เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 281 เรื่องวุ่นวาย

บทที่ 281 เรื่องวุ่นวาย

บทที่ 281 เรื่องวุ่นวาย


รถกระบะแร็พเตอร์คันใหม่เอี่ยมแล่นไปตามการนำทางของจีพีเอสในโทรศัพท์มือถือ มุ่งหน้าออกจากตัวเมืองที่จอแจ สองข้างทางค่อยๆ เปลี่ยนจากตึกสูงระฟ้าเป็นโรงงานเตี้ยๆ จากนั้นก็กลายเป็นทุ่งนาโล่งกว้างสลับกับหมู่บ้านประปราย

แสงแดดในฤดูหนาวไม่ร้อนแรงนัก แต่เมื่อสาดส่องเข้ามาในรถก็ให้ความรู้สึกอบอุ่นกำลังดี

หลังจากขับมาประมาณหนึ่งชั่วโมง จีพีเอสก็แจ้งเตือนว่าใกล้จะถึงจุดหมายแล้ว

เมื่อเลี้ยวโค้งข้างหน้า ก็เห็นป้ายชื่อที่สร้างจากท่อนซุงดิบๆ สไตล์คันทรีตั้งอยู่ริมถนน ตัวหนังสือสีเขียวสะดุดตาเขียนไว้ว่า ฟาร์มเว่ยเว่ย

หลี่ซือซือที่กำลังเหม่อมองวิวทิวทัศน์นอกหน้าต่างอยู่ สายตาบังเอิญไปสะดุดเข้ากับป้ายชื่อนั้นพอดี

เธอหันขวับกลับมามองลู่เหวยที่กำลังตั้งใจขับรถ ดวงตาดอกท้อคู่สวยทอประกายบางอย่าง มุมปากยกยิ้มเจ้าเล่ห์พลางเอ่ยกระเซ้า "แหมม! ฟาร์มเว่ยเว่ย เหรอ? ชื่อนี้มัน... ช่างบังเอิญอะไรขนาดนี้เนี่ย? ดันมาพ้องกับชื่อเว่ยเว่ยซะด้วย"

ลู่เหวยเองก็เห็นป้ายชื่อนั่นเหมือนกัน เขาพยักหน้ารับอย่างไม่สะทกสะท้าน "ก็นั่นน่ะสิ บังเอิญดีแฮะ สงสัยที่บ้านเจ้าของฟาร์มคงจะมีคนชื่อเว่ยเว่ยเหมือนกันมั้งครับ เข้าไปกันเถอะ ประตูเปิดอยู่"

รถกระบะแล่นผ่านประตูฟาร์มที่เปิดกว้างเข้าไปอย่างนุ่มนวล

ทันทีที่เข้าสู่บริเวณฟาร์ม ทัศนียภาพก็เปิดกว้างขึ้นมาทันตาเห็น

สองข้างทางเป็นโรงเรือนพลาสติกสีขาวสำหรับปลูกผักและผลไม้เรียงรายเป็นระเบียบเรียบร้อย สะท้อนแสงแดดอ่อนๆ ยามฤดูหนาว

ถึงแม้เจียงเฉิงจะไม่ได้หนาวเหน็บจนมีหิมะปกคลุมเหมือนทางตะวันออกเฉียงเหนือ แต่สภาพอากาศในฤดูหนาวก็ยังคงต้องอาศัยโรงเรือนในการควบคุมอุณหภูมิให้พืชผลเจริญเติบโตได้ดี

มีคนงานเดินขวักไขว่ทำงานอยู่ตามโรงเรือนเป็นระยะๆ และยังมีนักท่องเที่ยวที่มาเก็บผลไม้ เดินถือตะกร้าใบเล็กที่เต็มไปด้วยผลไม้นานาชนิดอยู่บ้างประปราย

รถแล่นไปตามถนนคอนกรีตเรียบกริบ ผ่านโรงเรือนไปหลายหลัง ก็เห็นตึกสองชั้นสีขาวตั้งตระหง่านอยู่เบื้องหน้า

ตัวตึกออกแบบมาในสไตล์โมเดิร์นเรียบง่าย มีระเบียงกว้างขวาง

ลานกว้างหน้าตึกเทคอนกรีตอย่างดี มีผลไม้ตากแห้งวางเรียงรายอยู่ประปราย

ด้านหน้าของลานกว้างเป็นอ่างเก็บน้ำขนาดใหญ่ น้ำใสแจ๋วสะท้อนแสงแดดระยิบระยับราวกับกระจกบานใหญ่ที่ฝังตัวอยู่กลางทุ่งนา

