- หน้าแรก
- ผมขนเทคโนโลยีมาปฏิวัติราชวงศ์ชิง
- บทที่ 251 - เมฆาพัดผ่านเอเชียตะวันตก (กลาง)
บทที่ 251 - เมฆาพัดผ่านเอเชียตะวันตก (กลาง)
บทที่ 251 - เมฆาพัดผ่านเอเชียตะวันตก (กลาง)
บทที่ 251 - เมฆาพัดผ่านเอเชียตะวันตก (กลาง)
เขตการค้าโฮเดดาห์
แม้โฮเดดาห์จะเป็นฐานทัพทหาร แต่ในขณะเดียวกันก็เป็นศูนย์กลางการค้าด้วย เนื่องจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ที่อยู่ใกล้แอฟริกาเพียงแค่มีทะเลแดงกั้น และไม่ไกลจากยุโรปมากนัก ที่นี่จึงเป็นท่าเรือขนถ่ายสินค้าที่สำคัญ ในแต่ละวันจะมีพ่อค้าจำนวนมากจากตะวันออกกลาง แอฟริกา และแม้แต่ยุโรป มาทำการค้าขายที่นี่
ตลอดทั้งถนนเต็มไปด้วยป้ายร้านค้าและโฆษณาที่เป็นตัวอักษรจีน ผู้คนที่เดินไปมาบนท้องถนนก็สื่อสารกันด้วยภาษาจีน ดูแล้วไม่ต่างจากเขตการค้าในประเทศเลย แต่จุดที่ต่างออกไปก็ยังมีอยู่ นั่นคือป้ายและโฆษณาเหล่านั้นนอกจากตัวอักษรจีนแล้ว ยังมีเวอร์ชันภาษาอื่นด้วย โดยปกติจะมีสี่ภาษาคือ จีน อังกฤษ ฝรั่งเศส และอาหรับ (ซึ่งเป็นภาษาหลักของคนในพื้นที่และบริเวณใกล้เคียง) นอกจากนี้ นอกจากคนจีนแล้ว ยังมีชาวต่างชาติหลากสีผิวและหลายสไตล์การแต่งตัว พวกเขาต่างใช้ภาษาจีนที่บางคนก็คล่องแคล่วบางคนก็ขัดเขิน ต่อรองราคากับเจ้าของร้านชาวจีนอยู่หน้าแผงขายของ
"จริงๆ ด้วย ที่นี่ดูแล้วไม่ต่างจากตลาดการค้าระหว่างประเทศในเซี่ยงไฮ้เลย แทบมองไม่ออกเลยว่าที่นี่อยู่ไกลออกไปเป็นหมื่นลี้..." กรรมการเมืองหลูอี้ซันก็พยักหน้าเห็นด้วย
เสนาธิการฉินเหวินปินมองดูนาฬิกาแล้วกล่าวว่า "งั้นเราลงจากรถไปเดินเล่นกันไหมครับ ตอนนี้เพิ่งจะบ่ายสองโมงสิบนาที ยังอีกนานกว่าจะถึงเวลามื้อเย็น..."
หลี่อังไม่ได้คิดอะไรมากจึงตกลง "อืม ไปดูหน่อยก็ดี..."
หลังจากจอดรถไว้ที่ลานจอดรถในเขตการค้า พวกเขาก็เริ่มเดินเที่ยว โดยมีคนขับรถจากสโมสรคอยทำหน้าที่เป็นมัคคุเทศก์
เมื่อเห็นฝูงชนที่เดินเบียดเสียดกันบนถนน กรรมการหลูจึงอดไม่ได้ที่จะกล่าวกับคนขับรถ "เสี่ยวจาง ที่นี่คึกคักมากเลยนะ ความหนาแน่นของประชากรพอๆ กับเขตการค้าในกวางโจวหรือเซี่ยงไฮ้เลย"
คนขับรถยิ้มและแนะนำว่า "ท่านครับ ที่นี่ก่อนที่จะให้คนจีนเช่าก็ค่อนข้างคึกคักอยู่แล้ว เพราะเป็นท่าเรือสำคัญริมชายฝั่งทะเลแดง แต่หลังจากจีนเราเข้ามาบริหาร ที่นี่ก็ยิ่งเจริญขึ้นไปอีก บริษัทในประเทศหลายแห่งมาเปิดสำนักงานและสาขาที่นี่ พ่อค้าที่ทำธุรกิจขนถ่ายสินค้าก็มีเยอะมาก โดยเฉพาะช่วงสองปีนี้ เพราะยุโรปทำสงครามกัน สินค้าจากยุโรปลดลงอย่างมาก สินค้าจากประเทศเราจึงกลายเป็นสินค้าหลัก ตอนนี้ที่นี่กลายเป็นศูนย์กลางการซื้อขายสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในตะวันออกกลางไปแล้ว ไม่ใช่แค่พ่อค้าชาวตะวันออกกลางที่มาซื้อของที่นี่ แม้แต่คนจากฝั่งแอฟริกาก็ข้ามมาหาซื้อของที่นี่กันทั้งนั้น"
"โน่น ท่านดูสิ อย่างร้านขายยานั่น ลูกค้าส่วนใหญ่มาจากฝั่งแอฟริกานะครับ..." เขาชี้ไปที่ฝั่งตรงข้ามถนน
เห็นได้ชัดว่าร้านขายส่งยาที่ชื่อ "เต๋อเหริน" นั้นขายดีจนแทบระเบิด ป้ายหน้าร้านเขียนด้วยหลายภาษาว่า "ราคาถูกที่สุดในท่าเรือ ค้าส่งยา วัสดุการแพทย์ และอุปกรณ์การแพทย์ทุกชนิด รับสั่งจองล่วงหน้า"
ด้วยความสงสัย หลี่อังและคณะจึงลองเดินเข้าไปข้างใน
ลูกค้าข้างในส่วนใหญ่เป็นชาวต่างชาติ ชายผิวขาววัยกลางคนคนหนึ่งกำลังคุยกับเจ้าของร้านอย่างเอาเป็นเอาตายด้วยภาษาจีนสำเนียงแปร่งๆ "เถ้าแก่ ไอโอดีน ยี่สิบลัง! ไอโอดีน ยี่สิบลัง! ผมต้องการไอโอดีนยี่สิบลัง แล้วก็สำลีการแพทย์ยี่สิบห่อ ผ้ากอซยี่สิบห่อ..."
