- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 271 - ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง (ตอนกลาง)
บทที่ 271 - ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง (ตอนกลาง)
บทที่ 271 - ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง (ตอนกลาง)
บทที่ 271 - ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง (ตอนกลาง)
ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่หนึ่งจะระเบิดขึ้น แม้ว่าเยอรมนีจะพยายามอย่างหนักในการเสริมสร้างกำลังทางเรือ และเหวินเต๋อซื่อผู้เป็นเหมือนแรงผลักดันหลักก็ได้ทุ่มเทอย่างยิ่งในการเสริมความแข็งแกร่งให้เยอรมนี แต่ฐานอำนาจเดิมของอังกฤษนั้นหนาเกินไป เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งในโลกนี้เริ่มต้นขึ้น กองทัพเรือเยอรมันแม้จะแข็งแกร่งกว่าในช่วงเวลาเดียวกันของโลกเดิมมาก แต่ไม่ว่าจะเป็นจำนวนเรือหรือระวางขับน้ำก็ยังคงล้าหลังอังกฤษอยู่ดี
ประกอบกับจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนีทรงมีวิธีคิดที่แตกต่างจากคนทั่วไป พระองค์ดูเหมือนจะมองว่ากองเรือเป็นของเล่นหรือของสะสมมากกว่าจะเป็นอาวุธ จึงไม่กล้าส่งกองทัพเรือออกไปเสี่ยงรบหักโหมกับอังกฤษโดยตรง ดังนั้นในช่วงสองปีครึ่งหลังจากสงครามเริ่มขึ้น อังกฤษจึงอาศัยความได้เปรียบทางเรือทำการปิดล้อมทางทะเลต่อเยอรมนี กองเรือหลักของอังกฤษเปรียบเสมือนสุนัขเฝ้าบ้านที่หมอบอยู่ที่อ่าวสกาปาโฟลว์ คอยจับตาดูกองเรือทะเลหลวงของเยอรมนีอย่างไม่ลดละ ทำให้พวกเขาส่วนใหญ่ถูกกักขังอยู่ในท่าเรือวิลเฮล์มและท่าเรือเบรเมิน กลายเป็น "กองเรือดำรงอยู่" อย่างแท้จริง
เมื่อเทียบกับโลกเดิม กองทัพเรือเยอรมันในโลกนี้แข็งแกร่งกว่ามาก ด้วยแรงกระตุ้นจากเรือซูเปอร์เดรดน็อตชั้นฝูซี ปัญหาเดิมของพวกเขาที่ว่า "เรือใหญ่แบกปืนเล็ก" จึงได้รับการปรับปรุงขึ้นอย่างมาก พวกเขาได้นำเข้าเทคโนโลยีปืนเรือขนาดใหญ่จากบริษัทสโกดา ทั้งขนาด 310 มิลลิเมตร 360 มิลลิเมตร และ 390 มิลลิเมตร มาติดตั้งในเรือชั้นนัสเซา 4 ลำและชั้นเฮลโกแลนด์ 3 ลำ โดยเปลี่ยนมาใช้ปืนหลักขนาด 310 มิลลิเมตรทั้งหมด
