- หน้าแรก
- เมื่อผมเลิกชอบคุณ ไฉนคุณถึงเพิ่งมาเสียดาย
- บทที่ 30 คำอธิบาย
บทที่ 30 คำอธิบาย
บทที่ 30 คำอธิบาย
ทุกคนหันขวับไปตามทิศทางที่เซี่ยซูทอดสายตามอง และก็พบกับหญิงสาวรูปโฉมงดงามราวกับเทพธิดากำลังเดินแหวกฝูงชนเข้ามา
ไหล่บอบบางของเธอราวกับหยกสลัก เอวคอดกิ่วอ้อนแอ้นดุจกิ่งหลิว
ด้วยลำคอระหงและผิวพรรณขาวผ่อง เธอเดินก้าวออกมายืนอยู่ตรงหน้าเซี่ยซูกับกลุ่มเพื่อนด้วยใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ดวงตาคู่สวยจับจ้องไปที่เด็กหนุ่มจอมคุยโวคนนั้นเขม็ง
ในเมื่อเจ้าตัวปรากฏตัวขึ้นกลางวงแบบนี้แล้ว พวกไทยมุงก็ยิ่งหูผึ่ง ตาเป็นประกายด้วยความตื่นเต้น
เซี่ยซูปรายตามองเด็กหนุ่มคนนั้นแวบหนึ่ง พอเห็นสีหน้าเลิ่กลั่กตื่นตระหนกของอีกฝ่าย เขาก็รู้ทันทีว่าไอ้เด็กนี่แม่งโม้เหม็นชัวร์
จะอวดอ้างสรรพคุณทั้งที เสือกมาโม้ผิดคนซะได้
เมื่อเห็นเด็กหนุ่มทำท่าจะชิ่งหนี เซี่ยซูก็ชิงพูดขึ้นมาก่อนว่า "อ้าว ฉันอุตส่าห์เรียกตัวจริงมาให้แล้วไง เมื่อกี้แกพล่ามอะไรไว้ล่ะ ก็พูดต่อสิ"
ได้ยินแบบนั้น ใบหน้าของเด็กหนุ่มก็ซีดสลับเขียวไปมา
ที่เขาปากดีพล่ามไปเมื่อกี้... ก็เพราะคิดว่าเซี่ยซูคงไม่ได้รู้จักมักจี่กับเขา ต่อให้เขาจะโม้อะไรไป เซี่ยซูก็คงไม่มีทางรู้ความจริงหรอก และถึงแม้แก๊งเพื่อนของเขาจะรู้ความจริง พวกมันก็คงไม่ฉีกหน้าเขาต่อหน้าคนอื่นแน่ๆ
เขาถึงได้กล้าปั้นน้ำเป็นตัวขนาดนั้น
แต่ใครจะไปคาดคิดล่ะว่าหร่วนเนี่ยนซีจะมาโผล่อยู่ตรงนี้!
นี่... เธอคงไม่ได้ยินที่เขาพูดเมื่อกี้ทั้งหมดหรอกใช่ไหม?
เขา... จู่ๆ เด็กหนุ่มก็ปิ๊งไอเดียขึ้นมาได้ เขาตามจีบหร่วนเนี่ยนซีมาตั้งนาน ถึงเธอจะยังไม่ตอบตกลง แต่อย่างน้อยเธอก็น่าจะพอจำหน้าเขาได้บ้างแหละ เพราะเขาอุตส่าห์ไปสารภาพรักตั้งหลายรอบ เขาแค่แถไปว่าเข้าใจผิดคิดว่าการปฏิเสธครั้งก่อนของเธอคือการตอบตกลงก็สิ้นเรื่อง
วิธีนี้ไม่เพียงแต่จะช่วยแก้สถานการณ์กระอักกระอ่วนได้ แต่ยังฟังดูมีเหตุมีผล เป็นคำอธิบายที่ดูดีสำหรับหร่วนเนี่ยนซีอีกด้วย
เขากำลังจะอ้าปากอธิบายให้หร่วนเนี่ยนซีฟัง แต่ยังไม่ทันจะได้เปล่งเสียง หร่วนเนี่ยนซีก็ชิงถามขึ้นมาก่อนว่า "นายเป็นใคร?"
