- หน้าแรก
- คุณชายตกอับ ฉบับท่านเซียน
- ตอนที่ 1246: หอไท่ชาง
ตอนที่ 1246: หอไท่ชาง
ตอนที่ 1246: หอไท่ชาง
เวลานี้เอง แขกที่ไม่ได้รับเชิญสองคนเดินทางมาถึง คนหนึ่งคือเซียวอวี่เซิง อีกคนหนึ่งทำให้ซูไป๋ประหลาดใจอย่างยิ่ง นึกไม่ถึงว่าจะเป็นพุทธมาร ตลอดทางมีใบหน้ามืดคล้ำ เต็มเปี่ยมด้วยความไม่ยินยอมพร้อมใจ
"ข้ารับคำสั่งจากท่านอาจารย์ ให้มาเข้าพบท่านอาจารย์อา" พุทธมารหนังตากระตุกพลางกล่าว
ผู้ใดจะคาดคิดได้ว่า คู่ต่อสู้ในซากโบราณมังกรแท้จริงเมื่อสามปีก่อน เพียงพริบตาเดียวเปลี่ยนฐานะกลายเป็นอาจารย์อาของตน การพลิกผันนี้ทำให้เขารู้สึกราวกับกำลังฝันไปไม่มีผิดเพี้ยน
สามปีมานี้ พลังฝีมือของเขาก้าวหน้าขึ้นไปอีกขั้น ทะลวงสู่ระดับจินตานขั้นสูงสุด เดิมทีคิดอยากจะท้าประลองกับซูไป๋และกายพุทธะบัวทองเพื่อล้างแค้นความอัปยศในอดีต
ซูไป๋พยักหน้าด้วยรอยยิ้ม
ชายหนุ่มเข้าใจกระจ่างแจ้งในชั่วพริบตา ย่อมต้องเป็นชีเทียนที่เรียกพุทธมารมาหาตนอย่างแน่นอน
"ผู้อาวุโสพูดจาเช่นนี้ได้อย่างไร?" เซียวอวี่เซิงหัวเราะอย่างเบิกบานใจ ซูไป๋กลายเป็นอาจารย์อาของพุทธมาร เช่นนั้นนั่นไม่หมายความว่าตนเองกลายเป็นผู้อาวุโสของพุทธมารด้วยหรอกหรือ
ชั่วพริบตา อากาศเย็นเยียบลงกะทันหัน เต็มเปี่ยมด้วยกลิ่นอายสังหารอันเงียบสงัด
สายตาเย็นเยียบเพียงแวบเดียวของพุทธมาร ทำให้เซียวอวี่เซิงหวาดผวาจนเงียบกริบดั่งจักจั่นในฤดูหนาว
"ไม่เป็นไร" ซูไป๋แย้มยิ้ม โบกมือกล่าว "อาจารย์ของเจ้าเรียกให้เจ้ามาด้วยเรื่องอันใด?"
"อาจารย์ให้ข้ามาเรียนรู้กับอาจารย์อา และถือโอกาสเป็น เป็นผู้ช่วยรับใช้" พุทธมารมีอารมณ์หดหู่ใจอย่างยิ่ง
ซูไป๋หัวเราะออกมา
ทว่าการให้พุทธมารติดตามตนเอง นับว่าเหมาะสมที่สุดอย่างแท้จริง พุทธธรรมของชีเทียน ท่ามกลางความเข้าใจมานานหลายพันปี ได้รับการปรับปรุงจนเหมาะสมกับตนเองที่สุดไปนานแล้ว หากไร้ซึ่งจิตใจอันตัดขาดจากความรู้สึก ย่อมไม่อาจเรียนรู้ได้ จึงไม่เหมาะสมกับพุทธมาร
ดังนั้นชีเทียนจึงสอนเพียงวิชาพื้นฐานบางส่วนเท่านั้น
ซูไป๋ย่อมแตกต่างออกไป กายพุทธะบัวทองมีพุทธะและปีศาจอยู่ในร่างเดียวกัน ตนเองมีความเข้าใจในพุทธธรรมอยู่มากมายเช่นเดียวกัน เหมาะสมที่จะถ่ายทอดให้แก่พุทธมาร
"เช่นนั้นเจ้าไปเป็นผู้ช่วยรับใช้ก่อนเถิด" ซูไป๋เอ่ยสั่งการประโยคหนึ่ง
พุทธมารหนังตากระตุก สะกดข่มความไม่ยินยอมพร้อมใจเอาไว้ เดินไปทำหน้าที่ผู้ช่วยรับใช้ จวบจนกระทั่งพุทธมารจากไป เซียวอวี่เซิงหัวเราะออกมาอย่างไม่เกรงใจ หัวเราะจนตัวงอหงายหลัง
"เจ้ามาหาข้ามีเรื่องอันใดอีก?" ซูไป๋ปรายตามองอีกฝ่ายแวบหนึ่ง
"ย่อมต้องเป็นเรื่องหอไท่ชาง" เซียวอวี่เซิงกล่าว
ซูไป๋ดวงตาสาดประกายแสงสว่างวาบในทันที
สำหรับขุมกำลังอันลึกลับยากจะคาดเดาแห่งอาณาเขตดาวชางหลานแห่งนี้ เขายังคงให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง
