- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 149 เพลิงอสูรมนตราสีขาว ราชันจิตวิญญาณอสูรฉูมู่
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 149 เพลิงอสูรมนตราสีขาว ราชันจิตวิญญาณอสูรฉูมู่
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 149 เพลิงอสูรมนตราสีขาว ราชันจิตวิญญาณอสูรฉูมู่
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 149 เพลิงอสูรมนตราสีขาว ราชันจิตวิญญาณอสูรฉูมู่
“สมแล้ว…องค์หญิงน้อยแห่งวังฝันร้ายบรรลุถึงขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูรแล้ว!”
ในหมู่คนรุ่นเยาว์ ผู้ที่ไปถึงได้ล้วนไม่ใช่คนธรรมดา ต่างเป็นยอดฝีมือชั้นแนวหน้าของวงการอสูรวิญญาณทั้งสิ้น ทว่าอายุต่ำกว่ายี่สิบกลับก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูรได้ นี่คืออัจฉริยะสะเทือนฟ้าสะท้านดินอย่างแท้จริง!!
ตระกูลฉูสาขาหลักในแดนตะวันตกนับเป็นขุมกำลังใหญ่ มีผู้แข็งแกร่งรุ่นเยาว์มากมาย หลายคนมีชื่อเสียงไปทั่วทั้งแวดวงอสูรวิญญาณ แต่วันนี้เมื่อเทียบกับองค์หญิงน้อยผู้นี้จากวังฝันร้าย เหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์ทั้งหมด นอกจากตะลึงงันในใจแล้ว ยังอดละอายตนเองมิได้!
ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่แท้จริง ได้ก้าวข้ามความหมายของคำว่า เยาว์วัย ไปนานแล้ว เพียงพอจะยืนในแถวหน้าของผู้แข็งแกร่งที่ไร้เส้นแบ่งเรื่องอายุ!
องค์หญิงจิ่นโรวผู้เย็นงามสูงศักดิ์ มีชื่อก้องไปทั่ววงการอสูรวิญญาณ มิใช่เพียงเพราะพึ่งพาอำนาจมหึมาของวังฝันร้าย หากเป็นเพราะพลังที่เหนือกว่าคนรุ่นเดียวกันอย่างแท้จริง
เมื่อเห็นการเปลี่ยนแปลงทางอารมณ์และบารมีขององค์หญิง ฉูมู่เองก็ประหลาดใจยิ่ง โดยเฉพาะอสูรฝันร้ายสีขาวที่คล้ายเงามารขององค์หญิง กลิ่นอายเย็นเฉียบกร่างกร้าว ทั้งเย้ายวนมืดดำชั่วร้าย ราวราชินีเพลิงมารผู้สูงส่งเหนือผู้ใด ดวงตาสีขาวซีดจ้องเหยียดทุกสรรพสิ่ง!
“ค่ายกลเพลิงผนึกวิญญาณ!” เสียงเย็นเยียบขององค์หญิงจิ่นโรวดังขึ้น!
“นี๊~~~” ปีศาจขาวส่งเสียงแหลมคม แขนเรียวยาวดุจกระจกแก้วสีขาวยกไล้ขึ้นเหนือศีรษะ รอยเพลิงสองเส้นเป็นแนวโค้งค่อยๆ ลอยสูงขึ้น ครั้นฝ่ามือประกบเข้าหากัน เพลิงวิญญาณสีขาวกลับแปรเปลี่ยนอย่างประหลาดเป็นดวงแสงสีขาวซีด เก็บงำควบรวมอยู่ระหว่างฝ่ามือทั้งสอง
“นี๊~~~” เสียงกรีดร้องของปีศาจแหลมคมดังขึ้นอีกครั้ง มือที่ยกเหนือศีรษะของปีศาจขาวฟาดลงจากบนสู่ล่าง กระแทกพื้นดินใต้เท้าอย่างรุนแรง!
พื้นสนามรบที่ขรุขระยังคงไม่เสียหาย ทว่าเมื่อมองจากที่สูงลงมา จะเห็นได้ชัดว่าค่ายกลคำสาปสีซีด แผ่ขยายอย่างลึกลับเงียบงันจากพื้นดิน มุ่งไปยังตำแหน่งที่โมเซี่ยอยู่
“โมเซี่ย…ทิ้งมันซะ” ฉูมู่มองเพลิงผนึกวิญญาณที่พุ่งเข้ามาด้วยความตกใจ ก่อนตัดสินใจเด็ดขาดให้โมเซี่ยละทิ้งมังกรเก้าหางทำลายล้าง!