เจ้าของร้านพลิกดูสมุดบัญชีแล้วแบมือ "สำลีกับผ้ากอซยังมีอยู่ แต่ไอโอดีนขายหมดแล้ว ต้องรอล็อตหน้า ไว้ล็อตหน้ามาค่อยมาใหม่นะ..."
"ล็อตหน้าจะมาเมื่อไหร่?"
"น่าจะเป็นวันพุธหรือพฤหัสหน้า..."
"โอ๊ย นานเกินไป ผมต้องรีบใช้ด่วนเลยนะ..." ชายผิวขาวกล่าวด้วยสีหน้ากังวล
เจ้าของร้านยักไหล่ "วิลสัน คุณเป็นลูกค้าประจำของเรา ผมไม่ปิดบังหรอกนะ มันจนปัญญาจริงๆ ไอโอดีนเป็นสินค้าใหม่ กำลังการผลิตในประเทศยังน้อยอยู่ ของขาดตลาดจริงๆ ถ้าคุณรีบขนาดนั้น ก็เปลี่ยนเป็นทิงเจอร์ไอโอดีน แอลกอฮอล์การแพทย์ หรือไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์แทนสิ ยังไงผลมันก็คล้ายๆ กัน พวกนี้ยังมีของอยู่..."
วิลสันคนนั้นทำหน้าเซ็ง "ผมก็รู้ว่ามันคล้ายกัน แต่ลูกค้าของผมระบุว่าต้องเป็นไอโอดีนเท่านั้น เพราะมันไม่ระคายเคืองแผล ถ้าใช้ตัวอื่น แผลมันจะเจ็บมาก..."
หลี่อังยืนดูอยู่ครู่หนึ่ง พบว่าที่นี่ส่วนใหญ่จะขายยาทาภายนอก ผ้ากอซ ผ้าพันแผล และวัสดุสำหรับทำแผลเป็นหลัก เขาจึงดึงตัวพนักงานคนหนึ่งมาถาม "น้องชาย ถามหน่อยสิ ทำไมยาทาภายนอกของที่นี่ถึงขายดีขนาดนี้ เป็นเพราะสงครามหรือเปล่า?"
พนักงานร้านเดิมทีดูเหมือนจะรำคาญนิดๆ แต่พอเห็นเครื่องแบบและยศทหารของหลี่อัง ท่าทางก็เปลี่ยนเป็นกระตือรือร้นทันที เขารีบยิ้มประจบแล้วตอบว่า "ใช่ครับท่านพันเอก ท่านพูดถูกเผงเลย! ตอนนี้ที่แอฟริการบกันดุเดือดมาก ยาทาภายนอกกับอุปกรณ์ต่างๆ เลยขายดีสุดๆ!" พนักงานชี้ไปที่ชาวต่างชาติคนนั้น "ฝรั่งคนนั้นชื่อวิลสัน เป็นเจ้าของบริษัทการค้าเบลเยียม แต่บริษัทของเขามันก็แค่บริษัทเปลือกนอกนั่นแหละ เป็นพวกพ่อค้าคนกลาง เขาหาซื้อยาไปส่งให้กองทัพเบลเยียมในแอฟริกา โดยมาซื้อจากเราแล้วไปขายต่อราคาแพงๆ ให้กองทัพที่โน่น..."