ส่วนเรือชั้นไกเซอร์ 4 ลำและชั้นเคอนิก 4 ลำต่อมา ยิ่งล้ำหน้าไปอีกด้วยการใช้ปืนหลักขนาด 360 มิลลิเมตร 45 คาลิเบอร์ ซึ่งเป็นแบบเดียวกับชั้นฝูซี ความจริงแล้วเรือประจัญบานชั้นเคอนิกนั้น เยอรมนีสร้างขึ้นโดยใช้แบบร่างของเรือชั้นฝูซีที่ซื้อมาจากจีน เดิมทีชาวเยอรมันตั้งใจจะดัดแปลงครั้งใหญ่หลังจากได้รับแบบร่าง แต่กลับพบว่าการออกแบบโดยรวมนั้นสมบูรณ์แบบมากจนแทบไม่ต้องแก้ไขอะไรเลย จึงตัดสินใจนำมาใช้โดยตรงและปรับปรุงเพียงรายละเอียดเล็กน้อยเท่านั้น
เรือประจัญบานชั้นบาวาเรีย 5 ลำที่สร้างขึ้นในเวลาต่อมาก็แตกต่างจากโลกเดิมเช่นกัน มันคือผลผลิตจากการขยายขนาดจากพื้นฐานของชั้นฝูซี โดยยังคงใช้ปืนหลักสามลำกล้องสี่ป้อมปืน แต่ขนาดลำกล้องเพิ่มขึ้นเป็น 390 มิลลิเมตร เกราะป้องกันก็เพิ่มขึ้นตามสัดส่วน และระวางขับน้ำขยายไปถึง 40,000 ตัน
ปัจจุบันเรือประจัญบานของเยอรมนีที่เข้าประจำการแล้วทั้ง 21 ลำล้วนติดตั้งปืนหนักขนาด 300 มิลลิเมตรขึ้นไป ประกอบกับการที่พวกเขานำเข้ากระบวนการเชื่อมโลหะ การสร้างแบบแยกส่วน และเทคโนโลยีใหม่ๆ จากจีน รวมถึงเครื่องเชื่อมกึ่งอัตโนมัติและปั้นจั่นขนาดใหญ่ ทำให้ความเร็วในการต่อเรือเพิ่มขึ้นอย่างมาก ในโลกเดิมเรือชั้นบาวาเรียยังไม่เข้าประจำการเลยแม้แต่ลำเดียวก่อนศึกจัตแลนด์ แต่ในโลกนี้พวกเขาสร้างเสร็จครบทั้งห้าลำ โดยลำสุดท้ายคือเรือโอลเดนบูร์กเพิ่งเข้าประจำการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา
นอกจากนี้ เรือลาดตระเวนประจัญบานยังได้รับการเสริมความแข็งแกร่งขึ้นมาก เรือรุ่นแรกอย่างชั้นฟอน แดร์ ทันน์ และชั้นโมลท์เคอนั้นยากจะแก้ไข แต่ปืนหลักของชั้นเซดลิทซ์ถูกเปลี่ยนจากปืน 280 มิลลิเมตรห้าป้อมคู่ในโลกเดิม มาเป็นปืน 310 มิลลิเมตรห้าป้อมคู่ในปัจจุบัน ส่วนชั้นเดอฟลิงเกอร์ที่ตามมาก็ได้เปลี่ยนมาใช้ปืนหลักขนาด 360 มิลลิเมตร และชั้นมาเคนเซนล่าสุดเปลี่ยนมาใช้ปืน 390 มิลลิเมตร โดยมีระวางขับน้ำ 38,000 ตัน ในโลกเดิมเรือชั้นมาเคนเซนสร้างไม่เสร็จแม้แต่ลำเดียวจนจบสงคราม แต่ในโลกนี้กลับสร้างเสร็จครบทั้งสี่ลำ โดยมีสองลำเข้าประจำการแล้ว
กล่าวคือ ในปัจจุบันกองทัพเรือเยอรมันมีเรือประจัญบานทั้งหมด 21 ลำ และเรือลาดตระเวนประจัญบาน 9 ลำ เพียงแค่จำนวนก็มากกว่าในประวัติศาสตร์เดิมแล้ว ไม่ต้องพูดถึงคุณภาพที่ยกระดับขึ้นอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ เรือรบขนาดเล็กยังได้รับการเสริมกำลังเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เรือลาดตระเวนติดตั้งตอร์ปิโดชั้นคิตาคามิที่ท่านเหวินจัดหาให้ พวกเขาสร้างขึ้นสองลำและเปลี่ยนชื่อเป็นชั้นพิลเลา เพื่อเป็นการชำระค่าธรรมเนียมการซื้ออาณานิคมเยอรมันในแปซิฟิก จีนยังได้ส่งมอบเรือดำน้ำรุ่น 901 จำนวน 30 ลำ เรือตอร์ปิโดรุ่น P-100 จำนวน 30 ลำ และเรือพิฆาตสายฟ้า 4 ลำให้เยอรมนีก่อนสงครามระเบิดขึ้น แม้เรือชั้นชิมาคาเซะรุ่นลดความเร็วจะถูกจำกัดความเร็วไว้ที่ 35 นอต แต่มันก็ยังเป็นเรือพิฆาตที่ยอดเยี่ยมมากในยุคสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เมื่อเยอรมนีได้รับไปทดสอบก็พอใจอย่างมากจนเริ่มลงมือสร้างเองอีก 6 ลำ
ทว่าการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่ที่สุดคือเรือดำน้ำ จนถึงปัจจุบันจีนได้ส่งมอบเรือดำน้ำให้เยอรมนีไปแล้วถึง 108 ลำ ซึ่งทั้งหมดเป็นเรือดำน้ำรุ่นเทียบเท่าช่วงปลายสงครามโลกครั้งที่สอง และยังมีสิ่งที่มาคู่กันคือ "ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง" ซึ่งพวกเยอรมันถือว่าตอร์ปิโดที่เหนือชั้นนี้เป็นอาวุธชี้ขาด
แม้ความแข็งแกร่งของพวกเขาจะมากกว่าในโลกเดิมมาก แต่เมื่อเทียบกับอังกฤษก็ยังคงมีช่องว่าง เพราะการเสริมกำลังไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะที่เยอรมนี กองทัพเรืออังกฤษเองก็แข็งแกร่งกว่าโลกเดิมเช่นกัน เยอรมนีมีเรือประจัญบานปืน 390 มิลลิเมตรห้าลำที่ดูเหมือนจะยอดเยี่ยม แต่อังกฤษเองก็มีเรือประจัญบานปืน 381 มิลลิเมตรอยู่เป็นจำนวนมาก ทั้งชั้นไอรอนดุ๊ก 4 ลำ ชั้นควีนเอลิซาเบธ 5 ลำ และชั้นรีเวนจ์ 5 ลำ
ดังนั้นพวกเยอรมันจึงยังไม่กล้าเคลื่อนไหว ยังคงหมกตัวอยู่ในฐานทัพเหมือนเดิม ทว่าในวันนี้ กองทัพเรือเยอรมันที่ทำหน้าที่เป็น "กองเรือดำรงอยู่" มาโดยตลอดนับตั้งแต่เริ่มสงคราม ในที่สุดก็ได้เคลื่อนพลแล้ว
สำหรับแรงจูงใจนั้นยังไม่ชัดเจน อาจจะเป็นเพราะศึกทะเลดำเมื่อไม่นานมานี้ที่กองทัพเรือตุรกีได้รับชัยชนะอย่างยิ่งใหญ่จนสร้างความเชื่อมั่นให้พวกเขา หรืออาจเป็นเพราะเหล่านายทหารเรือระดับสูงของเยอรมันถูกกระตุ้นด้วยชัยชนะอันรุ่งโรจน์ของทัพบกในศึกรถถังที่พู หรืออาจจะเป็นเพราะจักรพรรดิวิลเฮล์มผู้เจ้าอารมณ์ทรงเกิดความฮึกเหิมขึ้นมาอีกครั้ง
ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด "กองเรือดำรงอยู่" ก็ได้ออกสู่ท้องทะเลแล้ว