หางยาวทั้งเก้าสายอันยิ่งใหญ่ของโมเซี่ยหยุดการกวนปั่น มันม้วนรัดจิ้งจอกเหมันต์ต้องสาปแล้วสะบัดเหวี่ยงออกไปอย่างโหดเหี้ยม จากนั้นก็รีบแผ่เก้าหางเร้นกาย!
ปลายหางทั้งเก้าพลิ้วม้วนปกคลุม ซ่อนร่างโมเซี่ยไว้ภายใน ครั้นหางทั้งเก้าคลี่ออกอีกครั้ง ร่างของโมเซี่ยก็เคลื่อนย้ายไปไกลกว่ายี่สิบเมตรแล้ว
“ปัง!! ปัง!! ปัง!!”
พื้นดินระเบิดแตกขึ้นฉับพลันด้วยเพลิงวิญญาณสีขาว เพลิงวิญญาณสิบสามสายพุ่งทะลุขึ้นจากใต้ดินอย่างพิสดาร พลิ้วไหวราวมีชีวิต โอบล้อมตำแหน่งเดิมของโมเซี่ยไว้ในพริบตา และแปรสภาพเป็นคุกเพลิงวิญญาณอยู่กลางอากาศ!
“ผนึกวิญญาณ!” องค์หญิงจิ่นโรวออกคำสั่งอีกครั้ง
ปีศาจขาวใช้สองมือควบคุมเพลิงวิญญาณสิบสามสาย เมื่อถูกเก้าหางเร้นกายของโมเซี่ยหลบหลีกไปได้ ตราประทับมารที่แปรเป็นคุกกลับสลายตัวอย่างรวดเร็วอีกครั้ง ราวอสรพิษน่าหวาดผวาสิบสามตัว เลื้อยผ่านอากาศอย่างน่าขนลุก พุ่งตะครุบใส่โมเซี่ย!
เห็นวิชาประหลาดยังไล่ตามมาไม่หยุด ฉูมู่ก็ใจสะท้าน เขาจำได้ว่าอสูรฝันร้ายสีขาวของตนไม่เคยมีทักษะเช่นนี้ และฉูมู่มั่นใจยิ่งว่า ผนึกวิญญาณ นี้ ไม่ใช่สิ่งที่ปลดผนึกจันทร์เต็มดวงของโมเซี่ยจะทำลายได้ หากถูกตรามารผนึกไว้ ก็ยากจะขยับเขยื้อนอีก
“อู้ อู้ อู้ อู้~”
ในขณะนั้นเอง จิ้งจอกเหมันต์ต้องสาปก็เริ่มร่ายทักษะที่ก่อนหน้านี้ยังไม่ทันสำเร็จเช่นกัน!
จิ้งจอกน้ำแข็งเจ็ดคำสาป! เสียงร้องก้องสะท้อน จิ้งจอกเหมันต์ต้องสาปที่หน้าผากมีตราประทับคำสาปผลิบานเป็นแสงประหลาดพิกล ร่างยาวเพรียวสีเยือกแข็งของมันกลับเริ่มแยกสลายเป็นสายๆ ก่อนค่อยๆ ก่อรูปเป็นจิ้งจอกน้ำแข็งที่สง่างามดุดันถึงเจ็ดตน!
จิ้งจอกน้ำแข็งแต่ละตนยาวถึงสี่เมตร รูปสลักน้ำแข็งทั้งเจ็ดยืนตระหง่านอย่างเย็นชา กดทับความหนาวเยียบไว้บนยอดเขาทั้งลูก มอบแรงสั่นสะเทือนทางสายตาจนผู้คนหัวใจสั่นไหว!
“อู้ อู้ อู้ อู้~~~”
เสียงจิ้งจอกร้องกังวานราวบทเพลงสูงส่ง ประหนึ่งคำสั่งและเสียงเรียกของราชัน จิ้งจอกน้ำแข็งทั้งเจ็ดเชิดหน้าผยอง ลืมเนตรน้ำแข็งขึ้นอย่างหยิ่งทะนง จ้องคมกริบไปยังจิ้งจอกเก้าหางเพลิงราชันที่กำลังหลบหลีกค่ายกลเพลิงผนึกวิญญาณอย่างรวดเร็ว
ไอหนาวแผ่ซ่าน ทำให้สนามรบบนยอดเขาถูกแช่แข็งจนเกาะเป็นน้ำค้างแข็งหนาทึบ ครั้นคำสั่งของจิ้งจอกเหมันต์ต้องสาปถูกส่งลงมา จิ้งจอกน้ำแข็งทั้งเจ็ด ผู้พิทักษ์แห่งราชัน ก็ก้าวเท้า บดผลึกนรกเยือกแข็งที่กระจายอยู่บนพื้นให้แตกละเอียด กวาดพายุความหนาวแห่งความตายพุ่งไล่ล่าโมเซี่ย!