เซียวอวี่เซิงอธิบายจุดประสงค์ในการมาเยือน ผู้ใดก็ตามที่เอาชนะตัวตนสิบอันดับแรกบนทำเนียบพยัคฆ์ได้ ล้วนสามารถเดินทางไปยังหอไท่ชางเพื่อรับรางวัล และซูไป๋เอาชนะไปได้ถึงหกคน รางวัลนี้ย่อมต้องมากมายมหาศาล
ส่วนตัวเขาเอง มีความปรารถนาอยากจะได้รับโอกาสเข้าไปบำเพ็ญเพียรภายในหอไท่ชางเป็นเวลาสองปี
"การสามารถเข้าไปบำเพ็ญเพียรอยู่ภายในนั้นได้ถึงสองปี นับเป็นเรื่องที่ผู้คนมากมายต่างใฝ่ฝันถึง" เซียวอวี่เซิงกล่าวด้วยความคาดหวัง "ในช่วงเวลาสองปีนี้ ข้ากระทั่งสามารถทะลวงสู่ระดับปรมาจารย์วิญญาณแรกกำเนิดได้"
ซูไป๋สาดน้ำเย็นเข้าใส่โดยตรง ทำให้เซียวอวี่เซิงมีสีหน้าแข็งค้าง
"ในเมื่อมีโอกาสอันดีงามถึงเพียงนี้ เหตุใดข้าจึงไม่คว้าเอาไว้เองเล่า?"
"หากเจ้าสละโอกาสนี้ให้แก่ข้า ข้าสามารถมอบวาสนาอันยิ่งใหญ่เทียมฟ้าให้แก่เจ้าได้" เซียวอวี่เซิงกล่าวอย่างลึกลับซับซ้อน
ส่วนจะเป็นวาสนาอันใดนั้น เซียวอวี่เซิงไม่ได้กล่าวรายละเอียด เพียงกล่าวว่าถึงเวลาแล้วจะบอกให้รู้
"ช่างเถิด ข้าเองอยากจะไปประจักษ์ถึงหอไท่ชางเสียหน่อย" ซูไป๋กล่าวด้วยความหมายลึกล้ำ
การสามารถอยู่เหนือทั่วทั้งอาณาเขตดาวชางหลาน ไม่ถูกสิบมหาตระกูลโบราณควบคุม ย่อมต้องมีความพิเศษซุกซ่อนอยู่อย่างแน่นอน
คนทั้งสองข้ามผ่านห้วงดารา หลังจากสับเปลี่ยนเส้นทางอยู่หลายครา จึงเดินทางมาถึงดาวไท่ชาง เมื่อมองดูดวงดาวดวงนี้ พุทธมารที่ติดตามมาเบื้องหลังตื่นตระหนกอย่างหาคำอธิบายไม่ได้ เบิกตากว้าง ซูไป๋เองตกใจอย่างยิ่งเช่นกัน
กฎเกณฑ์ กฎเกณฑ์ที่มีอยู่ทุกหนแห่งครอบคลุมดวงดาวดวงนี้เอาไว้ ดวงดาวที่ดูเหมือนธรรมดาสามัญเบื้องหน้านี้ กลับมีกลิ่นอายอันยิ่งใหญ่กว้างขวางขุมหนึ่งพัดโชยปะทะใบหน้า ประดุจระฆังใหญ่หงหลวี่ ดังกังวานสั่นสะเทือนแก้วหู
และในบางสถานที่บนดวงดาวมีเมฆดำทะมึน สายฟ้าพันเกี่ยว นั่นคือปรากฏการณ์ทางธรรมชาติที่ก่อตัวขึ้นจากพลังแห่งกฎเกณฑ์ หากปรมาจารย์วิญญาณแรกกำเนิดบุกรุกเข้าไปอย่างดุดัน ย่อมต้องถูกสังหารจนกลายเป็นเถ้าถ่านในชั่วพริบตา
บนดาวไท่ชาง มีเพียงจุดเชื่อมต่อมิติสำหรับการเข้าไปเพียงแห่งเดียวที่มีคนคอยเฝ้าคุ้มกันอยู่
นั่นคือผู้บำเพ็ญเพียรระดับผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ท่านหนึ่ง นั่งเฝ้าป้อมปราการ รูปร่างสูงใหญ่กำยำ เต็มเปี่ยมด้วยพลัง
"นึกไม่ถึงว่าผู้บำเพ็ญเพียรระดับผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ท่านหนึ่งจะเป็นเพียงคนเฝ้าประตู" พุทธมารตกใจอย่างหนัก ยิ่งทวีความเคารพยำเกรงต่อหอไท่ชางมากขึ้นไปอีก
ต้องรู้ว่า การคิดจะทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรระดับผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ที่เพียงเป่าลมหายใจคราเดียวสามารถทำลายล้างดวงดาวดวงหนึ่งได้ยอมศิโรราบ ต้องใช้รากฐานที่ลึกล้ำปานใดกัน?
