป็นเซียนหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"ไม่เป็นไรหรอก ข้าผู้เฒ่าพยายามทะลวงเข้าสู่ระดับจินตันเป็นครั้งที่สาม แต่ก็ล้มเหลว ชาตินี้ คงไปได้แค่ระดับจู้จีขั้นสูงสุดนี่แหละ"
"ข้ายอมรับชะตากรรมแล้วล่ะ!"
จางผิงอันเดินตามหลังเขาไปอย่างเงียบๆ ไม่ได้พูดอะไรออกมา
ยอดเขาอวี้จูมีผู้อาวุโสรุ่นอักษรเสวียน (รุ่นของศิษย์ที่มีตัวอักษร 'เสวียน' นำหน้าชื่อ) อยู่ทั้งหมดห้าท่าน ดังนั้นบนยอดเขา จึงมีตำหนักอยู่ห้าหลัง แน่นอนว่ารุ่นอักษรเสวียนไม่ได้มีแค่ห้าคน แต่พวกเขาทั้งห้าคน คือคนที่แข็งแกร่งที่สุดในรุ่นนั้น
ตำหนักของเสวียนอีมีความพิเศษที่สุด เพราะตั้งอยู่บนหน้าผาสูงชัน อยู่ห่างไกลจากตำหนักอีกสี่หลังเป็นอย่างมาก
เดินไปตามเส้นทางคดเคี้ยว จนมาถึงตำหนัก
ภายในตำหนักดูเงียบเหงาอ้างว้าง ไม่มีใครอยู่เลยแม้แต่คนเดียว ใบไม้ร่วงหล่นปูลาดเต็มพื้นไปหมด คงเพราะไม่มีใครมาคอยทำความสะอาด
"ท่านลุง ทำไมท่านไม่เรียกศิษย์รับใช้สักสองสามคน มาช่วยทำความสะอาดให้ล่ะขอรับ?" ในที่สุดจางผิงอันก็อดไม่ได้ที่จะเอ่ยถาม
"หึหึ ตาเฒ่าใกล้ตายคนหนึ่ง ไม่จำเป็นต้องทำแบบนั้นหรอก!"
ตำหนักแห่งนี้ ไม่ใช่ตำหนักที่ใหญ่ที่สุดอย่างแน่นอน แต่ความสูงต่ำของพื้นที่กลับมีความแตกต่างกันมาก และสูงชันเป็นอย่างยิ่ง
ที่จุดสูงสุด มีลานกว้างขนาดใหญ่แห่งหนึ่ง เสวียนอีพาจางผิงอันเดินขึ้นมาจนถึงสถานที่แห่งนี้ เมื่อยืนอยู่บนลานกว้าง แล้วมองออกไปยังภูเขาที่อยู่ห่างไกล ทิวทัศน์งดงามยิ่งนัก
"นั่งสิ!"
เสวียนอีลงนั่งบนเก้าอี้หวายข้างโต๊ะหิน โยกเก้าอี้ไปมาอย่างสบายอารมณ์ ดูราวกับตาเฒ่าในชนบท ที่กำลังใช้ชีวิตอย่างอิสระเสรี
จางผิงอันนั่งลงบนเก้าอี้ไม้ไผ่ที่อยู่ด้านข้างอย่างว่าง่าย
"ตำหนักของข้าแห่งนี้ มีชื่อว่าตำหนักเจิ้งหยาง แม้จะเป็นตำหนักที่เล็กที่สุดในบรรดาตำหนักทั้งห้าแห่งของยอดเขาอวี้จู แต่ทิวทัศน์ของที่นี่ กลับงดงามโดดเด่นไม่เหมือนใคร!"
จางผิงอันมองออกไปไกลๆ มองเห็นยอดเขาอันงดงาม ทิวทัศน์งดงามตระการตาจริงๆ
จู่ๆ เขาก็ชะงักไป
มุมนี้ดีเป็นพิเศษ สามารถมองทะลุผ่านยอดเขาทั้งหมดที่บดบังอยู่ และมองเห็นบึงน้ำขนาดใหญ่แห่งหนึ่งอยู่ไกลๆ น้ำในบึงใสสะอาดจนมองเห็นก้นบึง มีพื้นที่กว้างใหญ่ไพศาล กว้างไกลสุดลูกหูลูกตา
"เอ๊ะ? ท่านลุง นั่นคือบึงใหญ่ใช่หรือไม่ขอรับ? จากตำแหน่งของท่าน กลับสามารถมองเห็นบึงใหญ่ได้ด้วยรึ?" จางผิงอันรู้สึกประหลาดใจ
"ฮ่าฮ่า แน่นอนสิ ดังนั้นที่นี่ของข้า ถึงได้พิเศษที่สุดอย่างไรล่ะ!" เสวียนอียิ้มกว้างจนมุมปากแทบจะฉีกถึงรูหูด้วยความได้ใจ
"ได้ยินมาว่าน้ำในบึงใหญ่ใสสะอาด มีพลังปราณอัดแน่น มีสัตว์วิเศษทางน้ำอยู่มากมาย น่าเสียดาย ที่นั่นกลับเป็นเขตหวงห้าม ไม่ยอมให้ศิษย์ทั่วไปเข้าไปได้" จางผิงอันรู้สึกใฝ่ฝันอยากจะไปเยือนสักครั้ง
"ไอ้หนู เจ้ารู้แค่เปลือกนอก แต่ไม่รู้ว่าทำไมบึงใหญ่ถึงได้กลายเป็นเขตหวงห้าม สัตว์วิเศษที่นั่น โหดเหี้ยมอำมหิตเป็นอย่างยิ่ง คนที่มีระดับการบำเพ็ญเพียรอย่างเจ้า สัตว์ประหลาดพวกนั้นกลืนกินเข้าไปทีละแปดคนถึงสิบคน ก็ไม่ใช่ปัญหาเลยสักนิด" เสวียนอีมองดูจางผิงอันแล้วหัวเราะ "จริงสิ เจ้าคงยังไม่รู้ประวัติความเป็นมาของบึงใหญ่สินะ?"
