เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 30 คำอธิบาย

บทที่ 30 คำอธิบาย

บทที่ 30 คำอธิบาย


ทุกคนหันขวับไปตามทิศทางที่เซี่ยซูทอดสายตามอง และก็พบกับหญิงสาวรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดากำลังเดินแหวกฝูงชนเข้ามา

ไหล่บอบบางของเธอราวกับหยกสลัก เอวคอดกิ่วอ้อนแอ้นดุจกิ่งหลิว

ด้วยลำคอระหงและผิวพรรณขาวผ่อง เธอเดินก้าวออกมายืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยซูกับกลุ่มเพื่อนด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มจอมคุยโวคนนั้นเขม็ง

ในเมื่อเจ้าตัวปรากฏตัวขึ้นกลางวงแบบนี้แล้ว พวกไทยมุงก็ยิ่งหูผึ่ง ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น

เซี่ยซูปรายตามองเด็กหนุ่มคนนั้นแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าเลิ่กลั่กตื่นตระหนกของอีกฝ่าย เขาก็รู้ทันทีว่าไอ้เด็กนี่แม่งโม้เหม็นชัวร์

จะอวดอ้างสรรพคุณทั้งที เสือกมาโม้ผิดคนซะได้

เมื่อเห็นเด็กหนุ่มทำท่าจะชิ่งหนี เซี่ยซูก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า "อ้าว ฉันอุตส่าห์เรียกตัวจริงมาให้แล้วไง เมื่อกี้แกพล่ามอะไรไว้ล่ะ ก็พูดต่อสิ"

ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ซีดสลับเขียวไปมา

ที่เขาปากดีพล่ามไปเมื่อกี้... ก็เพราะคิดว่าเซี่ยซูคงไม่ได้รู้จักมักจี่กับเขา ต่อให้เขาจะโม้อะไรไป เซี่ยซูก็คงไม่มีทางรู้ความจริงหรอก และถึงแม้แก๊งเพื่อนของเขาจะรู้ความจริง พวกมันก็คงไม่ฉีกหน้าเขาต่อหน้าคนอื่นแน่ๆ

เขาถึงได้กล้าปั้นน้ำเป็นตัวขนาดนั้น

แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าหร่วนเนี่ยนซีจะมาโผล่อยู่ตรงนี้!

นี่... เธอคงไม่ได้ยินที่เขาพูดเมื่อกี้ทั้งหมดหรอกใช่ไหม?

เขา... จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ เขาตามจีบหร่วนเนี่ยนซีมาตั้งนาน ถึงเธอจะยังไม่ตอบตกลง แต่อย่างน้อยเธอก็น่าจะพอจำหน้าเขาได้บ้างแหละ เพราะเขาอุตส่าห์ไปสารภาพรักตั้งหลายรอบ เขาแค่แถไปว่าเข้าใจผิดคิดว่าการปฏิเสธครั้งก่อนของเธอคือการตอบตกลงก็สิ้นเรื่อง

วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้สถานการณ์กระอักกระอ่วนได้ แต่ยังฟังดูมีเหตุมีผล เป็นคำอธิบายที่ดูดีสำหรับหร่วนเนี่ยนซีอีกด้วย

เขากำลังจะอ้าปากอธิบายให้หร่วนเนี่ยนซีฟัง แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียง หร่วนเนี่ยนซีก็ชิงถามขึ้นมาก่อนว่า "นายเป็นใคร?"

เด็กหนุ่ม : "..."

เซี่ยซูถึงกับหลุดขำพรืดออกมาอีกรอบ เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "เมื่อกี้แกพล่ามซะยืดยาว ฉันก็นึกว่าพวกแกสนิทกันมากซะอีก ที่แท้ก็เป็นแกที่มโนไปเองฝ่ายเดียวนี่หว่า"

เด็กหนุ่มทำหน้าเหวอ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาหันไปมองหร่วนเนี่ยนซี "ฉันไง กรรมการห้องสาม ที่เราเจอกันบ่อยๆ ที่ห้องพักอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็ช่วยงานอาจารย์ด้วยกันไง"

"ปกติฉันก็เจอคนตั้งเยอะแยะที่ห้องพักอาจารย์ ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่าใครเป็นใคร"

"ฉัน..."

