- หน้าแรก
- คัมภีร์อสูรพิชิตฟ้า
- บทที่ 629 สามมหาค่ายกล!
บทที่ 629 สามมหาค่ายกล!
บทที่ 629 สามมหาค่ายกล!
บัณฑิตหนุ่มผู้นี้ผลัดเปลี่ยนชุดคลุมเขียวที่สะอาดสะอ้าน ผลักประตูเดินออกมา เขาคือซูจื่อโม่ที่หนีตายมาตลอดทางจนถึงที่นี่
ความสนใจของเจินจวินขั้นหยวนอินนับร้อยคน ถูกดึงดูดไปที่เขาทันที
ในบ้านที่พังทลาย หญิงชรามมองไม่เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นข้างนอก นางเพียงกอดเด็กน้อยไว้แน่น ปกป้องเขาไว้ในอ้อมอกให้ดีที่สุด
"เจ้าสัตว์เดรัจฉานน้อย ในที่สุดเจ้าก็ยอมโผล่หัวออกมาแล้วสินะ?"
เจินจวินขั้นหยวนอินจำนวนมากยืนเหยียบอากาศ ก้มมองคฤหาสน์ที่ไม่ไกลออกไป บ้างแสยะยิ้ม บ้างเย้ยหยัน
ซูจื่อโม่สีหน้าเรียบเฉย เดินลงจากบันไดหิน มายังลานบ้าน มองดูชายชราใต้ต้นท้ออย่างเงียบงัน แววตาฉายความโศกเศร้าออกมาวูบหนึ่งในที่สุด
ชายชราหลับตาพริ้ม สีหน้าสงบ ราวกับกำลังหลับใหล เตาดินเผาแดง ถ่านไฟยังไม่มอด แสงไฟวูบวาบ ด้านบนยังเหลือสุราอยู่หนึ่งชาม ยังคงมีความอุ่นหลงเหลือ
เจินจวินขั้นหยวนอินนับร้อยคนรายล้อมอยู่รอบด้าน แต่ซูจื่อโม่กลับทำราวกับมองไม่เห็น เดินตรงไปที่เตาไฟ ยกชามสุราที่เหลือนี้ขึ้นมา แหงนหน้าดื่มจนหมดในรวดเดียว!
"สุรานี้หอมจริงๆ" ซูจื่อโม่พึมพำเบาๆ
นี่คือประโยคสุดท้ายที่ซูหงทิ้งไว้
สรรพสัตว์มากมาย ลอยคออยู่ในทะเลแห่งกิเลส บ้างมาเพื่อผลประโยชน์ บ้างไปเพื่อผลประโยชน์ แม้แต่ผู้ฝึกเซียนก็ไม่อาจหลีกหนีความธรรมดาสามัญ บ้างแสวงหาอำนาจ บ้างแสวงหาชีวิตอมตะ จะมีสักกี่คนที่สามารถจากไปอย่างอิสระและเปิดกว้างเช่นซูหงได้
"ไอ้สัตว์เดรัจฉาน!"
เจินจวินขั้นหยวนอินคนหนึ่งตะโกนก้อง "หากเจ้ายอมจำนนแต่โดยดี ส่งกระดูกเทพหวงและวิชาเผ่าพันธุ์อสูรที่เจ้าฝึกฝนออกมา พวกข้าอาจจะเหลือศพที่สมบูรณ์ไว้ให้เจ้า!"
"มิเช่นนั้น ข้าจะเอากระดูกพี่ชายเจ้ามาบดเป็นผงแล้วโปรยทิ้งเสีย!"
ซูจื่อโม่ไม่ส่งเสียง เพียงแต่สายตาที่มองเจินจวินขั้นหยวนอินนับร้อยคนนั้น แฝงไว้ด้วยความเย้ยหยันจางๆ
เจินจวินขั้นหยวนอินอีกคนหนึ่งหัวเราะอย่างน่าสยดสยอง
"ยังมีอีก หลังวันนี้ไป ที่นี่จะถูกฆ่าล้างตระกูล ไม่ละเว้นแม้แต่ไก่และสุนัข!"