เด็กหนุ่ม : "..."
เซี่ยซูถึงกับหลุดขำพรืดออกมาอีกรอบ เขาก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว "เมื่อกี้แกพล่ามซะยืดยาว ฉันก็นึกว่าพวกแกสนิทกันมากซะอีก ที่แท้ก็เป็นแกที่มโนไปเองฝ่ายเดียวนี่หว่า"
เด็กหนุ่มทำหน้าเหวอ ไม่อยากจะเชื่อหูตัวเอง เขาหันไปมองหร่วนเนี่ยนซี "ฉันไง กรรมการห้องสาม ที่เราเจอกันบ่อยๆ ที่ห้องพักอาจารย์ที่ปรึกษา แล้วก็ช่วยงานอาจารย์ด้วยกันไง"
"ปกติฉันก็เจอคนตั้งเยอะแยะที่ห้องพักอาจารย์ ฉันจำไม่ได้หรอกนะว่าใครเป็นใคร"
"ฉัน..."
เด็กหนุ่มเหลือบมองเซี่ยซูที่กำลังยืนหัวเราะเยาะเขาอยู่ แล้วรวบรวมความกล้าพูดต่อว่า "ฉันเคยไปสารภาพรักกับเธอด้วยนะ"
"ฉันคุ้นๆ ว่าเคยมีเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นนะ แต่จำไม่ได้แล้วล่ะว่าเป็นใคร"
พูดง่ายๆ ก็คือ เธอจำไม่ได้หรอกว่าหน้าตาของคนที่มาสารภาพรักเป็นยังไง
สรุปก็คือ เธอไม่รู้จักเขาอยู่ดี
สำหรับหร่วนเนี่ยนซีแล้ว คนที่ไม่สำคัญ คนที่เธอรู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องทำความรู้จัก หรือคนที่เธอไม่ต้องข้องแวะด้วยนานๆ อย่างเช่นเพื่อนร่วมชั้นหรืออาจารย์เมื่อเทอมที่แล้ว เธอแทบจะไม่เคยสนใจเลยว่าพวกเขาเป็นใคร และไม่เคยคิดจะจดจำหน้าตาของใครด้วยซ้ำ
ตั้งแต่เข้ามหาวิทยาลัยมา เธอจำได้แค่หน้าเพื่อนในห้องกับอาจารย์บางท่านเท่านั้นแหละ ซึ่งก็เป็นเพราะหน้าที่ 'หัวหน้าห้อง' มันค้ำคออยู่
ส่วนคนอื่นๆ น่ะเหรอ เธอไม่เคยมีความคิดที่จะจดจำพวกเขาอยู่ในหัวเลยสักนิด
โดยเนื้อแท้แล้ว เธอเป็นคนไม่ชอบเข้าสังคม และมักจะปฏิเสธการผูกมิตรกับคนอื่นอยู่เสมอ เพราะเธอรู้สึกว่ามันเป็นเรื่องไร้สาระ
ถ้าไม่ใช่เพราะพ่อกับแม่ขู่ว่า จะไม่ยอมให้เธอเรียนที่มหาวิทยาลัยนี้ ถ้าเธอไม่ยอมเปิดใจเข้าสังคมบ้างล่ะก็ ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เธอคงเลือกที่จะทำตัวเป็นอากาศธาตุไปแล้ว
ไม่ว่าเด็กหนุ่มคนนั้นจะพยายามรื้อฟื้นความจำยังไง หร่วนเนี่ยนซีก็ยังคงยืนยันคำเดิมว่า เธอไม่รู้จักเขา ไม่คุ้นหน้า และจำไม่ได้เลยสักนิด
ย้อนกลับไปเมื่อไม่กี่นาทีก่อน เด็กหนุ่มคนนี้เพิ่งจะแหกปากคุยโวว่าหร่วนเนี่ยนซีตกลงคบกับเขาแล้ว แต่พอดาวเด่นของเรื่องมาปรากฏตัว เธอกลับบอกว่าไม่รู้จักเขาเสียนี่
นี่มันตอแหลคำโตชัดๆ!
