เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 104 มหาภัยสามตะวันปรากฏ

บทที่ 104 มหาภัยสามตะวันปรากฏ

บทที่ 104 มหาภัยสามตะวันปรากฏ


เสียง ‘เคร้ง เคร้ง’ ดังขึ้นสองครั้ง ขวานจอมโฉดและดาบมารอัปมงคลร่วงหล่นลงมาจากกลางอากาศ ร่างของอู๋เหมยจื่อราวกับถูกสับเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย กลายเป็นเศษซากนับไม่ถ้วน ทว่าอวัยวะภายในของเขาล้วนหลอมละลายกลายเป็นเลือดเนื้อไปจนสิ้น มันจึงไม่มีภาพชวนแหวะอย่างไส้ทะลักพุงแตก หรือเศษเนื้อและกระดูกปลิวว่อนให้เห็น

เหอผิงยื่นมือชี้ออกไป เส้นด้ายก็ม้วนเอาขวานบนพื้นลอยมาตกอยู่ในมือของเขา ไม่รู้ว่าขวานเล่มนี้ใช้กระดูกอะไรมาทำเป็นวัสดุ เมื่อได้สัมผัสจึงพบว่ามันหนักอึ้งราวกับเหล็กกล้า

‘นี่มันกระดูกอะไรกัน วัสดุช่างพิเศษนัก ขวานนี่ดูเหมือนไม่ใหญ่ แต่กลับหนักยิ่งกว่าเหล็ก หากเป็นคนที่มีพละกำลังน้อยสักหน่อย คงยกมันไม่ขึ้นเป็นแน่…’

ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้น อีกด้านหนึ่ง ยายเฒ่าเหมียวฮวาก็ได้ใช้เส้นด้ายพันโศกหมื่นเคียดแค้น ม้วนเอาดาบมารอัปมงคลอีกเล่มไปแล้ว นางรู้ดีว่าดาบและขวานนี้คือของวิเศษสูงสุดของตำหนักเกราะม่วง สามารถใช้ ‘วิชามหาอาถรรพ์สุดโฉดชั่ว’ ข่มวิชาส่วนใหญ่ได้ ในทางกลับกัน มันกลับไม่ถูกจำกัดด้วยวิชาจำพวกการเปลี่ยนแปลงของธาตุทั้งห้าและหยินหยาง

“จอมโฉดและมารอัปมงคล หากรวมกันย่อมไร้เทียมทาน หากแยกกันย่อมไร้ประโยชน์... ของวิเศษเช่นนี้ หากถูกจับแยกออกจากกันก็ย่อมสูญเสียอานุภาพเดิมไป ต้องเอามาครอบครองให้ได้ทั้งสองชิ้นจึงจะเกิดประโยชน์”

ด้วยเหตุนี้ หญิงชราผมขาวผิวเหี่ยวย่นผู้นี้จึงตะโกนออกมาด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด

“เจ้าหนูตรงนั้นน่ะ ยังไม่รีบเอาขวานจอมโฉดมาให้อีก หรือว่าเจ้าคิดจะฮุบของวิเศษชิ้นนี้ไว้คนเดียว!”

“ยายเฒ่าเหมียวฮวา!”

เหอผิงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การสังหารอู๋เหมยจื่อ ข้าเองก็มีความดีความชอบ คำพูดของท่านฟังดูราวกับว่าข้าไม่คู่ควรที่จะถือขวานเล่มนี้อย่างนั้นแหละ!”

“ไร้สาระ!”

หญิงชราบังเกิดโทสะขึ้นมาฉับพลัน “เจ้าออกแรงอะไรไปบ้างกัน สำนักหุ่นเชิดเซียนมีตัวอวดดีเช่นเจ้าโผล่มาตั้งแต่เมื่อไหร่?!”

