เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 72 ความตายของหยางลั่วปิน

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 72 ความตายของหยางลั่วปิน

อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 72 ความตายของหยางลั่วปิน


อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 72 ความตายของหยางลั่วปิน

“พวกเราไป…” บ่าวเฒ่านิรนามมีสีหน้าประหลาดอยู่หลายส่วน ทว่าเขากลับเปลี่ยนถ้อยคำคาถา เรียกขานเหยี่ยววายุระดับแปดที่มีร่างกายใหญ่โตผิดปกติออกมา! ทันทีที่เหยี่ยววายุระดับแปดปรากฏ ก็ทำให้ทั้งในและนอกลานเกิดเสียงฮือฮาขึ้นเป็นระลอก…

บ่าวเฒ่านิรนามคว้าหยางลั่วเซินที่อ่อนแรงถึงขีดสุด กระโดดขึ้นไปบนแผ่นหลังเหยี่ยววายุระดับแปด แล้วออกคำสั่งหนึ่งประโยค ให้มันกางปีกมหึมาคู่นั้นขึ้นทันที…

“พาข้าไปด้วย…พี่ใหญ่ พาข้าไปด้วย…” หยางลั่วปินได้รู้จากหยางลั่วเซินมานานแล้วว่าเซี่ยกวงฮั่นเป็นตัวอันตรายยิ่ง ตระกูลอาจถึงคราวเคราะห์ร้าย ครั้นเห็นบ่าวเฒ่านิรนามพาหยางลั่วเซินจะจากไป ก็รีบวิงวอนอย่างน่าอนาถ

“พาเขาไปด้วย” หยางลั่วเซินกัดฟัน กล่าวกับบ่าวเฒ่านิรนาม

บ่าวเฒ่านิรนามให้เหยี่ยววายุระดับแปดลดระดับลงเล็กน้อย ทว่าไม่นานก็ได้ยินเสียงเย็นเยียบของฉูมู่ดังขึ้น

“ข้าบอกเพียงให้พาเจ้านายของเจ้าไสหัวไป มิได้อนุญาตให้เจ้าพาคนที่ข้าต้องฆ่าให้ตายผู้นี้ไปด้วย”

สายตาฉูมู่เย็นชา จ้องมองผู้เฒ่าคนนั้นอย่างไร้อารมณ์ เพลิงวิญญาณสีขาวบนร่างกลับมีทีท่าจะลุกลามแผ่ออกไป! แววตาบ่าวเฒ่านิรนามพลันเผยความอำมหิตอยู่หลายส่วน เห็นได้ชัดว่าเกิดโทสะต่อฉูมู่แล้ว แต่เมื่อคิดว่าข้างกายฉูมู่ยังมีมือสังหารแห่งวังฝันร้ายอยู่มากมาย เขาก็จำต้องกลืนความคับแค้นไว้ในอก สบถเย็นหยันหนึ่งเสียง ไม่สนใจหยางลั่วปินอีกต่อไป พาหยางลั่วเซินทะยานขึ้นเหนือจัตุรัส ค่อยๆ เลือนหายเข้าไปในชั้นเมฆ

“พี่ใหญ่…พี่ใหญ่…” สีหน้าหยางลั่วปินซีดเผือดในพริบตา ตะโกนเรียกหยางลั่วเซินสุดเสียง! หยางลั่วเซินเวลานี้ตนเองก็เสียหน้าอย่างถึงที่สุด ยิ่งไปกว่านั้นเขายังสัมผัสได้ว่าครั้งนี้ฉูมู่พามือสังหารแห่งวังฝันร้ายมาด้วยจำนวนมาก จึงไม่กล้าอยู่ต่อ รีบเหาะจากไปพร้อมบ่าวเฒ่านิรนาม

เมื่อเห็นหยางลั่วเซินจากไป สีหน้าหยางลั่วปินยิ่งขาวซีด เขารีบผละออกจากสมรภูมิกลางจัตุรัส มุ่งหน้าวิ่งไปยังตำแหน่งของหยางหม่านเซิน

คนที่ฉูมู่ต้องการฆ่าที่สุดคือหยางลั่วปิน แล้วจะปล่อยให้สารเลวผู้นี้หนีไปได้อย่างไร! ยังไม่ต้องให้ฉูมู่ออกคำสั่ง โมเซี่ยก็พุ่งออกไปเป็นคนแรก ตรงเข้ากระหน่ำใช้ทัณฑ์มรณะใส่หยางลั่วปิน!

ไม่ว่าหยางลั่วปินจะวิ่งสุดกำลังเพียงใด ความเร็วก็ไม่มีทางเหนือกว่าโมเซี่ย เพียงพริบตา โมเซี่ยก็ปรากฏตัวอยู่เบื้องหน้าหยางลั่วปินแล้ว!!

สีหน้าหยางลั่วปินเปลี่ยนฉับพลัน รีบท่องคาถา หวังอัญเชิญอสูรวิญญาณออกมาคุ้มกันตนเอง!

“เนตรปีศาจ!”

ฉูมู่ส่งคำสั่งให้โมเซี่ยในทันที! ดวงตางามของโมเซี่ยเปล่งประกายสีเงิน สายตากลายเป็นกระบี่เงินยาวสองเล่ม แทงกระหน่ำเข้าไปในจิตวิญญาณของหยางลั่วปินอย่างโหดเหี้ยม!

