เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!

บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!

บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!


บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!

"หึ~ เอาเถอะ"

ไวส์หลุดขำออกมาจริงๆ

"สรุปว่า ตอนนี้ฉันเข้าใจสถานการณ์ทั้งหมดแล้ว~ นายอยากจะเปลี่ยนของดรอปพวกนี้ให้กลายเป็นเงินสดใช่ไหมล่ะ?"

"อืมหึ! ใช่แล้วล่ะ ท้ายที่สุด ฉันก็เพิ่งมาถึงโลกนี้ แถมกระเป๋าก็แบนแฟบ ไม่มีเงิน ฉันก็คงไม่มีข้าวกิน ไม่มีที่ซุกหัวนอนหรอก"

คำพูดของหลินอี้ทำให้ไวส์ประหลาดใจยิ่งกว่าเดิม

"หา?! น-นายก็มาจากนอกมิตินี้เหมือนกันเหรอ?!"

"ฮ่าฮ่า~ นึกไม่ถึงล่ะสิ? ไม่อย่างนั้น เธอจะคิดว่าฉันทั้งเก่งทั้งมีเสน่ห์ขนาดนี้ได้ยังไงล่ะ?"

"..."

เฮ้อ~ หลายๆ ครั้ง ทุกคนก็อยากจะเถียงหลินอี้กลับใจจะขาด แต่โชคร้ายที่หลินอี้ดันมีสิทธิ์ที่จะคุยโวโอ้อวดได้จริงๆ นั่นแหละ ความหมายก็คือ เรื่องบ้าๆ บอๆ ที่เขาพูดออกมาเนี่ย มันดันเป็นเรื่องจริงทั้งหมด จนทุกคนไม่รู้จะหาคำไหนมาเถียงหรือแย้งเขาดี... พูดง่ายๆ คือเถียงไม่ออกนั่นแหละ!

"แต่เธอไม่ต้องทำเหมือนฉันเป็นเอเลี่ยนหรอกนะ ท้ายที่สุด โลกของฉันก็ไม่ได้ต่างอะไรจากโลกของพวกเธอเลย เพียงแต่ว่าในโลกของฉัน มันไม่มีพวกซูเปอร์ฮีโร่ วายร้าย หรือแม้แต่นางฟ้ากับปีศาจก็เท่านั้นเอง"

"นอกเหนือจากนั้น ทุกอย่างก็เหมือนกันเป๊ะเลย"

หลินอี้อธิบายพลางยักไหล่

"โอ้? จริงดิ?! ถ้างั้นก็หมายความว่าโลกของนายคือโลกคู่ขนานของพวกเรางั้นสิ! แล้วที่นั่น ก็ต้องมีฉันอีกคนอยู่ด้วยใช่ไหม?!"

"ไม่ใช่อย่างนั้นหรอก"

หลินอี้ตอบกลับแบบขวานผ่าซากจนไวส์แทบจะหุบยิ้มไม่ทัน

"เอ่อ~ ฉันก็พูดแบบนั้นไม่ได้เต็มปากหรอกนะ เอาเป็นว่า~ ในโลกของฉัน ฉันยังไม่เคยเจอเธอก็แล้วกัน"

หลินอี้เพิ่งรู้ตัวว่าตัวเองอาจจะพูดหักหน้าเกินไปหน่อย เลยรีบเปลี่ยนคำพูดใหม่

"อา... ช่างเป็นชะตากรรมที่น่าเศร้าสลดเหมือนกันเลยนะ"

"..."

"โอเค ฉันเข้าใจแล้ว ถ้างั้นตอนนี้~ เรามาคุยเรื่องข้อตกลงในการซื้อขายอัญมณีกันระหว่างกินมื้อค่ำดีกว่า"

ต้องยอมรับเลยว่า เธอสมกับเป็นคุณหนูรองของบริษัทยักษ์ใหญ่จริงๆ การควบคุมอารมณ์และการปรับตัวของเธอช่างรวดเร็วและเป็นมืออาชีพสุดๆ!