มหาศึกทางเรือระหว่างอังกฤษและเยอรมนีในโลกนี้ แม้จะยังระเบิดขึ้นในน่านน้ำทะเลเหนือใกล้คาบสมุทรจัตแลนด์ของเดนมาร์ก แต่บทละครตั้งแต่เริ่มต้นกลับแตกต่างออกไป อย่างแรกคือขบวนทัพของทั้งสองฝ่ายใหญ่กว่าโลกเดิมมาก ฝ่ายเรือลาดตระเวนประจัญบานของอังกฤษมี 9 ลำ และส่วนลาดตระเวนของเยอรมนีก็มี 9 ลำเท่ากัน ไม่ใช่ 6 ต่อ 5 เหมือนในโลกเดิม
ขั้นตอนการเปิดฉากก็ไม่เหมือนกัน ในโลกเดิมกองเรือนำทั้งสองนี้พบกันโดยบังเอิญจนเกือบจะคลาดกันไปแล้ว แต่ในโลกนี้แตกต่างออกไป วันที่ 2 ตุลาคม เวลา 6:10 น. กองเรือนำของทั้งอังกฤษและเยอรมนีพบศัตรูแทบจะพร้อมกัน ซึ่งต้องขอบคุณการแพร่หลายของเครื่องบินทะเล ปัจจุบันเรือรบขนาดใหญ่ของทุกประเทศต่างบรรทุกเครื่องบินทะเลไว้ สองมหาอำนาจทางเรืออย่างอังกฤษและเยอรมนีย่อมไม่เว้น
ในช่วงที่ท้องฟ้าเริ่มสว่างรำไร ทั้งสองฝ่ายต่างส่งเครื่องบินทะเลออกไปลาดตระเวนทุกทิศทาง เครื่องบินทะเลลำหนึ่งจากเรือลาดตระเวนประจัญบานเกอเบินของเยอรมนีพบกองเรืออังกฤษทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ เดิมทีเครื่องบินของฝั่งอังกฤษยังไม่พบกองเรือเยอรมัน แต่เครื่องบินอังกฤษลำหนึ่งที่กำลังค้นหาไปทั่วกลับพบเครื่องบินเยอรมันลำนี้เข้า จึงสะกดรอยตามทิศทางบินของมันไปจนพบกองเรือเยอรมันในที่สุด (ในโลกนี้เรือเกอเบินไม่ได้หนีไปที่ทะเลเมดิเตอร์เรเนียน)
ในเวลานั้น ทั้งสองฝ่ายอยู่ห่างกันไม่ถึง 50 ไมล์ทะเล ผู้บัญชาการฝั่งอังกฤษ เบ็ตตี้ และผู้บัญชาการฝั่งเยอรมัน ฮิปเปอร์ ต่างสั่งเร่งความเร็วเดินหน้าพร้อมกัน
เวลา 6:41 น. พลส่องกล้องของทั้งสองฝ่ายมองเห็นกลุ่มควันจากกองเรือฝ่ายตรงข้าม ในตอนนั้นระยะห่างระหว่างสองกองเรืออยู่ที่ประมาณ 25 กิโลเมตร กองเรืออังกฤษเริ่มเลี้ยวไปทางทิศตะวันออกเพื่อเตรียมจัดรูปขบวนรบ และกองเรือเยอรมันก็เลี้ยวตามไปทางทิศตะวันออกเช่นกัน ทั้งสองฝ่ายรักษาทิศทางเดินเรือให้ขนานกัน
เวลา 6:53 น. กองเรือทั้งสองกลายเป็นเส้นขนานสองเส้นที่ห่างกันประมาณ 20 กิโลเมตร กองเรือเยอรมันเปิดฉากยิงก่อน และไม่ถึงครึ่งนาที กองเรืออังกฤษก็เริ่มยิงโต้ตอบ เนื่องจากจำนวนเรือรบหลักของทั้งสองฝ่ายเท่ากัน จึงกลายเป็นการดวลกันแบบตัวต่อตัว
รูปขบวนของอังกฤษนำโดยเรือธง ไลอ้อน ตามด้วย รอยัลพรินเซส, ควีนแมรี่, ไทเกอร์, อินเดฟาทิกะเบิล, นิวซีแลนด์, อินวินซิเบิล, อินเฟลกซิเบิล และอินดอมมิเทเบิล ส่วนรูปขบวนของเยอรมันนำโดยเรือรุ่นล่าสุด มาเคนเซน และ กราฟ สเป โดยมีเรือธง ลึทโซ อยู่ในลำดับที่สาม ตามมาด้วย เดอฟลิงเกอร์, ฮินเดนบูร์ก, เดอฟลิงเกอร์อีกลำ, เซดลิทซ์, โมลท์เคอ, เกอเบิน และ ฟอน แดร์ ทันน์