เห็นภาพนั้น สีหน้าฉูมู่ยิ่งเคร่งขรึม เขาพึมพำคาถาเงียบๆ รอบกายฉูมู่ก็พลันมีเปลวเพลิงสีขาวลุกไหม้อย่างสงัดเช่นกัน ต่อให้โมเซี่ยแข็งแกร่งเพียงใด ก็เป็นไปไม่ได้ที่จะรับมือราชันสองตนพร้อมกัน ในสถานการณ์เช่นนี้ ฉูมู่ย่อมไม่อาจซ่อนพลังได้อีก!
จิ้งจอกน้ำแข็งทั้งเจ็ดมีพลังน่าหวาดหวั่นที่สุด ร่างยาวสี่เมตรก้าวออกไปดุจสิงห์พยัคฆ์ ทุกที่ที่ผ่าน โขดหินเตี้ยๆ ล้วนถูกลำตัวจิ้งจอกที่แข็งแรงดุดันชนจนแหลกเป็นผุยผง!
เผชิญการโจมตีจากสองทักษะอันทรงอำนาจ โมเซี่ยไม่เหลือที่ให้เก็บงำอีกต่อไป มันระเบิดความเร็วสูงสุด วิ่งไล่ล่ากันไปทั่วสนามรบอันกว้างใหญ่ ทว่า ทักษะทั้งสองกลับมีผลติดตามเป้าหมาย ไม่ว่าโมเซี่ยจะพุ่งไปทางใด ตราประทับมารผนึกวิญญาณและจิ้งจอกน้ำแข็งทั้งเจ็ดยังคงไล่บี้ติดแน่น!
เพลิงสีขาวของตราประทับมารผนึกวิญญาณเงียบงันไร้เสียง ทว่ากลับอัดแน่นด้วยพลังน่ากลัวที่ไม่อาจหยั่งรู้! จิ้งจอกน้ำแข็งเจ็ดคำสาป เดือดดาลดุร้าย ผนึกน้ำแข็งยอดเขา!
ความเร็วของโมเซี่ยแตะขีดสุดแล้ว แต่ภายใต้การบีบคั้นของสองทักษะนี้ มันยังถูกไล่ต้อนทีละก้าว จนค่อยๆ ไร้ทางหลบ!
“ปัง!!!”
เก้าหางกวาดผ่าน จิ้งจอกน้ำแข็งตนหนึ่งถูกโมเซี่ยฟาดจนแตกเป็นเศษน้ำแข็งกระจาย!
ดาบเพลิงราชันเงามายา! งานเต้นรำแห่งเปลวเพลิง! โมเซี่ยแปรเงาร่างอย่างฉับไวเป็นสี่สาย กรงเล็บเพลิงราชันฉีกผ่านลำตัวของจิ้งจอกน้ำแข็งเจ็ดคำสาปอีกสี่ตนอย่างแม่นยำไร้พลาด!
รอยกรงเล็บแผ่ขยายในอากาศ บดจิ้งจอกน้ำแข็งที่สง่างามดุดันทั้งเจ็ดให้กลายเป็นผลึกน้ำแข็งป่นละเอียด และเมื่อเพลิงราชันเผาผ่านอย่างรุนแรง ผลึกนรกเยือกแข็งทั้งหมดก็แปรเป็นไอขาว ลอยสลายไปกลางอากาศ!
จิ้งจอกน้ำแข็งทั้งเจ็ดถูกทำลายไปห้าตน แต่ที่เหลืออีกสองตน โมเซี่ยกลับรับมือได้ยากยิ่ง หลังกรงเล็บเพลิงราชันตกลงพื้น จิ้งจอกน้ำแข็งสองตนก็พุ่งไล่มาทันที กรงเล็บน้ำแข็งฟาดลงอย่างบ้าคลั่ง ต่อให้โมเซี่ยกางพัดเก้าหางแล้ว ร่างก็ยังถูกพลังอันน่าสะพรึงนั้นกระแทกจนปลิวกระเด็น
โมเซี่ยสลัดเศษน้ำแข็งบนตัวออก ลุกขึ้นจากร่องลึก กำลังจะเร่งความเร็วอีกครั้ง ทว่าตราประทับมารผนึกวิญญาณอันพิกลกลับปรากฏขึ้นอย่างเงียบเชียบ ราวงูน้ำ เลื้อยพันขึ้นตามแขนขาทั้งสี่ของโมเซี่ย ก่อนรัดรึงทั่วร่างอย่างรวดเร็ว!