ริมอ่างเก็บน้ำมีต้นไม้ผลปลูกเรียงรายอยู่มากมาย เพียงแต่ตอนนี้ใบไม้ร่วงหล่นจนหมดต้นแล้ว ดูเงียบเหงาไปบ้าง

ส่วนด้านหลังตึกเป็นเนินเขาเตี้ยๆ สลับซับซ้อน ซึ่งก็เต็มไปด้วยต้นไม้ผลนานาชนิด กลายเป็นสวนผลไม้ขนาดหย่อมๆ

มองเห็นฝูงไก่เป็ดเดินทอดน่องหาอาหารอยู่ตามใต้ร่มไม้ในสวนผลไม้เป็นระยะๆ เสียง "กุ๊กๆ" และ "ก้าบๆ" ดังแว่วมาตามสายลม ช่วยเพิ่มชีวิตชีวาให้กับฟาร์มอันเงียบสงบแห่งนี้ได้เป็นอย่างดี

การจัดสรรพื้นที่ภายในฟาร์มถือว่าทำได้อย่างเป็นระเบียบและเป็นสัดส่วนมาก พื้นที่กว้างขวาง มีทั้งความเป็นระเบียบแบบเกษตรกรรมสมัยใหม่ และยังคงกลิ่นอายความเป็นธรรมชาติแบบชนบทเอาไว้ได้อย่างลงตัว มองแล้วรู้สึกสบายตาสบายใจ ราวกับความหนาวเย็นของฤดูหนาวถูกความมีชีวิตชีวานี้ปัดเป่าให้จางหายไปจนหมดสิ้น

"ที่นี่บรรยากาศดีจังเลยนะ"

หลี่ซือซือลดกระจกรถลง สูดอากาศบริสุทธิ์ที่อบอวลไปด้วยกลิ่นไอดินและกลิ่นหอมของพืชพรรณเข้าปอดลึกๆ ก่อนจะเอ่ยชมจากใจจริง "มีทั้งภูเขา ทั้งน้ำ มีทั้งไร่นาแล้วก็บ้านพัก จัดสรรพื้นที่ได้ยังกับหมู่บ้านในฝันเลยล่ะ"

ลู่เหวยกวาดสายตามองไปรอบๆ ก่อนจะพยักหน้าเห็นด้วย "อืม เถ้าแก่หยางบอกว่าน้องเขยของเขาลงทุนลงแรงกับฟาร์มนี้ไปเยอะมาก ดูท่าทางจะทุ่มเทจริงๆ นั่นแหละครับ ไปกันเถอะ ลงจากรถกัน น่าจะอยู่ในตึกนั่นแหละครับ"

ทันทีที่ทั้งสองก้าวลงจากรถ ชายหญิงวัยกลางคนอายุราวๆ 40 ปีคู่หนึ่งก็เดินออกมาจากลานบ้านพอดี

ชายวัยกลางคนส่งยิ้มทักทายลู่เหวยและหลี่ซือซืออย่างเป็นมิตร "มาเก็บผลไม้เหรอครับ?"

ลู่เหวยยิ้มตอบ "สวัสดีครับ ผมเป็นคนที่เถ้าแก่หยางแนะนำมาเรียนรู้งานน่ะครับ คุณคือเถ้าแก่ชวีใช่ไหมครับ?"

ชายคนนั้นดวงตาเป็นประกาย รอยยิ้มบนใบหน้ายิ่งดูจริงใจและเป็นมิตรมากขึ้น

"อ้าว! คุณลู่เหวยใช่ไหมครับ? สวัสดีครับๆ ผมชวีฉีครับ ไม่คิดเลยว่าคุณจะยังหนุ่มขนาดนี้ ผมเลยไม่กล้าทักน่ะครับ มาๆ เชิญเข้าบ้านก่อนครับ"

ลู่เหวยหัวเราะแหะๆ แอบรู้สึกทำตัวไม่ถูกกับการต้อนรับอย่างอบอุ่นของเถ้าแก่ชวีเล็กน้อย "คุณเกรงใจเกินไปแล้วครับ ครั้งนี้คงต้องรบกวนคุณแล้วล่ะครับ"

