- หน้าแรก
- ถอนพิษจอมนาง สู่วิถีผู้ไร้เทียมทาน
- ตอนที่ 198 แย่งชิงผลหงสาเพลิง
ตอนที่ 198 แย่งชิงผลหงสาเพลิง
ตอนที่ 198 แย่งชิงผลหงสาเพลิง
พวกซูหานออกเดินทางต่อ
"ซูหาน ตำหนักหลิงเซียวหมายหัวเจ้าอย่างจริงจังแล้วนะ"
"เจ้าฆ่าหานไคกับหยางอู่ต่อหน้าพวกเขา พวกเขาต้องมาหาเรื่องเจ้าแน่"
"สองคนนี้ต่างก็มีขั้วอำนาจหนุนหลังอยู่ในตำหนักหลิงเซียวทั้งนั้น"
"เบื้องหลังล้วนมีผู้อาวุโสคอยให้ท้าย"
อู่เย่ว์เอ๋อร์นิ่งอึ้งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองซูหานแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
"แต่…ไม่เป็นไรหรอก พ่อข้านี่แหละคือคนหนุนหลังเจ้า"
"ถ้าพวกเขาใช้วิธีผู้ใหญ่รังแกผู้น้อยล่ะก็ พ่อข้าจะซัดพวกเขาให้ตายไปเลย"
เมื่อพูดถึงตรงนี้ นางก็กำหมัดแน่นพลางกล่าวด้วยความโกรธ
ซูหานยิ้มบางๆ
รู้สึกอบอุ่นในหัวใจยิ่งนัก
"แล้วก็ยังมีตระกูลหลินอีก"
หลินชิงเหยาเอ่ยเสียงขรึม
ซูหานพยักหน้า
"ตกลง ข้าเข้าใจแล้ว แต่แค่ไอ้พวกนั้น คิดจะฆ่าข้า เกรงว่าคงยังไม่มีปัญญาหรอก"
ตอนนี้เขาอยู่ในระดับขอบเขตเป็นตายขั้น 9 แล้ว แถมยังบรรลุเจตจำนงกระบี่ขั้น 3 อีกด้วย
แม้เขาจะรู้ดีว่ายอดฝีมือขอบเขตเทวะขั้นสูงสุดบางคนนั้นแข็งแกร่งมากก็ตาม
แถมยังมีรากฐานอยู่ในดินแดนตงฮวงอีกด้วย
"ซูหาน ข้าเคยได้ยินท่านพ่อบอกว่า สาเหตุที่ตำหนักหลิงเซียวแข็งแกร่ง ก็เพราะในส่วนลึกของตำหนักมีปรมาจารย์ระดับขอบเขตบรรลุมรรคผลอยู่หลายท่าน"
จู่ๆ อู่เย่ว์เอ๋อร์ก็เหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงเอ่ยเสียงขรึม
ปรมาจารย์ระดับขอบเขตบรรลุมรรคผล
สีหน้าของซูหานเคร่งเครียดขึ้นมาทันที
"แล้วสำนักกระบี่วิญญาณของเรามีปรมาจารย์ด้วยหรือเปล่า?"
ทันใดนั้น ซูหานก็ถามขึ้นพร้อมรอยยิ้ม
ในเมื่อตำหนักหลิงเซียวยังมีปรมาจารย์
สำนักกระบี่วิญญาณจะไม่มีได้อย่างไร?
อู่เย่ว์เอ๋อร์ตอบ
"มีสิ"
"มีอยู่แล้ว"
"แต่ปรมาจารย์ของสำนักกระบี่วิญญาณไม่ได้ปรากฏตัวมานานมากแล้ว ไม่รู้ว่าตอนนี้ระดับพลังอยู่ขั้นไหนแล้ว"
อู่เย่ว์เอ๋อร์เอ่ยด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
นัยน์ตาของซูหานทอประกายวาบ
แม้เขาจะมั่นใจในพลังของตัวเอง แต่ก็ควรเก็บเนื้อเก็บตัวไว้ก่อน หาโอกาสวาสนาให้ได้เสียก่อนค่อยว่ากัน
ต้องรู้ไว้ว่าที่พึ่งที่ใหญ่ที่สุดของเขาคือจักรพรรดินีนะ
ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ
ก็แค่เรียกหาจักรพรรดินี
"..."
