- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 13 นัดประลอง
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 13 นัดประลอง
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 13 นัดประลอง
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 13 นัดประลอง
โมเซี่ยน้อยก้มมองกรงเล็บของตน สีหน้าดูเหมือนน้อยใจอยู่บ้าง ทว่าก็ยังฝืนเข้มแข็ง เดินไปยังต้นไม้อีกต้นที่รูปทรงละม้ายกับต้นก่อนหน้า
“เมื่อครู่ต้องโจมตีตั้งแปดครั้งถึงโค่นได้ คราวนี้ต้องให้ได้เจ็ดครั้ง”
ฉูมู่ฝึกอสูรวิญญาณอย่างจริงจัง ไม่เคยผ่อนปรนแม้แต่น้อย และแท้จริงแล้ว วิธีฝึกเช่นนี้ต่างหากที่ได้ผลที่สุด ช่วยยกระดับพลังของอสูรวิญญาณได้รวดเร็วที่สุด อสูรวิญญาณทุกตนล้วนต้องผ่านการขัดเกลาทนทุกข์ทรมานอย่างหนักหน่วง หากเกียจคร้าน เฉื่อยชา เอาแต่เสพสุข วันหน้าก็มีแต่จะถูกอสูรวิญญาณตนอื่นเอาชนะและสังหาร
โมเซี่ยน้อยกัดฟันด้วยเขี้ยวน้ำนม อดกลั้นความเจ็บปวดจากกรงเล็บที่ถลอกแตก แล้วเริ่มโจมตีต้นไม้อย่างต่อเนื่อง
“เจ้าอยู่ที่นี่ฝึกต่อไป พยายามโค่นต้นไม้แบบนี้ให้ได้ในเจ็ดครั้ง ข้าจะไปหาบางสิ่ง” ฉูมู่กล่าว
“อู้อู้~” โมเซี่ยน้อยส่งเสียงตอบทันที
“วางใจ ข้าจะไม่ไปไกล หากเจออันตราย ก็หลบเข้าไปในพุ่มไม้นั้น อย่าออกมาเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?” ฉูมู่กำชับ
โมเซี่ยน้อยพยักหน้า
ฉูมู่เดินเข้าไปในพุ่มไม้สีเขียวครามที่อยู่ข้างๆ เขาอยู่แถบนี้มาระยะหนึ่งแล้ว จำได้ว่าในพุ่มไม้สีเขียวครามมีพืชชนิดหนึ่งชื่อว่า สมุนไพรนภาคราม พืชชนิดนี้หากเคี้ยวจนเละแล้วพอกลงบนบาดแผลของอสูรวิญญาณ จะช่วยให้แผลสมานตัวอย่างรวดเร็ว
ไม่เพียงเท่านั้น สมุนไพรนภาครามเมื่อนำมาทา ยังช่วยให้กรงเล็บที่สึกถลอกของอสูรวิญญาณงอกกลับมาใหม่ และการงอกใหม่ก็หมายความว่า กรงเล็บจะยิ่งคมกว่าก่อนหน้า
ฉูมู่ค้นหาอยู่ในพุ่มไม้สีเขียวคราม แหวกกอหญ้าออก ไม่นานก็พบสมุนไพรนภาครามอยู่หลายต้น!
“สมุนไพรนภาคราม!”
ฉูมู่ดีใจอยู่ในใจ คุณภาพของสมุนไพรนภาครามขึ้นอยู่กับสีของมัน สีฟ้าอ่อนเป็นระดับต่ำสุด ส่วนสีน้ำเงินเข้มคือของล้ำค่าในหมู่สมุนไพรนภาคราม ฤทธิ์แรงกว่าสมุนไพรนภาครามทั่วไปถึงสามเท่า หากเคี้ยวจนเละแล้วทาลงบนกรงเล็บของโมเซี่ย ภายในสามวันก็ทำให้กรงเล็บขั้นต้นของโมเซี่ยก้าวขึ้นสู่ขั้นกลาง!
