เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 193 เข้าสู่สุสานใหญ่

ตอนที่ 193 เข้าสู่สุสานใหญ่

ตอนที่ 193 เข้าสู่สุสานใหญ่


ดวงตาของซูหานเย็นเยียบ

เขารู้ดีว่า เหล่าอัจฉริยะเหนือมนุษย์บางคนย่อมต้องสกัดกั้นจำกัดจำนวนคนที่จะเข้าไปในสุสานใหญ่อย่างแน่นอน

มุมปากของซูหานประดับด้วยรอยยิ้มเย้ยหยัน

เพราะในสายตาของพวกมัน ทรัพยากรในสุสานใหญ่ของจุนเจ่อเทียนสิง มีเพียงอัจฉริยะอย่างพวกมันเท่านั้นที่มีสิทธิ์ก้าวเข้าไปกวาดล้าง

แต่หากมีคนอื่นต้องการเข้าไปด้วย ย่อมทำให้จำนวนคนภายในสุสานใหญ่เพิ่มขึ้นอย่างกะทันหัน

ดังนั้นจึงจำเป็นต้องจำกัดจำนวนคน

...

ทว่าซูหานย่อมไม่สนใจหรอกว่าการจำกัดจำนวนคนคืออะไร มีเขาอยู่ที่นี่ ยังคิดจะจำกัดจำนวนคนอีกหรือ

ช่างน่าขันสิ้นดี

บริเวณทางเข้าสุสานใหญ่

คนหลายคนกำลังยืนเบื่อหน่าย แม้ว่าพวกมันเองก็อยากจะเข้าไปค้นหาทรัพยากรภายในสุสานใหญ่เช่นกัน

แต่ก็รู้ตัวดีว่าพวกมันไม่มีคุณสมบัติพอที่จะเข้าไปได้

และตอนนี้พวกมันก็มีหน้าที่ต้องคอยคุ้มกันไม่ให้ผู้ใดเข้าไปในสุสานใหญ่

ชายหนุ่มชุดขาวผู้หนึ่งมีแววตาดูแคลน มันหัวเราะเยาะแล้วกล่าวว่า

"ก็คอยดูเถอะว่าใครมันจะไม่มีตา หวังจะเข้าไปในสุสานใหญ่ นั่นเป็นเรื่องที่เป็นไปไม่ได้อย่างเด็ดขาด"

ดวงตาของหลายคนทอประกายเย็นเยียบ พวกมันแค่นเสียงหัวเราะอย่างดุร้ายออกมาสองสามครา

ทันใดนั้น พวกของซูหานก็ค่อยๆ เดินเข้ามา

เมื่อเห็นภาพนี้

สีหน้าของคนจากตำหนักหลิงเซียวก็มืดครึ้มลงเล็กน้อย

"อู่เย่ว์เอ๋อร์ผู้นี้ช่างคิดว่าตัวเองเป็นอาหารจานเด็ดเสียจริง หากบิดาของนางไม่ใช่เจ้ายอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณแห่งสำนักกระบี่วิญญาณ นางจะยังกล้ากำเริบเสิบสานอยู่ที่นี่ได้อีกหรือ?"

ชายหนุ่มชุดขาวกล่าวเสียงเย็น

ดวงตาทอประกายเย็นเยียบ

มันมองข้ามซูหานไปโดยสิ้นเชิง

นอกจากมันแล้ว สีหน้าของคนอื่นๆ อีกหลายคนก็มืดครึ้มลงเช่นกัน

ผู้ที่คอยเฝ้าอยู่ด้านนอก ไม่ได้มีเพียงคนของตำหนักหลิงเซียวเท่านั้น แต่ยังมีสำนักกระบี่วิญญาณ สำนักไท่สวี และจวนเทียนหยวนอีกด้วย

"นั่นซูหานนี่"

ยามนี้

ดวงตาของชายหนุ่มชุดคลุมสีดำจากสำนักกระบี่วิญญาณผู้หนึ่งทอประกายมืดหม่น

ซูหาน?