เหอผิงแค่นเสียงเย็นชาและไม่ตอบคำ ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน แสดงท่าทีที่สื่อว่า ‘ยิ่งท่านเป็นเช่นนี้ ข้าก็ยิ่งไม่ให้’

“ศิษย์น้องเหอ เช่นนี้ถือว่าเจ้าทำไม่ถูกแล้ว”

ชือซินจื่อหัวเราะหึๆ

“ครานี้อู๋เหมยจื่อถูกกำจัดไปแล้ว สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง หากศิษย์น้องยังไม่ยอมรับผิดต่อยายเฒ่าเหมียวฮวา ศิษย์พี่อย่างข้าก็คงช่วยอะไรเจ้าไม่ได้แล้ว”

ชุดคลุมสีเขียวโบกสะบัดทั้งที่ไร้ลม ชือซินจื่อก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว เมื่อลงน้ำหนักเท้า เสียง ‘ปัง’ ก็ดังขึ้น อิฐสีเขียวที่ปูบนพื้นแตกกระจายเป็นผงหินฟุ้งกระจาย แรงลมกดทับระเบิดออกกว้างจากใต้รองเท้า ฝุ่นดินบนพื้นลอยตลบขึ้นมา กลิ่นอายกดดันที่มองไม่เห็นสายหนึ่งก็บีบคั้นเข้ามาใกล้...

“พวกเจ้า!”

เหอผิงตระหนักได้ในทันที ใบหน้าของเขาเย็นเยียบดุจน้ำค้างแข็ง สายตาหันไปมองอีกด้านหนึ่ง เฒ่าเหยากุ่ยถอยไปอยู่ด้านหลังตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ ลูกศิษย์สวมชุดสีเหลืองทั้งสามคนของเขายืนเฝ้าอยู่รอบนอกสุดในระยะไกลลิบ ทั้งสามคนประจำอยู่ทางทิศตะวันออก ตะวันตก และทิศใต้ ในมือแต่ละคนถือธงยาวหนึ่งผืน ด้ามธงนั้นทำจากกระดูกสันหลังของมนุษย์ ส่วนผืนธงคือหนังมนุษย์ที่ชุ่มโชกไปด้วยเลือด

เฒ่าเหยากุ่ยมีสีหน้าเคร่งขรึม ขยับริมฝีปากเบาๆ และท่องบ่นพึมพำด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา

“ปราณเขียวคนตายพลัน ปราณแดงเกิดโรคบวม ปราณเหลืองเป็นบิด ปราณขาวเกิดอหิวาต์ ปราณดำเจอเคราะห์คดีความ…”

เขาเอ่ยด้วยความเร็วสูงยิ่ง ลูกศิษย์ชุดเหลืองทั้งสามคนรีบกัดปลายลิ้นจนแตก พ่นละอองเลือดสาดกระเซ็นย้อมลงบนธงยาว ในพริบตานั้น ธงยาวก็โบกสะบัดพลิกพริ้วไปตามลม หนังมนุษย์ที่อาบเลือดนั้นราวกับถูกสูบลมเข้า ค่อยๆ พองตัวขึ้นมา

ผืนหนังมนุษย์ที่แขวนอยู่บนด้ามกระดูกมีเลือดหยดลงมาพลางค่อยๆ คืนสภาพกลับเป็นรูปร่างของมนุษย์ ไม่สิ ไม่ใช่การคืนสภาพเป็นร่างมนุษย์ ทว่าเมื่อหนังมนุษย์นั้นพองตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว มันจึงเผยร่างที่แท้จริงออกมา สิ่งที่ถูกแขวนอยู่บนด้ามกระดูกกลางอากาศ มันก็คือวิญญาณร้ายสามตนนั่นเอง

ที่แท้ หนังมนุษย์เหล่านั้นก็มาจากวิญญาณร้ายสามตนอย่างชัดเจน ตนหนึ่งถูกผ่าท้องจนเห็นเครื่องใน ซี่โครงเปลือยเปล่าโผล่ออกมาให้เห็น

อีกตนหนึ่งดูเหมือนจะเป็นผีตายอดตายอยาก แขนขาเรียวยาว ท้องป่องโต ริมฝีปากเขียวคล้ำ