ต่อมา หลี่อังได้ถามคำถามอีกสองสามอย่าง ซึ่งพนักงานก็ตอบอย่างครบถ้วน
"หึหึ ขอบคุณสำหรับคำตอบนะ" หลังจากถามเสร็จ หลี่อังก็จับมือลาพนักงานคนนั้น
หลี่อังกล่าวด้วยความประหลาดใจ "โอ้ นี่มันแปลกจริงๆ กองทัพเบลเยียมไม่มีการส่งกำลังบำรุงด้านยาของตัวเองหรือไง ถึงต้องมาซื้อจากพ่อค้าพลเรือน"
ตอนนี้เขามุ่งความสนใจไปที่เรื่องของกองเรือเพียงอย่างเดียว จึงไม่ค่อยรู้เรื่องราวพวกนี้เท่าไหร่ เรียกว่าเป็นพวก "หูสองข้างไม่ฟังเรื่องนอกหน้าต่าง"
ทว่า กรรมการเมืองหลูอี้ซันซึ่งเป็นคนหูตาไวอยู่แล้วก็ยิ้มแล้วกล่าวว่า "เดิมทีน่ะมี แต่ช่วงนี้ไม่มีแล้ว ลองคิดดูสิ ประเทศของพวกเขาถูกทำลายไปแล้ว จะมีการส่งยามาจากไหนล่ะ ปีที่แล้วยังพอมีอังกฤษกับฝรั่งเศสคอยสนับสนุน แต่ตั้งแต่ปีที่แล้วสถานการณ์ของอังกฤษกับฝรั่งเศสก็ไม่สู้ดีนัก ลำพังตัวเองยังเอาไม่รอด จะเอาแรงที่ไหนไปช่วยเบลเยียม"
"หึหึ พวกคนเบลเยียมเหล่านี้ไม่ได้ซื้อแค่ยาหรอกครับ พวกเขาซื้อทุกอย่าง ไม่ใช่แค่คนเบลเยียมเท่านั้นที่มาซื้อของ แม้แต่คนอังกฤษ ฝรั่งเศส แอฟริกาใต้ รวมถึงคนเยอรมัน ก็มาซื้อของที่นี่เหมือนกัน พวกเขาต้องการทุกอย่าง ทั้งอาวุธ เหล็ก รถยนต์ ยา อาหาร สิ่งทอ เสื้อผ้า ของใช้ในชีวิตประจำวัน และอื่นๆ อีกมากมาย ตอนนี้ราคาสินค้าทุกอย่างพุ่งสูงขึ้นกว่าครึ่ง โดยเฉพาะของที่ขายดีที่สุด ราคาแพงขึ้นกว่าเมื่อสองปีก่อนกว่าสองเท่า พวกที่มาจากประเทศมาทำธุรกิจที่นี่ต่างก็รวยกันอู้ฟู่เลยครับ"
เสี่ยวจางคนขับรถช่วยเสริมข้อมูลสถานการณ์ล่าสุดของที่นี่ เขามาอยู่ที่นี่ได้สามปีแล้ว จึงคุ้นเคยกับสถานการณ์เป็นอย่างดี
หลี่อังพยักหน้า คิดครู่หนึ่งแล้วกล่าวว่า "ดูเหมือนว่าฝ่ายภาคีจะมีปัญหาเรื่องกำลังการขนส่งอย่างรุนแรง ตอนนี้พวกเขาต้องรวมกำลังเพื่อรับมือกับฝ่ายพันธมิตร จึงดูแลอาณานิคมในแอฟริกาไม่ทั่วถึง แทนที่จะขนส่งมาจากประเทศตัวเอง สู้มาซื้อโดยตรงที่โฮเดดาห์จะดีกว่า เพราะที่นี่อยู่ใกล้แอฟริกามาก ส่วนพวกคนเยอรมันกับกองทัพกบฏในแอฟริกาใต้ ก็คงทำได้เพียงมาซื้อของจากที่นี่เช่นกัน"
เสนาธิการฉินเหวินปินอดไม่ได้ที่จะกล่าวว่า "จะว่าไป สถานการณ์ในแอฟริกาตอนนี้ดูไม่ออกจริงๆ ฝ่ายภาคีเห็นได้ชัดว่ามีกำลังพลเหนือกว่ามหาศาล แต่กลับถูกคนเยอรมันเล่นงานจนเสียกระบวน แอฟริกาใต้ก็เกิดการลุกฮือขึ้นอีก แถมยังไปจับมือกับพวกเยอรมัน อังกฤษคงจะปวดหัวน่าดู"
หลี่อังซ่ายหน้าแล้วกล่าวว่า "ใช่แล้ว กองทัพประจำการของฝ่ายภาคีสามแสนนาย กลับถูกกองกำลังอาณานิคมเยอรมันแค่สองหมื่นกว่าคนเล่นงานจนหัวปั่น จนต้องเปลี่ยนมาเน้นการป้องกันฝ่ายเดียว น่าขายหน้าจริงๆ"
ฝ่ายภาคีในสงครามครั้งนี้ที่บริเวณแอฟริกาตะวันออกนั้นเสียหน้าอย่างถึงที่สุด กองทัพประจำการถึงสามแสนนาย กลับถูกกองทัพเยอรมันประจำแอฟริกาตะวันออกที่มีไม่ถึงสามหมื่นคนทำร้ายจนหน้าปูดบวมและสะบักสะบอม ต้องยอมรับว่า พลตรีเลตโต-ฟอร์เบค ผู้บัญชาการกองกำลังแอฟริกาตะวันออก เป็นอัจฉริยะทางยุทธวิธีที่หาได้ยาก แม้ว่าภายใต้คำสั่งของเขาจะมีทหารเยอรมันจริงๆ เพียงแค่สองพันกว่านาย ส่วนที่เหลืออีกกว่า 90% เป็นชาวพื้นเมืองแอฟริกัน
ใครๆ ก็รู้ว่าพวกชาวพื้นเมืองรบกันอย่างสนุกสนาน มักเกิดเหตุการณ์ประเภทที่ทหารนับพันประจัญบานกันทั้งวัน แต่ความสูญเสียกลับเป็นศูนย์ ซึ่งเป็นเรื่องที่มหัศจรรย์มาก แต่ทว่า พวกชาวพื้นเมืองก็มีแบ่งระดับเหมือนกัน เมื่อเทียบกันแล้ว ชาวซูลูในแอฟริกาใต้มีความสามารถในการรบสูงกว่า ซึ่งเป็นชื่อเสียงที่สะสมมาตั้งแต่ครั้งสงครามซูลู แต่ในครั้งนี้ ท่ามกลางชาวพื้นเมืองแอฟริกัน กลับมีชนเผ่านักรบเพิ่มขึ้นมาอีกหนึ่ง นั่นคือชาวแทนซาเนีย