หยางลั่วปินเป็นเพียงผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูรขั้นสี่ จะต้านทานการโจมตีทางจิตของโมเซี่ยระดับหกได้อย่างไร ยิ่งไปกว่านั้น ทักษะโจมตีทางจิตนี้ยังได้รับอิทธิพลจากพลังจิตของฉูมู่ ผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูรขั้นเจ็ดอีกด้วย!

ขณะหยางลั่วปินกำลังร่ายคาถา ดวงตาคู่นั้นกลับถูกความหวาดกลัวเติมเต็มในฉับพลัน คาถาที่ท่องได้เพียงครึ่งก็ถูกตัดขาด เขายืนเหม่อลอย มองจิ้งจอกหกหางเพลิงปีศาจที่ยื่นกรงเล็บคมกริบเข้าหาตน!!

“ฉูมู่!! หากเจ้ากล้าแตะต้องบุตรข้า ข้าจะล้างตระกูลฉูของพวกเจ้าให้สิ้น!!!” บนที่นั่ง หยางหม่านเซินที่ช่วยไม่ทัน หน้าแดงก่ำ ตะโกนใส่ฉูมู่ด้วยพลังจิต!!

ฉูมู่หันศีรษะไป เหลือบมองหยางหม่านเซินอย่างเย็นชา ก่อนหัวเราะเยาะเบาๆ ไม่ใส่ใจคำขู่แม้แต่น้อย แล้วสั่งโมเซี่ยอย่างเด็ดขาด!

ดาบเพลิงปีศาจ!!

คมกรงเล็บยาวฉีกกระชากลำคอของหยางลั่วปินในทันที!!!

“ฉัวะ!”

หยางลั่วปินยังคงทำหน้าหวาดผวา ทว่าศีรษะของเขากลับถูกฟันลอยขึ้นไปแล้ว กลิ้งคว้างอยู่กลางอากาศไม่หยุด…

“ฟู่!!!”

สายโลหิตพุ่งทะลักจากลำคอของหยางลั่วปินอย่างฉับพลัน สีแดงฉานบาดตาจนผู้ที่เห็นภาพนี้ต่างอดสูดลมหายใจลึกมิได้! ร่างของหยางลั่วปินค่อยๆ ทรุดลง เมื่อร่างคว่ำแนบพื้น เลือดก็ยังไหลไม่หยุดจากลำคอ…

“ผัวะ!” ศีรษะที่ลอยสูงในที่สุดก็ตกลงมา กระแทกลงในแอ่งเลือด กระเซ็นเป็นดอกโลหิตกระจาย…

“ข้า…ข้าจะฆ่าเจ้า!!!!!!!”

เสียงคำรามคลุ้มคลั่งดังขึ้นฉับพลันจากที่นั่ง หยางหม่านเซินผู้เห็นบุตรถูกสังหาร พุ่งลงสู่ลานประลองกลางจัตุรัสดุจสัตว์ป่าที่อัดแน่นด้วยไอสังหาร ดวงตาคู่นั้นแดงก่ำเต็มไปด้วยเส้นเลือด! ฉูเทียนเหิงเห็นหยางหม่านเซินพุ่งลงสนาม มีหรือจะลังเลแม้แต่น้อย เขารีบใช้ทักษะวิญญาณเคลื่อนวายุกับตนเอง ปรากฏกายต่อหน้าฉูมู่อย่างรวดเร็ว แทบไม่ต้องคิดก็ท่องคาถาทันที!

“ท่านลุงใหญ่ กล้าหรือไม่…ให้มันนองเลือดสักครา?” เห็นฉูเทียนเหิงบินมาขวางหน้า ฉูมู่กลับยกยิ้มเย้ายวนปนโหดเหี้ยม

ฉูเทียนเหิงชะงักไปครู่ มองฉูมู่ด้วยแววตาฉงน ฉูมู่ก็ไม่รอคำตอบ เหลือบมองอัศวินรัตติกาลของฉูเทียนเหิงที่อยู่ในระดับเจ็ดขั้นเจ็ด แล้วค่อยๆ ยกมือขวาขึ้น…

ฉูมู่ลงสนามสังหารหยางลั่วปินแทบจะเป็นชนวนจุดประกายไฟศึกระหว่างตระกูลฉูกับตระกูลหยางในพริบตา ขณะฉูเทียนเหิงเผชิญหน้ากับหยางหม่านเซิน สมาชิกตระกูลหยางทั้งหมดต่างกรูกันลงสู่ลานประลองกลางจัตุรัส ฝ่ายตระกูลฉูก็รู้แล้วว่าความขัดแย้งของสองตระกูลมาถึงขีดสุด ฉูหมิงเป็นคนแรกที่ใช้ทักษะสายบิน พุ่งทะยานลงสู่ลานประลองกลางจัตุรัสโดยตรง…

เมื่อประมุขถึงกับตั้งท่าจะลงมือ สมาชิกตระกูลฉูจะยังนิ่งเฉยได้อย่างไร ชั่วพริบตาทุกคนต่างใช้ทักษะวิญญาณของตน รวมตัวกันไปยังตำแหน่งที่ฉูมู่อยู่