เสียงนี้ดังก้องไปทั่วเมืองผิงหยาง ในบ้านเรือนแต่ละหลัง มีเสียงอุทานด้วยความตกใจดังขึ้น ในคฤหาสน์บางหลัง ถึงกับมีเสียงสะอื้นไห้ของหญิงสาว และเสียงร้องไห้ของเด็กๆ แว่วออกมา ความหวาดกลัวชนิดหนึ่งปกคลุมไปทั่วเมืองผิงหยาง กัดกินอยู่ในก้นบึ้งหัวใจของทุกคน
ในบ้านที่หลังคาพังทลายหลังนั้น หญิงชราลูบหลังเด็กน้อย ปลอบโยนเสียงเบา แต่ตัวเองกลับมีน้ำตาไหลอาบแก้มสองสาย ชีวิตของคนธรรมดาไร้ค่าดั่งต้นหญ้า ต่อหน้าผู้ฝึกเซียน พวกเขาไม่มีแรงที่จะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย!
นี่คือชะตากรรมของพวกเขา
พวกเขาจนปัญญา
ชายชราคนหนึ่งถือไม้เท้า เดินโซซัดโซเซออกมาจากห้อง คุกเข่ากราบไหว้เงาร่างอันทรงพลังบนท้องฟ้า เอ่ยด้วยน้ำเสียงโศกเศร้าว่า
"ท่านเซียนโปรดเมตตา ผู้เฒ่าไม้ใกล้ฝั่งผู้นี้จะมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน จะให้ท่านเซียนลงโทษอย่างไรก็ได้ ข้ายอมตายตาหลับ แต่ในเมืองผิงหยางแห่งนี้ ยังมีลูกเด็กเล็กแดงและสตรีอีกกว่าสามพันชีวิต ขอท่านเซียนโปรดเมตตา ให้ทางรอดแก่พวกนางด้วยเถิด!"
ชายชราร่ำไห้แทบขาดใจ สีหน้าเจ็บปวด ทำให้ผู้คนสะเทือนใจ
เพียงแต่ เจินจวินขั้นหยวนอินนับร้อยคนสีหน้าเย็นชา บางคนทำเป็นมองไม่เห็น บางคนแววตาฉายแววเยาะเย้ย บางคนถึงกับหัวเราะเยาะออกมาอย่างต่อเนื่อง
"หนวกหู!" เจินจวินขั้นหยวนอินคนหนึ่งเผยสีหน้าหมดความอดทน ตวาดเสียงดัง
ชายชรารู้สึกเพียงหูอื้ออึง หน้ามืดตาลาย ถึงกับหัวทิ่มลงกับพื้น
"ฮ่า ฮ่า ฮ่า!"
เจินจวินขั้นหยวนอินผู้นี้หัวเราะลั่น "พวกเจ้าจะโทษ ก็ต้องโทษที่เมืองนี้ให้กำเนิดปีศาจร้าย สัตว์เดรัจฉานตัวหนึ่งขึ้นมา! เป็นมันที่ทำให้พวกเจ้าต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย!"
"เฮ้อ"
ทันใดนั้น ในลานบ้านแห่งนั้น ก็มีเสียงทอดถอนใจดังแว่วมา
"พวกเจ้า ในเมื่อมาแล้ว ก็อย่าได้กลับไปเลย"
ซูจื่อโม่เอ่ยเรียบๆ ว่า "เปิด!"
วูบ!
ซ่า!
ครืน ครืน ครืน!
ชั่วพริบตาเดียว ฟ้าดินสั่นสะเทือน!
บนท้องนภา ลมพัดโหม สายฟ้าปรากฏ แสงดาราและจันทราเจิดจ้า พลังอำนาจที่น่าหวาดหวั่นและแปลกประหลาดสายหนึ่งจุติลงมา ปกคลุมเหนือเมืองผิงหยางในทันที
"อ๊าก!"
เจินจวินขั้นหยวนอินนับร้อยคนกลางอากาศพบด้วยความตื่นตระหนกว่า พวกเขาไม่สามารถขับเคลื่อนจิตแรกกำเนิดได้!
มีพลังที่แปลกประหลาดอย่างยิ่งสายหนึ่ง ตรึงจิตแรกกำเนิดเอาไว้อย่างแน่นหนา!