แต่ก่อนหน้านั้น ไวส์ต้องใช้ 'อำนาจเงิน' และวาทศิลป์ขั้นเทพของเธอ เพื่อทำให้ทุกคนในร้านอาหารแกล้งลืมเรื่องวุ่นวายที่เพิ่งเกิดขึ้นไปซะก่อน

เธออ้างว่ามีพลังลึกลับบางอย่างจากภายนอก ทำให้ทุกคนหมดสติไปชั่วขณะ และไม่มีใครรู้เลยว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง อย่างไรก็ตาม ในเมื่อเหตุการณ์นี้เกิดขึ้นในร้านของเธอ ในฐานะแบรนด์เครื่องประดับระดับโลกที่รับผิดชอบต่อลูกค้าและพนักงานมากที่สุดในโลก ไวส์ขอให้สัญญา!

เธอจะมอบเงินชดเชยที่เหมาะสมให้กับลูกค้าและพนักงานทุกคนที่ต้องเผชิญกับเหตุการณ์อันเลวร้ายในร้าน และเธอจะสืบสวนหาต้นตอของหายนะที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหันนี้ให้จงได้! เธอจะต้องให้คำอธิบายที่สมเหตุสมผลแก่ทุกคนที่อยู่ที่นี่อย่างแน่นอน!

"..."

พูดตามตรงนะ หลินอี้ที่แอบฟังอยู่หลังเวทีถึงกับเหงื่อตก ยัยนี่มันน่ากลัวจริงๆ หน้าชื่นอกตรมโกหกหน้าตายได้ขนาดนี้เชียว?!

เอาเป็นว่า ด้วยลูกไม้สารพัด—ทั้งการแจกเงิน การดูแลเอาใจใส่ และคำมั่นสัญญา—บวกกับการที่หลินอี้และพวกพ้องหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยหลังจากที่ทุกคนฟื้นขึ้นมา พวกเขาก็เลยพากันคิดไปว่าตัวเองอาจจะโดนผีหลอก หรือไม่ก็โดนพวกคนร้ายโรคจิตทำร้ายเอา ดังนั้น พวกเขาจึงยิ่งปักใจเชื่อคำพูดของไวส์ และตั้งตารอคอยคำสัญญาที่เธอจะไขปริศนาความจริงให้กระจ่าง

นี่แหละ การประชาสัมพันธ์ระดับปรมาจารย์!

หลินอี้คิดว่าถ้ามีคนอย่างเธออยู่ด้วย ทำอะไรก็คงจะสำเร็จได้ง่ายๆ แน่ๆ

หลังจากที่ไวส์จัดการปัญหาปวดหัวพวกนี้เสร็จและกลับมาหลังเวที เกวนก็ถามเธอว่า

"นี่เธอตั้งใจจะบอกความจริงเรื่องวีรกรรมป่วนๆ ของเขาให้พวกนั้นฟังจริงๆ เหรอ?"

"ฮะ~ ฉันจะไปบอกพวกนั้นได้ยังไงล่ะ? อีกอย่าง ต่อให้ฉันบอกความจริงไป ก็คงไม่มีใครเชื่อหรอก ขืนฉันพูดไปแบบนั้น พวกเขาคงหาว่าพวกเราบ้าไปแล้วแน่ๆ"

"ที่รัก เธอต้องรู้ไว้นะว่า สิ่งที่ผู้คนต้องการเสมอก็คือสิ่งที่พวกเขาเชื่อว่าถูกต้อง ไม่ใช่ความจริงซะหน่อย~"

"ความจริงมักจะดูเหมือนเรื่องโกหกเสมอ~ เพราะหลายๆ ครั้ง ความจริงมันก็ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทุกคนคาดหวังไว้ในใจหรอกนะ"

"เหมือนกับตอนแรก~ ที่ฉันคิดว่าเธอต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ ที่บอกว่าอัญมณีพวกนี้มันดรอปมาจากปีศาจน่ะ"

"และฉันก็เชื่อแบบนั้นจริงๆ ด้วย"

คำพูดของไวส์~ ตัวอย่างที่เธอยกมาเนี่ย ช่างเฉียบแหลมจริงๆ!