ผู้คนของสองตระกูลแทบทั้งหมดรวมกันอยู่ในลานประลองกลางจัตุรัส ทั้งสองฝ่ายฝ่ายละราวห้าหกสิบคน หากต่างเรียกอสูรวิญญาณของตนออกมา ที่นี่คงปรากฏอสูรวิญญาณนับร้อย! เมืองกังหลัวมีตระกูลหยางคอยคุมอำนาจมาโดยตลอด จึงแทบไม่เคยเกิดการเข่นฆ่าครั้งใหญ่ แต่ครานี้ สมาชิกตระกูลฉูทั้งหมดกับสมาชิกตระกูลหยางทั้งหมดต่างปะทุประกายไฟเดือดพล่าน เพียงเส้นไฟถูกจุด ก็ย่อมเป็นศึกใหญ่ที่อสูรวิญญาณนับร้อยเข้าห้ำหั่นกันกลางลานประลอง!

“ฉูเทียนเหิง ข้าให้เวลาเจ้าสิบลมหายใจ ส่งตัวฉูมู่มาให้ข้าฆ่ามันด้วยมือข้าเอง มิฉะนั้นวันนี้ข้าจะล้างเลือดตระกูลฉูของพวกเจ้า!!” หยางหม่านเซินเข้าสู่สภาวะใกล้ระเบิดเต็มที ทั้งร่างดูดุร้ายสยดสยองไม่ต่างจากอสูรปีกโลหิตสามเนตรระดับเจ็ดขั้นแปดที่เขาเรียกออกมา

ฉูเทียนเหิงจะยอมส่งฉูมู่ได้อย่างไร เขายืนเคียงข้างอัศวินรัตติกาลระดับเจ็ดขั้นเจ็ดของตน ไร้ความหวาดหวั่นต่อคำขู่ของหยางหม่านเซินแม้แต่น้อย!

“ท่านพ่อ พวกเราเสียเปรียบกำลัง มิใช่คู่มือคนตระกูลหยาง…” ฉูเทียนเจวี๋ยเหลือบมองฉูหมิงที่สีหน้าเคร่งขรึม แล้วกล่าวเสียงต่ำ

มาถึงขั้นนี้ ฉูหมิงก็รู้ว่าศึกใหญ่หลีกเลี่ยงมิได้ สายตาคมกริบจ้องไปยังหยางคั่วที่นั่งอยู่บนที่นั่ง สีหน้าประหลาดยิ่งนัก!

ผู้คนตระกูลหยางและตระกูลฉูนับร้อยมีผู้ปล่อยพลังจิตออกมาแล้ว คาถาถูกกลืนไว้ในลำคอ เพียงประมุขฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งออกคำสั่ง ก็จะเป็นภาพอสูรวิญญาณนับร้อยตะลุมบอนกันทันที!

“หยุด…หยุดมือ ถอยกลับไปให้หมด!!”

ทันใดนั้น เสียงตะโกนกึกก้องดังขึ้น สะท้อนกังวานเหนือฟ้าลานประลองกลางจัตุรัส! ทุกคนต่างชะงักงัน สายตาพร้อมใจกันหันไปยังเจ้าเมืองเฒ่าหยางคั่วที่ยังนั่งอยู่บนที่นั่ง สีหน้าเต็มไปด้วยความไม่เข้าใจ

แท้จริงแล้ว หลายคนสังเกตได้ตั้งแต่แรกว่า วันนี้เจ้าเมืองเฒ่าหยางคั่วผิดปกติอย่างยิ่ง…

ยามการต่อสู้ดำเนินมาถึงจุดเดือด ฉูมู่ได้สังหารยอดฝีมือรุ่นเยาว์ของตระกูลหยางไปแล้วห้าคน กระทั่งสังหารบุตรชายคนโตและหลานชายคนโตของหยางคั่วด้วย เห็นได้ชัดว่าสงครามใหญ่กำลังจะปะทุ ทว่าในห้วงเวลานั้นเอง หยางคั่วกลับเลือก ยอมถอย

อำนาจของตระกูลหยางเหนือกว่าตระกูลฉูอย่างชัดเจน หากสู้กันจริง ต่อให้ต้องจ่ายราคา ตระกูลหยางก็ย่อมมีทางกวาดล้างตระกูลฉูได้ แต่ผู้คนกลับไม่เข้าใจว่าเหตุใดหยางคั่วจึงเข้ามาขัดศึกในยามนี้อย่างกะทันหัน!

“ท่านพ่อ นี่ท่านจะทำอันใดกันแน่…” หยางหม่านเซินมองบิดาด้วยสีหน้าตะลึงงัน เส้นเลือดปูดบนใบหน้าที่เดือดดาลยังสั่นระริกไม่หยุด!

“ข้าบอกให้หยุดมือ! หรือพวกเจ้าทั้งหมดหูหนวกกันไปแล้ว!!” หยางคั่วคำรามอย่างเกรี้ยวกราด!

ใบหน้าของหยางหม่านเซินแดงคล้ำจนเกือบดำ ทั้งร่างสั่นเทา เห็นชัดว่าโทสะที่ลุกไหม้ในอกแทบระเบิดออกมาอยู่แล้ว แต่กลับต้องมารับคำสั่งประนีประนอมเช่นนี้จากหยางคั่ว!

