- หน้าแรก
- มหาอัจฉริยะ หลินอี้ ทะลุมิติกอบกู้จักรวาลยำรวมมิตร
- บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!
บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!
บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!
บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!
"หึ~ เอาเถอะ"
ไวส์หลุดขำออกมาจริงๆ
"สรุปว่า ตอนนี้ฉันเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว~ นายอยากจะเปลี่ยนของดรอปพวกนี้ให้กลายเป็นเงินสดใช่ไหมล่ะ?"
"อืมหึ! ใช่แล้วล่ะ ท้ายที่สุด ฉันก็เพิ่งมาถึงโลกนี้ แถมกระเป๋าก็แบนแฟบ ไม่มีเงิน ฉันก็คงไม่มีข้าวกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอนหรอก"
คำพูดของหลินอี้ทำให้ไวส์ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม
"หา?! น-นายก็มาจากนอกมิตินี้เหมือนกันเหรอ?!"
"ฮ่าฮ่า~ นึกไม่ถึงล่ะสิ? ไม่อย่างนั้น เธอจะคิดว่าฉันทั้งเก่งทั้งมีเสน่ห์ขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ?"
"..."
เฮ้อ~ หลายๆ ครั้ง ทุกคนก็อยากจะเถียงหลินอี้กลับใจจะขาด แต่โชคร้ายที่หลินอี้ดันมีสิทธิ์ที่จะคุยโวโอ้อวดได้จริงๆ นั่นแหละ ความหมายก็คือ เรื่องบ้าๆ บอๆ ที่เขาพูดออกมาเนี่ย มันดันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด จนทุกคนไม่รู้จะหาคำไหนมาเถียงหรือแย้งเขาดี... พูดง่ายๆ คือเถียงไม่ออกนั่นแหละ!
"แต่เธอไม่ต้องทำเหมือนฉันเป็นเอเลี่ยนหรอกนะ ท้ายที่สุด โลกของฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโลกของพวกเธอเลย เพียงแต่ว่าในโลกของฉัน มันไม่มีพวกซูเปอร์ฮีโร่ วายร้าย หรือแม้แต่นางฟ้ากับปีศาจก็เท่านั้นเอง"
"นอกเหนือจากนั้น ทุกอย่างก็เหมือนกันเป๊ะเลย"
หลินอี้อธิบายพลางยักไหล่
"โอ้? จริงดิ?! ถ้างั้นก็หมายความว่าโลกของนายคือโลกคู่ขนานของพวกเรางั้นสิ! แล้วที่นั่น ก็ต้องมีฉันอีกคนอยู่ด้วยใช่ไหม?!"
"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก"
หลินอี้ตอบกลับแบบขวานผ่าซากจนไวส์แทบจะหุบยิ้มไม่ทัน
"เอ่อ~ ฉันก็พูดแบบนั้นไม่ได้เต็มปากหรอกนะ เอาเป็นว่า~ ในโลกของฉัน ฉันยังไม่เคยเจอเธอก็แล้วกัน"
หลินอี้เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอาจจะพูดหักหน้าเกินไปหน่อย เลยรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่
"อา... ช่างเป็นชะตากรรมที่น่าเศร้าสลดเหมือนกันเลยนะ"
"..."
"โอเค ฉันเข้าใจแล้ว ถ้างั้นตอนนี้~ เรามาคุยเรื่องข้อตกลงในการซื้อขายอัญมณีกันระหว่างกินมื้อค่ำดีกว่า"
ต้องยอมรับเลยว่า เธอสมกับเป็นคุณหนูรองของบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ การควบคุมอารมณ์และการปรับตัวของเธอช่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพสุดๆ!
แต่ก่อนหน้านั้น ไวส์ต้องใช้ 'อำนาจเงิน' และวาทศิลป์ขั้นเทพของเธอ เพื่อทำให้ทุกคนในร้านอาหารแกล้งลืมเรื่องวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นไปซะก่อน
เธออ้างว่ามีพลังลึกลับบางอย่างจากภายนอก ทำให้ทุกคนหมดสติไปชั่วขณะ และไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในร้านของเธอ ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับระดับโลกที่รับผิดชอบต่อลูกค้าและพนักงานมากที่สุดในโลก ไวส์ขอให้สัญญา!