หลังจากสงครามโลกครั้งที่หนึ่งระเบิดขึ้น เลตโต-ฟอร์เบคคนนี้ก็อาศัยชาวพื้นเมืองแทนซาเนียสองหมื่นกว่าคนที่ดูเหมือนจะไม่ค่อยน่าเชื่อถือเหล่านี้ ทำให้เขตอาณานิคมแอฟริกาตะวันออกของฝ่ายภาคีปั่นป่วนวุ่นวายจนอยู่ไม่เป็นสุข กองกำลังพันธมิตรของฝ่ายภาคีถูกเขาหลอกล่อเหมือนลิง เขาใช้วิธีการต่างๆ ล่อให้กองทัพฝ่ายภาคีเดินทัพไปทางโน้นทีทางนี้ที จนพวกเขาวิ่งวุ่นจนเหนื่อยล้า จากนั้นเขาก็รอจังหวะ เมื่อกองทัพฝ่ายตรงข้ามกระจายตัวและหมดแรง เขาก็จะรวมกำลังเข้าโจมตีอย่างรวดเร็วแล้วก็หนีไป
ฟอร์เบคไม่ละโมบในความดีความชอบ เขาใช้วิธีเหมือนมดแทะช้าง วันนี้จัดการไปสามร้อย วันพรุ่งนี้อีกห้าร้อย ค่อยๆ กินกองทัพฝ่ายภาคีไปเรื่อยๆ ยุทธวิธีที่เขาใช้นั้นแม้จะเรียบง่ายและเก่าแก่ แต่เขาก็มักจะใช้ในจุดที่ฝ่ายภาคีลำบากที่สุดเสมอ ทำให้กองกำลังพันธมิตรของฝ่ายภาคีแม้จะรู้ว่าเป็นกับดัก แต่ก็ต้องหลับตาโดดลงไป ฝ่ายภาคีไม่มีทางจัดการกับฟอร์เบคคนนี้ได้เลย กลับกันพวกเขากลับตกหลุมพรางซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนถึงตอนนี้ เสียกำลังพลไปเกือบเจ็ดหมื่นนายแล้ว แต่กลับไม่สามารถสร้างความเสียหายให้ฟอร์เบคได้มากนัก ด้วยเหตุนี้จึงต้องกัดฟันเปลี่ยนมาเป็นการป้องกัน และล้มเลิกแผนการที่จะกวาดล้างเยอรมนีในแอฟริกาตะวันออกไปโดยสิ้นเชิง
หลังจากการลุกฮือครั้งใหญ่ในแอฟริกาใต้ ฟอร์เบคก็ได้ส่งคนไปติดต่อกับกองทัพกบฏแอฟริกาใต้ หลังจากทั้งสองฝ่ายเป็นพันธมิตรกัน ก็เกิดการสนับสนุนซึ่งกันและกันจนสามารถควบคุมพื้นที่ตั้งแต่แอฟริกาตะวันออกไปจนถึงทางตะวันออกของแอฟริกาใต้ได้อย่างมั่นคง ตอนนี้กองกำลังพันธมิตรของฝ่ายภาคีในแอฟริกาถูกฟอร์เบคเล่นงานจนหมดฤทธิ์ ต้องหดตัวอยู่แต่ในเมืองใหญ่และป้อมปราการต่างๆ เพื่อป้องกัน ส่วนการรบแบบประจัญบานในสนามน่ะหรือ ลืมไปได้เลย ไม่อยากไปรบอีกแล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้ฟอร์เบคจะรบเก่งแค่ไหน แต่สำหรับกองกำลังพันธมิตรของฝ่ายภาคีที่เล่นบท "เต่าหดหัว" เขาก็ไม่มีวิธีจัดการที่ดีนัก เพราะกำลังพลของเขามีน้อย และยังขาดอุปกรณ์ในการบุกทำลายป้อมปราการ ดังนั้นสนามรบในแอฟริกาตอนนี้จึงกลายเป็นสภาพที่ชะงักงันอย่างน่าอึดอัด เหมือนกับแนวรบด้านตะวันตกในยุโรป แน่นอนว่าความอึดอัดนี้หมายถึงฝ่ายภาคี ที่มีกำลังพลกว่า 3 แสนนาย แต่กลับถูกศัตรูที่มีจำนวนไม่ถึงหนึ่งในสิบกดดันจนต้องเปลี่ยนมาเป็นฝ่ายป้องกัน ผลงานที่น่าเกลียดแบบนี้ทำให้กองกำลังพันธมิตรของฝ่ายภาคีตั้งแต่ระดับบนจนถึงระดับล่างต่างก็รู้สึกหน้าม้านไปตามๆ กัน
และการที่สร้างเรื่องราวทั้งหมดนี้ขึ้นมาได้ ทำให้ชื่อเสียงของ เลตโต-ฟอร์เบค โด่งดังไปทั่ว ได้รับการยกย่องว่าเป็น "แม่ทัพผู้หาได้ยากยิ่ง" ได้รับรางวัลและเหรียญตรามากมายนับไม่ถ้วน และได้รับการเสนอชื่อโดยจักรพรรดิวิลเฮล์มที่ 2 แห่งเยอรมนี ให้ได้รับเครื่องอิสริยาภรณ์ทางทหารสูงสุดของเยอรมนี นั่นคือเหรียญพูร์เลอเมริท (บลูแมกซ์) พร้อมทั้งเลื่อนยศเป็นพลโท และดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการกองกำลังแอฟริกาตะวันออก เอาเถอะ สำหรับกองกำลังแอฟริกาตะวันออกที่มีคนไม่ถึงสามหมื่นคนนี้ ทุกคนต่างก็เลือกที่จะทำเป็นมองไม่เห็นจำนวนที่แท้จริงไป...