ฉูมู่มองหยางคั่ว แล้วกลับแสยะยิ้ม ก่อนค่อยๆ ลดมือที่ยกค้างลงช้าๆ…

เพียงท่าทางง่ายๆ กลับมีความหมายต่างกันลิบลับ เพราะหากฉูมู่กำมือขวาแน่นเมื่อใด นั่นย่อมหมายถึงสมาชิกนับพันในคฤหาสน์ตระกูลหยางจะถูกฝังลงในทะเลเพลิง!

“ท่านพ่อ หรือท่านจะให้ข้ากลืนมันลงคอทั้งเป็น…” ใบหน้าหยางหม่านเซินกระตุกเกร็ง เขากำลังจะคำรามระบายโทสะใส่บิดา ทว่าคำพูดยังไม่ทันจบ พลันมีเงาดำจำนวนมากพุ่งทะยานออกมาจากฝูงชน!

เงาดำเหล่านั้นกระโดดออกมาเป็นระลอกๆ แล้วไปยืนล้อมอยู่รอบนอกของแนวเผชิญหน้าระหว่างสองฝ่าย แต่ละคนเย็นเยียบดุจน้ำแข็ง แผ่ไอสังหารจนผู้คนขนลุกซู่!

เงาดำยิ่งเพิ่มจำนวน ไม่นานนักก็ปรากฏผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณที่เย็นเยียบถึงขีดสุดมากกว่าห้าสิบคน ทุกคนให้ความรู้สึกหนาวเย็นราวธารน้ำแข็ง ดวงตาไร้อารมณ์ไร้คลื่นไหว ทว่าแหลมคมจนบาดใจ!

“นี่มัน…” สมาชิกตระกูลหยางที่อยู่ใกล้ๆ สีหน้าพลันเปลี่ยนฉับ สายตาจับจ้องไปยังมือสังหารแห่งวังฝันร้ายที่เย็นเยียบถึงกระดูกเหล่านั้น!

มือสังหารฝันร้ายห้าสิบคน แต่ละคนล้วนมีพลังระดับผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูร และมือสังหารทุกคนยังมีอสูรฝันร้ายอันน่าสะพรึงที่สามารถเผาผลาญดวงวิญญาณของสิ่งมีชีวิตทุกชนิดได้โดยตรง หากเรียกอสูรฝันร้ายทั้งห้าสิบตนออกมา แล้วปล่อยเพลิงวิญญาณพร้อมกัน ตระกูลหยางย่อมเสียหายหนัก!

ไอหนาวเย็นยะเยือกกวาดผ่านลานประลอง อุณหภูมิลดฮวบในพริบตา ทุกคนสัมผัสได้ถึงบรรยากาศประหลาดผิดปกติ ส่วนผู้ที่มุงดูอยู่รอบนอกก็เห็นชัดว่าที่นี่อาจปะทุเป็นศึกชุลมุนครั้งใหญ่ ผู้คนที่หวั่นเกรงถูกลูกหลงจึงพากันแตกตื่นถอยหนีออกไป!

ฝ่ายตระกูลฉูมีคนราวห้าสิบเท่านั้น และยังมีไม่น้อยที่ยังไม่ถึงขอบเขตผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูร กำลังของตระกูลหยางเดิมทีสามารถกดข่มได้อย่างง่ายดาย ทว่าเมื่อมือสังหารฝันร้ายห้าสิบคนยืนแน่นิ่งราวรูปสลักอยู่ตรงนั้น สมาชิกตระกูลหยางกลับไม่กล้าขยับแม้แต่น้อย!

แม้หยางหม่านเซินจะถูกโทสะเผาผลาญไปทั้งกาย ในยามนี้ก็ยังจำต้องฝืนกดมันลงอย่างยากลำบาก!

เมื่อมองมือสังหารฝันร้ายทั้งห้าสิบ เจ้าเมืองเฒ่าหยางคั่วเองก็มีสีหน้าอัปลักษณ์ถึงที่สุด เขาจำต้องก้าวลงจากที่สูง เดินเข้าสู่ลานประลองด้วยตนเอง เพราะหากไม่อาจคลี่คลายความอาฆาตครั้งนี้ได้ ตระกูลหยางย่อมถูกล้างสิ้นในวันนี้อย่างแท้จริง

“ฉูหมิง ความบาดหมางของสองตระกูลเรายืดเยื้อมานาน แต่แท้จริงก็หาใช่ความแค้นเลือดล้างตระกูลไม่ บัดนี้ความขัดแย้งมาถึงตรงนี้ หากเปิดศึกใหญ่ ย่อมไม่เป็นผลดีต่อทั้งสองฝ่าย เช่นนั้นไม่สู้เรานั่งลงค่อยๆ เจรจากันดีหรือไม่?” เจ้าเมืองเฒ่าหยางคั่วเปลี่ยนท่าทีไปทั้งคน