เถ้าแก่ชวีพูดไปพลางเดินนำไปพลาง "ยินดีเลยครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ได้คุณล่ะก็ แตงกวาตั้งแสนชั่งของผมคงไม่รู้จะเอาไปจัดการยังไงดีแล้วล่ะครับ

มาๆ เชิญนั่งเลยครับ แล้วผู้หญิงท่านนี้คือ?" เมื่อพากันเดินเข้ามาในบ้าน เถ้าแก่ชวีก็เชิญให้พวกเขานั่งลง สายตาเหลือบมองหลี่ซือซือคนสวยด้วยความลังเล ไม่รู้ว่าจะเรียกเธอว่าอย่างไรดี

ลู่เหวยกำลังจะเอ่ยปากแนะนำ แต่หลี่ซือซือที่อยู่ข้างๆ กลับชิงพูดขึ้นมาก่อน "สวัสดีค่ะ เถ้าแก่ชวี ฉันเป็นผู้ช่วยของเจ้านายค่ะ ชื่อหลี่ซือซือ เรียกฉันว่าเสี่ยวหลี่ก็ได้ค่ะ"

เมื่อเถ้าแก่ชวีได้ยินดังนั้นก็หัวเราะร่วนทันที "ผู้ช่วยหลี่ มองแวบเดียวก็รู้เลยว่าเป็นคนเก่งกาจคล่องแคล่ว เชิญนั่งครับๆ"

จากนั้นเถ้าแก่ชวีก็แนะนำผู้หญิงที่ยืนอยู่ข้างๆ ซึ่งก็คือหยางเหมย ภรรยาของเขานั่นเอง

หลังจากทำความรู้จักกันพอหอมปากหอมคอ หยางเหมยก็ขอตัวไปเตรียมอาหารกลางวัน หลี่ซือซือที่เห็นว่าตัวเองไม่มีอะไรทำ ก็เลยอาสาไปช่วย ทิ้งให้ลู่เหวยอยู่คุยธุระกับเถ้าแก่ชวีตามลำพัง

"คุณลู่ครับ ผมพอจะทราบจุดประสงค์การมาเยือนของคุณแล้ว ไม่ทราบว่าคุณอยากจะเริ่มเรียนรู้จากตรงไหนก่อนดีครับ? พืชผักและผลไม้แต่ละชนิดก็มีวิธีดูแลแตกต่างกันไป ถ้าอยากจะเรียนให้เป็นครบทุกอย่าง คงต้องใช้เวลาสักพักเลยล่ะครับ"

ลู่เหวยครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วตอบว่า "งั้นผมขอเริ่มจากพวกที่ปลูกง่ายๆ ก่อนแล้วกันครับ ส่วนพวกที่เหลือ ถ้าผมมีเวลาว่างค่อยแวะมาเรียนรู้เพิ่มเติมเอา วันหลังผมคงต้องมารบกวนบ่อยๆ แล้วล่ะครับ"

เถ้าแก่ชวีรีบพูดปัดด้วยรอยยิ้ม "ไม่รบกวนเลยครับ ไม่รบกวนเลยสักนิด ยินดีต้อนรับเสมอครับ"

เขาพูดจากใจจริง การที่ลู่เหวยมาเรียนรู้งานที่นี่ อย่างมากก็แค่มากินข้าวที่นี่ หรือไม่ก็นอนค้างสักสองสามวัน จะเสียค่าใช้จ่ายสักเท่าไหร่กันเชียว

แต่สำหรับฟาร์มของเขาแล้ว การได้พ่อค้ารายใหญ่ที่มีช่องทางกระจายสินค้าถึงผู้บริโภคโดยตรงอย่างลู่เหวยมาเป็นพันธมิตรนั้น มันมีค่ามหาศาลเกินกว่าจะประเมินได้เลยล่ะ

"ถ้างั้น ระหว่างที่รออาหารกลางวัน ให้ผมพาคุณไปเดินชมฟาร์มคร่าวๆ ก่อนดีไหมครับ?"