ยิ่งไปกว่านั้น นี่คือผู้ทรงอิทธิฤทธิ์แห่งเผ่าปีศาจตนหนึ่ง กล่าวอีกนัยหนึ่งคือราชันปีศาจตนหนึ่ง
"พวกเจ้าทั้งหลาย เดินทางมาสถานที่แห่งนี้ด้วยเรื่องอันใด?" ราชันปีศาจผู้นี้ตวาดเสียงเย็น ทันใดนั้นอสนีบาตสวรรค์ดังกึกก้อง ลมเมฆเปลี่ยนแปรอย่างกะทันหัน
"ผู้น้อยซูไป๋ ขอมาเยี่ยมคารวะหอไท่ชาง" ซูไป๋ก้าวออกมา ไม่อ่อนน้อมและไม่แข็งกร้าวจนเกินไป บอกเล่าจุดประสงค์ในการมาเยือนของตนเองออกมา
"ซูไป๋?" ราชันปีศาจผู้นี้ขมวดคิ้ว เห็นได้ชัดว่าเคยได้ยินชื่อของซูไป๋มาก่อน อีกทั้งยังมีชื่อเสียงโด่งดังบนทำเนียบพยัคฆ์ เป็นบุคคลสำคัญที่สมควรได้รับการบ่มเพาะ
ในบัดดล ราชันปีศาจผู้นี้อนุญาตให้พวกซูไป๋เข้าไปได้ ยังไม่ลืมที่จะตักเตือนว่า "จงจำไว้ให้ดี อย่าคิดว่าตนเองเป็นอันดับสามบนทำเนียบพยัคฆ์ แล้วจะหยิ่งผยองเพราะได้รับความโปรดปราน"
ทั่วทั้งดาวไท่ชาง แต่ละแห่งล้วนมีเรือนขนาดใหญ่ที่ดูเก่าแก่โบราณตั้งตระหง่านอยู่ เหนือทะเลเมฆผืนหนึ่ง นั่นคือสถานที่ตั้งของหอไท่ชาง เงียบสงบและสง่างาม ภูเขาสูงสายน้ำไหล ประหนึ่งดินแดนสุขาวดีตัดขาดจากโลกภายนอก
"บนหน้าผาแห่งนี้ มีแรงโน้มถ่วงบางอย่างดำรงอยู่" ซูไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อย
เขารู้สึกเพียงว่า ตนเองราวกับกำลังแบกรับขื่อคาที่หนักนับหมื่นจิน ฝีเท้าหนักอึ้ง หากเปลี่ยนเป็นผู้บำเพ็ญเพียรระดับจินตานคนอื่น คงถูกกดทับจนหมอบราบลงกับพื้น ไม่อาจลุกขึ้นยืนได้ตั้งนานแล้ว
โชคดีที่ซูไป๋ไม่ใช่คนธรรมดาสามัญ เซียวอวี่เซิงและพุทธมารย่อมไม่ใช่คนธรรมดาสามัญเช่นเดียวกัน ต้านทานแรงกดดัน ประดุจปุถุชนธรรมดา เดินเตาะแตะปีนขึ้นไปบนหน้าผา
ทันใดนั้น ซูไป๋สูดลมหายใจเข้า ร่างกายเบาหวิวดุจนางแอ่น ปีนขึ้นสู่หน้าผาได้ก่อนคนทั้งสอง
พุทธมารตื่นตระหนกในใจ พลังฝีมือของอาจารย์อาในนามผู้นี้ของตน ไม่ใช่เรื่องล้อเล่นอย่างแท้จริง
"พวกเจ้าเป็นใคร?" ในเวลานี้เอง น้ำเสียงเย็นเยียบสายหนึ่งดังขึ้น แฝงเจตนาไม่ดี
เซียวอวี่เซิงคิดว่าคนผู้นี้คือศิษย์ของหอไท่ชาง พูดจาสุภาพยิ่งนัก บอกเล่าจุดประสงค์ในการมาเยือนของตนเอง
ใครจะรู้ว่า คนผู้นี้มีใบหน้าดุร้ายเยียบเย็น กล่าวเสียงเย็น "หึ อาศัยเพียงพวกเจ้า มีคุณสมบัติมาเยือนหอไท่ชางด้วยหรือ?"
