- หน้าแรก
- เซียนคำนวณป่วนยุทธภพ
- บทที่ 439 อักษรลูกอ๊อดเงิน
บทที่ 439 อักษรลูกอ๊อดเงิน
บทที่ 439 อักษรลูกอ๊อดเงิน
เห็นเพียงอักษรลูกอ๊อดเงินจำนวนมากปรากฏขึ้นบนหัวทวนสีเงินอย่างกะทันหัน จากนั้นมิติรอบๆ ก็แตกสลายราวกับกระจก สายลมแห่งมิติอันบ้าคลั่งพุ่งทะลักออกมา กลืนกินหุ่นเชิดอินทรียักษ์ที่แตกสลายเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อยนับไม่ถ้วนเข้าไปในความว่างเปล่า
ความผันผวนของมิติที่รุนแรงเช่นนี้ ทำให้เกิดปฏิกิริยาลูกโซ่ในพื้นที่มิติที่เต็มไปด้วยรูพรุนแห่งนี้ทันที รอยแยกมิติที่ล่องหนจำนวนนับไม่ถ้วนถูกฉีกกระชากและผสานเข้าด้วยกัน
ก้นหลุมลึกทั้งหมดสั่นสะเทือน ราวกับกำลังจะร่วงหล่นลงสู่ความว่างเปล่า
โชคดีที่วิถีสวรรค์ของโลกมนุษย์ยังพอมีพลังอยู่บ้าง หรือจะพูดอีกอย่างก็คือหัวทวนสีเงินยังไม่ได้เอาจริง มิติที่ก้นหลุมลึกจึงค่อยๆ ทรงตัวอย่างมั่นคง
ทว่า การโจมตีเมื่อครู่นี้ทำให้พลังแห่งมิติอันบ้าคลั่งจำนวนมากแทรกซึมเข้ามาในโลกมนุษย์ แปรเปลี่ยนเป็นสายลมแห่งมิติที่ดุร้ายอย่างยิ่ง แม้จะยังไม่ถึงระดับพายุมิติที่ทำให้ผู้คนหน้าถอดสีเมื่อได้ยิน แต่หากไม่ทันระวังตัว ก็ง่ายมากที่จะได้รับบาดเจ็บสาหัส
เมื่อลั่วหงเห็นมันพุ่งขึ้นไปด้านบน ก็รีบกระตุ้นเคล็ดวิชาลับ อาศัยสัมผัสเทวะอันแข็งแกร่งส่งเสียงทางจิตไปหาเล่ออวิ้นเพียงฝ่ายเดียวว่า
"รีบเตรียมตัวรับแรงกระแทกเร็วเข้า!"
ในเวลานี้ เล่ออวิ้นยังคงเก็บผลึกเขตแดนอย่างระมัดระวัง จู่ๆ ก็ได้รับเสียงทางจิตของลั่วหง ทำให้ใจเต้นกระตุกขึ้นมา
หลังจากชะงักไปชั่วครู่ นางก็สัมผัสได้ถึงความร้อนรนในน้ำเสียงของลั่วหง จึงรู้ทันทีว่าด้านล่างจะต้องเกิดปัญหาใหญ่ขึ้นอย่างแน่นอน นางรีบตะโกนบอกสองพี่น้องตระกูลจงที่อยู่ไม่ไกลว่า
"พี่จัวส่งสัญญาณเตือน รีบถอยไปชิดหน้าผาหิน ทุ่มกำลังป้องกันตัวเองสุดชีวิต!"