ไทยมุงรอบข้างหลายคนถึงกับกลั้นขำไม่อยู่ ปล่อยก๊ากออกมาเสียงดัง
เด็กหนุ่มรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าฉาดใหญ่กลางสี่แยกไฟแดง ความรู้สึกอับอาย โกรธแค้น และขายหน้าประดังประเดเข้ามาพร้อมๆ กัน
ในที่สุด เขาก็ถลึงตาใส่เซี่ยซูด้วยความเคียดแค้น ก่อนจะรีบจ้ำอ้าวหนีออกจากวงล้อมไปพร้อมกับแก๊งเพื่อนของเขา
เมื่อตัวตลกประจำงานเดินจากไป ละครฉากนี้ก็เป็นอันจบลง
ฝูงชนเริ่มทยอยแยกย้ายกันไป เซี่ยซูกับเพื่อนๆ ก็เตรียมตัวเดินกลับหอพักต่อ
เพียงแต่คราวนี้ มีหร่วนเนี่ยนซีเดินร่วมทางไปด้วย
"ไอ้เซี่ยซู มึงรู้ตัวปะเนี่ยว่าเมื่อกี้มึงเกือบทำกูขำจนขาดใจตายแล้วนะ" จ้าวหลินเดินไปหัวเราะไป
"ถ้ามึงจะตาย ก็อย่าลืมชวนกูไปกินกระเพาะปลาในงานศพมึงด้วยล่ะ"
"..."
หลี่ต๋ากระแอมไอเบาๆ แล้วรีบเปลี่ยนเรื่อง "โชคดีนะเนี่ยที่นี่คือมหา'ลัย เลยไม่มีใครกล้าลงไม้ลงมือกัน ลองไปอยู่ข้างนอกมหา'ลัยดิ มีหวังได้ซัดกันนัวแน่ๆ กูนี่เห็นมึงกวนตีนไอ้หมอนั่นซะจนมันเลือดขึ้นหน้าเลยว่ะ ฮ่าๆๆๆ"
เซี่ยซูทำหน้าไม่รู้ไม่ชี้ "ข้างนอกมหา'ลัยแล้วไงวะ? ถ้าพวกแม่งกล้าแตะต้องตัวกูแม้แต่ปลายเล็บล่ะก็ ไม่เกินหนึ่งนาที กูรับรองได้เลยว่าพวกแม่งต้องคุกเข่าร้องไห้อ้อนวอนกูแน่ๆ"
"โห! มึงเก่งขนาดนั้นเลยอ่อวะ!?!"
"เปล่า กูหมายถึง... ภายในหนึ่งนาที พวกแม่งจะต้องช่วยกันบีบนวดกู พลางร้องไห้อ้อนวอนกูว่า 'พี่ครับ อย่าเพิ่งตายนะครับ' ต่างหากล่ะ"
"..."
"แล้วถ้าตอนนั้นไม่มีแบงก์พันสักปึกสองปึกมาวางกองตรงหน้าล่ะก็... กูก็คงไม่มีเรี่ยวแรงลุกออกจากห้องไอซียูหรอกเว้ย"
"..."
หลิวผิงหัวเราะหึๆ สองสามที ก่อนจะตบไหล่เซี่ยซูเบาๆ แล้วพูดว่า "ไอ้เซี่ยซู สองสามวันมานี้มึงดูเป็นตัวของตัวเองขึ้นเยอะเลยนะเว้ย หรือว่าเมื่อก่อน... ซูเชี่ยนอีเป็นคนคอยกดทับตัวตนที่แท้จริงของมึงเอาไว้..."