เธอจะมอบเงินชดเชยที่เหมาะสมให้กับลูกค้าและพนักงานทุกคนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายในร้าน และเธอจะสืบสวนหาต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ให้จงได้! เธอจะต้องให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่ทุกคนที่อยู่ที่นี่อย่างแน่นอน!
"..."
พูดตามตรงนะ หลินอี้ที่แอบฟังอยู่หลังเวทีถึงกับเหงื่อตก ยัยนี่มันน่ากลัวจริงๆ หน้าชื่นอกตรมโกหกหน้าตายได้ขนาดนี้เชียว?!
เอาเป็นว่า ด้วยลูกไม้สารพัด—ทั้งการแจกเงิน การดูแลเอาใจใส่ และคำมั่นสัญญา—บวกกับการที่หลินอี้และพวกพ้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่ทุกคนฟื้นขึ้นมา พวกเขาก็เลยพากันคิดไปว่าตัวเองอาจจะโดนผีหลอก หรือไม่ก็โดนพวกคนร้ายโรคจิตทำร้ายเอา ดังนั้น พวกเขาจึงยิ่งปักใจเชื่อคำพูดของไวส์ และตั้งตารอคอยคำสัญญาที่เธอจะไขปริศนาความจริงให้กระจ่าง
นี่แหละ การประชาสัมพันธ์ระดับปรมาจารย์!
หลินอี้คิดว่าถ้ามีคนอย่างเธออยู่ด้วย ทำอะไรก็คงจะสำเร็จได้ง่ายๆ แน่ๆ
หลังจากที่ไวส์จัดการปัญหาปวดหัวพวกนี้เสร็จและกลับมาหลังเวที เกวนก็ถามเธอว่า
"นี่เธอตั้งใจจะบอกความจริงเรื่องวีรกรรมป่วนๆ ของเขาให้พวกนั้นฟังจริงๆ เหรอ?"
"ฮะ~ ฉันจะไปบอกพวกนั้นได้ยังไงล่ะ? อีกอย่าง ต่อให้ฉันบอกความจริงไป ก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก ขืนฉันพูดไปแบบนั้น พวกเขาคงหาว่าพวกเราบ้าไปแล้วแน่ๆ"
"ที่รัก เธอต้องรู้ไว้นะว่า สิ่งที่ผู้คนต้องการเสมอก็คือสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่ความจริงซะหน่อย~"
"ความจริงมักจะดูเหมือนเรื่องโกหกเสมอ~ เพราะหลายๆ ครั้ง ความจริงมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้ในใจหรอกนะ"
"เหมือนกับตอนแรก~ ที่ฉันคิดว่าเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่บอกว่าอัญมณีพวกนี้มันดรอปมาจากปีศาจน่ะ"
"และฉันก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ ด้วย"
คำพูดของไวส์~ ตัวอย่างที่เธอยกมาเนี่ย ช่างเฉียบแหลมจริงๆ!
"หลายๆ ครั้ง ความจริงก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แถมยังทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส และทำร้ายทุกคนรอบตัวด้วยซ้ำ~"
"..."
หลังจากที่หลินอี้ได้ฟัง เอาล่ะ~ ผู้หญิงที่มีปมอีกคนแล้วสินะ น่าสนใจจริงๆ
"เพราะงั้น~ ปล่อยให้พวกเขาจมดิ่งอยู่กับคำโกหกที่พวกเขาต้องการไปเถอะ"
"เอาล่ะ ทีนี้ พวกเธออยากจะไปดินเนอร์ที่ร้านมิชลินสตาร์ร้านไหนดีล่ะ?"