หนังมนุษย์ผืนสุดท้าย เป็นผีตายโหงด้วยโรคระบาดที่ทั้งตัวเต็มไปด้วยแผลพุพอง เส้นเอ็นและกระดูกสีแดงขาวผสมปนเปกัน ทั้งยังมีสะเก็ดหนองเกาะกรัง เลือดเหม็นเน่าและเนื้อเน่าเปื่อยหยดลงบนพื้นไม่ขาดสาย

ลูกศิษย์ชุดเหลืองทั้งสาม หลังจากพ่นแก่นโลหิตออกมาแล้วก็ราวกับถูกช่วงชิงอายุขัยไป เส้นผมเปลี่ยนเป็นสีเหลืองแห้งกรอบ ริ้วรอยเหี่ยวย่นคืบคลานขึ้นมาบนใบหน้าในชั่วพริบตา

“นี่คือ ‘ธงสามวิถีสามอาถรรพ์’ ของสำนักเรา เมื่อรวมพลังกันก็จะสามารถกาง ‘ค่ายกลกรรมชั่วสามวิถี’ ออกมาได้ การใช้งานแต่ละครั้งจะต้องสูบอายุขัยของศิษย์ถึงสามคนไปราวสามสิบปี... แค่ไม่รู้ว่าผู้เยาว์จากสำนักหุ่นเชิดเซียนอย่างเจ้าจะมีปัญญาทำลายค่ายกลนี้ได้หรือไม่!”

เฒ่าเหยากุ่ยสะบัดแขนเสื้อ ถอยร่นออกไปนอกค่ายกลอย่างรวดเร็ว พร้อมกับแค่นรอยยิ้มเย็นชา

ธงผีทั้งสามผืนนั้นปลิวไสวพลิกคว่ำไปมา แฝงไว้ด้วยกลิ่นอายที่คล้ายหมอกควัน ปิดผนึกพื้นที่บริเวณนี้เอาไว้

“ข้าเฒ่าเหยากุ่ยก็รู้ถึงความร้ายกาจของหุ่นเชิดลับเก้าตายแทนภัยของสำนักหุ่นเชิดเซียนพวกเจ้าดี แต่ในวันนี้ ข้าได้กางค่ายกลกรรมชั่วสามวิถีนี้ขึ้นมาแล้ว เจ้าก็ลองดูเอาเถิด ว่าเจ้าจะมีสักกี่ชีวิตให้ตายแทน?!”

“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!”

เหอผิงตระหนักได้ว่าตนเองตกหลุมพรางเข้าให้แล้ว ไม่สิ ควรจะพูดว่าตั้งแต่แรกเริ่ม ชือซินจื่อ เฒ่าเหยากุ่ย และยายเฒ่าเหมียวฮวาทั้งสามคนนี้เป็นพวกเดียวกัน ทันทีที่ประตูห้าเซียนห้าเผ่าพันธุ์เปิดออก อู๋เหมยจื่อก็ตกเป็นเป้าหมายแรกในการสังหาร และเขาก็คือเป้าหมายที่สองที่จะต้องตาย!

“เจ้าหนู เจ้าเรียนรู้วิชาของสำนักหุ่นเชิดเซียนมาแค่ผิวเผินก็กำเริบเสิบสานถึงเพียงนี้ ยายเฒ่าอย่างข้าจะปล่อยเจ้าไว้ได้อย่างไร”

ยายเฒ่าเหมียวฮวาและชือซินจื่อล้วนแต่รั้งอยู่ในค่ายกล โดยเฉพาะยายเฒ่าเหมียวฮวา ในขณะที่นางกำลังพูด ก็มีกระแสลมปราณอันอ่อนหยุ่นสายหนึ่ง กลายสภาพเป็นตาข่ายขนาดยักษ์ที่อ่อนนุ่ม ค่อยๆ ครอบคลุมลงมายังทั่วร่างของเหอผิงอย่างเงียบเชียบ

‘เจ้าหนูนี่เป็นคนของสำนักหุ่นเชิดเซียน จะประมาทไม่ได้เด็ดขาด ต้องใช้ ‘ตาข่ายปราณบริสุทธิ์หมุนวน’ วางกระบวนท่าสังหารไว้ก่อน ไม่กลัวหรอกว่ามันจะมีโอกาสพลิกสถานการณ์!’