พอพูดถึงท่อนสำคัญ เขาก็เพิ่งนึกขึ้นได้ว่าหร่วนเนี่ยนซีกำลังเดินอยู่ด้วย
คำพูดที่เหลือเลยจุกอยู่ที่คอหอย ถูกกลืนหายลงไปดื้อๆ
เขากระแอมไอแก้เก้อสองสามที ก่อนจะตะเบ็งเสียงดังเพื่อเปลี่ยนเรื่องอย่างมีพิรุธ "เออ มื้อเย็นนี้พวกเรากินไรกันดีวะ!"
เพื่อนคนอื่นๆ ก็ให้ความร่วมมือด้วยการเออออห่อหมกรับมุกไปตามเรื่องตามราว
หร่วนเนี่ยนซีเดินเคียงข้างเซี่ยซูมาตลอดทาง
เธอเดินอยู่ริมสุด โดยมีเซี่ยซูคอยเดินบังเป็นเกราะกำบังให้ แถมเธอยังหาจังหวะแทรกบทสนทนาของพวกเขาไม่ได้เลย ก็เลยเอาแต่เดินเงียบๆ มาตลอดทาง ซึ่งนั่นทำให้พวกเพื่อนๆ ของเซี่ยซูลืมไปสนิทว่ามีเธอเดินอยู่ด้วย จนกระทั่ง... ถึงแม้หลิวผิงจะพูดไม่จบประโยค แต่เขาก็ดันเผลอหลุดคีย์เวิร์ดสำคัญออกมาจนได้
เขาพูดชื่อซูเชี่ยนอี
หร่วนเนี่ยนซีกำมือแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อ เธอเม้มริมฝีปากแน่น ปิดปากเงียบ พยายามอย่างหนักที่จะไม่อ้าปากซักไซ้ไล่เลียงพวกเขากลางคัน
แต่ถึงอย่างนั้น เธอก็อดไม่ได้ที่จะลอบชำเลืองมองเสี้ยวหน้าด้านข้างของเซี่ยซู
สีหน้าของเขายังคงเรียบเฉย ท่าทางดูสงบนิ่ง ราวกับว่าไม่ได้ยินชื่อ 'ซูเชี่ยนอี' ที่เพื่อนเพิ่งจะหลุดปากพูดออกมาเมื่อครู่นี้เลยสักนิด
เมื่อก่อน ดูเหมือนว่าแค่ได้ยินชื่อซูเชี่ยนอี เขาก็จะยิ้มหน้าบานเป็นจานดาวเทียมแล้ว... แต่คราวนี้ เขากลับนิ่งเฉย
เธออยากรู้ใจแทบขาดว่ามันเกิดอะไรขึ้นระหว่างเขากับซูเชี่ยนอีกันแน่
ทำไมคุณลุงจางถึงยังสืบเรื่องนี้ไม่เสร็จสักทีนะ?
ไม่นานนัก พวกเขาก็เดินมาถึงหน้าตึกหอพัก
เพิ่งจะเรียนเสร็จแค่สองคาบในช่วงบ่าย ยังเร็วเกินไปที่จะกินข้าวเย็น ตามปกติแล้ว พวกเขามักจะขึ้นไปนอนกลิ้งเกลือกบนเตียงที่ห้องก่อน
แต่ตอนนี้ เซี่ยซูอยากจะใช้เวลาอยู่กับหร่วนเนี่ยนซีให้นานขึ้นอีกหน่อย เขาเลยไม่คิดจะกลับขึ้นห้อง เขาส่งหนังสือเรียนให้พวกรูมเมต แล้ววานให้พวกมันเอาขึ้นไปเก็บให้ที
จ้าวหลินกับอีกสองคนเพิ่งจะเดินพ้นประตูทางเข้าตึกหอพักไป เซี่ยซูยังไม่ทันจะได้คิดเลยว่าจะพาหร่วนเนี่ยนซีไปเดินเล่นฆ่าเวลาที่ไหนดี พอเขาหันกลับมา หร่วนเนี่ยนซีก็เป็นฝ่ายพูดขึ้นมาก่อน
"ฉันไม่ได้ตกลงคบกับเขานะ"
"หืม?"