ทั้งสองฝ่ายไม่พูดพร่ำทำเพลง เปิดฉากตะลุมบอนกันทันที ผิวน้ำทะเลเต็มไปด้วยควันปืนและเสียงคำรามกึกก้อง ปืนหนักขนาด 280 มิลลิเมตรขึ้นไปกว่าหนึ่งร้อยกระบอกต่างส่งคำทักทายอันร้อนแรงไปให้คู่ต่อสู้พร้อมกัน
ทว่าศึกระหว่างเรือลาดตระเวนประจัญบานที่ควรจะเป็นการดวลแบบตัวต่อตัวกลับเกิดปัญหาบางอย่างขึ้น ไม่รู้ด้วยเหตุใด เรือ ไทเกอร์ ของอังกฤษกลับเมินเฉยต่อเรือเดอฟลิงเกอร์ที่อยู่ตรงหน้า แต่กลับไปเล็งเป้าที่เรือลาดตระเวนเบา แฟรงก์เฟิร์ต ที่อยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตรแทน ในขณะที่ผู้เล่นอีกแปดคู่กำลังฟัดกันนัวเนีย มันกลับไล่บี้ถล่มเรือแฟรงก์เฟิร์ตอย่างบ้าคลั่ง
เรือไทเกอร์อาจกล่าวได้ว่าเป็นเรือลาดตระเวนประจัญบานที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาเรือที่เข้าประจำการของอังกฤษในขณะนี้ มันติดตั้งปืนหลักขนาด 381 มิลลิเมตร 45 คาลิเบอร์สี่ป้อมคู่ ส่วนเรือแฟรงก์เฟิร์ตที่โชคร้ายตกเป็นเป้าเป็นเพียงเรือลาดตระเวนเบาระวาง 5,200 ตันเท่านั้น ผู้บังคับการเรือแฟรงก์เฟิร์ตแทบจะร้องไห้ แม่มเอ๊ย เราเป็นแค่เรือลาดตระเวนเบาตัวเล็กๆ จำเป็นต้องใช้ปืน 15 นิ้วถึง 8 กระบอกมาทักทายกันขนาดนี้เลยเหรอ! ทำกันได้ลงคอ!
เวลา 7:07 น. ทั้งสองฝ่ายต่างเริ่มทำผลงานได้ เรือลึทโซยิงโดนเรือควีนแมรี่สองนัด เรือไลอ้อนยิงโดนเรือมาเคนเซนหนึ่งนัด เรือมาเคนเซนยิงคืนโดนเรือไลอ้อนสองนัด เรืออินดอมมิเทเบิลยิงโดนเรือฟอน แดร์ ทันน์หนึ่งนัด และเรือเกอเบินยิงโดนเรืออินเฟลกซิเบิลสามนัด
เรือรบเยอรมันมีคอมพิวเตอร์คำนวณวิถีกระสุนและกล้องเล็งที่ดีกว่า ทำให้การยิงแม่นยำยิ่งขึ้น อืม คอมพิวเตอร์คำวณวิถีนั้นคือคอมพิวเตอร์ระบบกลไกไฟฟ้าที่ซื้อมาจากจีน โปรดทราบว่ามันไม่ใช่คอมพิวเตอร์อิเล็กทรอนิกส์ แต่เป็นเครื่องคำนวณกลไกที่ขับเคลื่อนด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า แม้ของสิ่งนี้จะดูแปลกประหลาด แต่มันก็เร็วกว่าเครื่องคำนวณแบบมือหมุนที่อังกฤษใช้มาก
เวลา 7:10 น. เรือไลอ้อนถูกยิงเข้าอีกหนึ่งนัด นัดนี้ทำลายชุดควบคุมการยิงจนพังพินาศ ทำให้ความแม่นยำในการยิงตกลงอย่างรวดเร็วทันที ในขณะที่ปืนของเยอรมันเหมือนมีตา ต่อให้ยิงพลาดส่วนใหญ่ก็เป็นกระสุนที่ตกลงใกล้ตัวเรือมาก แทบจะพร้อมๆ กับที่ชุดควบคุมการยิงของเรือไลอ้อนถูกทำลาย เรือเกอเบินก็สำแดงเดชอีกครั้ง ยิงโดนเรืออินเฟลกซิเบิลติดต่อกันสามครั้ง โดยสองนัดในนั้นโดนเข้าที่ป้อมปืนหลักด้านหน้า ไม่กี่วินาทีต่อมาก็เกิดการระเบิดครั้งใหญ่จนหัวเรือทั้งแถบหายไป