"ได้เลยครับ ยินดีเป็นอย่างยิ่งเลย"

"งั้นก็เชิญตามผมมาเลยครับ"

หลังจากนั้น เถ้าแก่ชวีก็นำทางพาลู่เหวยเดินชมรอบๆ ฟาร์ม

เขาพาเดินดูโรงเรือนแต่ละหลังอย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นมะเขือยาว แตงกวา ถั่วฝักยาว พริก มะเขือเทศ กุยช่าย... ผักนานาชนิด รวมถึงผลไม้อย่างสตรอว์เบอร์รี แคนตาลูป แตงโม และอื่นๆ อีกมากมาย

ลู่เหวยได้เปิดหูเปิดตาอย่างแท้จริง เขาคิดในใจว่า ถ้าสามารถปลูกผักพวกนี้ที่มณฑลหลงเจียงในยุค 88 ได้ จะต้องขายดีเป็นเทน้ำเทท่าแน่นอน

ระหว่างที่เดินชม ลู่เหวยก็มักจะตั้งคำถามเป็นระยะๆ เช่น เรื่องโครงสร้างของโรงเรือน วิธีการสร้าง วัสดุที่ใช้ หรือแม้แต่ข้อควรระวังหากนำไปปรับใช้ในพื้นที่ที่มีอากาศหนาวจัดอย่างแถบตะวันออกเฉียงเหนือ

เมื่อได้ยินว่าลู่เหวยจะนำไปปลูกที่ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เถ้าแก่ชวีก็ยิ่งโล่งใจ เพราะหมดกังวลเรื่องการเป็นคู่แข่งทางการค้าไปได้เลย

ทั้งสองคนเดินชมกันไปเรื่อยๆ จนกระทั่งถึงเวลาอาหารกลางวัน ลู่เหวยก็สามารถจดจำวิธีการสร้างโรงเรือนได้เกือบจะทั้งหมดแล้ว

พอกลับไป แค่ทบทวนข้อมูลที่จดไว้ แล้วนำไปปรับปรุงรายละเอียดอีกนิดหน่อย การจะสร้างโรงเรือนขึ้นมาเองสักหลังก็ไม่ใช่ปัญหาเลย

เพียงแต่ตอนนี้ยังไม่รู้ว่าที่ยุค 88 จะหาพลาสติกคลุมโรงเรือนคุณภาพดีๆ ได้ไหม

ถ้าหาไม่ได้จริงๆ ก็คงต้องซื้อจากที่นี่แหละ ถึงตอนนั้นถ้ามีใครถาม ก็บอกไปว่านำเข้ามาก็สิ้นเรื่อง

ในยุคสมัยนั้น การลักลอบนำเข้าสินค้าทางชายฝั่งตอนใต้นั้นระบาดหนักมาก มีของแปลกๆ ใหม่ๆ ให้เห็นเยอะแยะไปหมด พลาสติกคลุมโรงเรือนแค่นี้เรื่องจิ๊บๆ แม้แต่รถยนต์หรือมอเตอร์ไซค์ก็ยังลักลอบนำเข้ามาได้เลย ยังไงซะเขาก็แค่ "ซื้อมาใช้" ไม่ได้เป็นพ่อค้าของเถื่อนเสียหน่อย

มื้อเที่ยง เถ้าแก่ชวีจัดเตรียมอาหารมาต้อนรับอย่างเต็มที่ บรรยากาศบนโต๊ะอาหารเป็นไปอย่างชื่นมื่น ทั้งเจ้าบ้านและแขกผู้มาเยือนต่างก็มีความสุข

หลังจากทานอาหารเสร็จ ลู่เหวยก็รีบใช้เวลาให้เป็นประโยชน์ด้วยการเรียนรู้งานต่อ

เนื่องจากเถ้าแก่ชวีมีแขกสำคัญต้องไปต้อนรับ จึงให้ช่างที่มีประสบการณ์ในการปลูกผักมาคอยสอนงานลู่เหวยแทน

ส่วนหลี่ซือซือที่ไม่มีอะไรทำ ก็ขอตัวไปเดินเล่นเก็บสตรอว์เบอร์รีในแปลงปลูก

ผ่านไปพักใหญ่ จู่ๆ ลู่เหวยก็ได้ยินเสียงคนทะเลาะกันดังแว่วมาจากแปลงสตรอว์เบอร์รีที่อยู่ไม่ไกลนัก และเสียงที่คุ้นเคยนั้นก็เหมือนจะเป็นเสียงของหลี่ซือซือเสียด้วย

ลู่เหวยรู้สึกสังหรณ์ใจไม่ค่อยดี จึงรีบสาวเท้าเดินไปดูทันที

จบบทที่ บทที่ 281 เรื่องวุ่นวาย

คัดลอกลิงก์แล้ว