สีหน้าของพวกคนจากตำหนักหลิงเซียวแปรเปลี่ยนไปในทันที

ช่วงนี้ในแดนลับสุสานยุทธ์ ผู้ใดมีชื่อเสียงโด่งดังที่สุด ย่อมต้องเป็นซูหานแห่งสำนักกระบี่วิญญาณที่ผงาดขึ้นมาอย่างกะทันหันผู้นี้ เขาสังหารอัจฉริยะระดับขอบเขตเทวะของตำหนักหลิงเซียวไปไม่น้อย

ประกายเย็นชาในดวงตาของพวกมันยิ่งหนาวเหน็บจับขั้วหัวใจ

"พวกเจ้ากลับมาอีกทำไม?"

"การก้าวเข้าไปในสุสานใหญ่ของจุนเจ่อเทียนสิงแห่งนี้มีการจำกัดจำนวนคน ไม่ว่าจะเป็นตำหนักหลิงเซียวหรือสำนักกระบี่วิญญาณ จำนวนคนล้วนถูกกำหนดเอาไว้หมดแล้ว"

ชายหนุ่มชุดขาวจากตำหนักหลิงเซียวกล่าวเสียงเย็น

"กำหนดเอาไว้แล้วงั้นหรือ?"

มุมปากของซูหานปรากฏรอยยิ้มเย็นชา สายตาเยือกเย็นจ้องมองไปยังชายหนุ่มชุดขาว

ชายหนุ่มชุดขาวหัวเราะเยาะ

"ย่อมกำหนดไว้แล้วสิ"

ซูหานกล่าวเสียงเย็น

"แล้วข้าตกลงด้วยหรือยัง?"

"แดนลับสุสานยุทธ์เดิมทีก็เป็นสถานที่ที่ต้องอาศัยความสามารถของแต่ละคนในการแย่งชิงทรัพยากรอยู่แล้ว"

"พวกเจ้าคิดจะขวางข้าหรือ?"

สีหน้าของชายหนุ่มชุดขาวกลายเป็นดูไม่ได้ขึ้นมาทันที ใบหน้าดุร้าย กล่าวอย่างเกรี้ยวกราดว่า

"ซูหาน เจ้าช่างได้ใจจนลืมรูปลักษณ์เสียจริง บิดาผู้นี้ก็บอกเจ้าไปแล้ว"

"จำนวนคนในสุสานของจุนเจ่อเทียนสิงแห่งนี้เต็มแล้ว เจ้าเข้าไปไม่ได้"

ซูหานหัวเราะเบาๆ

สายตาเปี่ยมไปด้วยความดูแคลน

"บัดซบ"

ดวงตาของชายหนุ่มชุดขาวทอประกายเย็นเยียบอันดุร้าย ร่างของมันพุ่งทะยานออกไปในชั่วพริบตา มันยื่นฝ่ามือออกไป พลังวิญญาณอันน่าสะพรึงกลัวสายหนึ่งก็หลอมรวมขึ้นในพริบตา

ซูหานเหยียดหยาม

ยามนี้ความแข็งแกร่งของเขาบรรลุถึงขอบเขตเป็นตายขั้น 9 แล้ว

ฟุ่บ

เขาชกหมัดสวนออกไปโดยตรง

ตูม

ชายหนุ่มชุดขาวที่ลงมือมีสีหน้ามืดครึ้มถึงขีดสุด แม้ว่าทุกแห่งหนจะเล่าลือกันว่าซูหานนั้นแข็งแกร่งและร้ายกาจมากเพียงใด แต่มันก็ไม่เชื่อเรื่องหลอกเด็กพรรค์นั้นหรอก

คนๆ เดียวต่อให้แข็งแกร่งแค่ไหนแล้วจะทำไม?