"ฉันขอแนะนำ เพอร์เซ ร้านระดับสามดาวมิชลินที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2004 โดยเชฟโธมัส เคลเลอร์ ผู้มีสถานะเป็นดั่งเจ้าพ่อแห่งวงการอาหารเลยล่ะ~"
"บรรยากาศก็หรูหรามีระดับ แถมยังมองเห็นวิวเซ็นทรัลพาร์คตอนดินเนอร์ได้ด้วยนะ~ โอ้~ แล้วฉันก็ขอแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ของเขาอย่าง ออยสเตอร์ แอนด์ เพิร์ล ด้วยล่ะ~"
สิ่งที่ไวส์พูดมามันฟังดูเหมือนหลินอี้กับเพื่อนๆ เป็นกูรูเรื่องร้านอาหารหรูๆ ซะอย่างนั้นแหละ ก็แค่เด็กสาวธรรมดาๆ คนนึง ลูกสาวปีศาจอีกคน แล้วก็ไอ้พวกเก็บตัวระดับปรมาจารย์อีกคน—ในสามคนนี้มีใครรู้จักมิชลินบ้างล่ะ? มิชลินเดียวที่หลินอี้รู้จักก็คือไอ้ตัวทำยางรถยนต์นั่นแหละ
จะให้พูดอะไรอีกล่ะ? ก็แค่พาพวกเขาไปก็จบแล้ว! จะมาพ่นศัพท์หรูๆ ใส่พวกบ้านนอกคอกนาทำไมล่ะเนี่ย?!
ไวส์ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันแหละ ถึงได้พยายามทำตัวไฮโซต่อหน้าพวกบ้านนอกพวกนี้ ไม่ว่าเกวนกับเรเวนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่หลินอี้รู้ทันแน่นอน
นับเป็นครั้งแรกเลยที่พวกบ้านนอกคอกนาพวกนี้จะได้สัมผัสว่าร้านอาหารหรูระดับภัตตาคารมันเป็นยังไง... ถึงแม้หลินอี้จะชอบโชว์ออฟ แต่เขาก็โชว์แค่ความ 'จน' ของตัวเอง ความสามารถของเขา แต่ไวส์ล่ะ? เธอโชว์ความ 'รวย' ของตัวเองไง! โชว์รสนิยมและความมีระดับขั้นสุดยอดของเธอ
เพราะงั้น ความแตกต่างมันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว หลินอี้เคยคิดว่าตัวเองเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า~ โลกของเขามันยังแคบเกินไป
เขาถึงกับเป็นประเภทที่ถามว่า
"ทำไมอาหารจานนี้มันน้อยจังวะ? กินเข้าไปจะไปอิ่มอะไร?"
"แล้วข้าวฉันอยู่ไหนล่ะ? อ้าวๆ ที่นี่ไม่มีข้าวเหรอเนี่ย" และ
"ทำไมโค้กแก้วนี้รสชาติมันแปลกๆ วะ? โอ๊ะ! นี่ไม่ใช่โค้กนี่นา มันคือไวน์ ลาฟิตงั้นเหรอ?!" โคตรจะบ้านนอกเลย!
เอาเป็นว่า เสียงคร่ำครวญที่ว่า 'เสียดายหน้าตาหล่อๆ จริงๆ' ก็ยังคงใช้ได้อยู่ และคุณค่าของมันก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ
"อะแฮ่ม!"
ไวส์พยายามอย่างหนักที่จะกลั้นความเหนื่อยหน่ายและเสียงหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะเริ่มวกเข้าสู่ประเด็นหลัก
"สำหรับอัญมณีสามเม็ดของนาย ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อทั้งหมดนั่นรวดเดียวหรอกนะ"
"เฮ้ ไม่เป็นไรหรอก จ่ายมาแค่สิบล้านดอลลาร์ก็พอ แล้วก็เอาไปให้หมดเลยทั้งสามเม็ด"
หลินอี้พูดพลางเพ่งพิจารณาอย่างจริงจังว่าไอ้เมนูที่เรียกว่า ออยสเตอร์ แอนด์ เพิร์ล นี่มันคืออะไรกันแน่!
แล้วไวส์ล่ะ? เธอแทบจะสำลักน้ำพรวดออกมาเพราะคำพูดของหลินอี้
เธอโคตรจะดีใจเลยที่เกวนพา 'ไอ้โง่' แบบนี้มาให้เธอรู้จัก! ไม่อย่างนั้น ถ้าเขาไปขายให้ร้านอื่น เธอคงร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดแน่ๆ! เกวนนี่เพื่อนรักเพื่อนตายจริงๆ!
"แค่กๆๆ! น-นี่ ถ้านายทำแบบนี้ นายจะขาดทุนย่อยยับเลยนะ ท้ายที่สุด นายอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปเอาพวกมันมา—"
"เฮ้~ เสี่ยงตายอะไรกัน? แค่สะบัดมือไม่กี่ทีก็จบแล้ว ไอ้สองตัวที่ว่ายากสุดยังใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเลย สิบล้านก็พอแล้วน่า"
"..."