สำนักปราณวิญญาณใช้วิชาลับฝึกฝนตาข่ายปราณบริสุทธิ์หมุนวนขึ้นมา เมื่อเรียกใช้ มันจะใช้พลังอันอ่อนหยุ่นกางเป็นตาข่ายที่มองไม่เห็น ทันทีที่ตาข่ายนี้หดตัวรัดลงมา จะมีพลังปราณดุจคมมีดนับไม่ถ้วนทิ่มแทงเข้าสู่จุดศูนย์กลาง เมื่อใช้วิชานี้ ความรู้สึกของผู้ที่ถูกโจมตีจะเหมือนกับสัตว์ที่ตกลงไปในตาข่ายหนาม หมดสิ้นโอกาสที่จะดิ้นรนหลบหลีกอีกต่อไป

หางตาของชือซินจื่อโค้งลง เขายิ้มบางๆ แล้วเอ่ยปาก “ศิษย์น้อง รู้ผิดแล้วแก้ไข นับเป็นความดีงามอย่างยิ่ง เจ้ายังไม่รู้ตัวว่าผิดอีกหรือ?”

ในขณะเดียวกัน เขาก็โคจรพลังมารมรณะใน ‘เคล็ดวิชาฝังมาร’ โดยถ่ายทอดวิชาลับมารฝันร้ายลงสู่ผืนดิน มันแทรกซึมลงสู่ใต้ดินราวกับกระแสไฟฟ้านับไม่ถ้วน เพียงแค่ยายเฒ่าเหมียวฮวาลงมือ วิชามารฝันร้ายของเขาก็จะพุ่งทะลวงจากใต้ฝ่าเท้าของเหอผิง เจาะทะลวงไปทั่วเพื่อสอดประสานกับกระบวนท่าสังหารตาข่ายปราณบริสุทธิ์หมุนวนของยายเฒ่า

เมื่อเผชิญกับสถานการณ์อันตรายเช่นนี้ เหอผิงกลับยังคงยืนนิ่งสงบอยู่กับที่ เพียงแค่หันเสี้ยวหน้าไปทางยายเฒ่าเหมียวฮวา ใช้สายตาเย็นชาจ้องมองไปยังนาง

“ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์ แล้วก็ชือซินจื่อ พวกเจ้าคิดว่ากำราบข้าได้แน่แล้วอย่างนั้นหรือ?!” แววตาของเขาเย็นยะเยือกราวกับคมดาบสองเล่ม

“ความตายมาเยือนถึงตัวแล้ว เจ้ายังอยากจะโอ้อวดอะไรอีก?”

ยายเฒ่าเหมียวฮวาทำเพียงแค่นเสียงหยัน สายตาที่นางมองเหอผิงราวกับกำลังมองคนตาย

“คนเก่งกาจระดับอู๋เหมยจื่อยังต้องตายด้วยน้ำมือของพวกเรา หรือเจ้าคิดว่าตัวเจ้าเองจะรอดพ้นจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ไปได้?”

“ศิษย์น้องเหอ เอาแต่ต่อปากต่อคำยื้อเวลาอยู่ที่นี่มันไม่มีประโยชน์หรอกนะ” ชือซินจื่อถอนหายใจ พูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเหมือนจะเสียดาย “ศิษย์พี่ก็ไม่อยากจะใช้พวกมากลากไปรังแกหรอก เอาอย่างนี้สิ... ศิษย์น้อง เจ้าเลือกที่จะปลิดชีพตัวเองเถอะ บางทีอาจจะเจ็บปวดน้อยลงหน่อย”

“คำพูดนี้น่าขันเสียจริง”

เหอผิงส่ายหน้า “ด้วยความแข็งแกร่งของข้า ทำไมข้าต้องทำเรื่องเช่นนั้นด้วย อีกอย่าง ฝีมืออันน้อยนิดของอู๋เหมยจื่อก็คู่ควรถูกนำมาเปรียบเทียบกับข้าแล้วอย่างนั้นหรือ!”