อีกทั้งความแข็งแกร่งของมันก็ไม่ได้ด้อยไปกว่าพวกเย่กุ่ยเลยแม้แต่น้อย

หากสามารถจัดการซูหานลงได้ ชื่อเสียงของมันย่อมต้องดังกึกก้องไปทั่วแดนลับสุสานยุทธ์อย่างแน่นอน

ทว่าคิดนั้นช่างง่ายดาย แต่ความเป็นจริงกลับมอบบทเรียนให้กับมัน

ปัง

เสียงปะทะดังกึกก้อง

ได้ยินเพียงเสียงกระดูกแตกหักดังสนั่น ชายหนุ่มชุดขาวครางต่ำ ก่อนจะแผดเสียงร้องโหยหวนออกมา ร่างกายของมันกระเด็นไปกระแทกกับพื้นดินที่ไม่ไกลนักอย่างแรง

"เป็นไปได้ไง?"

ใบหน้าของมันบิดเบี้ยวด้วยความเจ็บปวด

ดวงตาแฝงความเคียดแค้นชิงชังอย่างรุนแรงและความเหลือเชื่อ

สีหน้าของเหล่าอัจฉริยะจากสำนักกระบี่วิญญาณและขุมอำนาจอื่นๆ ค่อยๆ แปรเปลี่ยนเป็นหวาดผวา

พวกมันรู้ดีว่าคนของตำหนักหลิงเซียวผู้นั้นมีความแข็งแกร่งมากเพียงใด

เป็นถึงระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 สูงสุดอย่างแท้จริง

ทว่ากลับต้านทานซูหานไม่ได้แม้แต่กระบวนท่าเดียว

สีหน้าของคนจากสำนักกระบี่วิญญาณยิ่งกลายเป็นน่าเกลียด

เหตุใดถึงได้ร้ายกาจปานปีศาจเช่นนี้

"ทำไม?"

"ยังคิดจะขวางข้าอยู่อีกไหม?"

ซูหานหรี่ดวงตาทั้งสองลง มองคนของตำหนักหลิงเซียวอย่างอำมหิต สายตากวาดมองไปยังสำนักกระบี่วิญญาณและขุมอำนาจอื่นๆ

พวกอู่เย่ว์เอ๋อร์และหลินชิงเหยาหลายคนล้วนมีสีหน้าตื่นตะลึง

แม้ว่าพวกนางจะเคยได้ยินมาว่าซูหานสังหารอัจฉริยะระดับขอบเขตเทวะอย่างจ้าวเคอไปแล้ว

แต่ถึงอย่างไรก็ไม่เคยเห็นกับตา

ยามนี้เมื่อได้เห็นซูหานเอาชนะผู้ฝึกตนระดับขอบเขตเทวะขั้น 2 ของตำหนักหลิงเซียวได้อย่างง่ายดาย

ภายในใจจึงตื่นตระหนกตกใจอย่างหาที่เปรียบมิได้

เมื่อสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบกระหายเลือดของซูหาน

ชายหนุ่มชุดขาวก็หวาดกลัวเป็นอย่างยิ่ง

"ไม่ ไม่ ไม่ ข้าไม่ขวางเจ้าแล้ว"

"แบบนี้สิถึงจะถูก"

ซูหานแย้มยิ้มบางๆ จากนั้นก็เก็บเอาแหวนมิติของมันมาไว้กับตัว

"เจ้า"

ชายหนุ่มชุดขาวมีสีหน้าดูไม่ได้ น้ำเสียงแหบพร่าเล็กน้อย

นั่นมันแหวนมิติเชียวนะ

"หืม?"

ซูหานชะงัก เขามองอีกฝ่ายด้วยสายตายิ้มๆ คล้ายไม่ยิ้ม

"มีปัญหาหรือ?"

เมื่อชายหนุ่มชุดขาวได้ยินเช่นนั้น ก็รีบส่ายหัวไปมาอย่างเอาเป็นเอาตาย

"ไม่มีปัญหา"

ซูหานกล่าว

"แบบนี้สิถึงจะถูกใช่หรือไม่?"

เขาหรี่ดวงตาทั้งสองลง จ้องมองชายหนุ่มชุดขาวอย่างดุร้าย

อีกฝ่ายรู้สึกหนาวเหน็บไปทั้งร่าง ใบหน้าเต็มไปด้วยความหวาดผวา

ซูหานผู้นี้กล้าดีอย่างไรกัน

"ทุกท่านมีปัญหาหรือไม่?"