คำพูดพวกนี้ทำเอาทุกคนถึงกับพูดไม่ออกไปเลยจริงๆ
นี่จะเรียกว่าหลินอี้เป็นพวกไม่สนโลกดี หรือเป็นไอ้โง่ตัวเบ้อเริ่มดีล่ะ?! ไวส์ยิ่งรู้สึกขอบคุณเกวนเข้าไปใหญ่ที่พาเขามาหาเธอ
"อ-เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันจะให้บัตรเครดิตที่มีวงเงิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับนาย แล้วตั้งแต่นี้ต่อไป นายจะได้เป็นลูกค้าระดับ VIP พิเศษของตระกูลชเนียของเรา พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง"
"และ~ สิทธิ์ในการเข้าพักที่อพาร์ตเมนต์หรูบนถนนเวสต์ 57 ในนิวยอร์กซิตี้ มูลค่า 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้านายพอใจ ฉันจะโอนชื่อให้เป็นของนายในอนาคตแน่นอน"
"..."
หลังจากไวส์พูดจบ มือที่กำลังจิ้มอาหารของหลินอี้ก็ชะงักไปชั่วขณะ
ท-เท่าไหร่นะ? 30 ล้านบวกกับ 49 ล้าน... คิดเป็นเงินไทยก็... 5, 560 ล้าน!!!
พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!... นี่อัญมณีแค่ไม่กี่เม็ดมันจะแพงหูฉี่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?! หลินอี้ยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์เลยด้วยซ้ำ มันมากกว่านั้นอีกนะ แค่แซฟไฟร์เม็ดเดียวในสองเม็ดนั้นก็มูลค่าปาเข้าไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณหมื่นล้านบาทแล้ว!
ตอนนี้~ เข้าใจหรือยังว่าไอ้บื้อหลินอี้คนนี้มันเอาของแถมชิ้นโตมาประเคนให้ไวส์ขนาดไหน? เมื่อกี้หลินอี้เพิ่งจะบอกว่าจะขายอัญมณีทั้งสามเม็ดในราคาสิบล้านดอลลาร์ ถ้าหลินอี้ไปขายให้ร้านเครื่องประดับร้านอื่นจริงๆ ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงขนาดไหน?
"ไม่ๆๆ อัญมณีของฉันมันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?"
หลินอี้ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เลยรีบหันไปถามไวส์เพื่อความแน่ใจ
ไวส์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะประสานมือและเชยคางตัวเอง
"นายรู้ไหมว่าทับทิมเลือดนกพิราบเม็ดใหญ่ที่สุดที่เคยขายไป ราคาเท่าไหร่?"
"เท่าไหร่ล่ะ?"
น้ำเสียงของหลินอี้สั่นเครือเล็กน้อย
"34.8 ล้านดอลลาร์"
"!!!"
"และเม็ดนั้นก็หนักแค่ 55.22 กะรัตเท่านั้นนะ เล็กกว่าของนายเกือบครึ่งแน่ะ"
"ส่วนเรื่องคุณภาพกับความประณีตล่ะก็~ ของนายกินขาดไปหลายขุมเลยล่ะ"
"ก็เป็นที่รู้กันดีว่าราคาของทับทิมมันไม่ได้เพิ่มขึ้นตามน้ำหนักแบบเส้นตรงหรอกนะ แต่มันพุ่งพรวดแบบทวีคูณเลยล่ะ!"
"ดังนั้น ถ้าเอาทับทิมของนายไปประมูลในตลาดจริงๆ ล่ะก็ ราคาเริ่มต้นก็คงไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบล้านดอลลาร์แน่นอน"
"!!!"
"เผลอๆ อาจจะพุ่งไปถึงร้อยล้านดอลลาร์ หรือมากกว่านั้นเลยก็ได้"
เอาล่ะ ทีนี้หลินอี้ก็ได้รู้ซึ้งแล้วว่าของที่เขาดรอปมาจากการตีมอนสเตอร์มันล้ำค่าขนาดไหน เม็ดที่เล็กที่สุดยังราคาปาเข้าไปขนาดนี้ ส่วนอีกสองเม็ดที่เหลือ หลินอี้ไม่อยากจะคิดเลย!