อิทธิฤทธิ์ของลั่วหงทำให้สองพี่น้องยอมรับนับถือมานานแล้ว เมื่อได้ยินว่าเป็นการแจ้งเตือนของเขา ทั้งสองก็ไม่ได้ถามอะไรเลย รีบถอยไปที่หน้าผาหินที่ใกล้ที่สุด และใช้วิธีการคุ้มกายที่แข็งแกร่งที่สุดของตัวเองออกมา
ไม่กี่อึดใจต่อมา ความผันผวนของมิติอันบ้าคลั่งก็พุ่งเข้ามาในขอบเขตสัมผัสเทวะของทั้งสามคน เห็นเพียงสายลมแห่งมิติที่เชี่ยวกรากสุดเปรียบปานพุ่งเข้ามาประดุจมังกรคลั่งสีเงิน
ทุกที่ที่มันพัดผ่าน สายลมแห่งมิติที่กระจัดกระจายก็ถูกม้วนเข้าไปด้วย ทำให้อานุภาพของมันทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
รอยแยกมิติที่มีอยู่เดิมก็พากันขยายตัว และยังมีรอยแยกใหม่ๆ เกิดขึ้นอีกไม่น้อย ทำให้การกระจายตัวของรอยแยกมิติภายในหลุมลึกเกิดการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก
หากทั้งสามคนยังคงเก็บผลึกเขตแดนอยู่ในเวลานี้ ก็มีโอกาสสูงมากที่จะพุ่งชนรอยแยกมิติเข้าอย่างจัง และต้องสิ้นชีพอย่างแน่นอน!
ทว่า ต่อให้ทั้งสามคนจะแนบชิดกับหน้าผาหิน ในเวลานี้ก็ไม่ได้รู้สึกสบายนัก
พวกเล่ออวิ้นทั้งสามคนรู้สึกเพียงว่ามิติที่ตนเองอยู่ราวกับกลายเป็นก้อนวุ้นเนื้อ ที่บิดเบี้ยวและสั่นสะเทือนเล็กน้อยอย่างต่อเนื่อง
เพื่อปกป้องตัวเอง พวกเขาจำต้องปลดปล่อยพลังเวทออกมาเป็นจำนวนมาก รู้สึกยาวนานราวกับผ่านไปเป็นปีในแต่ละอึดใจ!
โชคดีที่พายุมิติคลั่งสายนี้มาเร็วไปเร็ว ไม่กี่อึดใจต่อมา ทั้งสามคนก็หลุดพ้นจากอันตราย
มองดูพายุมิติคลั่งที่พัดห่างออกไปอย่างรวดเร็วเหนือศีรษะ จงเหมิงก็มีสีหน้ายิ้มขื่น ทอดถอนใจกล่าวว่า
"ผลึกเขตแดนที่เหลือจะต้องถูกม้วนเข้าไปหมดแล้วแน่ๆ เกรงว่าคงไม่อาจเก็บเกี่ยวได้แล้ว"
ผลึกเขตแดนจำเป็นต้องใช้ภาชนะพิเศษในการกักเก็บ หากปล่อยให้อยู่ในสภาพแวดล้อมทั่วไป มันก็จะระเหยไปอย่างรวดเร็ว การพัดกระเจิดกระเจิงออกไปในอาณาเขตทมิฬเช่นนี้ ไม่เกินหนึ่งเค่อก็คงระเหยไปจนหมดสิ้น
"ไม่เป็นไร พี่จัวก็คงเก็บเกี่ยวไปได้ไม่น้อย เมื่อรวมกันแล้วพวกเราน่าจะมีพอใช้แน่นอน ผลึกเขตแดนที่เกินมา ตราบใดที่ไม่ตกไปอยู่ในมือของชาวทูอู๋ พวกเราก็รับได้ทั้งนั้น"
เล่ออวิ้นกลับไม่ได้รู้สึกเสียดายแต่อย่างใด กล่าวจบก็ขมวดคิ้วมองลงไปด้านล่าง
"ไม่รู้ว่าด้านล่างเกิดเรื่องอะไรขึ้น ถึงได้ทำให้เกิดความผันผวนของมิติที่รุนแรงถึงเพียงนี้? ปรมาจารย์เล่อ พวกเราควรจะลงไปตรวจสอบดูหน่อยหรือไม่?"