ได้ยินคำพูดนี้ ผู้คนต่างตกตะลึงยิ่งนัก หยางคั่วผู้โอหังกร่างกร้าวมาโดยตลอด เคยต่ำต้อยเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน? แม้แต่สมาชิกตระกูลฉูที่ถูกตระกูลหยางกดข่มและระบายความแค้นใส่มาเนิ่นนาน ก็ยังมองเจ้าเมืองเฒ่าผู้นี้ด้วยความไม่อยากเชื่อ คนที่แทบอยากเห็นตระกูลฉูล่มสลาย กลับเอ่ยปากขอเจรจาด้วยตนเอง! ทว่าเอาเข้าจริง หยางคั่วก็จำต้องกดศักดิ์ศรีลงต่ำ วังฝันร้ายส่งมือสังหารมาถึงห้าสิบคนยืนคุมเชิงอยู่ตรงนั้น แถมยังมีอีกส่วนหนึ่งซุ่มอยู่ด้านนอกคฤหาสน์ตระกูลหยางของเขา พร้อมจะเผาบ้านบรรพชนให้วอดวายได้ทุกเมื่อ ขณะเดียวกัน ตระกูลฉูอย่างน้อยก็มีผู้บัญชาการจิตวิญญาณอสูรห้าสิบคน เมื่อรวมกับมือสังหารแห่งวังฝันร้ายแล้ว พลังเช่นนี้มากพอจะกวาดล้างทุกอำนาจในเมืองกังหลัวได้ทั้งสิ้น หากหยางคั่วยังแข็งกร้าวอีกสักนิด เกรงว่าคงได้เลือดสาดคาที่!

“องค์ชายฝันร้ายฉู หลานหยางลั่วปินเคยล่วงเกินไว้มาก เป็นข้าหยางคั่วอบรมสั่งสอนไม่เข้มงวด บัดนี้ท่านก็สังหารเขาแล้ว ก็ถือว่าได้คลี่คลายความแค้นเก่าไปเสียที ท่านเห็นหรือไม่ หากสู้กันจริง ตระกูลฉูของพวกท่านย่อมมีผู้บาดเจ็บล้มตายไม่มากก็น้อย ย่อมเป็นอุปสรรคต่อการขยายตัวของตระกูลฉู สู้ยุติเรื่องนี้อย่างสงบจะดีกว่า…”

หยางคั่วรีบต่อคำ น้ำเสียงอ่อนยวบยาบราวกับกลืนความขมขื่นลงคอ

“ข้าหยางคั่วขอรับปาก อาณาเขตและกิจการที่เคยเป็นของตระกูลฉูในอดีต จะคืนให้ทั้งหมด อีกทั้งตระกูลหยางยังยินดีมอบดินแดนของตนหนึ่งในสี่ให้แก่ตระกูลฉู และรายได้จากกิจการหนึ่งในสามจะโอนเข้าบัญชีตระกูลฉู ถือเป็นค่าชดเชยความบาดหมางในอดีต และเป็นความจริงใจของตระกูลหยางที่หวังอยู่ร่วมเมืองกังหลัวกับตระกูลฉู ส่วนรายละเอียดอื่น ๆ เรายังนั่งลงค่อย ๆ เจรจากันได้ ไม่จำเป็นต้องมาชุมนุมกันที่นี่…”

ใบหน้าที่เต็มไปด้วยริ้วรอยของหยางคั่วอ่อนน้อมจนแทบต่ำติดดิน ผู้ที่รู้จักหยางคั่วต่างไม่อยากเชื่อว่าเจ้าคนที่ก้มหัวพูดจาอ่อนหวานตรงหน้านี้ จะเป็นเจ้าเมืองเมืองกังหลัวผู้เคยกร่างกร้าวไร้เหตุผลคนนั้น

ทว่า ฉูหมิงกับฉูเทียนเหิง สองผู้กุมอำนาจของตระกูลฉูในยามนี้ กลับพร้อมใจกันมองไปที่ฉูมู่

ฐานะของฉูมู่ในตอนนี้ไม่ธรรมดา อีกทั้งยังครอบครองมือสังหารฝันร้ายห้าสิบคน ซึ่งเทียบได้กับกำลังของหนึ่งตระกูลใหญ่ เขาคุมสถานการณ์ทั้งหมดไว้ในมือ คำของฉูมู่เท่านั้นที่นับเป็นที่สุด

“อาณาเขตกับกิจการไม่เอา เอาแค่เงินหมุนเวียนก้อนเล็กน้อยก็พอ” ฉูมู่ไม่ลังเล กล่าวกับหยางคั่วอย่างเรียบเฉย

คำพูดนี้ทำให้ผู้คนรอบข้างต่างประหลาดใจ เพราะสถานการณ์ตอนนี้ชัดเจนยิ่งนัก เพียงฉูมู่ออกคำสั่ง ยอมจ่ายราคาเล็กน้อย คนของตระกูลหยางชุดนี้ย่อมถูกกวาดล้างจนสิ้น หากแข็งกร้าวกว่านั้น เมืองกังหลัวทั้งเมืองอาจตกเป็นของตระกูลฉูไปเลยด้วยซ้ำ

แน่นอน ก็มีคนจำนวนหนึ่งแอบถอนหายใจโล่งอก เพราะสงครามระหว่างตระกูลย่อมมีผู้ตายบาดเจ็บหนักหนา เผลอเพียงนิดเดียวก็อาจกลายเป็นบาดแผลถึงตายของทั้งตระกูลได้

“นี่…นี่พูดกันได้ พูดกันได้! ขอเพียงองค์ชายฝันร้ายเมตตาให้คนแซ่หยางผู้นี้ได้รักษาหน้าไว้สักนิด พวกเราจะพยายามสุดกำลังจัดสรรเงินทุนของตระกูลหยางส่งให้แก่องค์ชายฝันร้าย” หยางคั่วรีบยิ้มประจบในทันที