สาเหตุที่เจินจวินขั้นหยวนอินแข็งแกร่ง ก็เพราะหลังจากฝึกจนเกิดจิตแรกกำเนิดแล้ว จะสามารถควบคุมพลังแห่งฟ้าดิน ซึ่งก็คือพลังเวทในตำนานได้
รากฐานของอุปกรณ์เวทและวิชาเวทมากมาย ล้วนอยู่ที่จิตแรกกำเนิด!
เมื่อจิตแรกกำเนิดถูกผนึก ก็เท่ากับทำลายวิธีการที่แข็งแกร่งที่สุดของเจินจวินขั้นหยวนอินไป!
"เป็นค่ายกล เป็นค่ายกล!"
เจินจวินขั้นหยวนอินคนหนึ่งตื่นตระหนกจนทำอะไรไม่ถูก ตะโกนเสียงดัง
"หุบปาก!" อีกคนหนึ่งตวาด "ใครบ้างดูไม่ออกว่าเป็นค่ายกล! แต่ว่ามันคือค่ายกลอะไรกันแน่!"
เกิดนิมิตเช่นนี้ขึ้น ด้วยความรู้ของพวกเขา ย่อมรู้ชัดแจ้งว่าตกหลุมพรางเข้าแล้ว เจินจวินขั้นหยวนอินคนหนึ่งสูดหายใจเข้าลึก ตั้งสติให้มั่นที่สุด เอ่ยเสียงขรึมว่า
"ข้าพอจะมีความรู้เรื่องค่ายกลอยู่บ้าง หากคาดเดาไม่ผิด นี่น่าจะเป็นค่ายกลโบราณผนึกเทพในยุคบรรพกาล เพียงแต่ค่ายกลโบราณนี้สาบสูญไปแล้ว เหตุใดถึง..."
ทันใดนั้น!
รอบเมืองเล็กๆ เมฆหมอกพลันลอยฟุ้ง
เมื่อยืนอยู่ในเมืองผิงหยาง ก็มองไม่เห็นภาพเหตุการณ์ภายนอกอีกเลย!
เมืองเล็กๆ แห่งนี้ ถูกตัดขาดจากโลกภายนอกโดยสมบูรณ์!
"ค่ายกลใหญ่อีกแห่งหนึ่ง?"
"นี่น่าจะเป็นค่ายกลกักขัง ขัดขวางไม่ให้พวกเราออกไป!"
"อะไรนะ! มันช่างบังอาจนัก มันคิดจะทำอะไร!"
"ต่อให้จิตแรกกำเนิดของพวกเราถูกผนึก ก็ยังสามารถควบคุมพลังวิญญาณได้ พวกเราร่วมมือกัน ไหนเลยที่มันคนเดียวจะต้านทานได้!"
สิ้นเสียงพูด ในเมืองผิงหยาง แสงสว่างเจิดจ้า บาดตาบาดใจ ม่านแสงแต่ละสายระยิบระยับ บนนั้นสลักลวดลายลึกลับเอาไว้
"อ๊าก!"
"ค่ายกลใหญ่แห่งที่สาม!"
"แย่แล้ว พลังวิญญาณก็ถูกผนึกด้วย!"
"คือค่ายกลโบราณผนึกวิญญาณ!"
เจินจวินขั้นหยวนอินจำนวนมากหน้าถอดสีด้วยความตกตะลึง ไม่สามารถควบคุมร่างกายได้อีกต่อไป ต่างพากันร่วงหล่นลงจากกลางอากาศ
ครานี้ ทุกคนตื่นตระหนกอย่างแท้จริง
หนึ่งค่ายกลโบราณผนึกเทพ หนึ่งค่ายกลโบราณผนึกวิญญาณ
แทบจะทำให้พวกเขากลายเป็นคนพิการ!
ประกอบกับค่ายกลกักขังอีกหนึ่งแห่ง เมืองผิงหยางแห่งนี้ ก็คือกรงขังดีๆ นี่เอง!
