- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 44 เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 44 เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 44 เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 44 เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว
ธงสัญลักษณ์ที่เสียหายไม่ได้กระทบต่อการเดินเรือ พวกเขาแล่นต่อไปอีกราวหนึ่งวัน ผู้คนบนเรือก็ค่อยๆ สังเกตเห็นเกาะแห่งหนึ่งผุดขึ้นบนเส้นขอบฟ้า เมื่อเรือเข้าใกล้ เกาะนั้นค่อยๆ ขยายใหญ่ในสายตา ราบเรียบ เขียวชอุ่ม มองดูราวกับกำลังเข้าใกล้ชายขอบของแผ่นดินใหญ่ส่วนหนึ่ง
“นี่คือเกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียว ต่อไปพวกเจ้าส่วนใหญ่จะต้องอยู่ที่นี่ หากทำผลงานได้ดี ก็อาจได้ไปเกาะอื่นที่ใหญ่กว่า หรือไปถึงแผ่นดินใหญ่” เจิงเจ๋อชี้ไปยังเกาะ แล้วกล่าวกับสมาชิกหน้าใหม่เหล่านี้ที่ดิ้นรนรอดมาจากความตาย
จากเกาะที่ปิดตายและถูกกดขี่ เข้าสู่เกาะที่มีเมืองและชุมชน สิ่งที่ได้รับคืออิสรภาพ ความรู้สึกเช่นนี้ยากจะบรรยายเป็นคำพูด ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณหนุ่มสาวทั้งสิบคนต่างมีแววตาเป็นประกาย ไม่ว่าปกติพวกเขาจะเย็นชาไร้เมตตา โหดเหี้ยมเห็นแก่ตัวเพียงใด บัดนี้ก็อดคาดหวังต่อสภาพแวดล้อมใหม่ไม่ได้
เกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียวมีท่าเรือขนาดใหญ่ เรือเทียบท่าที่ท่าเทียบเรือแล้ว ยังมีเรืออีกไม่น้อยกำลังขนส่งสินค้านานาชนิด ดูวุ่นวายคึกคักอยู่บ้าง ระยะห่างระหว่างเกาะกับเกาะนั้นไกลยิ่ง ฉูมู่ยังไม่เห็นผู้ใดสามารถขี่อสูรวิญญาณของตนบินจากทะเลไกลเข้าสู่เกาะได้โดยตรง
ในกลุ่มสัตว์ปีก มีอสูรวิญญาณหลากหลาย ทว่ามีไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่พอจะเป็นพาหนะของผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณได้ ทั้งการรับน้ำหนัก ความอึดในการบิน และขนาดลำตัว ล้วนเป็นข้อจำกัด วิหคเงินครามของเฉาอี้ทำได้เพียงแบกคนบินช่วงสั้นๆ หากนานไป วิหคเงินครามที่พละกำลังปีกมิได้แข็งแกร่งนักก็ยากจะทนไหว
“พวกเจ้า ตามสองคนนั้นไป พวกเขาจะจัดการทุกอย่างให้!” ลงจากเรือแล้ว เฉาอี้ตะโกนสั่งทุกคน จากนั้นก็ไม่รู้ว่าเดินจากไปทางใด
เจิงเจ๋อกับกู่เล่ยนำทางอยู่ด้านหน้า สมาชิกใหม่ทั้งสิบคนรีบตามติด สองผู้ดูแลมิได้แนะนำเกาะหลักอสูรฝันร้ายสีเขียวแต่อย่างใด เพียงสั่งให้ตามมา ห้ามสอดส่ายสายตา และห้ามหลุดจากขบวน
พอเข้าสู่ท่าเทียบเรือ สิ่งที่เห็นคือถนนสายหลักสายหนึ่ง ช่วงต้นของถนนสายหลักตรงยาว สองข้างเป็นเรือนและร้านค้าแบบเกาะทะเล มองไปก็ไม่ต่างจากเมืองเล็กบนแผ่นดินใหญ่เท่าใดนัก