กล่าวจบ ฝ่ามือออกแรง อิทธิฤทธิ์กระบวนท่าหนึ่งถูกซัดออกมา เซียวอวี่เซิงมีโทสะเช่นกัน ใช้อิทธิฤทธิ์ซัดปะทะกลับไป หลังจากสลายพลังของคู่ต่อสู้ทิ้งไป พลันเหวี่ยงหมัดเข้าใส่
"เจ้า!" คนผู้นี้สีหน้าเปลี่ยนแปลงอย่างรุนแรง เขาคิดไม่ถึงว่า เซียวอวี่เซิงที่ดูเหมือนจะอ่อนแอที่สุดในบรรดาสามคน กลับแข็งแกร่งถึงเพียงนี้
เซียวอวี่เซิงใช้เพียงหมัดเดียวซัดอีกฝ่ายจนปลิวละลิ่ว หน้าตาปูดบวม เลือดไหลไม่หยุดหย่อน
ให้เจ้าเสแสร้ง ให้เจ้าโอหัง จะได้รู้เสียบ้างว่ากำลังเล่นอยู่กับผู้ใด
เมื่อเซียวอวี่เซิงจับตัวคนผู้นี้ได้ พลันทุบตีอย่างหนักหน่วง ทุบตีจนอีกฝ่ายกระอักเลือดไม่หยุดหย่อน กรีดร้องอย่างน่าเวทนาครั้งแล้วครั้งเล่า
"หยุด หยุดมือ พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าคือใคร?" คนผู้นี้ใบหน้าบวมเป่งประดุจตับหมู แผดเสียงคำรามดุดัน
"ข้าสนด้วยหรือว่าเจ้าจะเป็นใคร ต่อให้เป็นเง็กเซียนฮ่องเต้"
"เปิ่นจุน (ข้า) คือคนของหนังสือพิมพ์ห้วงดารารายวัน!"
"ไอ้หยา ที่แท้เป็นคนของหนังสือพิมพ์ห้วงดารารายวันนี่เอง สหาย เหตุใดเจ้าจึงกลายเป็นสภาพเช่นนี้ไปได้ เล่าให้พี่ชายฟังหน่อยเถิดว่าผู้ใดรังแกเจ้า ข้าจะออกหน้าแทนเจ้าเอง"
เซียวอวี่เซิงตกใจจนสะดุ้งสุดตัว เปลี่ยนท่าทีกลับลำอย่างกะทันหัน แปรเปลี่ยนเป็นเอาอกเอาใจเป็นอย่างยิ่ง ไถ่ถามสารทุกข์สุกดิบ
ซูไป๋ขมวดคิ้วเล็กน้อยเช่นกัน
ข่าวคราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับเขา ล้วนเป็นหนังสือพิมพ์ห้วงดารารายวันที่เผยแพร่ไปทั่วอาณาเขตดาวชางหลาน ย่อมต้องคุ้นเคยกับขุมกำลังแห่งนี้เป็นอย่างดี
ในความเป็นจริง หนังสือพิมพ์ห้วงดารารายวันในสายตาของซูไป๋ นับว่าลึกลับและแข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ไม่อย่างนั้นคงไม่มีผู้สื่อข่าวจากทุกสายประจำการอยู่บนดวงดาวแต่ละแห่งในอาณาเขตดาวชางหลาน คอยรวบรวมข่าวซุบซิบนานาชนิดเพื่อความบันเทิงของผู้บำเพ็ญเพียร หากความลับส่วนตัวของผู้บำเพ็ญเพียรระดับผู้ทรงอิทธิฤทธิ์ท่านหนึ่งถูกเปิดเผยออกไป ขุมกำลังธรรมดาสามัญคงถูกทำลายกลายเป็นเถ้าถ่านไปนานแล้ว ทว่าหนังสือพิมพ์ห้วงดารารายวันกลับยังคงดำรงอยู่
นี่คือขุมกำลังที่ไม่อาจดูแคลนได้อย่างแท้จริง