- หน้าแรก
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ
- อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 1 เกาะอสูรฝันร้าย (Rewrite 2026)
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 1 เกาะอสูรฝันร้าย (Rewrite 2026)
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 1 เกาะอสูรฝันร้าย (Rewrite 2026)
อสูรวิญญาณสะท้านภพ เล่มที่ 1 บทที่ 1 เกาะอสูรฝันร้าย (Rewrite 2026)

มองลงมาจากฟากฟ้า ทะลุผ่านชั้นเมฆบาง จะเห็นมหาสมุทรสีน้ำเงินเข้มใต้ม่านหมอกสีขาวเย็น ในมุมมองนี้ ทะเลทั้งผืนราวกับกระจกโค้งบานหนึ่ง สะท้อนท้องนภางดงามได้ทั้งแผ่นฟ้า กลางมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง มีเกาะเขียวชอุ่มกระจัดกระจายอยู่ประปราย ทว่าใต้ผืนเมฆดำที่บดบังอยู่แห่งหนึ่ง มีเกาะขนาดราวยี่สิบกิโลเมตรโดยรอบที่ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ
นั่นคือเกาะรูปสี่เหลี่ยมข้าวหลามตัดที่ค่อนข้างสมบูรณ์แบบ กลางเกาะมียอดเขาหนึ่งตั้งตระหง่านขึ้นสู่ท้องฟ้า มองจากระยะไกล คล้ายกระบี่โบราณปักลงบนผืนดินอันกว้างใหญ่ เกาะทั้งสี่ด้านเป็นหน้าผาสูงชัน ไม่มีหาดทรายราบเรียบแม้แต่น้อย ใต้หน้าผา คลื่นทะเลโหมกระหน่ำ บ่อยครั้งจะได้ยินเสียงคำรามกราดเกรี้ยวของเกลียวคลื่นที่ซัดกระแทกโขดหินระเกะระกะ โครงสร้างพิเศษตามขอบเกาะเช่นนี้ หมายความว่านี่คือเกาะปิดตายที่ไม่มีทางให้เรือเทียบท่าได้เลย!
ทางใต้ของเกาะ ณ หน้าผาที่ยื่นออกไปด้านนอก เด็กหนุ่มวัยราวสิบห้าปีนั่งอยู่บนโหดหินริมหน้าผา เขาสวมเสื้อผ้าบางๆ จ้องมองไปยังเส้นขอบฟ้าที่อยู่อีกฟากของมหาสมุทรอันเวิ้งว้าง แววตาเต็มไปด้วยความใฝ่ฝัน หากกลับแฝงความเศร้าลึกที่ชวนให้ครุ่นคิด ใบหน้าหม่นหมองเช่นนี้ไม่เข้ากับวัยของเขาเลย แต่มันกลับคงอยู่เช่นนั้นตลอดเวลา นี่ไม่ใช่การเสแสร้ง แต่เป็นสิ่งที่ออกมาจากใจจริง…
คลื่นคำรามซัดหน้าผา ละอองน้ำสาดกระเซ็น ลมทะเลหนาวเย็นพัดกรูเข้ามา สอดแทรกเข้าไปในเสื้อผ้าบางๆ ของเด็กหนุ่ม ยกเส้นผมที่ค่อนข้างยุ่งของเขาให้พลิ้วไหวไปตามสายลม เด็กหนุ่มราวกับรูปปั้นแกะสลักที่นั่งนิ่งอยู่บนหน้าผา เงาร่างเล็กจ้อยเผชิญหน้ากับมหาสมุทรอันเลือนรางและเชี่ยวกราก…
ไม่รู้ผ่านไปนานเท่าใด เสียงหนึ่งดังมาจากส่วนลึกของป่าบนเกาะ คล้ายเสียงแตรสัญญาณ “อู้~”
เมื่อได้ยินเสียงแตรนั้น เด็กหนุ่มเผยอารมณ์รังเกียจอยู่หลายส่วน แต่ก็ยังค่อยๆ ลุกขึ้น เดินไปทางต้นเสียง ร่างเขาผอมบาง ทว่าท่วงท่ากลับว่องไว ในป่าทึบซับซ้อนของเกาะ เขาแทรกตัวไปมาได้อย่างคล่องแคล่ว ไม่นานก็ไปถึงลานโล่งกลางป่า
ลานโล่งนั้นกว้างราวร้อยกว่าเมตรโดยรอบ รอบพื้นที่ถูกล้อมด้วยเสาไม้ปลายแหลมลำใหญ่สูงถึงสามสิบเมตร ก่อเป็นกำแพงไม้ คล้ายค่ายทหารหรือค่ายนรก ค่ายนรกแห่งนี้มีประตูเพียงแห่งเดียว ตรงประตูมีชายสวมชุดสีเขียวสี่คนยืนเฝ้า ชายทั้งสี่ดูอายุราวสามสิบกว่า ๆ ไม่มีอะไรโดดเด่นนัก แต่สิ่งที่ควรจับตา กลับเป็นหมาป่าข้างกายพวกเขา หมาป่าเขี้ยวอสูรที่มีเขี้ยวน่าหวาดหวั่น!!