ในบรรดาสามมหาค่ายกล มีเพียงค่ายกลกักขังและค่ายกลโบราณผนึกวิญญาณสองแห่งนี้ ที่ซูจื่อโม่ใช้เวลาว่างช่วงที่อยู่เป็นเพื่อนซูหงจัดวางขึ้นมา ส่วนค่ายกลโบราณผนึกเทพ ด้วยระดับการฝึกตนของเขา ยังไม่อาจหยั่งรู้ และจัดวางออกมาไม่ได้
สาเหตุที่สามารถกระตุ้นค่ายกลโบราณนี้ได้ ล้วนอาศัยธงค่ายกลสี่สิบเก้าต้น ที่ได้มาจากอารามโบราณก้นหุบเขาฝังมังกร
ธงค่ายกลชุดนี้เดิมทีเป็นของวังจักรพรรดิต้าเฉียน ภายหลังวังจักรพรรดิถูกทำลาย จึงถูกนำไปเก็บไว้ในอารามโบราณ
อย่ามองว่าเป็นเพียงธงที่ดูธรรมดาๆ แต่ละต้น
แต่ในความเป็นจริง การหลอมสร้างธงค่ายกลแต่ละต้น ล้วนพิถีพิถันอย่างยิ่ง
ใช้กระดูกอสูรเป็นด้ามธง ใช้หนังอสูรเป็นผืนธง ผ่านการหลอมสร้างและชุบเลี้ยง ใช้ขนอสูรเป็นด้าย ยึดด้ามธงและผืนธงเข้าด้วยกัน ใช้เลือดอสูรเป็นหมึก รวบรวมพลังเวทเป็นพู่กัน วาดลวดลายค่ายกลลงบนผืนธง!
เมื่อมีธงค่ายกลสี่สิบเก้าต้นนี้ ซูจื่อโม่เพียงต้องกะระยะขอบเขตของค่ายกลโบราณผนึกเทพ คำนวณตำแหน่งดวงตาค่ายกล แล้วปักธงค่ายกลลงไป ก็สามารถกระตุ้นการทำงานของค่ายกลใหญ่ได้
เนื่องจากค่ายกลมีข้อจำกัดมากมาย ต้องใช้เวลาจัดวางนาน ค่อนข้างเป็นฝ่ายตั้งรับ อีกทั้งค่ายกลโบราณจำนวนมากได้สาบสูญไป วิถีแห่งค่ายกล จึงค่อยๆ เสื่อมถอยลงทุกวัน
แต่วิถีแห่งค่ายกล สามารถถูกจัดให้อยู่ในสี่ฝ่ายมารดั้งเดิม สืบทอดมาจนถึงปัจจุบัน ย่อมมีเหตุผลในตัวของมัน
ในยุคบรรพกาล วิถีแห่งค่ายกลรุ่งเรืองที่สุด เป็นรากฐานในการยืนหยัดของเผ่าพันธุ์มนุษย์!
เผ่าพันธุ์มนุษย์อ่อนแอ ในช่วงแรกที่ต้านทานหมื่นเผ่าพันธุ์ ล้วนต้องพึ่งพาค่ายกลโบราณจำนวนมาก
เนื่องจากค่ายกลต้องการสถานที่ที่แน่นอน และต้องจัดวางล่วงหน้า ยิ่งค่ายกลมีอานุภาพมากเท่าใด ก็ยิ่งใช้เวลาจัดวางนานเท่านั้น ดังนั้น จึงยากที่จะแสดงฝีมือได้
ศัตรูเผชิญหน้ากันในทางแคบ คู่ต่อสู้คงไม่มีทางรอให้ตนเองวางค่ายกลเสร็จ แล้วค่อยมาตัดสินความเป็นตาย
ด้วยเหตุนี้ จึงมีผู้ระดับจักรพรรดิคิดค้นวิชาธงค่ายกลขึ้นมา เพื่อชดเชยข้อบกพร่องของวิถีแห่งค่ายกล!
จักรพรรดิผู้นี้ ได้รับการยกย่องเป็นจักรพรรดิค่ายกล มีชื่อเสียงเคียงคู่กับจักรพรรดิศาสตราผู้สร้างกระจกส่องอสูร เป็นหนึ่งในจักรพรรดิบรรพกาล!
-สองสิงห์:ผู้แปล-