เด็กหนุ่มเหลือบมองเซี่ยซูที่กำลังยืนหัวเราะเยาะเขาอยู่ แล้วรวบรวมความกล้าพูดต่อว่า "ฉันเคยไปสารภาพรักกับเธอด้วยนะ"

"ฉันคุ้นๆ ว่าเคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นนะ แต่จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเป็นใคร"

พูดง่ายๆ ก็คือ เธอจำไม่ได้หรอกว่าหน้าตาของคนที่มาสารภาพรักเป็นยังไง

สรุปก็คือ เธอไม่รู้จักเขาอยู่ดี

สำหรับหร่วนเนี่ยนซีแล้ว คนที่ไม่สำคัญ คนที่เธอรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำความรู้จัก หรือคนที่เธอไม่ต้องข้องแวะด้วยนานๆ อย่างเช่นเพื่อนร่วมชั้นหรืออาจารย์เมื่อเทอมที่แล้ว เธอแทบจะไม่เคยสนใจเลยว่าพวกเขาเป็นใคร และไม่เคยคิดจะจดจำหน้าตาของใครด้วยซ้ำ

ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา เธอจำได้แค่หน้าเพื่อนในห้องกับอาจารย์บางท่านเท่านั้นแหละ ซึ่งก็เป็นเพราะหน้าที่ 'หัวหน้าห้อง' มันค้ำคออยู่

ส่วนคนอื่นๆ น่ะเหรอ เธอไม่เคยมีความคิดที่จะจดจำพวกเขาอยู่ในหัวเลยสักนิด

โดยเนื้อแท้แล้ว เธอเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม และมักจะปฏิเสธการผูกมิตรกับคนอื่นอยู่เสมอ เพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ

ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่ขู่ว่า จะไม่ยอมให้เธอเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ ถ้าเธอไม่ยอมเปิดใจเข้าสังคมบ้างล่ะก็ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอคงเลือกที่จะทำตัวเป็นอากาศธาตุไปแล้ว

ไม่ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะพยายามรื้อฟื้นความจำยังไง หร่วนเนี่ยนซีก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เธอไม่รู้จักเขา ไม่คุ้นหน้า และจำไม่ได้เลยสักนิด

ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งจะแหกปากคุยโวว่าหร่วนเนี่ยนซีตกลงคบกับเขาแล้ว แต่พอดาวเด่นของเรื่องมาปรากฏตัว เธอกลับบอกว่าไม่รู้จักเขาเสียนี่

นี่มันตอแหลคำโตชัดๆ!

ไทยมุงรอบข้างหลายคนถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ ปล่อยก๊ากออกมาเสียงดัง

เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยกไฟแดง ความรู้สึกอับอาย โกรธแค้น และขายหน้าประดังประเดเข้ามาพร้อมๆ กัน

ในที่สุด เขาก็ถลึงตาใส่เซี่ยซูด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีออกจากวงล้อมไปพร้อมกับแก๊งเพื่อนของเขา

เมื่อตัวตลกประจำงานเดินจากไป ละครฉากนี้ก็เป็นอันจบลง

ฝูงชนเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป เซี่ยซูกับเพื่อนๆ ก็เตรียมตัวเดินกลับหอพักต่อ

เพียงแต่คราวนี้ มีหร่วนเนี่ยนซีเดินร่วมทางไปด้วย

"ไอ้เซี่ยซู มึงรู้ตัวปะเนี่ยว่าเมื่อกี้มึงเกือบทำกูขำจนขาดใจตายแล้วนะ" จ้าวหลินเดินไปหัวเราะไป

"ถ้ามึงจะตาย ก็อย่าลืมชวนกูไปกินกระเพาะปลาในงานศพมึงด้วยล่ะ"

"..."