ผู้บัญชาการเบ็ตตี้ของอังกฤษเห็นท่าไม่ดี จึงรีบสั่งให้เรือรบขนาดเล็กพุ่งเข้าไปปล่อยตอร์ปิโด การเคลื่อนไหวของอังกฤษถูกเครื่องบินทะเลลาดตระเวนของเยอรมันตรวจพบทันที และรายงานข่าวกรองก็ส่งถึงมือฮิปเปอร์อย่างรวดเร็ว ฮิปเปอร์จึงสั่งการในแบบเดียวกันเพื่อเป็นการโต้ตอบ ในเมื่อตอนนี้เยอรมนีติดตั้ง "ตอร์ปิโดออกซิเจนพลังทำลายล้างสูง" หากจะวัดกันด้วยตอร์ปิโด พวกเขาก็ไม่เคยกลัวใคร
เวลา 7:14 น. เรือฟอน แดร์ ทันน์ของเยอรมันถูกยิงเข้าสองนัดซ้อน โครงสร้างส่วนบนถูกทำลาย คลังถ่านหินถูกจุดไฟจนลุกไหม้อย่างรุนแรง ทั้งลำถูกควันดำปกคลุมจนต้องถอนตัวจากการรบ แต่ในการยิงระดมครั้งสุดท้ายก่อนถอนตัวกลับเหมือนมีเทพเจ้าช่วย มันยิงโดนเรืออินดอมมิเทเบิลถึงสี่นัด โดยมีนัดหนึ่งทะลุเข้าไปในคลังกระสุนปืนหลักด้านหลัง ท่ามกลางเสียงระเบิดที่สะเทือนเลื่อนลั่น เรืออินดอมมิเทเบิลหักออกเป็นสองท่อนและจมลงสู่ก้นทะเล
เวลา 7:18 น. ดาดฟ้าด้านหน้าของเรือรอยัลพรินเซสถูกยิง กลไกการเคลื่อนที่ของสองป้อมปืนหลักด้านหน้าถูกขัดจนขยับไม่ได้ ปืนรองที่กราบขวาถูกทำลายสิ้นซาก
ส่วนเรือไทเกอร์ที่สายตาไม่ดีกลับซวยยิ่งกว่า เพราะมันมองเป้าหมายผิด ทำให้คู่ต่อสู้อย่างเรือเดอฟลิงเกอร์มีเวลาเหลือเฟือในการเล็งปืนหนักขนาด 360 มิลลิเมตรทั้งแปดกระบอกเข้าใส่ หลังจากป้อมปืนหลักด้านหลังถูกทำลายไปหนึ่งป้อม มันถึงเพิ่งจะได้สติว่าเล็งเป้าผิด แต่ตอนนั้นก็สายไปแล้ว เรือเดอฟลิงเกอร์ฉวยโอกาสระดมยิงใส่ไม่ยั้งจนโดนเป้าถึงเจ็ดนัด การออกแบบเกราะที่ลดสเปกของอู่ต่อเรืออังกฤษส่งผลร้ายแรง เรือไทเกอร์ถูกเปิดรูโหว่ขนาดใหญ่ที่กราบขวาสามแห่งติดต่อกัน และสองนัดสุดท้ายเป็นกระสุนที่ระเบิดใต้ระดับน้ำ ทำลายโครงสร้างกันน้ำไปมหาศาล หลังจากน้ำไหลเข้าจำนวนมาก เรือไทเกอร์ก็เริ่มเอียงอย่างรุนแรง
เวลา 7:25 น. เรือรบขนาดเล็กของทั้งสองฝ่ายเริ่มเข้าปะทะกัน เนื่องจากตอร์ปิโดของอังกฤษมีระยะยิงสูงสุดเพียง 7 กิโลเมตร พวกเขาจึงถูกเรือขนาดเล็กของเยอรมันสกัดไว้ในระยะที่ห่างจากเรือหลักเยอรมันถึง 12 กิโลเมตร ในขณะที่เรือเยอรมันกลับปล่อยตอร์ปิโดระดมยิงใส่รูปขบวนรบของอังกฤษจากระยะ 14 กิโลเมตรก่อนจะเข้าปะทะกัน หลังจากปล่อยตอร์ปิโดจนหมด เรือขนาดเล็กของเยอรมันก็พุ่งเข้าตะลุมบอนกับคู่แข่งชาวอังกฤษอย่างเต็มตัว