“อู้ อู้ อู้!!!!”
เพลิงมารผนึกวิญญาณสร้างบาดแผลรุนแรงต่อจิตวิญญาณ ลายมารสี่สายรัดพันลำตัวโมเซี่ย ขณะที่ลายมารอีกเก้าสายกลับแปรเป็นโซ่เพลิง สานไขว้ไปมารอบตัวโมเซี่ย ก่อเป็นคุกโซ่เพลิงวิญญาณอันน่าหวาดผวา!!
“ฟู่ฟู่ฟู่ฟู่~~~~~”
ลายอาคมทั้งเก้าสายพลันจุดติด เพลิงวิญญาณสีขาวซีดเผาไหม้ขึ้นทันที เปลวเพลิงขาวลุกโชนพวยพุ่ง ก่อนจะเริ่มแผดเผาดวงวิญญาณของโมเซี่ยอย่างบ้าคลั่ง! เสียงครวญครางด้วยความเจ็บปวดก้องสะท้อน โมเซี่ยมีเกราะวิญญาณระดับหกที่แผ่ขึ้นทั่วร่าง รวมถึงพลังป้องกันของตนเองที่ยังพอคุ้มครองกายเนื้อไม่ให้ถูกเผาผลาญ ทว่าเพลิงวิญญาณสีขาวกลับกำลังย่ำยีดวงวิญญาณของมันอย่างไร้ปรานี!
“ถึงขั้นนี้แล้ว ฉูมู่ยังไม่เรียกอสูรวิญญาณคู่สัญญาลำดับที่สองออกมาอีกหรือ?”
เมื่อเห็นจิ้งจอกเก้าหางเพลิงราชันของฉูมู่ถูกองค์หญิงปีศาจขาวควบคุม หัวใจของทุกคนก็ยิ่งถูกยกค้างขึ้นไปอีกระดับ ทักษะระดับราชันเช่นนี้ ไม่ใช่สิ่งที่อสูรวิญญาณของเหล่ายอดฝีมือรุ่นเยาว์แห่งตระกูลฉูสาขาหลักจะต้านทานได้! ในยามนี้ สายตาของผู้คนทั้งหมดต่างจับจ้องไปที่ฉูมู่
ทุกคนล้วนรู้ว่า อสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดของฉูมู่ก็คือจิ้งจอกเก้าหางเพลิงราชันที่กลายพันธุ์ตัวนี้ หากแม้แต่อสูรวิญญาณที่แข็งแกร่งที่สุดยังถูกควบคุม แล้วฉูมู่จะเหลือทุนรอนใดไปต่อกรกับองค์หญิงจิ่นโรว!
เปลวเพลิงเผาไหม้อย่างเงียบงัน ชุดดำทั้งร่างกลับยิ่งขับให้สีของเพลิงมารนั้นซีดขาวเด่นชัด ดวงตาสีดำคู่นั้นไม่รู้ตั้งแต่เมื่อใดได้ลุกไหม้ด้วยเพลิงสีขาว ราวกับผู้ปกครองอันเย็นชา ก้มมองสิ่งมีชีวิตทั้งมวลในสมรภูมิยอดเขา
เพลิงอสูรมนตราสีขาวทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ สุดท้ายแทบกลืนร่างฉูมู่จนหมด คลุมเขาทั้งคนไว้ในเปลวเพลิง! กลิ่นอายเพลิงอสูรมนตราสีขาวที่เย็นเยียบยิ่งกว่าก็เริ่มกวาดซัดออกไป ถึงกับกดทับเขตแดนอันหนาวเหน็บขององค์หญิงปีศาจขาว ทำให้ความเย็นและแรงสั่นสะท้านในระดับจิตวิญญาณยิ่งลึกยิ่งชัดเจน!
“นี่…นี่มัน…”
“ฉูมู่…ถึงขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูรแล้ว!!”
“ข่าวบอกว่าเขาสูญเสียมิติจิตวิญญาณหนึ่งส่วน ก่อนหน้านี้เขาเคยอัญเชิญอสูรวิญญาณได้สามตัว…”
เมื่อเห็นภาพนี้ ทุกคนต่างเผยสีหน้าตระหนก เพราะเพลิงอสูรมนตราสีขาวที่ลุกไหม้บนร่างฉูมู่ ก็คือเพลิงวิญญาณสีขาวของอสูรฝันร้ายสีขาว ยิ่งไปกว่านั้นยังเป็นเพลิงอสูรมนตราสีขาวที่ชั่วร้ายและน่าสะพรึงยิ่งกว่าเพลิงวิญญาณสีขาวทั่วไปเสียอีก!