พวกเขาทั้งหลายเดินทางมาถึงส่วนลึกของสุสานจุนเจ่อเทียนสิง
รูปปั้นสลักเรียงรายอยู่ทั่วบริเวณ
รอบๆ มีกระแสลมปราณหมุนวน แผ่ซ่านแสงศักดิ์สิทธิ์ออกมา
บริเวณนี้มีผู้คนมารวมตัวกันไม่น้อย
ฟุ่บ
เห็นเพียงเงาร่างหลายสายพุ่งเข้าปะทะกันอย่างรวดเร็ว
"ส่งของมาให้ข้าเดี๋ยวนี้ เป่ยชิวเสวี่ย"
เสียงเย็นชาดังขึ้น
ชายหนุ่มคนหนึ่งใบหน้าทะมึนตึงอย่างยิ่ง แววตาดุร้ายจ้องมองไปยังร่างระหงเบื้องหน้า
ร่างระหงนั้นคือเป่ยชิวเสวี่ยนั่นเอง
เป่ยชิวเสวี่ยสีหน้าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก
ส่วนชายหนุ่มที่กำลังพูดอยู่ก็คือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักหลิงเซียว
ลั่วเฟิง
"ส่งของที่เจ้าเพิ่งได้มาให้ข้าซะ!"
ลั่วเฟิงจ้องเป่ยชิวเสวี่ยด้วยสายตาถมึงทึงพลางตวาดกร้าว
ฟุ่บ! ร่างของจ้าวฉิงค่อยๆ ปรากฏขึ้นข้างกายลั่วเฟิง
ร่างบอบบางอรชร
รูปโฉมงดงามไร้ที่ติ
แต่หากเทียบกับเป่ยชิวเสวี่ยแล้ว รัศมีความสง่างามยังเป็นรองอยู่บ้าง
นัยน์ตาของจ้าวฉิงทอประกายเย็นเยียบ
แสงเย็นยะเยือกสั่นไหว
นางเข้าไปขวางทางอีกด้านหนึ่งของเป่ยชิวเสวี่ยทันที
เป่ยชิวเสวี่ยมีสีหน้าเรียบเฉย นางตวัดฝ่ามือลง ทันใดนั้นพลังปราณนับไม่ถ้วนก็รวมตัวกันจนกลายเป็นรูปร่าง พุ่งเข้าจู่โจมในพริบตา
สีหน้าของลั่วเฟิงทะมึนตึง เขาปล่อยหมัดออกไปอย่างรุนแรง บดขยี้ห้วงอากาศจนแตกกระจาย
พุ่งเข้าปะทะกับการโจมตีของเป่ยชิวเสวี่ยในทันที
ตูม!
ทั้งลั่วเฟิงและเป่ยชิวเสวี่ยต่างกระเด็นถอยหลังไปหลายจั้ง
"..."
"ได้ยินมาว่าธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกระบี่วิญญาณได้ผลไม้วิเศษมาลูกหนึ่ง แถมยังเป็นผลไม้วิเศษระดับสูงสุดเสียด้วย"
"แต่บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งตำหนักหลิงเซียวดันมาเห็นเข้าเสียก่อน ก็เลยคิดจะแย่งชิง"
"ผลไม้วิเศษอะไรกัน?"
บางคนเอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"ผลหงสาเพลิงน่ะสิ"
"ซี๊ดดด"
ฝูงชนในที่เกิดเหตุต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความตกตะลึง เพราะพวกเขารู้ดีว่าผลหงสาเพลิงคืออะไร มันคือผลไม้ที่อัดแน่นไปด้วยเลือดบริสุทธิ์ของนกเฟิ่งหวงเลยเชียวนะ
ผลไม้ชนิดนี้ ต่อให้ไปอยู่ในดินแดนจงโจว ก็ยังถือเป็นผลไม้ระดับสูงสุดเลย
แถมพวกเขายังเคยได้ยินมาว่า ผลไม้ชนิดนี้สามารถเปลี่ยนแปลงความบริสุทธิ์ของสายเลือดได้ด้วยซ้ำ
ลมหายใจของแต่ละคนเริ่มติดขัด
ยังไม่ทันได้รับมรดกสืบทอดของจุนเจ่อเทียนสิงเลย
ก็เริ่มปะทะกันเพื่อแย่งชิงผลหงสาเพลิงเสียแล้ว
ผู้คนในที่เกิดเหตุต่างตกตะลึงไปตามๆ กัน
"บัดซบ"
"เป่ยชิวเสวี่ยได้ผลหงสาเพลิงมางั้นรึ? แต่มีแค่ผลเดียวเนี่ยนะ?"
สีหน้าของหยุนหงเฟยดูย่ำแย่สุดขีด แววตาเต็มไปด้วยความริษยาจนแทบจะระเบิดออกมา
เขาเจ็บใจเหลือเกิน
ทำไมนางถึงได้ผลหงสาเพลิงไปล่ะ
ถ้าเขาได้ผลหงสาเพลิงมาครอบครองล่ะก็ ความบริสุทธิ์ของสายเลือดเขาต้องเพิ่มขึ้นอย่างแน่นอน
นัยน์ตาทอประกายความอาฆาตแค้นวาบหนึ่ง ราวกับกำลังวางแผนร้ายอะไรบางอย่าง
เมื่อซูหานได้ยินคำพูดของคนรอบข้าง สีหน้าก็ค่อยๆ กระจ่างขึ้น ที่แท้ก็เป็นผลหงสาเพลิงนี่เอง ว่ากันว่าผลไม้ชนิดนี้มีมูลค่ามหาศาลมาก
ในดินแดนจงโจว ถือเป็นของล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้เลยทีเดียว
"เป่ยชิวเสวี่ย ผลหงสาเพลิงลูกนี้ไม่ได้มีแค่เจ้าคนเดียวที่หมายตานะ ตอนนี้เอาผลหงสาเพลิงมาแบ่งกันเถอะ"
"ว่าไง?"
"ไม่อย่างนั้นล่ะก็ ในสภาพของเจ้าตอนนี้ ไม่มีใครช่วยเจ้าได้หรอกนะ"
นัยน์ตาของลั่วเฟิงทอประกายโลภโมโทสัน เอ่ยด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม
จ้าวฉิงเอ่ยเสียงเย็น
"เป่ยชิวเสวี่ย มอบผลหงสาเพลิงให้ตำหนักหลิงเซียวสิถึงจะถูก"
"สำนักกระบี่วิญญาณไม่มีใครช่วยเจ้าหรอก"
"ใครบอกว่าไม่มี"
เวลานี้เอง
หยุนหงเฟยก็เอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย
เขาปรากฏตัวขึ้นตรงหน้าเป่ยชิวเสวี่ยในชั่วพริบตา
เป่ยชิวเสวี่ยปรายตามองเขาแวบหนึ่ง
หยุนหงเฟยยิ้ม
"ข้าคือบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกระบี่วิญญาณ ย่อมต้องช่วยเหลือธิดาศักดิ์สิทธิ์อยู่แล้ว"
"คิดว่าสำนักกระบี่วิญญาณกินข้าวต้มหรือไง"
เขาจ้องมองลั่วเฟิงกับพวกด้วยสายตาถมึงทึง
"เจ้า..."
สีหน้าของทั้งสองเย็นเยียบถึงขีดสุด ประกายแสงแห่งความหนาวเหน็บวาบขึ้นในแววตา
"แต่ทว่า..."