เรือขนาดเล็กของอังกฤษได้รับคำสั่งให้พุ่งเข้าไปปล่อยตอร์ปิโดใส่เรือหลักเยอรมัน ด้วยความที่รีบร้อนจะทำภารกิจให้สำเร็จ เมื่อต้องเผชิญหน้ากับคู่แข่งที่มาขัดขวางจึงดูเก้ๆ กังๆ และเสียเปรียบ
ในขณะที่เรือขนาดเล็กกำลังนัวเนียกันอยู่นั้น เรืออินวินซิเบิลของอังกฤษก็ถึงคราวซวย มันถูกเรือโมลท์เคอที่อยู่ตรงข้ามยิงโดนกระสุน 280 มิลลิเมตรอย่างต่อเนื่อง โดยมีสองนัดโดนเข้าที่หอบังคับการ ทะลุเกราะเข้าไประเบิดจนภายในกลายเป็นทะเลเลือด และยังมีอีกนัดหนึ่งยิงทะลุคลังกระสุนปืนรองจนเกิดการระเบิดต่อเนื่องจากภายใน กราบขวาของเรืออินวินซิเบิลหายไปครึ่งหนึ่งพร้อมกับเกิดไฟไหม้ครั้งใหญ่ ควันดำพุ่งโขมงจนบดบังเรือทั้งลำ เรืออินวินซิเบิลสูญเสียความสามารถในการรบทันที
อย่างไรก็ตาม เรือนิวซีแลนด์ของอังกฤษกลับสร้างผลงานได้ มันแลกหมัดกับเรือเซดลิทซ์ที่อยู่ตรงข้ามจนโดนยิงหลายครั้ง ในที่สุดดวงของฝั่งนิวซีแลนด์ก็แข็งกว่า แม้จะถูกยิงจนสะบักสะบอมและป้อมปืนหลักด้านหน้าพังไปหนึ่งป้อม แต่เรือเซดลิทซ์กลับซวยกว่า ยิงไปไม่กี่นัดก็ถูกกระสุนใต้ระดับน้ำที่ยิงมาอย่างประหลาดทำลายใบพัดและเครื่องถือท้ายจนพัง ทำให้เรือต้องหมุนคว้างอยู่กลางน้ำ ป้อมปืนที่หนึ่งก็ถูกยิงจนกลายเป็นใบ้ เรือนิวซีแลนด์จึงฉวยโอกาสระดมยิงกระสุนใส่คู่ต่อสู้จนเรือเซดลิทซ์กลายเป็นคบเพลิงที่กำลังลุกไหม้
ปัจจุบันเรืออินดอมมิเทเบิลและอินเฟลกซิเบิลของอังกฤษถูกระเบิดจมไปแล้ว ทั้งยังเสียเรืออินวินซิเบิลและไทเกอร์ไปจากการรบ ส่วนเรือไลอ้อนก็ชุดควบคุมการยิงพังจนพลังการต่อสู้หายไปครึ่งหนึ่ง ลำที่เหลืออีกห้าลำก็ใช่ว่าจะสมบูรณ์ ล้วนถูกยิงบาดเจ็บหลายจุด ในขณะที่ฝั่งเยอรมันมีเรือเพียงสองลำเท่านั้นที่เสียหายหนัก ลำที่เหลืออีกเจ็ดลำยังคงรักษาพลังการต่อสู้ไว้ได้เป็นส่วนใหญ่
เมื่อเห็นว่าเรือขนาดเล็กของฝ่ายตนไม่สามารถฝ่าแนวป้องกันของศัตรูไปได้เสียที เบ็ตตี้จึงรู้สึกวิตกกังวลอย่างยิ่ง แต่เขายังคงเชื่อมั่นว่ากองเรือหลักที่นำโดยเจลลิโกกำลังจะมาถึง จึงฝืนทนประคองสถานการณ์ต่อไปเพื่อซื้อเวลาให้กองเรือหลัก
แต่ในวินาทีนั้นเอง ตอร์ปิโดที่ปล่อยออกมาจากเรือขนาดเล็กของเยอรมันก็เดินทางมาถึง...
(จบแล้ว)