หลี่ต๋ากระแอมไอเบาๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง "โชคดีนะเนี่ยที่นี่คือมหา'ลัย เลยไม่มีใครกล้าลงไม้ลงมือกัน ลองไปอยู่ข้างนอกมหา'ลัยดิ มีหวังได้ซัดกันนัวแน่ๆ กูนี่เห็นมึงกวนตีนไอ้หมอนั่นซะจนมันเลือดขึ้นหน้าเลยว่ะ ฮ่าๆๆๆ"

เซี่ยซูทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "ข้างนอกมหา'ลัยแล้วไงวะ? ถ้าพวกแม่งกล้าแตะต้องตัวกูแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็ ไม่เกินหนึ่งนาที กูรับรองได้เลยว่าพวกแม่งต้องคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนกูแน่ๆ"

"โห! มึงเก่งขนาดนั้นเลยอ่อวะ!?!"

"เปล่า กูหมายถึง... ภายในหนึ่งนาที พวกแม่งจะต้องช่วยกันบีบนวดกู พลางร้องไห้อ้อนวอนกูว่า 'พี่ครับ อย่าเพิ่งตายนะครับ' ต่างหากล่ะ"

"..."

"แล้วถ้าตอนนั้นไม่มีแบงก์พันสักปึกสองปึกมาวางกองตรงหน้าล่ะก็... กูก็คงไม่มีเรี่ยวแรงลุกออกจากห้องไอซียูหรอกเว้ย"

"..."

หลิวผิงหัวเราะหึๆ สองสามที ก่อนจะตบไหล่เซี่ยซูเบาๆ แล้วพูดว่า "ไอ้เซี่ยซู สองสามวันมานี้มึงดูเป็นตัวของตัวเองขึ้นเยอะเลยนะเว้ย หรือว่าเมื่อก่อน... ซูเชี่ยนอีเป็นคนคอยกดทับตัวตนที่แท้จริงของมึงเอาไว้..."

พอพูดถึงท่อนสำคัญ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหร่วนเนี่ยนซีกำลังเดินอยู่ด้วย

คำพูดที่เหลือเลยจุกอยู่ที่คอหอย ถูกกลืนหายลงไปดื้อๆ

เขากระแอมไอแก้เก้อสองสามที ก่อนจะตะเบ็งเสียงดังเพื่อเปลี่ยนเรื่องอย่างมีพิรุธ "เออ มื้อเย็นนี้พวกเรากินไรกันดีวะ!"

เพื่อนคนอื่นๆ ก็ให้ความร่วมมือด้วยการเออออห่อหมกรับมุกไปตามเรื่องตามราว

หร่วนเนี่ยนซีเดินเคียงข้างเซี่ยซูมาตลอดทาง

เธอเดินอยู่ริมสุด โดยมีเซี่ยซูคอยเดินบังเป็นเกราะกำบังให้ แถมเธอยังหาจังหวะแทรกบทสนทนาของพวกเขาไม่ได้เลย ก็เลยเอาแต่เดินเงียบๆ มาตลอดทาง ซึ่งนั่นทำให้พวกเพื่อนๆ ของเซี่ยซูลืมไปสนิทว่ามีเธอเดินอยู่ด้วย จนกระทั่ง... ถึงแม้หลิวผิงจะพูดไม่จบประโยค แต่เขาก็ดันเผลอหลุดคีย์เวิร์ดสำคัญออกมาจนได้

เขาพูดชื่อซูเชี่ยนอี

หร่วนเนี่ยนซีกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เธอเม้มริมฝีปากแน่น ปิดปากเงียบ พยายามอย่างหนักที่จะไม่อ้าปากซักไซ้ไล่เลียงพวกเขากลางคัน

แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเซี่ยซู

สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ท่าทางดูสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่ได้ยินชื่อ 'ซูเชี่ยนอี' ที่เพื่อนเพิ่งจะหลุดปากพูดออกมาเมื่อครู่นี้เลยสักนิด

เมื่อก่อน ดูเหมือนว่าแค่ได้ยินชื่อซูเชี่ยนอี เขาก็จะยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียมแล้ว... แต่คราวนี้ เขากลับนิ่งเฉย

เธออยากรู้ใจแทบขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับซูเชี่ยนอีกันแน่

ทำไมคุณลุงจางถึงยังสืบเรื่องนี้ไม่เสร็จสักทีนะ?

ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าตึกหอพัก

เพิ่งจะเรียนเสร็จแค่สองคาบในช่วงบ่าย ยังเร็วเกินไปที่จะกินข้าวเย็น ตามปกติแล้ว พวกเขามักจะขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกบนเตียงที่ห้องก่อน

แต่ตอนนี้ เซี่ยซูอยากจะใช้เวลาอยู่กับหร่วนเนี่ยนซีให้นานขึ้นอีกหน่อย เขาเลยไม่คิดจะกลับขึ้นห้อง เขาส่งหนังสือเรียนให้พวกรูมเมต แล้ววานให้พวกมันเอาขึ้นไปเก็บให้ที

จ้าวหลินกับอีกสองคนเพิ่งจะเดินพ้นประตูทางเข้าตึกหอพักไป เซี่ยซูยังไม่ทันจะได้คิดเลยว่าจะพาหร่วนเนี่ยนซีไปเดินเล่นฆ่าเวลาที่ไหนดี พอเขาหันกลับมา หร่วนเนี่ยนซีก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน

"ฉันไม่ได้ตกลงคบกับเขานะ"

"หืม?"

"ผู้ชายคนเมื่อกี้ ฉันไม่รู้จักเขาจริงๆ นะ"

เซี่ยซูอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่เธอ... กำลังอธิบายให้เขาฟังงั้นเหรอ??

เธอกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดงั้นสิ?

จู่ๆ ภาพในอดีตของตัวเองก็ผุดขึ้นมาในหัวเซี่ยซูอย่างเลือนราง

เมื่อชีวิตก่อนหน้านี้ ตอนที่เขากำลังตามจีบซูเชี่ยนอี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็มักจะเป็นฝ่ายที่ต้องคอยอธิบายให้เธอฟังเสมอ

ไม่ว่าเขาจะไปทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นมา... ไม่ว่าจะเป็นการติวหนังสือให้เพื่อนผู้หญิงสมัยเรียน หรือแม้แต่การอยู่ทำโปรเจกต์ดึกดื่นกับเพื่อนร่วมงานหญิงตอนทำงาน... ขอแค่ซูเชี่ยนอีมาเห็นเข้า เขาก็จะรีบร้อนอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียดทุกครั้ง

และต้องรอให้เธอฟังคำอธิบายจนจบ สีหน้าของเธอถึงจะอ่อนลงบ้าง

แต่พอลองมองมุมกลับกันล่ะ?

ตอนเรียน เธอหยอกล้อเล่นหัวกับผู้ชายคนอื่นอย่างสนิทสนม... พอทำงาน เธอก็หยอกล้อเล่นหัวกับเพื่อนร่วมงานชาย... โดยที่ไม่เคยมีคำอธิบายใดๆ หลุดออกจากปากเธอเลย

ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าการพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนในชีวิตประจำวันมันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเห็นภาพบาดตาบ่อยๆ เข้า เขาก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้

บางครั้ง พอเขาเริ่มหงุดหงิดและเอ่ยปากถามเธอสักสองสามคำ เธอกลับแสดงอาการหงุดหงิดใส่เขายิ่งกว่า แถมยังย้อนถามเขาอีกว่าทำไมถึงชอบคิดมากจุกจิกน่ารำคาญ แล้วถึงจะยอมอธิบายแบบส่งๆ ด้วยสีหน้าบึ้งตึง

คำอธิบายแบบนั้น ใช่สิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้นหรือเปล่าล่ะ?

สิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้น มันก็แค่ความรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเอง

พอมานึกย้อนดูตอนนี้ เขาถึงได้รู้ว่าเมื่อก่อนตัวเองช่างทำตัวไร้ค่าและต่ำต้อยเหลือเกินเวลาอยู่ต่อหน้าซูเชี่ยนอี

แต่ก็นับว่าโชคดีที่เรื่องพวกนั้นมันจบลงไปพร้อมกับชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว

เขาดึงสติกลับมา เก็บกวาดความคิดฟุ้งซ่าน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า :

"เรื่องเมื่อกี้น่ะเหรอ เธอไม่ต้องอธิบายอะไรให้ฉันฟังหรอก... ฉันเชื่อใจเธอนะ"

เชื่อใจอย่างหมดหัวใจเลยล่ะ

จบบทที่ บทที่ 30 คำอธิบาย

คัดลอกลิงก์แล้ว