“กรอ!! กรอ!!”
“กรอ!!!”
หมาป่าเขี้ยวอสูรทั้งสี่เห็นเด็กหนุ่มเดินเข้ามา ก็เผยแววอำมหิตทันที อ้าปากยาว เผยเขี้ยวขาวเย็นยะเยือกอย่างเต็มที่ พร้อมจะพุ่งใส่เด็กหนุ่มผอมบางได้ทุกเมื่อ
“ยังไม่รีบกลิ้งเข้าไปอีก!! เชื่องช้าอย่างกับเต่า อยากตายหรือไง? ฮืม ด้วยสภาพอย่างเจ้า ยังไม่พอให้หมาป่าของข้ากินเป็นมื้อดึกด้วยซ้ำ!!” ชายคนหนึ่งที่มีผมซอยยุ่งตะคอกอย่างเหี้ยมเกรียมใส่เด็กหนุ่ม
เด็กหนุ่มหลบเลี่ยงหมาป่าที่ทำท่าเหมือนจะกระโจนใส่ตนอยู่ตลอดเวลาอย่างระมัดระวัง แล้วรีบเดินเข้าไปในค่ายนรก เมื่อมองแผ่นหลังของเด็กหนุ่ม ชายผมซอยยุ่งถ่มน้ำลายอย่างดูแคลน แล้วกล่าวว่า “ไม่รู้ใครเป็นคนลากไอ้เด็กนี่มา ดูอ่อนแอชะมัด จะทนการทรมานของค่ายอสูรฝันร้ายได้ยังไง”
“เป็นท่านเซี่ย ข้าได้ยินว่า…” ชายอีกคนที่มีผมสีแดงจงใจเว้นจังหวะเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวด้วยน้ำเสียงหนักอึ้ง “เขาเป็นคนตายไปแล้ว”
“เป็นคนตายไปแล้ว? หึหึ ที่นี่มีเด็กตัวเล็กตัวน้อยตัวไหนไม่ใช่คนตายบ้าง?” กู่เล่ยกล่าวอย่างไม่ใส่ใจ
“เจ้าไม่เข้าใจ”
“ไอ้เด็กนี่ เมื่อก่อนก็เป็นคุณชายน้อยของบางตระกูล แต่ไม่รู้ไปล่วงเกินผู้ใดเข้า มีคนควักเงินจ้างคนในวังฝันร้ายให้ลงมือจัดการมัน” ชายผมแดงกล่าว “ท่านเซี่ยเป็นผู้รับภารกิจนี้ พอลักพาตัวไอ้เด็กนี่สำเร็จ ก็คิดว่าในเมื่อยังไงมันก็ต้องตาย สู้ให้มันทำพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้ายสีขาว แล้วโยนมาที่นี่เสียเลย ให้เกาะอสูรฝันร้ายของพวกเราได้หนูทดลองเพิ่มอีกคน”
พอเอ่ยถึงอสูรฝันร้ายสีขาว ชายอีกสามคนข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจลึก หนึ่งในนั้นจงใจลดเสียงลงถามว่า
“ท่านเซี่ยมีอสูรฝันร้ายสีขาวแบบนั้นได้อย่างไร? แล้วยิ่งไปกว่านั้น ไอ้เด็กนั่นพิเศษถึงขั้นรับมืออสูรฝันร้ายสีขาวได้จริงหรือ?”