"หลายๆ ครั้ง ความจริงก็ไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้นเลย แถมยังทำร้ายเธออย่างแสนสาหัส และทำร้ายทุกคนรอบตัวด้วยซ้ำ~"

"..."

หลังจากที่หลินอี้ได้ฟัง เอาล่ะ~ ผู้หญิงที่มีปมอีกคนแล้วสินะ น่าสนใจจริงๆ

"เพราะงั้น~ ปล่อยให้พวกเขาจมดิ่งอยู่กับคำโกหกที่พวกเขาต้องการไปเถอะ"

"เอาล่ะ ทีนี้ พวกเธออยากจะไปดินเนอร์ที่ร้านมิชลินสตาร์ร้านไหนดีล่ะ?"

"ฉันขอแนะนำ เพอร์เซ ร้านระดับสามดาวมิชลินที่เปิดมาตั้งแต่ปี 2004 โดยเชฟโธมัส เคลเลอร์ ผู้มีสถานะเป็นดั่งเจ้าพ่อแห่งวงการอาหารเลยล่ะ~"

"บรรยากาศก็หรูหรามีระดับ แถมยังมองเห็นวิวเซ็นทรัลพาร์คตอนดินเนอร์ได้ด้วยนะ~ โอ้~ แล้วฉันก็ขอแนะนำเมนูซิกเนเจอร์ของเขาอย่าง ออยสเตอร์ แอนด์ เพิร์ล ด้วยล่ะ~"

สิ่งที่ไวส์พูดมามันฟังดูเหมือนหลินอี้กับเพื่อนๆ เป็นกูรูเรื่องร้านอาหารหรูๆ ซะอย่างนั้นแหละ ก็แค่เด็กสาวธรรมดาๆ คนนึง ลูกสาวปีศาจอีกคน แล้วก็ไอ้พวกเก็บตัวระดับปรมาจารย์อีกคน—ในสามคนนี้มีใครรู้จักมิชลินบ้างล่ะ? มิชลินเดียวที่หลินอี้รู้จักก็คือไอ้ตัวทำยางรถยนต์นั่นแหละ

จะให้พูดอะไรอีกล่ะ? ก็แค่พาพวกเขาไปก็จบแล้ว! จะมาพ่นศัพท์หรูๆ ใส่พวกบ้านนอกคอกนาทำไมล่ะเนี่ย?!

ไวส์ก็คงคิดแบบนั้นเหมือนกันแหละ ถึงได้พยายามทำตัวไฮโซต่อหน้าพวกบ้านนอกพวกนี้ ไม่ว่าเกวนกับเรเวนจะรู้ตัวหรือไม่ก็ตาม แต่หลินอี้รู้ทันแน่นอน

นับเป็นครั้งแรกเลยที่พวกบ้านนอกคอกนาพวกนี้จะได้สัมผัสว่าร้านอาหารหรูระดับภัตตาคารมันเป็นยังไง... ถึงแม้หลินอี้จะชอบโชว์ออฟ แต่เขาก็โชว์แค่ความ 'จน' ของตัวเอง ความสามารถของเขา แต่ไวส์ล่ะ? เธอโชว์ความ 'รวย' ของตัวเองไง! โชว์รสนิยมและความมีระดับขั้นสุดยอดของเธอ

เพราะงั้น ความแตกต่างมันก็เห็นชัดเจนอยู่แล้ว หลินอี้เคยคิดว่าตัวเองเป็นตัวตนที่สมบูรณ์แบบ แต่ตอนนี้เขาเพิ่งจะรู้ตัวว่า~ โลกของเขามันยังแคบเกินไป

เขาถึงกับเป็นประเภทที่ถามว่า

"ทำไมอาหารจานนี้มันน้อยจังวะ? กินเข้าไปจะไปอิ่มอะไร?"