สิ่งที่หลี่อังและคณะไม่รู้ก็คือ ตอนนี้สถานการณ์ของเยอรมันในแอฟริกากำลังไปได้สวย แม้ว่าส่วนหนึ่งจะเป็นผลจากการบัญชาการที่ยอดเยี่ยมของแม่ทัพอย่าง เลตโต-ฟอร์เบค แต่เหตุผลที่สำคัญที่สุดคือ ยุทโธปกรณ์บรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมจำนวนมหาศาลที่มาจากจีน สงครามสมัยใหม่คือการรบกันด้วยการส่งกำลังบำรุงและเสบียง หากไม่มีสิ่งเหล่านี้ ต่อให้ฟอร์เบคจะเป็นอัจฉริยะที่ฟ้าประทานมาเพียงใด ก็ไม่อาจทำอะไรได้เลย
แน่นอนว่า ยุทโธปกรณ์บรรเทาทุกข์ทางมนุษยธรรมเหล่านี้ ส่วนใหญ่ดูเหมือนจะไม่เกี่ยวข้องกับจีน แต่เป็นการให้ความช่วยเหลือผ่าน "องค์กรสากลด้านมนุษยธรรม" เช่น ป้าเทียนหู่, เทียนเหริน, หรือ เคโนส เป็นต้น ไม่เพียงแต่กองทัพเยอรมันในแอฟริกาตะวันออกจะได้รับความช่วยเหลือ แม้แต่กองทัพกบฏแอฟริกาใต้ก็ได้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน แต่เรื่องราวเหล่านี้มีเพียงเหวินเต๋อซื่อและผู้นำระดับสูงไม่กี่คนเท่านั้นที่ล่วงรู้
หลี่อังและคณะเดินเล่นในเขตการค้าอยู่พักหนึ่ง นอกจากจะอิ่มเอมกับบรรยากาศแบบต่างแดนแล้ว ยังซื้อของที่ระลึกซึ่งเป็นสินค้าพื้นเมืองของอาหรับและแอฟริกากลับมาเป็นจำนวนมาก
ในตอนนี้ พวกเขามาถึงสุดเขตการค้า ซึ่งเป็นฝั่งที่ติดกับท่าเรือ ร้านค้าที่ใช้สำหรับทำการค้าขายเริ่มลดน้อยลงแทนที่ด้วยร้านอาหาร โรงแรม บาร์ คาเฟ่ และร้านน้ำชา ซึ่งเป็นสถานที่พักผ่อนหย่อนใจ
ทันใดนั้น หลี่อังก็ส่งเสียงอุทานด้วยความตกใจ "เอ๊ะ นี่มัน... ที่นี่มีหอนางโลมด้วยหรือ?"
เห็นได้ชัดว่าสองข้างทางของถนนข้างหน้า เต็มไปด้วยป้ายร้านค้าที่เขียนว่า "ห้องนวดเพื่อสุขภาพ", "สถานนวดเพื่อสุขภาพ", "คลับพักผ่อนหย่อนใจ", "ห้องอาบน้ำสไตล์ตุรกี" และยังมีโฆษณาจำพวก "วัฒนธรรมดั้งเดิมจากญี่ปุ่น", "สาวงามจากเปอร์เซีย", "มนต์เสน่ห์แห่งแอฟริกา", "บรรยากาศแบบยุโรป" และอื่นๆ อีกมากมาย ที่ประตูยังมีผู้หญิงแต่งตัวสวยงามคอยยืนเรียกแขกอยู่บนท้องถนน
"เอ่อ ใช่ครับ ที่นี่คือถนนสถานบันเทิงของเขตการค้า..." เสี่ยวจางคนขับรถที่ทำหน้าที่เป็นผู้นำทางอธิบายด้วยความเขินอายเล็กน้อย "ที่นี่คือหอนางโลมจริงๆ ครับ ส่วนใหญ่จะเปิดโดยคนญี่ปุ่นและคนออตโตมัน เพราะในประเทศเรามีข้อจำกัดเกี่ยวกับธุรกิจประเภทนี้ค่อนข้างมาก พ่อค้าในประเทศเราบางส่วนจึงหนีมาทำธุรกิจแนวนี้ที่นี่"
ในตอนนั้น มีหญิงเรียกแขกบางคนสังเกตเห็นพวกเขา เมื่อมองดูเหล่านายทหารที่รูปร่างสูงใหญ่และหล่อเหลา ดวงตาของพวกเธอก็เป็นประกาย และกรูกันเข้ามาหาทันที
"ท่านนายทหาร เชิญมาที่ร้านเราเถอะค่ะ เรามีเกอิชาตัวจริงจากญี่ปุ่น แต่ละคนยังสาวและสวยมาก มีบริการอาหารบนเรือนร่างด้วยนะคะ..."