จงหลิงกล่าวด้วยความไม่สบายใจเล็กน้อย
"ในเมื่อพี่จัวยังมีเวลาพอที่จะเตือนพวกเรา ก็สมควรจะไม่มีอันตรายร้ายแรงอะไร ตอนนี้รอยแยกมิติส่วนใหญ่อยู่ในสถานะที่ไม่มั่นคง พวกเรารออยู่ที่นี่อย่างเงียบๆ จะดีกว่า"
เล่ออวิ้นกล่าวอย่างรู้ประมาณตน
ความจริงก็เป็นไปตามที่นางกล่าว แม้ลั่วหงจะตกใจอยู่ไม่น้อย แต่ตัวเขากลับไม่ได้รับบาดเจ็บแม้แต่เส้นผม
นั่นก็เป็นเพราะ ในตอนที่เขารู้สึกถึงความไม่ชอบมาพากล เขาก็หลบเข้าไปในเส้นทางที่เขาทะลวงลงไปยังก้นหลุมแล้ว
รอบๆ เส้นทางไม่มีรอยแยกมิติอยู่ ดังนั้นเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลง จึงก่อตัวเป็นสถานที่ที่คล้ายกับตาพายุ แรงกดดันที่ลั่วหงสัมผัสได้นั้นยิ่งน้อยกว่าพวกเล่ออวิ้นทั้งสามเสียอีก
หลังจากความวุ่นวายสงบลง ลั่วหงก็ทะยานกลับมาอยู่ห่างจากหัวทวนสีเงินหนึ่งร้อยจั้ง เห็นเพียงมิติที่นี่กลับคืนสู่สภาพเดิมแล้ว
หากไม่ใช่เพราะกลิ่นอายของพายุมิติคลั่งยังคงอยู่ในขอบเขตสัมผัสเทวะของเขา เขาคงจะสงสัยว่าทุกสิ่งที่เกิดขึ้นเมื่อครู่นี้เป็นเพียงภาพลวงตาหรือไม่
หัวกะโหลกสีขาวก็ยังคงสภาพสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน แต่หุ่นเชิดอินทรียักษ์นั้นหายไปจนไม่เหลือแม้แต่เศษซาก
ลั่วหงเพ่งสายตามองไปยังหัวทวนสีเงิน เห็นเพียงอักษรลูกอ๊อดเงินที่ปรากฏขึ้นแวบหนึ่งตอนเกิดเรื่อง ได้หายไปจนหมดสิ้นแล้ว
อักษรลูกอ๊อดเงินและอักษรลูกอ๊อดทอง* ล้วนเป็นอักขระยันต์แห่งเซียนบนคัมภีร์หยกตำหนักทอง จนถึงบัดนี้ลั่วหงก็ยังไม่อาจทำความเข้าใจได้ทะลุปรุโปร่ง แต่บนหัวทวนชิ้นนี้กลับมีอักษรลูกอ๊อดเงินอยู่!
"ให้ตายเถอะ ดีไม่ดีนี่อาจจะเป็นเศษชิ้นส่วนของสมบัติเซวียนเทียนก็ได้นะเนี่ย!"
ลั่วหงอดไม่ได้ที่จะเดาะลิ้นกล่าว
ผ่านเหตุการณ์เมื่อครู่นี้ ลั่วหงก็เข้าใจอย่างลึกซึ้งแล้วว่า หัวทวนสีเงินชิ้นนี้ไม่ชอบให้ใครมาแตะต้อง
นี่ทำให้ลั่วหงรู้สึกลำบากใจขึ้นมาทันที คนอื่นอาจไม่รู้ถึงความร้ายกาจของสมบัติเซวียนเทียน แต่เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร?
สมบัติระดับนี้ต่อให้อยู่ในแดนวิญญาณ ก็เป็นสิ่งที่สามารถทำให้เกิดมรสุมโลหิตได้ทั้งนั้น
จะให้ลั่วหงยอมแพ้ในตอนนี้ เขาจะยินยอมได้อย่างไร
แต่สมบัติเซวียนเทียนก็คือจุดบอดทางความรู้ของลั่วหงอย่างแท้จริง เขาไม่รู้เลยว่าจะจัดการกับมันอย่างไรดี
หรือว่าจะต้องขอยืมมือของม่อหานคนนั้น?