จู่ๆ น้ำเสียงของหยุนหงเฟยก็เปลี่ยนไป
"ชิวเสวี่ย ในเมื่อเจ้าได้ผลหงสาเพลิงมาแค่ผลเดียว"
"งั้นเราสองคนก็แบ่งกันกินคนละครึ่งก็แล้วกัน"
"แบบนี้จะได้ช่วยเพิ่มอายุขัย ยกระดับสายเลือด และเพิ่มพลังฝีมือด้วย ดีไหมล่ะ?"
เขามองเป่ยชิวเสวี่ย เขามั่นใจว่าเป่ยชิวเสวี่ยจะไม่มีทางปฏิเสธอย่างแน่นอน
ฝูงชนเงียบกริบ
พวกเขาเองก็คาดเดาว่าเป่ยชิวเสวี่ยจะตอบตกลงตามข้อเสนอของหยุนหงเฟย
เป่ยชิวเสวี่ยปรายตามองเขาด้วยสายตาเรียบเฉย
"ไม่ต้อง ข้ากลัวโดนเจ้าแทงข้างหลัง"
สีหน้าของหยุนหงเฟยแข็งทื่อไปในทันที เขามองเป่ยชิวเสวี่ยด้วยความไม่อยากจะเชื่อ ไม่คิดเลยว่านางจะปฏิเสธ?
แถมยังพูดว่าแทงข้างหลังอีก
ยิ่งทำให้เขากัดฟันกรอดด้วยความไม่อยากจะเชื่อ
"เจ้า..."
"ถ้าข้าไม่ช่วยเจ้า แล้วใครจะช่วยเจ้า?"
หยุนหงเฟยกัดฟันกรอดพลางเอ่ย
"คนส่วนใหญ่ของสำนักกระบี่วิญญาณก็อยู่ข้างข้ากันทั้งนั้น"
"ถ้าไม่มีคำสั่งข้า พวกเขาจะกล้าช่วยเจ้างั้นรึ?"
ฟุ่บ
เวลานี้เองก็มีเสียงหนึ่งดังก้องขึ้น
"ใช่แล้ว ธิดาศักดิ์สิทธิ์"
"มีเพียงบุตรศักดิ์สิทธิ์เท่านั้นที่จะช่วยท่านได้"
ไม่นานนัก
พวกหลิงหยุนก็มาถึง หลิงหยุนรีบพูดเสริมทันที
แม้พ่อของเขาจะเป็นเจ้าแห่งยอดเขากระบี่สวรรค์ แต่พลังของหยุนหงเฟยนั้นเหนือกว่าเขา อนาคตต้องก้าวไปได้ไกลกว่าเขาแน่
ดังนั้นเขาต้องเกาะขาบุตรศักดิ์สิทธิ์ไว้ให้แน่น
เป่ยชิวเสวี่ยปรายตามองพวกเขาแวบหนึ่ง จากนั้นก็ดึงสายตากลับ หันไปมองอีกด้านหนึ่ง สายตาไปหยุดอยู่ที่ซูหานพลางกล่าวว่า
"เจ้าจะยืนดูพวกเขารุมข้าอยู่อย่างนี้หรือ"
"ยังไม่รีบมาช่วยข้าอีก?"
น้ำเสียงเย็นชาแฝงแววตัดพ้อเง้างอนอยู่ลึกๆ
ฝูงชนต่างตื่นตระหนกตกใจ นัยน์ตาเบิกกว้างด้วยความตะลึงงัน
ใครกัน?
ธิดาศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักกระบี่วิญญาณกำลังพูดกับใครอยู่
พวกเขาต่างมองตามสายตาของนางไป
เป้าหมายสายตาของเป่ยชิวเสวี่ยก็คือซูหานนั่นเอง
เป่ยชิวเสวี่ยกำลังพูดกับซูหานแห่งสำนักกระบี่วิญญาณงั้นหรือ?
สองคนนี้มีความสัมพันธ์อะไรกันแน่
สนิทสนมกันขนาดนี้เลยเชียวหรือ?
ซูหานชะงักไปครู่หนึ่ง ไม่คิดเลยว่าเป่ยชิวเสวี่ยจะขอร้องให้เขาช่วย