"แล้วข้าวฉันอยู่ไหนล่ะ? อ้าวๆ ที่นี่ไม่มีข้าวเหรอเนี่ย" และ

"ทำไมโค้กแก้วนี้รสชาติมันแปลกๆ วะ? โอ๊ะ! นี่ไม่ใช่โค้กนี่นา มันคือไวน์ ลาฟิตงั้นเหรอ?!" โคตรจะบ้านนอกเลย!

เอาเป็นว่า เสียงคร่ำครวญที่ว่า 'เสียดายหน้าตาหล่อๆ จริงๆ' ก็ยังคงใช้ได้อยู่ และคุณค่าของมันก็ยังคงเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ

"อะแฮ่ม!"

ไวส์พยายามอย่างหนักที่จะกลั้นความเหนื่อยหน่ายและเสียงหัวเราะเอาไว้ ก่อนจะเริ่มวกเข้าสู่ประเด็นหลัก

"สำหรับอัญมณีสามเม็ดของนาย ตอนนี้ฉันยังไม่มีเงินทุนพอที่จะซื้อทั้งหมดนั่นรวดเดียวหรอกนะ"

"เฮ้ ไม่เป็นไรหรอก จ่ายมาแค่สิบล้านดอลลาร์ก็พอ แล้วก็เอาไปให้หมดเลยทั้งสามเม็ด"

หลินอี้พูดพลางเพ่งพิจารณาอย่างจริงจังว่าไอ้เมนูที่เรียกว่า ออยสเตอร์ แอนด์ เพิร์ล นี่มันคืออะไรกันแน่!

แล้วไวส์ล่ะ? เธอแทบจะสำลักน้ำพรวดออกมาเพราะคำพูดของหลินอี้

เธอโคตรจะดีใจเลยที่เกวนพา 'ไอ้โง่' แบบนี้มาให้เธอรู้จัก! ไม่อย่างนั้น ถ้าเขาไปขายให้ร้านอื่น เธอคงร้องไห้น้ำตาเป็นสายเลือดแน่ๆ! เกวนนี่เพื่อนรักเพื่อนตายจริงๆ!

"แค่กๆๆ! น-นี่ ถ้านายทำแบบนี้ นายจะขาดทุนย่อยยับเลยนะ ท้ายที่สุด นายอุตส่าห์เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายไปเอาพวกมันมา—"

"เฮ้~ เสี่ยงตายอะไรกัน? แค่สะบัดมือไม่กี่ทีก็จบแล้ว ไอ้สองตัวที่ว่ายากสุดยังใช้เวลาไม่ถึงห้านาทีเลย สิบล้านก็พอแล้วน่า"

"..."

คำพูดพวกนี้ทำเอาทุกคนถึงกับพูดไม่ออกไปเลยจริงๆ

นี่จะเรียกว่าหลินอี้เป็นพวกไม่สนโลกดี หรือเป็นไอ้โง่ตัวเบ้อเริ่มดีล่ะ?! ไวส์ยิ่งรู้สึกขอบคุณเกวนเข้าไปใหญ่ที่พาเขามาหาเธอ

"อ-เอาอย่างนี้ดีไหม ฉันจะให้บัตรเครดิตที่มีวงเงิน 30 ล้านดอลลาร์สหรัฐกับนาย แล้วตั้งแต่นี้ต่อไป นายจะได้เป็นลูกค้าระดับ VIP พิเศษของตระกูลชเนียของเรา พร้อมรับสิทธิประโยชน์ทุกอย่าง"

"และ~ สิทธิ์ในการเข้าพักที่อพาร์ตเมนต์หรูบนถนนเวสต์ 57 ในนิวยอร์กซิตี้ มูลค่า 49 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ถ้านายพอใจ ฉันจะโอนชื่อให้เป็นของนายในอนาคตแน่นอน"

"..."