“เช่นนั้น ขอเชิญเจ้าเมืองเฒ่าไปเป็นแขกที่ตระกูลฉูสักสองสามวัน สนทนากันให้ชัดเรื่องข้อตกลง เงื่อนไข ค่าชดเชย สัญญาต่าง ๆ เป็นอย่างไร?” ฉูเทียนเหิงดูเหมือนจะเข้าใจแล้วว่าฉูมู่คิดการใด จึงเอ่ยกับหยางคั่วทันควัน

คำของฉูเทียนเหิงชัดเจนยิ่ง ต้องการตัวประกัน เพื่อกันไม่ให้ตระกูลหยางเล่นตุกติกภายหลัง

“ท่านพ่อ ไม่ได้นะ…” หยางหม่านเซินเดือดจนเลือดขึ้นคอ เกือบพ่นออกมาเป็นโลหิต ทว่าเขาก็มองเห็นสถานการณ์ชัด หากลงมือจริง ผู้ตายย่อมเป็นพวกเขา อีกทั้งเมื่อครู่หยางคั่วยังใช้พลังจิตบอกหยางหม่านเซินว่า นอกคฤหาสน์ตระกูลยังมีมือสังหารแห่งวังฝันร้ายซุ่มอยู่

“ไม่เป็นไร ไม่เป็นไร เรื่องเช่นนี้ย่อมต้องค่อย ๆ คุยกัน” ใบหน้าหยางคั่วคล้ำดำไปแล้ว แต่ยังฝืนยิ้มรับอย่างอัดอั้น จำใจยอมรับเงื่อนไขนี้

เมื่อยอมเป็นตัวประกัน เจ้าเมืองเฒ่าก็ก้าวเท้าออกไปทันที เดินเดียวดายอย่างยากลำบาก มุ่งหน้าเข้าสู่แนวของตระกูลฉู

คนแก่เจ้าเล่ห์อย่างหยางคั่ว ย่อมต้องให้ฉูหมิงเป็นผู้คุม ฉูหมิงจึงก้าวไปยืนข้างกายหยางคั่ว พลางร่ายคาถาเงียบ ๆ แล้วผนึกพลังจิตของหยางคั่วในทันใด ทำให้หยางคั่วในช่วงเวลาสั้น ๆ ไม่อาจปลดปล่อยทักษะวิญญาณได้ ทั้งยังไม่อาจอัญเชิญอสูรวิญญาณออกมาอีกด้วย เมื่อความสามารถถูกผนึกไว้แล้ว หยางคั่วก็หันสายตาไปยังฉูมู่ในทันที เอ่ยปากว่า “เฒ่าผู้นี้จริงใจถึงเพียงนี้แล้ว…”

หยางคั่วรู้ดีว่าเวลานี้ทุกอย่างล้วนขึ้นอยู่กับคำพูดของฉูมู่ หากฉูมู่ไม่พยักหน้า การเข่นฆ่าย่อมหลีกเลี่ยงไม่พ้น ฉูมู่พยักหน้าเล็กน้อย ทว่าไม่ได้ยื่นเงื่อนไขใดเพิ่มเติมอีก

“เช่นนั้น…เช่นนั้นก็ขอให้องค์ชายฝันร้ายฉู…ถอนคนของท่านออกจากจวนตระกูลหยางด้วยเถิด…” หยางคั่วกล่าวอย่างต่ำต้อย

คำพูดนี้ทำให้ผู้คนของตระกูลฉูและตระกูลหยางต่างตะลึงงัน สายตาทั้งหมดพากันจับจ้องไปที่ฉูมู่ มือสังหารฝันร้ายห้าสิบคนก็ว่าน่าหวาดผวาพอแล้ว ไม่นึกว่านี่ยังไม่ใช่กำลังทั้งหมดของฉูมู่ ยังมีอีกส่วนหนึ่งที่ซุ่มอยู่ด้านนอกจวนตระกูลหยาง…

ชั่วขณะนั้น ทุกคนถึงกับตาสว่าง เข้าใจในทันทีว่าเหตุใดเจ้าเมืองเฒ่าอย่างหยางคั่วจึงยอมก้มหัวราวสุนัขแก่เพื่อขอประนีประนอมในยามนี้ พร้อมกันนั้นก็อดหนาวสะท้านไม่ได้ ฉูมู่ได้วางแผนทุกอย่างไว้ก่อนแล้ว ตั้งแต่เริ่มงานเสนอชื่อ เขาก็ส่งมือสังหารชุดหนึ่งไปซุ่มในจวนว่างของตระกูลหยาง กลอุบายนี้โหดเหี้ยมยิ่งนัก!

ทว่าในขณะที่ทุกคนยังตกตะลึงต่ออำนาจที่ฉูมู่ครอบครองอยู่ คำพูดประโยคเดียวของฉูมู่กลับเกือบทำให้หยางคั่วกับหยางหม่านเซินพ่นเลือดออกมา!