ถนนตรงยาวทอดไปประมาณสองกิโลเมตร ก็เริ่มมีความชันไต่ขึ้น มุ่งสู่ภูเขาลูกหนึ่งที่ลาดไม่ชันนัก แท้จริงแล้ว หากยืนที่ท่าเทียบเรือแล้วมองตามถนนเส้นนี้ไป ก็จะเห็นสิ่งปลูกสร้างหินแกรนิตเป็นกลุ่มอยู่บนที่สูงสุด ในบรรดานั้นมีอาคารหนึ่งโอ่อ่าดุจพระราชวัง ชายคาทรงเจดีย์อันโดดเด่นนับเป็นสัญลักษณ์ของเกาะแห่งนี้
“ภูเขาลูกนี้คือวังฝันร้าย บนเกาะนี้มีหลายแห่งที่ติดป้ายชัดเจนว่าห้ามพวกเจ้าเข้า วังฝันร้ายก็เป็นหนึ่งในนั้น ตอนนี้พวกเจ้ายังไม่มีคุณสมบัติพอจะเข้าไป…”
สิ่งปลูกสร้างของวังฝันร้ายประณีตกว่าเมืองด้านล่างอย่างเห็นได้ชัด ทว่าเจิงเจ๋อกับกู่เล่ยมิได้พาฉูมู่และคนอื่นๆ เข้าไปในเขตวังฝันร้ายจริงๆ หากแต่พาไปยังกลุ่มบ้านเรือนธรรมดาที่เรียงรายเป็นวงอยู่แถวเชิงเขา…
“ตอนนี้พวกเจ้าเป็นคนรับใช้ระดับต่ำสุด ไม่มีตำแหน่งใดๆ นอกจากได้อาศัยและใช้ชีวิตบนเกาะนี้ ก็ไม่มีสิทธิ์อะไรทั้งสิ้น หากกล้าขัดคำสั่ง ก็ยังมีแต่ตาย!”
“อีกไม่กี่วัน พวกข้าจะพาพวกเจ้าเข้าไปในวังฝันร้าย ให้พวกเจ้าต่อสู้กับสมาชิกใหม่จากเกาะอื่น แล้วค่อยจัดสรรตำแหน่งตามความแข็งแกร่งของพวกเจ้า”
“เมื่อมีตำแหน่ง ก็จะได้รับทรัพยากรที่สอดคล้องกัน ที่ควรกล่าวถึงคือ ตามอันดับความสามารถในการต่อสู้ ตามตำแหน่งของพวกเจ้า จะได้รับรางวัลบางส่วน อันดับยิ่งสูง รางวัลยิ่งมาก…อืม…ข้าจำได้ว่า ครั้งก่อนคนที่ได้อันดับต้นๆ เหมือนจะได้อสูรวิญญาณสายพันธุ์นักรบที่มีพรสวรรค์สูงสักตัวกระมัง!” คำพูดก่อนหน้านั้นของเจิงเจ๋อทำให้ผู้คนยังรู้สึกหม่นหมองอยู่บ้าง แต่พอได้ยินว่ามีโอกาสได้อสูรวิญญาณสายพันธุ์นักรบ ดวงตาของทุกคนก็สว่างวาบขึ้นมาหลายส่วน!
ลำดับชั้นเผ่าพันธุ์ที่ต่ำสุดคือ สายพันธุ์ทาส ในขอบเขตทาสแบ่งเป็นสามชั้นคือ ชั้นต่ำ ชั้นกลาง และชั้นสูง ส่วนสายพันธุ์นักรบนั้นเห็นได้ชัดว่าอยู่เหนือกว่าสายพันธุ์ทาสชั้นสูงไปอีกขั้น สิ่งมีชีวิตที่มีลำดับชั้นเผ่าพันธุ์เป็นสายพันธุ์นักรบ ต่อให้เป็นอสูรวิญญาณระยะทารก มูลค่าก็ยังสูงลิ่ว เพราะอสูรวิญญาณประเภทนี้หากบ่มเพาะอย่างพิถีพิถัน พอเติบโตถึงระดับหนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเป็นทาสชั้นกลางหรือทาสชั้นสูง ก็ไม่มีทางเป็นคู่ต่อสู้ของมันได้เลย
“หวังว่าพวกเจ้าสักคนจะคว้าอันดับมาได้ แล้วได้ตำแหน่งดีๆ…” เจิงเจ๋อพูดประโยคนี้ด้วยน้ำเสียงประหลาดชอบกล
“ตอนนี้พวกเจ้าจะพักอยู่ที่นี่ ก็ไม่ต่างจากตอนอยู่กระท่อมไม้ก่อนหน้าเท่าใด ช่วงหลายวันนี้จะไม่จำกัดพวกเจ้ามากนัก พวกเจ้าสามารถเดินไปมาในเมืองได้ แต่ต้องบอกไว้ก่อนว่า ตอนนี้สถานะของพวกเจ้ายังเป็นคนรับใช้ระดับต่ำสุด ที่ใดไม่ควรไปก็อย่าไป ผู้ใดต้องคำนับก็ต้องคำนับ!”