“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนว่าศิษย์น้องจะมั่นใจในตัวเองมากจริงๆ นะ!”

สีหน้าอันหยิ่งทะนงของเหอผิง เมื่อตกอยู่ในสายตาของชือซินจื่อ มันช่างเป็นเรื่องที่ทั้งน่าโมโหและน่าขันเสียนี่กระไร เขาไม่ได้โกรธเคืองอะไร เพราะในมุมมองของเขา นี่ก็เหมือนกับแมวที่จับหนูได้ มันจะไม่รีบกินเหยื่อทันที แต่จะต้องหยามเกียรติและหยอกล้อเชลยให้หนำใจเสียก่อน จนวินาทีสุดท้าย แมวจึงจะมอบการโจมตีปลิดชีพให้แก่มัน!

“แน่นอน” เหอผิงพยักหน้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงดุดัน “อย่างน้อยในสายตาของข้าตอนนี้ พวกเจ้าก็เป็นเพียงสวะ ไร้ค่า”

สิ้นคำ เขาก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว อิฐเขียวบนพื้นถูกเหยียบจนร้าว ประกายไฟระเบิดออกมาจากรอยไหม้เกรียมอันร้อนระอุ ในชั่วพริบตา ทั่วทั้งร่างของเขาก็ถูกห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงสีแดงฉาน

เปลวเพลิงที่ลุกโชนสะบัดไหว แสงเพลิงร่ายรำอยู่รอบกายเหอผิง เปลวเพลิงพันเกี่ยวขึ้นมาจากแขนขาและปกคลุมไปทั่วทั้งร่าง วินาทีนี้ เขาราวกับเทพที่อาบไล้ไปด้วยแสงเพลิง

ฟู่ว...

เขาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วพ่นออก อากาศรอบด้านราวกับถูกต้มจนร้อนระอุถึงขีดสุด คนรอบข้างเพียงแค่หายใจก็รู้สึกราวกับว่าปอดกำลังลุกไหม้

“ไก่ดินหมากระเบื้อง มันจะมีค่าอะไรให้กล่าวถึง!”

น้ำเสียงเย็นเยียบดังขึ้นอีกครั้ง ดวงตาทั้งสองข้างของเหอผิงเปลี่ยนเป็นสีแดงฉานราวกับถ่านที่กำลังลุกไหม้

“ตำหนักทวิสุริยัน... ‘มหาภัยสามตะวัน’...”

ดวงตาของยายเฒ่าเหมียวฮวาเบิกกว้างจ้องเขม็ง ใบหน้าของนางเผยให้เห็นสีหน้าราวกับกำลังฝันไป

“เจ้า... ขอบเขตบรรลุมรรคา... ยอดฝีมือขอบเขตบรรลุมรรคา?!”

“เร็วเข้า! รีบลงมือ!”

คลื่นความร้อนม้วนตัวพัดโหมเข้ามา ชือซินจื่อถูกบีบให้ต้องล่าถอยไปทีละก้าว เขารู้ตัวว่าสถานการณ์ไม่สู้ดีนัก จึงตะโกนลั่นขึ้นมาทันที

ทว่าเหอผิงย่อมไม่เปิดโอกาสให้เขา เขาแหงนหน้าหัวเราะร่า มวยผมแตกสลวยออก เรือนผมสีดำขลับปลิวไสวราวกับเริงระบำอยู่ท่ามกลางเปลวเพลิง

“ชือซินจื่อ มารับความตายซะ!”

เสียงที่เปล่งออกมาจากปากนั้นราวกับเสียงสั่นสะเทือนของแม่เหล็ก ร่างกายของเขาก้าวไปข้างหน้าอีกครั้ง เปลวเพลิงรอบกายปะทุขึ้น แสงสีแดงฉานพุ่งทะยานออกไปดั่งอสรพิษสายฟ้าฟาดในฉับพลัน

จบบทที่ บทที่ 104 มหาภัยสามตะวันปรากฏ

คัดลอกลิงก์แล้ว