“คนของข้าก็อยู่ที่นี่หมดแล้ว”

หยางคั่วถูกจับเป็นตัวประกันไปแล้ว เมื่อไร้เจ้าเมืองเฒ่าผู้นี้ ทั้งเมืองกังหลัวจะยังมีผู้ใดกดข่มฉูหมิงแห่งตระกูลฉู ผู้เป็นราชันจิตวิญญาณอสูรได้อีกเล่า ดังนั้นตระกูลหยางจึงไม่กล้าขยับเขยื้อนโดยพลการ หลังเหตุการณ์ในลานประลองของสองตระกูลค่อยๆ สงบลง ผู้กุมอำนาจอย่างหยางหม่านเซินก็ทำได้เพียงยอมจำนน รีบเร่งระดมเงินทุนของตระกูลอย่างบ้าคลั่งเพื่อไถ่ตัวเจ้าเมืองเฒ่ากลับคืน

หลังเรื่องนี้ ชื่อของฉูมู่ในเมืองกังหลัวก็กลายเป็นที่รู้จักไปทั่ว ไม่มีผู้ใดไม่รู้ไม่มีผู้ใดไม่ทราบ หลายวันมานี้ทั้งเมืองกังหลัวยังคงอยู่ในสภาพกระสับกระส่ายไม่สงบ เพราะมีผู้คนจำนวนมากคาดการณ์ว่า เมื่อฉูมู่ผู้เป็นองค์ชายฝันร้ายแห่งวังฝันร้ายเข้ามาแทรกแซง โครงสร้างอำนาจของเมืองกังหลัวจะเปลี่ยนแปลงอย่างสิ้นเชิง เป็นไปได้ยิ่งว่าตระกูลฉูจะกุมทุกสิ่งในเมืองกังหลัวไว้ในมือ

ภายในตระกูลฉู สถานะของฉูมู่ยิ่งพุ่งขึ้นสู่จุดสูงสุด ผู้คนล้วนเงยหน้ามองเขาด้วยสายตาเคารพบูชาและเกรงกลัว ยิ่งไปกว่านั้น หลายคนที่เคยล่วงเกินฉูมู่ในอดีต ต่างพากันแบกไม้เรียวขอรับโทษ หวังให้ฉูมู่ซึ่งบัดนี้มีอำนาจเทียบเท่ากำลังของหนึ่งตระกูล จะใจกว้างเมตตา

เรื่องเก่าๆ ฉูมู่เกียจคร้านจะใส่ใจอยู่แล้ว ยิ่งไม่มีอารมณ์จะกลับไปในตระกูลแล้วไล่เตะพวกที่เคยดูแคลนตนออกมาทีละคน ในสายตาฉูมู่ คนเหล่านั้นเป็นเพียงพวกตัวเล็กไร้ความหมาย ไม่ว่าพวกมันจะสรรเสริญหรือนินทา เขาก็ไม่เกิดอารมณ์ใดแม้แต่น้อย

“ฉูมู่ ท่านลุงใหญ่บอกว่า ตระกูลหยางขายดินแดนไปหลายผืน แล้วส่งมาอีกสิบล้านเหรียญทองแล้ว…” ฉูอิงตั้งใจวิ่งมาถึงห้องของฉูมู่เพื่อบอกเขา

หลังงานเสนอชื่อ ท่าทีของฉูอิงที่มีต่อฉูมู่กลับตาลปัตรไปโดยสิ้นเชิง ใบหน้ามีรอยยิ้มอยู่เสมอ ไหนเลยจะกล้าทำท่าบ่นพึมพำเหมือนก่อนอีก

ฉูมู่ไม่ได้รู้สึกดีอันใดกับท่าทีเช่นนี้ของฉูอิงนัก ที่จริงแล้วฉูอิงก็แค่ชอบดูหมิ่นเยาะเย้ยฉูมู่ด้วยคำพูด หรือกล่าวได้ว่า นางไม่ชอบหน้าใครก็จะด่าอย่างไม่ไว้หน้าเช่นนั้นอยู่แล้ว ฉูมู่ที่รู้จักนิสัยคุณหนูผู้นี้ดี ย่อมไม่คิดถือสาเรื่องเก่า

“อืม…ก็ใกล้พอดีแล้ว” ฉูมู่พยักหน้า

พูดจบ ฉูมู่ก็ออกจากเรือนของตนทันที มุ่งหน้าไปยังที่พักของฉูเทียนเหิง

ฉูอิงยังอยากพูดบางสิ่งอีก แต่เห็นฉูมู่ไม่ใส่ใจตน ก็อดรู้สึกห่อเหี่ยวไม่ได้ อยากตามไปก็ไม่กล้าตามไป

“นายน้อย จะปล่อยตระกูลหยางไปง่ายๆ เช่นนี้หรือ ตระกูลหยางทำกับท่านเกินไปนัก” ติงอวี๋ที่ติดตามอยู่ข้างกายฉูมู่เอ่ยถามทันที ติงอวี๋ยามนี้นับว่าเข้าใจฉูมู่มากขึ้นอยู่บ้าง สิ่งที่ทำให้นางรู้สึกพิกลนักคือ ท่าทีของฉูมู่ที่มีต่อตระกูลหยางดูจะอ่อนลงไปหลายส่วน ถึงกับยอมคลี่คลายความแค้นระหว่างสองตระกูลด้วยเพียงค่าไถ่บางส่วน

ฉูมู่เหลือบมองติงอวี๋ ก่อนจะแย้มยิ้มกว้างแล้วกล่าวว่า “ข้าเคยพูดหรือ ว่าจะปล่อยพวกมันไปง่ายๆ แค่นี้?”