“ดูท่าวันนี้โชคจะไม่เลว แบบนี้โมเซี่ยก็จะยกระดับได้เร็วขึ้นอีก” ฉูมู่ยิ้ม พลางยื่นมือออกไป เริ่มออกแรงถอนสมุนไพรนภาครามขึ้นมาจากดิน
ยิ่งสมุนไพรนภาครามมีฤทธิ์ดีเท่าใด รากก็ยิ่งยึดดินแน่นเท่านั้น อีกทั้งบนต้นยังมีเงี่ยงย้อน ฉูมู่ใช้แรงถอนมันขึ้นมา ฝ่ามือก็ถูกบาดจนแตกไปทั่ว
เมื่อฉูมู่ถอนสมุนไพรนภาครามขึ้นมาครบสามต้น ฝ่ามือก็ชุ่มเลือดไปทั้งแผ่น เขาพันแผลอย่างลวกๆ ก่อนรีบกลับไปยังที่ที่โมเซี่ยกำลังฝึกอยู่
“โง่เง่า มีจิ้งจอกทึ่มตัวไหนไปข่วนต้นไม้อยู่ตรงนั้นกัน?”
ฉูมู่เพิ่งมาถึง ก็ได้ยินเสียงเด็กหนุ่มคนหนึ่งทันที เมื่อฉูมู่เดินเข้าไป ก็เห็นเด็กหนุ่มรูปร่างค่อนข้างเตี้ยกำลังหัวเราะเยาะโมเซี่ย และข้างกายเด็กหนุ่มคนนั้นก็มีตะขาบสิบขาตัวยาวกว่าหนึ่งเมตรติดตามอยู่ ลำตัวสีเขียวดำ ดูประหลาดอัปลักษณ์ ทั้งยังแฝงความดุร้ายชวนขยะแขยง
ตะขาบพิษสิบขา ถูดจัดเป็นอสูรวิญญาณประเภทสัตว์ปีศาจ สายแมลง เผ่าพันธุ์ตะขาบ เป็นอสูรวิญญาณชั้นกลาง กล่าวกันว่า ทุกครั้งที่ยกระดับขึ้นหนึ่งขั้น ร่างของตะขาบพิษสิบขาจะเพิ่มปล้องแขนขาอีกหนึ่งส่วน เพิ่มขาอีกหนึ่งคู่
ฉูมู่เหลือบมองเพียงครั้งเดียวก็เห็นว่าเจ้าตัวนี้มีขาทั้งหมดสิบสี่ขา นั่นหมายความว่าตะขาบสิบขาตัวนี้น่าจะอยู่ขั้นสอง
“เจ้าก็คือฉูมู่สินะ ได้ยินมานานแล้วว่าเจ้าพกสัตว์เลี้ยงจิ๋วๆ แบบนี้ ฮ่าๆ กรงเล็บจิ้งจอกน้อยนั่น ข่วนต้นไม้ก็เหมือนเกาต้นไม้ให้คัน ของแบบนี้จะมีพลังโจมตีอันใดกัน” เด็กหนุ่มคนนั้นหัวเราะ ฉูมู่เองก็ไม่รู้ว่าเจ้าหมอนั่นชื่ออะไร เพียงแค่นหัวเราะเย็นๆ แล้วเอ่ยว่า
“ตะขาบของเจ้ามันแกร่งนักหรือ? ดีเลย จิ้งจอกแสงจันทร์ของข้ากำลังต้องการคู่ซ้อม สองวันให้หลัง ที่นี่ จิ้งจอกแสงจันทร์ของข้ากับตะขาบพิษสิบขาของเจ้ามาสู้กัน หากเจ้าเป็นฝ่ายชนะ ข้าจะยกแก่นวิญญาณแมลงให้เจ้า แต่ถ้าเจ้าแพ้ ก็เอาแก่นวิญญาณสีน้ำตาลที่เจ้าถืออยู่ให้ข้า เป็นอย่างไร?”