“จะเป็นไปได้ยังไง ถ้ามันมีความสามารถขนาดนั้น ป่านนี้คงถูกส่งไปเกาะอสูรฝันร้ายสีขาวแล้ว จะมาโผล่ที่นี่ได้อย่างไร” ชายผมแดงหัวเราะ “ท่านเซี่ยมีอสูรฝันร้ายสีขาวได้อย่างไร ข้าไม่รู้ แต่ข้ารู้ว่าท่านเซี่ยก็แค่คิดว่าเด็กนี่ต้องตายแน่ๆ เลยเอามันมาทดลอง เชื่อว่าไม่นาน เด็กนี่ก็จะถูกอสูรฝันร้ายสีขาวกลืนกินจนหมดสิ้น”
ชายผมแดงยิ้มอย่างไม่ใส่ใจ ราวกับความตายของเด็กหนุ่มเป็นเรื่องไร้ค่า
“ฮ่าฮ่า ที่แท้ก็เป็นอย่างนี้ ตายก็ดี ข้าเห็นหน้าไอ้เด็กนี่ก็ขัดตามาตลอด” อีกคนหัวเราะ
“ว่าแต่ท่านเซี่ยดูไม่ธรรมดาเลยนะ ในมือถึงกับมีอสูรฝันร้ายสีขาวที่พวกเรายังไม่เคยเห็นสักครั้ง ต้องรู้ว่า หัวหน้าบนเกาะอสูรฝันร้ายอื่นๆ มากสุดก็มีแค่อสูรฝันร้ายสีฟ้าหนึ่งหรือสองตัวเท่านั้น” กู่เล่ยกล่าวเสริม
“แน่นอนอยู่แล้ว…อืม ใกล้ถึงเวลาแล้ว ปิดประตูเถอะ คืนนี้…ก็จะได้ยินเสียงกรีดร้องอีกแล้ว ฮึๆ…” ชายผมแดงหัวเราะอย่างโหดเหี้ยม
อีกสามคนก็หัวเราะคลอตาม สีหน้าเต็มไปด้วยท่าทีเหยียดหยาม
เด็กหนุ่มที่นั่งนิ่งอยู่บนหน้าผาชื่อ ฉูมู่ เดิมทีควรเป็นเด็กวัยเยาว์ที่เปล่งประกาย ทว่ากลับถูกขัดเกลาจนเหมือนคมมีดเย็นเยียบที่ซ่อนอยู่ในเงามืด
ที่ฉูมู่มาอยู่บนเกาะแห่งนี้ ก็เพราะเขาถูกจับตัวมาจริงๆ และที่เขายังไม่ถูกฆ่า ก็เพราะท่านเซี่ยที่พวกนั้นพูดถึง ได้ทำการทดลองปีศาจกับฉูมู่!
ความจริงแล้ว ภายในเกาะทั้งเกาะนี้ นอกจากผู้ดูแลไม่กี่คนเมื่อครู่ เด็กคนอื่นๆ ที่อายุรุ่นราวคราวเดียวกับฉูมู่ ล้วนถูกทำการทดลองปีศาจแบบเดียวกัน นั่นคือการบังคับให้ทำพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้าย
โลกใบนี้คือโลกของอสูรวิญญาณ มนุษย์ที่มีพรสวรรค์สามารถเรียนรู้การเป็นผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณ ผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณสามารถทำพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรวิญญาณ ซึ่งจะถูกเรียกว่า อสูรวิญญาณคู่สัญญา และให้พวกมันต่อสู้เพื่อพวกเขา
ความสัมพันธ์ระหว่างอสูรวิญญาณคู่สัญญากับมนุษย์คือนายกับบ่าว มนุษย์สามารถสั่งให้อสูรวิญญาณคู่สัญญาทำสิ่งใดก็ได้
แต่บนเกาะอสูรฝันร้ายสีเขียวแห่งนี้กลับแตกต่าง ที่นี่คือสถานที่ซึ่งตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสิ้นเชิง ทุกระยะเวลาหนึ่ง จะมีเด็กหนุ่มเช่นฉูมู่ถูกส่งเข้ามาในโลกปิดตายใบนี้ เพื่อรับการทดลองชั่วร้ายที่ไร้ความเป็นมนุษย์
อสูรฝันร้ายคืออสูรวิญญาณที่ถูกบังคับสร้างพันธสัญญากับพวกเขา อสูรวิญญาณชนิดนี้เป็นการดำรงอยู่ที่ผิดแผกอย่างยิ่งในบรรดาอสูรวิญญาณทั้งหลาย พวกมันสามารถสร้างพันธสัญญากับมนุษย์ และต่อสู้เพื่อมนุษย์ได้เช่นกัน ทว่า พวกมันกลับมีเงื่อนไขอันน่าสะพรึงประการหนึ่ง นั่นคือ พวกมันจะกลืนกินพลังวิญญาณของเจ้านายเป็นอาหารเพื่อเติบโตขึ้น หากพลังวิญญาณของร่างสถิตไม่เพียงพอที่จะหล่อเลี้ยงพวกมัน พวกมันก็จะกัดกินดวงวิญญาณของพวกเขาจนสูญสิ้น แน่นอนว่า มนุษย์ที่สูญเสียดวงวิญญาณ ก็หมายถึงตาย!