“เช่นนั้นความหมายของนายน้อยคือ…”

เมื่อก้าวเข้าไปในเรือนของฉูเทียนเหิง ฉูเทียนเหิงกำลังนั่งอยู่บนเก้าอี้หิน ในมือถือจดหมายฉบับหนึ่งอ่านอยู่

“ท่านลุงใหญ่” ฉูมู่เดินเข้าไปหยุดตรงหน้า

“อ้อ ฉูมู่หรือ” ฉูเทียนเหิงพยักหน้าให้ แล้วให้ฉูมู่นั่งข้างๆ

ฉูเทียนเหิงเห็นสายตาของฉูมู่จับจ้องไปที่จดหมายในมือ จึงหัวเราะเบาๆ แล้วอธิบายว่า “เป็นจดหมายจากพี่สาวเจ้า ฉูเซียน ตอนนี้นางกลายเป็นยอดฝีมือที่โดดเด่นในหมู่ทายาทสายหลักแล้ว ขอเพียงบ่มเพาะอีกไม่กี่ปี ก็น่าจะมีชื่อขึ้นทำเนียบศึกเยาวชนแห่งหลัวอวี้ได้”

เอ่ยถึงฉูเซียน แววตาของฉูเทียนเหิงก็เผยความปลาบปลื้มอยู่หลายส่วน

“ข้าก็ไม่ได้พบพี่หญิงเซียนมานานแล้ว” ฉูมู่กล่าว

ความประทับใจของฉูมู่ต่อฉูเซียนนั้นลึกนัก นางมีใบหน้างดงาม รูปร่างอรชร ทุกอิริยาบถล้วนพาเอากลิ่นอายวัยเยาว์อันสดใส ผู้ใดเห็นก็ยากจะไม่ถูกทั้งรอยยิ้มและความงามของนางชักนำให้ใจอ่อน ในเมืองกังหลัว ชื่อเสียงของฉูเซียนยังเหนือกว่าฉินเมิ่งเอ๋อเสียอีก

หลายปีก่อน ฉูเซียนก็ถูกตระกูลฉูสาขาหลักจับตา เลือกเข้าเป็นศิษย์ในสำนักของสาขาหลัก และบ่มเพาะอยู่ในตระกูลฉูสาขาหลักมานานแล้ว

“นางเอ่ยว่าอีกหนึ่งปีจะกลับเมืองกังหลัว…” ฉูเทียนเหิงกล่าว

“อ้อ เช่นนั้นท่านลุงใหญ่เขียนตอบนางไปเถิด ว่าไม่จำเป็นต้องกลับเมืองกังหลัวแล้ว” ฉูมู่เอ่ย

ฉูเทียนเหิงชะงักไปเล็กน้อย เก็บจดหมายในมือ แล้วเงยสายตามองฉูมู่

“ท่านลุงใหญ่น่าจะเข้าใจความหมายของข้า” ฉูมู่กล่าว

ฉูมู่เองก็พอเข้าใจฉูเทียนเหิงอยู่มาก ฉูเทียนเหิงเป็นคนสุขุม หลายเรื่องอดทนกล้ำกลืนได้ แต่ครั้นถึงคราวต้องลงมือ เขาไม่มีวันใจอ่อน เป็นคนประเภทเด็ดขาดฉับไว ในสายตาฉูมู่ ข้อนี้เขายิ่งมีเค้าความเป็นประมุขตระกูลมากกว่าปู่ฉูหมิงที่มักมีความกังวลค้างคาอยู่เสมอ

ฉูเทียนเหิงย่อมเข้าใจความหมายของฉูมู่ ตั้งแต่ครั้งเสนอชื่อ ฉูมู่ก็เคยถามเขาแล้วว่า "กล้าหรือไม่ ให้มันนองเลือดสักครา?"

“ข้าเข้าใจ เพียงแต่เมืองกังหลัวอย่างไรเสียก็เป็นรากฐานร้อยปีของพวกเรา…” ฉูเทียนเหิงกล่าว

“หลัวอวี้แห่งนี้ เป็นเขตแดนของตระกูลหยาง อยู่ที่นี่ก็ถูกจำกัดไปทุกด้าน อีกทั้งหลังเรื่องนี้ ตระกูลหยางสาขาหลักย่อมเข้ามาแทรกแซงแน่…” ฉูมู่กล่าว

ฉูเทียนเหิงจ้องมองฉูมู่ มองแววตาอันเด็ดขาดนั้น พลันเหมือนเห็นเงาของใครบางคนทับซ้อนขึ้นมา ใบหน้าจึงปรากฏความขมขื่นบางเบา “เรื่องนี้ ข้าก็เคยคุยกับปู่เจ้ามาแล้ว…”

“ปู่ควรเข้าใจแล้วเช่นกัน” ฉูมู่กล่าว

ฉูเทียนเหิงลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับในที่สุดก็ตัดสินใจได้ จึงเอ่ยเสียงหนักแน่นว่า “ในเมื่อจะฆ่า ก็ต้องให้สิ้นเชิง ตัดไฟแต่ต้นลม ปิดทางหายนะภายหลัง!”

จบบทที่ อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 2 บทที่ 72 ความตายของหยางลั่วปิน

คัดลอกลิงก์แล้ว