ภายในเกาะ ผู้ดูแลทั้งหลายได้กำหนดไว้แล้วว่า ก่อนการประลองซึ่งจะมาถึงในอีกกว่าสองเดือน ห้ามพวกเขาฆ่าฟันกันเอง หากมีความแค้นก็ให้ตัดสินด้วยการดวล
“สองวันให้หลัง เจ้าก็ต้องออกไปหาอสูรวิญญาณตัวใหม่อีกแล้วกระมัง…” เด็กหนุ่มหัวเราะลั่น
“คำเดียวกันนั้น คืนให้เจ้า” ฉูมู่กล่าว
“ข้าชื่อจางลั่ว” เด็กหนุ่มตะขาบพูดจบก็ไม่คิดจะอยู่ต่อ สีหน้าท่าทางได้ใจราวกับกำลังจะได้แก่นวิญญาณมาอีกสองก้อน
“จางลั่ว…หึๆ” ฉูมู่มองเจ้าหมอนั่นจากไป ก่อนจะหัวเราะเย็น
แก่นวิญญาณสำหรับอสูรวิญญาณนั้นสำคัญยิ่ง อสูรวิญญาณทุกตัวล้วนมีธาตุของตนเอง เช่น อสูรวิญญาณของฉูมู่จัดอยู่ในประเภทสัตว์ปีศาจ สายปีศาจมายา หากในระหว่างการเติบโต จิ้งจอกแสงจันทร์กินแต่แก่นวิญญาณประเภทสัตว์ปีศาจสายปีศาจมายาเป็นอาหาร ความสามารถด้านปีศาจมายาของมันก็จะยิ่งบริสุทธิ์ ยิ่งแข็งแกร่ง ทักษะปีศาจมายาต่างๆ ก็จะทรงพลังขึ้นตามไปด้วย
แต่หากใช้แก่นวิญญาณประเภทสัตว์อสูรเลี้ยงบำรุงอยู่บ่อยๆ จิ้งจอกแสงจันทร์ก็จะเอนเอียงไปทางสัตว์อสูร มีพละกำลัง ความว่องไว และพลังป้องกันสูง คุณภาพร่างกายโดยรวมจะยกระดับขึ้นอย่างมาก
วิธีใช้แก่นวิญญาณเลี้ยงบำรุงอสูรวิญญาณ และชักนำให้อสูรวิญญาณพัฒนาไปสู่เส้นทางใดเส้นทางหนึ่ง เรียกว่า การเลี้ยงบำรุงด้วยแก่นวิญญาณ เป็นกระบวนการซึมลึกที่ค่อยๆ เอนเอียงเส้นทางอย่างแนบเนียน
เมื่อครู่ฉูมู่เห็นว่าในมือจางลั่วมีแก่นวิญญาณประเภทสัตว์อสูรคุณภาพไม่เลว ใช้เป็นอาหารให้โมเซี่ยน้อยย่อมเหมาะสมยิ่ง อาหารประเภทนี้ จะทำให้โมเซี่ยน้อยที่บอบบางอ่อนแอกลายเป็นแข็งแรงขึ้น
“โค่นต้นไม้ภายในเจ็ดครั้งได้หรือยัง?” ฉูมู่ลูบโมเซี่ยน้อย พลางเอ่ยถาม
“อู้” โมเซี่ยน้อยเชิดหน้า ทำปากยื่นราวเด็กสาว ส่งเสียงอู้อู้อย่างน้อยใจชัดเจน จากนั้นก็ยื่นกรงเล็บเล็กๆ ของตนให้ฉูมู่ดู
“ทำได้ดี วางใจเถอะ การประลองมะรืนนี้ พวกเราชนะได้แน่ แล้วเจ้าก็จะได้อาหารโอชะด้วย” ฉูมู่กล่าว
พอพูดถึงการต่อสู้ โมเซี่ยน้อยกลับตื่นเต้นไม่น้อย เห็นได้ชัดว่าในสายเลือดมันมีความกระหายศึกไม่ต่างจากฉูมู่
โดยทั่วไป การยกระดับพลังของอสูรวิญญาณทำได้ผ่านห้าทิศทาง
หนึ่ง การยกระดับขั้นของอสูรวิญญาณ
สอง การขัดเกลาผ่านการฝึกฝนของอสูรวิญญาณ
สาม ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณทำการเลี้ยงบำรุงอสูรวิญญาณด้วยแก่นวิญญาณ
สี่ การเสริมแกร่งด้วยโอสถจิตวิญญาณ
ห้า การขัดเกลาด้วยคริสตัลจิตวิญญาณ
ในบรรดาวิธีทั้งหมด วิธีที่สำคัญที่สุดย่อมเป็นการขัดเกลาผ่านการฝึกฝนของอสูรวิญญาณเอง ดังนั้นเวลาฝึกโมเซี่ยน้อย ฉูมู่จึงต้องเข้มงวดเป็นพิเศษ หากช่วงแรกไม่วางรากฐานให้แน่น ช่วงหลังจะยิ่งยากต่อการพัฒนา
หลังฝึกมาทั้งวัน โมเซี่ยน้อยก็อ่อนล้าอย่างยิ่ง ฉูมู่จึงให้มันกลับไปพักในมิติจิตวิญญาณของตน อสูรวิญญาณเมื่ออยู่ในมิติจิตวิญญาณ จะฟื้นฟูเรี่ยวแรงและร่างกายได้เร็วกว่าอยู่ภายนอก ดังนั้นเมื่ออสูรวิญญาณใช้พลังจนเกินขีดหรือบาดเจ็บ ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณก็มักจะนำอสูรวิญญาณกลับเข้าสู่ห้วงมิติจิตวิญญาณเสมอ