"ท่านคะ ไปนวดเพื่อสุขภาพที่ห้องของเราสิคะ รับรองว่าจะช่วยขจัดความเหนื่อยล้าจากการเดินทางของท่านได้แน่นอน..."
"ท่านคะ มาลองชิมไข่มุกดำจากแอฟริกาดูไหมคะ..."
"เรามีสาวผมทองตัวจริงรออยู่นะคะ..."
สาวงามหลากสีผิวรุมล้อมพวกเขาไว้เป็นวงกลม พยายามนำเสนออย่างเต็มที่ บางคนถึงกับทนความหล่อของนายทหารในเครื่องแบบไม่ไหว ถึงขั้นลงมือดึงทึ้งเสื้อผ้า หลี่อังและคณะต่างก็ทำตัวไม่ถูก กรรมการหลูจึงรีบตะโกนบอกทุกคนว่า "หนีเร็ว!"
ดังนั้น พวกเขาจึงพยายามแหวกฝูงสาวงามเหล่านั้นออกมา และวิ่งหนีไปอย่างทุลักทุเล ราวกับว่ามีสัตว์ร้ายไล่ตามหลังมา
"ฮู่ว... น่ากลัวจริงๆ! เกือบโดนลากเข้าไปแล้ว..." หลังจากขึ้นรถได้แล้ว เสนาธิการฉินก็ตบหน้าอกด้วยความตกใจ
หลี่อังพยักหน้าเห็นด้วยรัวๆ แล้วกล่าวว่า "ใช่ ในประเทศเราแม้จะมีสถานที่แบบนี้บ้าง แต่ไม่เคยมีที่ไหนเกินเรื่องขนาดนี้เลย..."
"ทำไมพวกคุณไม่จัดการบ้าง ปล่อยให้มาทำตัวแบบนี้กลางวันแสกๆ มันเกินไปหน่อยนะ!" กรรมการหลูกล่าวด้วยความโมโห
"เอ่อ ท่านครับ ท่านอาจจะยังไม่เข้าใจสถานการณ์ที่นี่ สถานที่เมื่อกี้เป็นหอนางโลมระดับต่ำครับ ถ้าขับรถไปอีกหน่อยจะเป็นหอนางโลมระดับสูง ที่นั่นบรรยากาศจะนุ่มนวลกว่ามาก จะไม่มีการมาดึงกระชากแขกกลางถนนแบบนี้แน่นอนครับ"
"ยังจะไปต่ออีกหรือ? พอเลย! ไม่ไปแล้ว! เราไม่ได้มาเพื่อเที่ยวหอนางโลมนะ..." กรรมการหลูหน้าเขียวไปหมดแล้ว
แน่นอนว่าพวกเขาแค่บ่นเรื่องพฤติกรรมของสาวๆ ที่ทำเกินไปหน่อย แต่ไม่ได้ประณามว่าหอนางโลมไม่ควรมีอยู่
นี่คือความแตกต่างระหว่างประเทศจีนในปัจจุบันกับประเทศจีนในโลกเดิม เพราะเหวินเต๋อซื่อรู้ดีว่า ธุรกิจทางเพศนั้นเป็นสิ่งที่ห้ามไม่ได้ ดังคำกล่าวที่ว่า "อาหารและกาม คือความปรารถนาพื้นฐานของมนุษย์" สิ่งเหล่านี้คือสัญชาตญาณของมนุษย์ จะห้ามได้อย่างไร? นับตั้งแต่มีอารยธรรมมนุษย์มา ก็มีเพียงช่วงเริ่มต้นของการก่อตั้งประเทศในโลกเดิมเท่านั้นที่พยายามจะห้ามธุรกิจทางเพศ โดยพยายามใช้หลักการมาแทนที่สัญชาตญาณมนุษย์ แต่ประวัติศาสตร์ก็ได้พิสูจน์แล้วว่าวิธีการนี้ล้มเหลวโดยสิ้นเชิง
แม้จะเข้าสู่ศตวรรษที่ 21 แม้ในประเทศจะมีหอนางโลมอยู่ทุกหนทุกแห่ง แต่นิตินัยแล้วพวกมันก็ยังคงไม่มีตัวตน เพราะรัฐบาลต้องการความถูกต้องทางการเมือง อย่างน้อยก็ไม่สามารถยอมรับอย่างเป็นทางการได้ว่าเรามีธุรกิจนี้ ดังนั้นจึงทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นเสียดีกว่า ส่วนการกวาดล้างเป็นพักๆ นั้น ก็เป็นเพียงการแสดงละครเพื่อผลประโยชน์เท่านั้น