หลังเจิงเจ๋อพูดจบ ก็แจกเหรียญทองให้ทุกคนคนละหนึ่งเหรียญ ให้พวกเขาไปซื้อของใช้ต่างๆ ในเมืองกันเอง
พอได้เหรียญทอง ฉูมู่ก็กลับไปยังกระท่อมไม้ของตน คราวนี้ไม่เหมือนเดิมที่ต้องอยู่ปะปนกัน เขาได้ห้องเดี่ยวเป็นของตนเอง โดยมีผนังไม้กั้นระหว่างห้องของเขากับห้องของติงอวี๋ ฉูมู่ก็ชอบพื้นที่ส่วนตัวเช่นนี้อยู่แล้ว อย่างไรเสียความลับหลายอย่างก็ไม่อยากให้ผู้อื่นล่วงรู้
ฉูมู่ไม่ได้อยู่ในห้องนานนัก ตอนนี้เขาอยากรู้ยิ่งว่า เกาะแห่งนี้มีทรัพยากรใดบ้างที่จะทำให้ตนยกระดับพลังได้อย่างรวดเร็ว จุดหมายแรกย่อมเป็นย่านการค้าในเมือง ฉูมู่เปลี่ยนเสื้อผ้าชุดหนึ่งแล้วมุ่งหน้าไปยังถนนสายหลักเส้นเดิมที่เคยมา
“ฉูมู่” เพิ่งก้าวออกจากประตู ผู้ที่เดินสวนเข้ามาก็คือเฟิงกู่ เฟิงกู่ยังนับว่าเป็นมิตร เอ่ยทักฉูมู่ด้วยท่าทีสุภาพ
ฉูมู่เพียงพยักหน้า ตั้งแต่เฉาอี้เปิดโปงว่าฉูมู่คือฆาตกร คนอื่นๆ รวมถึงเฟิงกู่ก็ล้วนทำดีกับฉูมู่เป็นพิเศษ จากเดิมที่เมินเฉยและดูแคลน กลายเป็นจงใจเข้าหาและแสดงไมตรี เหตุผลนั้นชัดเจนยิ่งนัก
ร้านค้าบนถนนสายหลักส่วนใหญ่เกี่ยวข้องกับอสูรวิญญาณและผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณ ฉูมู่เดินผ่านไปคร่าวๆ จนเห็นร้านขายโอสถจิตวิญญาณแห่งหนึ่งจึงหยุดฝีเท้า แล้วก้าวเข้าไปในร้าน
ภายในร้านวางสมุนไพรพิเศษไว้มากมาย สมุนไพรเหล่านี้ถูกปกป้องด้วยขวดโอสถจิตวิญญาณและสิ่งอื่นๆ เพื่อคงสรรพคุณของยาไว้
“ต้องการสิ่งดใ?” พนักงานในร้านเดินเข้ามา กวาดตามองฉูมู่ตั้งแต่หัวจรดเท้า แล้วถามด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
“มีหญ้าฟ้าครามหรือไม่” ฉูมู่ถาม
ก่อนหน้านี้ฉูมู่ได้ชาน้ำค้างมาแล้ว หากรวบรวมหญ้าฟ้าครามได้ ก็จะสามารถปรุงโอสถระดับสามชาน้ำค้างฟ้าครามออกมาได้ ชาน้ำค้างฟ้าครามสามารถทำให้โมเซี่ยเติบโตขึ้นได้ราวสองขั้น
ยามนี้ฉูมู่ไม่ใส่ใจสิ่งใดทั้งสิ้น เขาทุ่มพลังทั้งหมดไปกับเรื่องเดียวคือ จะยกระดับตนเองและอสูรวิญญาณให้แข็งแกร่งขึ้นได้อย่างไร จะทำให้ตนแข็งแกร่งกว่าเดิมได้อย่างไร!
“หนึ่งเหรียญทองต่อหนึ่งต้น” พนักงานตอบ