"ผู้ชายคนเมื่อกี้ ฉันไม่รู้จักเขาจริงๆ นะ"
เซี่ยซูอึ้งไปครู่หนึ่ง นี่เธอ... กำลังอธิบายให้เขาฟังงั้นเหรอ??
เธอกลัวว่าเขาจะเข้าใจผิดงั้นสิ?
จู่ๆ ภาพในอดีตของตัวเองก็ผุดขึ้นมาในหัวเซี่ยซูอย่างเลือนราง
เมื่อชีวิตก่อนหน้านี้ ตอนที่เขากำลังตามจีบซูเชี่ยนอี ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เขาก็มักจะเป็นฝ่ายที่ต้องคอยอธิบายให้เธอฟังเสมอ
ไม่ว่าเขาจะไปทำอะไรกับผู้หญิงคนอื่นมา... ไม่ว่าจะเป็นการติวหนังสือให้เพื่อนผู้หญิงสมัยเรียน หรือแม้แต่การอยู่ทำโปรเจกต์ดึกดื่นกับเพื่อนร่วมงานหญิงตอนทำงาน... ขอแค่ซูเชี่ยนอีมาเห็นเข้า เขาก็จะรีบร้อนอธิบายให้เธอฟังอย่างละเอียดทุกครั้ง
และต้องรอให้เธอฟังคำอธิบายจนจบ สีหน้าของเธอถึงจะอ่อนลงบ้าง
แต่พอลองมองมุมกลับกันล่ะ?
ตอนเรียน เธอหยอกล้อเล่นหัวกับผู้ชายคนอื่นอย่างสนิทสนม... พอทำงาน เธอก็หยอกล้อเล่นหัวกับเพื่อนร่วมงานชาย... โดยที่ไม่เคยมีคำอธิบายใดๆ หลุดออกจากปากเธอเลย
ถึงแม้เขาจะรู้ดีว่าการพูดคุยหยอกล้อกับเพื่อนในชีวิตประจำวันมันเป็นเรื่องปกติ แต่พอเห็นภาพบาดตาบ่อยๆ เข้า เขาก็อดรู้สึกอึดอัดใจไม่ได้
บางครั้ง พอเขาเริ่มหงุดหงิดและเอ่ยปากถามเธอสักสองสามคำ เธอกลับแสดงอาการหงุดหงิดใส่เขายิ่งกว่า แถมยังย้อนถามเขาอีกว่าทำไมถึงชอบคิดมากจุกจิกน่ารำคาญ แล้วถึงจะยอมอธิบายแบบส่งๆ ด้วยสีหน้าบึ้งตึง
คำอธิบายแบบนั้น ใช่สิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้นหรือเปล่าล่ะ?
สิ่งที่เขาต้องการในตอนนั้น มันก็แค่ความรู้สึกปลอดภัยเท่านั้นเอง
พอมานึกย้อนดูตอนนี้ เขาถึงได้รู้ว่าเมื่อก่อนตัวเองช่างทำตัวไร้ค่าและต่ำต้อยเหลือเกินเวลาอยู่ต่อหน้าซูเชี่ยนอี
แต่ก็นับว่าโชคดีที่เรื่องพวกนั้นมันจบลงไปพร้อมกับชีวิตก่อนหน้านี้แล้ว
เขาดึงสติกลับมา เก็บกวาดความคิดฟุ้งซ่าน รอยยิ้มบางๆ ปรากฏขึ้นบนริมฝีปาก ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวลว่า :
"เรื่องเมื่อกี้น่ะเหรอ เธอไม่ต้องอธิบายอะไรให้ฉันฟังหรอก... ฉันเชื่อใจเธอนะ"
เชื่อใจอย่างหมดหัวใจเลยล่ะ