หลังจากไวส์พูดจบ มือที่กำลังจิ้มอาหารของหลินอี้ก็ชะงักไปชั่วขณะ

ท-เท่าไหร่นะ? 30 ล้านบวกกับ 49 ล้าน... คิดเป็นเงินไทยก็... 5, 560 ล้าน!!!

พระเจ้าช่วยกล้วยทอด!... นี่อัญมณีแค่ไม่กี่เม็ดมันจะแพงหูฉี่ขนาดนี้เลยเหรอเนี่ย?! หลินอี้ยังไม่ตระหนักถึงความร้ายแรงของสถานการณ์เลยด้วยซ้ำ มันมากกว่านั้นอีกนะ แค่แซฟไฟร์เม็ดเดียวในสองเม็ดนั้นก็มูลค่าปาเข้าไปกว่า 300 ล้านดอลลาร์ หรือประมาณหมื่นล้านบาทแล้ว!

ตอนนี้~ เข้าใจหรือยังว่าไอ้บื้อหลินอี้คนนี้มันเอาของแถมชิ้นโตมาประเคนให้ไวส์ขนาดไหน? เมื่อกี้หลินอี้เพิ่งจะบอกว่าจะขายอัญมณีทั้งสามเม็ดในราคาสิบล้านดอลลาร์ ถ้าหลินอี้ไปขายให้ร้านเครื่องประดับร้านอื่นจริงๆ ผลที่ตามมามันจะร้ายแรงขนาดไหน?

"ไม่ๆๆ อัญมณีของฉันมันแพงขนาดนั้นเลยเหรอ?"

หลินอี้ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เลยรีบหันไปถามไวส์เพื่อความแน่ใจ

ไวส์หัวเราะเบาๆ ก่อนจะประสานมือและเชยคางตัวเอง

"นายรู้ไหมว่าทับทิมเลือดนกพิราบเม็ดใหญ่ที่สุดที่เคยขายไป ราคาเท่าไหร่?"

"เท่าไหร่ล่ะ?"

น้ำเสียงของหลินอี้สั่นเครือเล็กน้อย

"34.8 ล้านดอลลาร์"

"!!!"

"และเม็ดนั้นก็หนักแค่ 55.22 กะรัตเท่านั้นนะ เล็กกว่าของนายเกือบครึ่งแน่ะ"

"ส่วนเรื่องคุณภาพกับความประณีตล่ะก็~ ของนายกินขาดไปหลายขุมเลยล่ะ"

"ก็เป็นที่รู้กันดีว่าราคาของทับทิมมันไม่ได้เพิ่มขึ้นตามน้ำหนักแบบเส้นตรงหรอกนะ แต่มันพุ่งพรวดแบบทวีคูณเลยล่ะ!"

"ดังนั้น ถ้าเอาทับทิมของนายไปประมูลในตลาดจริงๆ ล่ะก็ ราคาเริ่มต้นก็คงไม่ต่ำกว่าเจ็ดสิบล้านดอลลาร์แน่นอน"

"!!!"

"เผลอๆ อาจจะพุ่งไปถึงร้อยล้านดอลลาร์ หรือมากกว่านั้นเลยก็ได้"

เอาล่ะ ทีนี้หลินอี้ก็ได้รู้ซึ้งแล้วว่าของที่เขาดรอปมาจากการตีมอนสเตอร์มันล้ำค่าขนาดไหน เม็ดที่เล็กที่สุดยังราคาปาเข้าไปขนาดนี้ ส่วนอีกสองเม็ดที่เหลือ หลินอี้ไม่อยากจะคิดเลย!

จบบทที่ บทที่ 26 หั่นราคาแล้วหั่นราคาอีก! หั่นจนแทบไม่เหลือชิ้นดี!

คัดลอกลิงก์แล้ว