เด็กๆ ที่ถูกกักขังอยู่ที่นี่ ตั้งแต่วันแรกที่มาถึง ก็จะถูกบังคับให้สร้างพันธสัญญาวิญญาณกับอสูรฝันร้าย และเลี้ยงดูพวกมันด้วยพลังวิญญาณของพวกเขา
หากไม่อยากให้ดวงวิญญาณถูกอสูรฝันร้ายกลืนกิน วิธีเดียวคือ ยกระดับพลังวิญญาณของตน ทำให้ตนเองแข็งแกร่งขึ้น
หรือกล่าวให้ชัดเจนกว่านั้นคือ ต้องทำให้ตนเองแข็งแกร่งกว่าอสูรฝันร้ายอยู่เสมอ จึงจะมีโอกาสรอดชีวิต!!
นี่คือขุมนรกที่โหดร้ายที่สุด สิ่งที่เด็กๆ ต้องเผชิญไม่ใช่คำสั่งสอนอย่างอ่อนโยนของอาจารย์ หากแต่เป็นพวกดุร้ายป่าเถื่อนที่พร้อมพรากชีวิตพวกเขาได้ทุกเมื่อ ที่นี่…ผู้อ่อนแอจะกลายเป็นอาหารของอสูรฝันร้ายอย่างรวดเร็ว ส่วนผู้แข็งแกร่งก็จะถูกอสูรฝันร้ายไล่ล่าไม่หยุด ถูกไล่ล่า…ถูกไล่ล่า…และถูกไล่ล่า
ราวกับฝันร้ายที่ไม่สามารถตื่นขึ้น!!
ค่ำคืนไร้จันทร์ ลมทะเลโบยฟาด เมฆดำคล้อยต่ำ คลื่นน้ำสาดซัด
ต้นไม้สั่นไหวโอนเอนท่ามกลางพายุ ส่งเสียงฮือๆ คล้ายสตรีที่โศกเศร้าร่ำไห้จนแทบขาดใจ
ภายในค่ายนรก บนลานโล่งกว้าง เด็กหนุ่มสาวอายุสิบกว่าปีราวร้อยคนยืนสั่นระริกท่ามกลางลมหนาว เสื้อผ้าของพวกเขาบางเบา ใบหน้าเผยความแข็งกร้าวดื้อดึงปนด้านชา ในแววตาอันเลื่อนลอยแฝงความคมกริบดุจสัตว์ป่า คนทั้งร้อยเรียงแถวเป็นสิบคูณสิบ ยืนตรงเป็นระเบียบ
รอบตัวพวกเขา ชิดแนบกับรั้วไม้เสาเข็ม มีผู้ดูแลที่เป็นผู้ใหญ่สิบคนยืนประจำอยู่รอบๆ ผู้ดูแลเหล่านี้ยืนอยู่กับที่ บนใบหน้ามีเพียงความเย็นชาและเฉยเมย สายตาจับจ้องเด็กทั้งร้อยแน่นิ่ง เฝ้าระวังทุกฝีก้าว
ใกล้ประตูรั้วไม้ มีบุรุษสามคนสวมอาภรณ์ยาวสีเข้มยืนอยู่ ทั้งสามล้วนมีสีหน้าเยือกเย็นไร้อารมณ์ ชายวัยกลางคนผู้ยืนตรงกลางรูปร่างกำยำก้าวออกมาสองสามก้าว สายตาเย็นเยียบกวาดมองเด็กๆ กลุ่มนี้ ก่อนยกยิ้มเหี้ยมเกรียม แล้วเอ่ยว่า
“วันนี้เป็นการฝึกสมรรถภาพร่างกาย พวกเจ้าจะต้องเผชิญหน้าอสูรวิญญาณดุร้าย ข้าบอกพวกเจ้าได้เลยว่า…พวกเราจะเก็บไว้เพียงห้าสิบคนเพื่อฝึกต่อ นั่นหมายความว่า วันนี้ในการทดสอบนี้ พวกเจ้าครึ่งหนึ่งจะต้องตาย!”