ในมุมมองของเหวินเต๋อซื่อ วิธีการนี้เป็นการหลอกตัวเองอย่างสิ้นเชิง เหวินเต๋อซื่อที่มาจากคนรุ่นหลังย่อมไม่ทำเรื่องที่เสียแรงเปล่าแบบนั้น นอกจากจะทำตาม "แผนพัฒนาพรรคมนุษยชาติ" เพื่อให้มนุษย์วิวัฒนาการไปเป็นสิ่งมีชีวิตรูปแบบอื่น มิเช่นนั้นปัญหานี้ก็ไม่มีทางแก้ได้ ยิ่งไปกว่านั้น ประเทศจีนเดิมทีก็มีผู้ชายน้อยกว่าผู้หญิง (ในแง่ของสัดส่วนทางสังคม) หากยกเลิกธุรกิจทางเพศไปโดยสิ้นเชิง ก็จะยิ่งสร้างปัญหาสังคมที่ร้ายแรงกว่าเดิม ซึ่งนั่นเป็นการได้ไม่คุ้มเสีย
ดังนั้นในประเทศจีนของยุคนี้ ความผิดจำพวกการบังคับให้เป็นโสเภณี หรือการค้ามนุษย์ ย่อมเป็นเป้าหมายที่ถูกจัดการอย่างเด็ดขาด ธุรกิจทางเพศที่มีพฤติกรรมเหล่านี้จะถูกรัฐบาลพรรคเคอเซ่อกวาดล้างจนหมด เจ้าของธุรกิจและผู้ที่เกี่ยวข้องจะถูกส่งไปประหารชีวิตหรือไม่ก็ถูกส่งไปขุดถนนขุดเหมือง
แต่สำหรับธุรกิจทางเพศโดยรวมกลับไม่ได้ถูกยกเลิกไปเสียทั้งหมด แต่มีการกำหนดมาตรฐานอุตสาหกรรมและระบบการจัดการที่เข้มงวด โดยจัดให้อุตสาหกรรมนี้เป็น "ธุรกิจควบคุม" ภายใต้การดูแลอย่างเข้มงวด สิ่งที่ต่างจากเดิมมากที่สุดคือการห้ามผู้หญิงในประเทศประกอบอาชีพนี้ และผู้ที่ประกอบอาชีพจะต้องทำด้วยความสมัครใจ ห้ามมิให้ธุรกิจทางเพศใช้วิธีการบังคับหรือล่อลวงเพื่อให้ได้ผู้ปฏิบัติงานมา ใครที่กล้าฝ่าฝืนก็เตรียมรับบทลงโทษที่รุนแรงได้เลย ต้องรู้ว่ากฎหมายของจีนใหม่ได้สืบทอดประเพณี "การลงโทษถึงครอบครัว" มาด้วยนะ โดยมีสโลแกนประชาสัมพันธ์กฎหมายอย่างหนึ่งว่า "คนเดียวทำผิด ทั้งครอบครัวซวย!"
จีนในยุคนี้ สังคมยังคงมีค่านิยมแบบดั้งเดิม ดังนั้นสาวๆ ส่วนใหญ่ที่ทำอาชีพนี้ในสมัยก่อนจึงไม่ใช่เพราะชอบจริงๆ บางคนถูกลักพาตัว ถูกข่มขู่ บางคนไม่มีทางเลือกในการหาเลี้ยงชีพ และบางคนก็มีฐานะยากจนจนไม่สามารถมีชีวิตอยู่ได้ แต่ปัญหาเหล่านี้ได้รับการแก้ไขหลังจากจีนใหม่ถูกก่อตั้งขึ้น สาวๆ ที่ถูกลักพาตัวและถูกข่มขู่ได้รับการช่วยเหลือ ผู้ที่ทำร้ายพวกเธอถูกกำจัด ส่วนผู้ที่ไม่มีทางเลือกในการหาเลี้ยงชีพก็จะถูกส่งไปยังโรงเรียนต่างๆ เพื่อฝึกทักษะวิชาชีพตามความถนัดและความสมัครใจ จากนั้นก็จะได้รับการจัดสรรงานในบริษัทต่างๆ สำหรับผู้ที่มีฐานะยากจนและขาดแคลนเงิน ก็จะได้รับการดูแลผ่านระบบสวัสดิการสังคม โดยมีสมาพันธ์สตรีคอยให้ความช่วยเหลือ
ในเวลานี้จีนกำลังอยู่ในช่วงของการพัฒนาอย่างรวดเร็ว ขอเพียงแค่คุณเต็มใจที่จะทำงานและมีความสามารถในการทำงาน ย่อมไม่มีทางตกงานแน่นอน อีกทั้งระบบประกันสังคมก็สมบูรณ์แบบมาก จะไม่ปล่อยให้พลเมืองต้องอดตายหรือเจ็บป่วยโดยไม่ได้รับการดูแลอย่างแน่นอน