องค์หญิงจิ่นโรวบรรลุขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูร แม้น่าตกใจ แต่ก็ยังนับว่าอยู่ในความคาดหมาย เพราะนางคือผู้แทนของยอดพีระมิดแห่งวังฝันร้าย ทว่า ฉูมู่เป็นเพียงยอดฝีมือรุ่นเยาว์ที่ผงาดขึ้นอย่างรวดเร็วในแดนตะวันตกเมื่อปีที่ผ่านมา ระยะห่างจากชั้นสูงสุดไปถึงจุดสูงสุดยังมีอยู่ ไม่มีผู้ใดคาดคิดว่าเขาจะบรรลุขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูรแล้วเช่นกัน
ยิ่งเหลือเชื่อกว่านั้นคือ อสูรฝันร้ายสีขาวที่เขาเรียกออกมานี้ กลับเหนือกว่าอสูรฝันร้ายสีขาวขององค์หญิงอย่างสิ้นเชิงในด้านแรงกดดัน!
ทั้งตระกูลฉูสาขาหลักเดือดพล่านขึ้นอีกครั้ง นี่คือการประลองของคนรุ่นเยาว์ ทว่ากลับไต่ขึ้นถึงขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูรอันแข็งแกร่ง จากศึกสายพันธุ์ผู้บัญชาการ แปรเปลี่ยนเป็นการปะทะกันขอราชัน!
ริมขอบสนามรบ เย่ชิงจือจ้องมองฉูมู่ด้วยแววตานิ่งแน่ว ตอนอยู่เทือกเขานรกบรรพกาล นางก็เคยคาดเดาแล้วว่าฉูมู่อาจบรรลุขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูร และยามนี้เมื่อได้เห็นเขาปลดปล่อยพลังทั้งหมด ก็ยังอดรู้สึกสะเทือนใจไม่ได้ โดยเฉพาะเมื่ออสูรฝันร้ายสีขาวที่ครอบครองเพลิงอสูรมนตราสีขาวตื่นขึ้น แรงกดดันมหาศาลนั้นกวาดซัดครอบคลุมไปทั่ว!
ฉูมู่ค่อยๆ ถอยหลังหนึ่งก้าว อสูรฝันร้ายสีขาวของเขาก็จำแลงเป็นรูปลักษณ์เดียวกับฉูมู่ ราวปีศาจสีขาว เหยียบยืนเหนือเพลิงอสูรมนตราสีขาวอันน่าหวาดผวาอย่างผึ่งผายในสมรภูมิยอดเขา สายตาเย็นชา หยิ่งผยอง กดข่มทุกสิ่ง!
“อสูรฝันร้ายสีขาวระดับเจ็ด!”
เมื่อเห็นอสูรฝันร้ายสีขาวของฉูมู่ปรากฏกายอย่างอหังการบนสนามรบ คิ้วเรียวขององค์หญิงจิ่นโรวก็ขมวดเข้าหากันเล็กน้อย องค์หญิงจิ่นโรวเดาไว้ตั้งนานแล้วว่าฉูมู่ก้าวเข้าสู่ขอบเขตราชันจิตวิญญาณอสูร และก็รู้ว่าเขาสามารถควบคุมอสูรฝันร้ายสีขาวสายพันธุ์ราชันได้ ทว่านางกลับไม่เคยคาดคิดเลยว่าอสูรฝันร้ายสีขาวของฉูมู่จะบรรลุถึงระดับเจ็ด ยิ่งทำให้นางตะลึงพรึงเพริดยิ่งกว่านั้นคือ อสูรฝันร้ายสีขาวของเขามิได้ครอบครองเพลิงวิญญาณสีขาว หากแต่เป็นผลึกเพลิงวิญญาณชั้นสูงยิ่งกว่า เพลิงอสูรมนตราสีขาว!!
“นี๊!!!!!!!!”
ต่อหน้าพวกเดียวกัน ฉูมู่กับอสูรฝันร้ายสีขาวของเขาเป็นผู้ครอบงำที่เลวร้ายถึงขีดสุด ไม่ยอมให้มีอสูรฝันร้ายสีขาวตนใดแข็งแกร่งกว่า แม้กระทั่งอสูรฝันร้ายสีขาวระดับเดียวกันก็ยังไม่ได้!!