จางผิงอันไม่รู้จริงๆ เขาเอ่ยถาม "หรือว่า บึงใหญ่แห่งนี้จะมีเรื่องราวอะไรซ่อนอยู่งั้นรึ?"
เสวียนอีมองจางผิงอันด้วยสายตาดูแคลน "อะไรที่เรียกว่ามีเรื่องราวซ่อนอยู่? ที่นั่นเต็มไปด้วยเรื่องราวมากมาย น้ำทุกหยด ล้วนเป็นตำนานในยุคบรรพกาลทั้งสิ้น"
"เอ๊ะ?" จางผิงอันถูกกระตุ้นความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที "ถ้าอย่างนั้น ท่านลุงก็ลองเล่าให้ฟังหน่อยสิขอรับ"
เสวียนอีมองไปยังทิศทางของบึงใหญ่ ท่าทางดูเหม่อลอยเล็กน้อย "เจ้ารู้หรือไม่ ว่าทำไมในบึงใหญ่ถึงได้มีสัตว์วิเศษมากมายนัก? ข้าจะบอกให้เจ้าฟัง ที่นั่นเดิมทีเคยเป็นทะเลเลือดมาก่อน สัตว์วิเศษเหล่านี้ ถือกำเนิดขึ้นมาจากทะเลเลือด ถึงได้มีนิสัยโหดเหี้ยมอำมหิตถึงเพียงนี้"
"ทะเลเลือดรึ?" จางผิงอันถึงกับตกตะลึงไปเลย
ทะเลสาบขนาดใหญ่ที่น้ำใสจนมองเห็นก้นบึง เมื่อก่อนเคยเป็นทะเลเลือดมาก่อนงั้นรึ? นี่มันพลิกคว่ำความรู้ความเข้าใจของเขาไปจนหมดสิ้นเลยนะ
เสวียนอีถอนหายใจแล้วกล่าวว่า "เดิมที ที่นั่นไม่ได้มีทะเลสาบหรอก ต่อมามีคนถูกฆ่าตายไปเป็นจำนวนมาก เลือดไหลนองเป็นสายน้ำ สุดท้ายก็ไหลมารวมกันจนกลายเป็นบึงใหญ่ บึงใหญ่ที่กว้างถึงแปดร้อยลี้เชียวนะ เจ้ารู้หรือไม่ ว่าตอนนั้นมีคนตายไปมากเท่าไหร่?"
นี่เป็นครั้งแรกที่จางผิงอันได้ฟังเรื่องราวของบึงใหญ่ ทำเอาเขาถึงกับมึนงงไปเลยทีเดียว
บึงใหญ่ที่กว้างถึงแปดร้อยลี้ กว้างใหญ่ไพศาลถึงเพียงนี้ กลับเกิดจากการรวมตัวกันของเลือดสดๆงั้นรึ? เรื่องจริงหรือเรื่องล้อเล่นเนี่ย?
เขามองเสวียนอีด้วยความสงสัย
"ใครเป็นคนฆ่าหรือขอรับ?"
สมองของจางผิงอันแทบจะลัดวงจร เขาโพล่งถามออกไปโดยไม่ทันคิด
เสวียนอียิ้มอย่างมีเลศนัย "อย่าเพิ่งถามเลยว่าใครเป็นคนฆ่า ข้าจะเล่าเรื่องราวของสำนักกระบี่เจินอู่ของพวกเราให้เจ้าฟังก่อน ทุกคนต่างก็รู้ดีว่า ท่านปรมาจารย์ผู้ก่อตั้งสำนักของพวกเรา มีฉายาทางธรรมว่าอวี้ซวี แต่กลับมีน้อยคนนักที่จะรู้ว่า ท่านปรมาจารย์มีแซ่เดิมว่าหม่า และท่านยังมีอีกฉายาหนึ่งว่า หม่าปั้นชุ่น (หม่าครึ่งนิ้ว)"
"หม่าปั้นชุ่นรึ?"
"ใช่แล้ว ความหมายของฉายานี้ก็คือ บนแผ่นดินใหญ่ผืนนี้ สิ่งมีชีวิตที่มีความสูงเกินกว่าครึ่งนิ้ว ล้วนถูกท่านฆ่าตายไปจนหมดสิ้น"