“ฮ่าๆๆ จงเสพสุขกับความรื่นรมย์แห่งความตายให้เต็มที่ คนที่ถูกขัดเกลาระหว่างความเป็นกับความตายเท่านั้น ถึงจะมีคุณสมบัติเข้าสู่วังฝันร้ายของพวกเรา!”
เมื่อได้ยินคำพูดของชายวัยกลางคน เด็กทั้งร้อยพลันเผยความตระหนก สายตากระสับกระส่ายมองไปยังผู้ใหญ่สิบคนนั้น คนร้อย…รอดได้เพียงห้าสิบ เท่ากับโอกาสรอดของแต่ละคนมีแค่ห้าสิบ-ห้าสิบ ช่างโหดร้ายนัก! ทว่า คนชั่วเหล่านี้ไม่คิดเมตตาเด็กพวกนี้แม้แต่น้อย
ทันทีที่คำสั่งของชายวัยกลางคนถูกประกาศ ผู้ดูแลทั้งสิบซึ่งยืนอยู่ด้านในรั้วไม้ก็เริ่มท่องคาถาประหลาดเป็นชุดๆ ทุกครั้งที่ริมฝีปากขยับ รอบกายพวกเขาจะปรากฏสัญลักษณ์เรืองแสงกึ่งโปร่งใสขึ้นอย่างพิสดาร สัญลักษณ์นั้นคล้ายอักขระ ฉายลวดลายสีน้ำเงินลงบนพื้นดิน ลวดลายสั่นระยับ ก่อนแผ่ม่านแสงงดงามเป็นสายๆ…
“อาวววู้!! อาวววู้!!”
“อาวววู้!! อาวววู้!! อาวววู้!!”
ฉับพลัน เสียงหอนของหมาป่าที่ทำให้หัวใจหนาวสะท้านก็ดังขึ้นเป็นระลอก กลิ่นคาวสาบของสัตว์ร้ายพุ่งกระหน่ำกวาดผ่านค่ายนรกอันคับแคบในพริบตา ซัดกระแทกใส่เด็กหนุ่มสาวที่ดูบอบบางเหล่านั้นอย่างเย็นเยียบ!
กรงเล็บสีขาวซีดจิกฝังลงในโคลนดิน ขนสีเทาตั้งชันทุกเส้น เขี้ยวที่โผล่พ้นปากอันดุร้ายดูน่าสะพรึงคมกริบ!!
เมื่อผู้ดูแลทั้งสิบทำการอัญเชิญเสร็จสิ้น ภายในค่ายก็ปรากฏนักล่าสิบตัว หมาป่าเขี้ยวอสูร! อสูรวิญญาณดุร้ายที่ขึ้นชื่อเรื่องเขี้ยวอันแหลมคม!
เมื่อเห็นหมาป่าเขี้ยวอสูรทั้งสิบอ้าปากแยกเขี้ยวคำรามวนเวียนอยู่รอบๆ เหล่าเด็กหนุ่มสาวหน้าซีดเผือดไร้เลือดฝาด ถึงขั้นมีเด็กสาวบางคนกัดริมฝีปากแน่น น้ำตาไหลออกมา
ไม่ว่าจะสำหรับอสูรวิญญาณ หรือสำหรับเด็กๆ ที่แทบไร้เรี่ยวแรงเหล่านี้ หมาป่าเขี้ยวอสูรล้วนเป็นสิ่งมีชีวิตที่น่ากลัวอย่างยิ่ง เพื่ออาหาร พวกมันจะโจมตีสิ่งมีชีวิตใดๆ ที่พวกมันคิดว่าสู้ได้โดยไม่ลังเล จนกว่าจะสังหารอีกฝ่ายลงให้ได้
และในพื้นที่ส่วนใหญ่ ต่อให้เป็นผู้ฝึกสอนอสูรวิญญาณที่มีประสบการณ์ ก็ยังยากจะรับมือหมาป่าเขี้ยวอสูรเพียงตัวเดียวตามลำพังโดยปราศจากอสูรวิญญาณคู่สัญญา ยิ่งไม่ต้องกล่าวถึงบรรดาเด็กหนุ่มสาวมือเปล่าไร้อาวุธ และยังมิได้ร่ำเรียนทักษะใดๆ เลยเหล่านี้