ไม่ได้ อันตรายเกินไป หากคนผู้นี้สามารถขอยืมอานุภาพของสมบัติชิ้นนี้ได้เพียงเสี้ยวเดียว ข้าก็ต้องตกตายคาที่แน่
คิดไปคิดมา ลั่วหงก็ยังคงตัดสินใจใช้วิธีของเขาเพื่อลองดูอีกครั้ง
หากไม่สำเร็จ เขาค่อยไปสู้กับม่อหานคนนั้นสักตั้ง ค้นวิญญาณเค้นเอาข้อมูลมา แต่จะไม่มีวันยอมให้มันเข้าใกล้หัวทวนสีเงินเด็ดขาด
เมื่อคิดได้เช่นนี้ ลั่วหงก็รวบรวมสมาธิ ปากท่องเคล็ดวิชาอันเก่าแก่ ครู่ต่อมา แสงวิญญาณสีขาวน้ำนมสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นจากกลางหว่างคิ้วของเขา
ตามมาติดๆ ด้วยเศษหยกครึ่งท่อนที่ขาวเนียนราวกับไขมันแกะ มุดออกมาจากกลางหว่างคิ้วของเขา และค่อยๆ ร่วงหล่นลงมาที่หน้าอก
นี่ก็คือคัมภีร์หยกตำหนักทองครึ่งแผ่นที่ลั่วหงได้มาจากวิหารสวรรค์นั่นเอง!
ยังไม่ทันที่ลั่วหงจะร่ายเวทกระตุ้นจิ้นจื้อบนคัมภีร์หยกตำหนักทอง หัวทวนสีเงินก็มีปฏิกิริยาตอบสนองขึ้นมา
เห็นเพียงอักษรลูกอ๊อดเงินที่ซ่อนตัวไปบนนั้น ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง สว่างวาบสลับมืดมิด ราวกับกำลังสอดประสานกับคัมภีร์หยกตำหนักทอง
เมื่อเห็นสถานการณ์เช่นนี้ ลั่วหงก็อดไม่ได้ที่จะดีใจอย่างล้นเหลือ เขารีบปิดการทำงานของจิ้นจื้อส่วนหนึ่งที่ผู้ฝึกตนโบราณทิ้งไว้บนคัมภีร์หยกตำหนักทอง เพื่อปลดปล่อยกลิ่นอายของมันออกมาจนหมดสิ้น
ในตอนนี้ หัวทวนสีเงินก็ส่งเสียงสั่นพ้องดังกังวานเป็นระลอก จากนั้นก็มีเสียง "แกร๊ก" ดังกังวาน มันถึงกับดึงตัวเองหลุดออกมาจากหัวกะโหลกสีขาว!
และในเสี้ยววินาทีที่หัวทวนสีเงินดึงตัวออกมา หัวกะโหลกสีขาวก็กลายเป็นทรายเม็ดละเอียดในพริบตา กระจัดกระจายไปทั่วพื้น
ลั่วหงรออยู่ครู่หนึ่ง เมื่อเห็นมันลอยนิ่งเงียบอยู่ในอากาศตลอด ก็รวบรวมความกล้า ร่ายเวทใส่คัมภีร์หยกตำหนักทองที่หน้าอก เพื่อให้มันยิงลำแสงสีขาวน้ำนมออกมา ดึงดูดหัวทวนสีเงินให้เข้ามาใกล้ช้าๆ
เมื่อเห็นว่ามันยังคงนิ่งเงียบตลอดมา ไม่มีทีท่าว่าจะต่อต้านแม้แต่น้อย ลั่วหงก็ยิ่งกล้าหาญมากขึ้น ร่ายเวทกระตุ้นจิ้นจื้อบนคัมภีร์หยกตำหนักทอง ทำให้ชั้นแสงวิญญาณสีขาวน้ำนมเข้าห่อหุ้มมันเอาไว้ชั้นแล้วชั้นเล่า
กระบวนการผนึกก็เป็นไปอย่างราบรื่นรวดเร็ว แต่ในจังหวะที่ลั่วหงกำลังจะเก็บหัวทวนสีเงินลงในถุงหมื่นสมบัติโดยสัญชาตญาณ การเคลื่อนไหวของเขาก็ชะงักลงกะทันหัน
สมบัติชิ้นนี้สงบลงได้ก็เพราะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของคัมภีร์หยกตำหนักทอง หากตัดขาดการเชื่อมต่อ เกรงว่ามันจะต้องแผลงฤทธิ์ขึ้นมาทันทีแน่!
----------
*หมายเหตุ : อักษรทองในบทนี้ผู้เขียนเขียนไว้ว่าอักษรลูกอ๊อดทองจริงๆ แต่ถ้าตามจักรวาลของคัมภีร์วิถีเซียน สิ่งที่คู่กับอักษรลูกอ๊อดเงินคืออักษรจ้วนทอง