ผู้หญิงจีนส่วนใหญ่ยังคงมีความรักนวลสงวนตัว ขอเพียงแค่มีทางเลือกอื่น ใครจะอยากไปขายเนื้อสดกันล่ะ? เมื่อก่อนนั่นเป็นเพราะรัฐบาลไม่ทำหน้าที่ ไม่สนใจเรื่องเหล่านี้เลย ก็เลยช่วยไม่ได้ อืม นี่คือสิ่งที่คนรุ่นหลังบางคนยกย่องว่าเป็น "รัฐบาลเล็กที่เน้นสิทธิและเสรีภาพ" และ "การปกครองแบบไม่แทรกแซง" แต่รัฐบาลพรรคเคอเซ่อที่ถูกหาว่าเป็นเผด็จการนั้น เป็นรัฐบาลใหญ่ที่จัดการทุกเรื่อง การควบคุมประเทศนั้นเข้าถึงทุกรูขุมขนของสังคม ขอเพียงแค่ต้องการทำ ย่อมไม่มีเรื่องไหนที่จัดการไม่ได้ หากพูดตามคำของคนรุ่นหลังบางคน นี่คือประเทศที่ "ท้องฟ้าทั้งหมดเต็มไปด้วยบรรยากาศของเผด็จการ เป็นประเทศเผด็จการที่น่าอึดอัด"
แต่ก็เป็นในประเทศที่ถูกหาว่าเป็น "เผด็จการ" และ "ไร้ซึ่งสิทธิเสรีภาพ" แห่งนี้เองที่เหล่าหญิงสาวในหอนางโลมสมัยราชวงศ์ชิงได้รับอิสรภาพ ได้ประกอบอาชีพที่มีเกียรติ และมีชีวิตใหม่ที่มีศักดิ์ศรี แน่นอนว่าในป่าใหญ่ย่อมมีนกหลายประเภท และก็ยังมีหญิงสาวส่วนน้อยที่สมัครใจจะทำอาชีพเดิม สำหรับคนเหล่านี้ก็เหมือนกับ "ฟ้าจะร้องแม่จะแต่งงาน" ก็ต้องปล่อยให้เป็นไปตามนั้น พรรคเคอเซ่อไม่ใช่พระแม่มารี ในเมื่อทำทุกอย่างที่ทำได้จนถึงที่สุดแล้ว แต่พวกเธอยังไม่รักดี ก็คงต้องส่งไปปรับปรุงพฤติกรรมผ่านการใช้แรงงานเท่านั้น
เนื่องจากหญิงสาวส่วนใหญ่ในประเทศถูกห้ามประกอบอาชีพในธุรกิจทางเพศอย่างเด็ดขาด ดังนั้นหญิงสาวที่ทำงานในสถานบันเทิงในจีนจึงมาจากต่างประเทศ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากญี่ปุ่น นอกจากนี้ยังมีหญิงสาวจากประเทศอื่นๆ ที่ส่งผ่าน "บริษัททรัพยากรมนุษย์ระหว่างประเทศ" มายังจีน ซึ่งมาจากทั่วทุกสารทิศและหลากสีผิว แต่ถึงแม้จะเป็นแหล่งที่มาที่ถูกกฎหมายแบบนี้ ธุรกิจทางเพศก็ต้องปฏิบัติตามกฎระเบียบมากมาย การตรวจร่างกายเป็นประจำคือสิ่งที่พื้นฐานที่สุด จากนั้นยังต้องซื้อประกันอุบัติเหตุ ประกันสุขภาพ รวมถึงต้องมีค่าจ้างขั้นต่ำ และอื่นๆ อีกมากมาย หากใครคิดจะประหยัดเงินในส่วนนี้ก็ได้นะ แต่ต้องเตรียมตัวไปขุดเหมืองขุดถนนขุดทรายในต่างแดนไว้ได้เลย
กฎระเบียบเหล่านี้ถูกใช้อย่างเข้มงวดในประเทศ แต่ในเขตเช่าอย่างโฮเดดาห์นั้นค่อนข้างผ่อนปรนกว่ามาก นอกจากเรื่องการตรวจร่างกายประจำและการจ่ายค่าจ้างขั้นต่ำที่ตรวจสอบอย่างเข้มงวดแล้ว กฎระเบียบอื่นๆ ก็ผ่อนปรนลงไปมาก และที่โฮเดดาห์แห่งนี้ ส่วนใหญ่เป็นพ่อค้าที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ คนเหล่านี้ต้องอยู่ห่างบ้านเป็นเวลานาน ย่อมมีความต้องการสูงและมือเติบ ถือเป็นพวกประเภทที่มีเงินแต่ขาดความยับยั้งชั่งใจ ธุรกิจทางเพศที่นี่จึงกำไรมหาศาล และต่างก็เต็มใจมาเปิดสาขาที่นี่
สำหรับเรื่องที่หลี่อังและคณะวิ่งหนีไปนั้น ก็เป็นเพราะพวกเขาไม่คุ้นเคยกับบรรยากาศแบบนี้เอง จริงๆ แล้วท่านผู้นำเหวินก็ไม่ได้ห้ามลูกน้องไปพักผ่อนหย่อนใจ อีกอย่างเรื่องส่วนตัวแบบนี้ก็ห้ามกันไม่ได้ ขอเพียงไม่ก่อให้เกิดผลกระทบที่รุนแรง ก็ถือเป็นเรื่องส่วนตัวที่ "ราษฎรไม่ร้องเรียน ทางการก็ไม่สอบสวน"
(จบแล้ว)