ซูหานปรายตามองพวกคนจากสำนักกระบี่วิญญาณอย่างราบเรียบ

"ไม่มีปัญหา"

สีหน้าของพวกมันเปลี่ยนไปอย่างรุนแรงในทันที ก่อนจะรีบตอบกลับด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ

พวกมันจะมีปัญหาได้อย่างไรล่ะ

ไม่กล้าเลยแม้แต่น้อย

รอยยิ้มบนมุมปากของซูหานยิ่งปรากฏชัดเจนขึ้น

เมื่อพวกมันสัมผัสได้ถึงสายตาเย็นเยียบของซูหาน ภายในใจก็สั่นสะท้านอย่างรุนแรง พากันเปิดทางให้ทันที

ซูหานเป็นคนที่พวกมันไม่กล้าไปล่วงเกินอย่างเด็ดขาด

ต่อให้จะเป็นอัจฉริยะจากสำนักกระบี่วิญญาณก็เช่นเดียวกัน

ก่อนหน้านี้ตอนที่ชายหนุ่มชุดคลุมสีดำเพิ่งออกจากด่านฝึกฝน ย่อมรู้สึกดูแคลนซูหานเป็นอย่างยิ่ง แต่เมื่ออยู่ในแดนลับสุสานยุทธ์มาเป็นเวลานาน มันย่อมตระหนักถึงความแข็งแกร่งและวิธีการอันโหดเหี้ยมของซูหานเป็นอย่างดี

ไม่กล้าไปล่วงเกินจริงๆ

ต่อให้ยอดเขากระบี่สวรรค์และยอดเขาต้นกำเนิดวิญญาณจะมีความบาดหมางกันมากเพียงใด

มันก็ไม่มีทางลงมือกับซูหานเด็ดขาด

มันเองก็อยากมีชีวิตรอดเช่นกัน

มันรักตัวกลัวตายจะตายไป

เชื่อว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์และพวกคนจากยอดเขากระบี่สวรรค์ก็น่าจะเข้าใจดี

ซูหานหัวเราะเบาๆ

"ศิษย์พี่หญิง ศิษย์พี่ชาย พวกเราเข้าไปกันเถอะ"

"อืม"

พวกอู่เย่ว์เอ๋อร์ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะปีติยินดี จากนั้นจึงเดินตามซูหานเข้าไปในสุสานใหญ่ของจุนเจ่อเทียนสิง

...

"บัดซบ!"

ชายหนุ่มชุดขาวมีสีหน้าเขียวคล้ำ ความอัปยศอดสูที่ถูกซูหานแย่งชิงแหวนมิติไปกับความเคียดแค้นปะปนกัน น้ำเสียงแหลมสูงจนแทบแหบแห้ง ภายในดวงตาสาดประกายความเคียดแค้นที่ลึกซึ้งกัดกร่อนถึงกระดูก

"ข้าจะต้องคิดบัญชีหนี้แค้นครั้งนี้กับเจ้าให้จงได้!"

"ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!"

ใบหน้าของมันบิดเบี้ยว น้ำเสียงคลุ้มคลั่ง แทบจะบ้าคลั่งไปแล้ว

ทันใดนั้น เสียงกระบี่กังวานใสก็ดังก้องขึ้น ประกายกระบี่อันแหลมคมดุจหงส์ตื่นพาดผ่านเงาพุ่งทะยานเข้ามาในชั่วพริบตา

ฉึก

รูม่านตาของชายหนุ่มชุดขาวหดเกร็งอย่างรุนแรง ยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ ก็เห็นประกายกระบี่สายนั้นทะลวงผ่านกลางหว่างคิ้วของมันไปอย่างแม่นยำไร้ที่ติ

รูด้านเลือดปรากฏขึ้นอย่างชัดเจน

ดวงตาทั้งสองของมันเลื่อนลอย บนใบหน้าเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ

เป็นไปได้อย่างไร?

ซูหาน... ยังอยู่อีกหรือ?

ความหงุดหงิด ความไม่ยินยอม ความเสียใจ... อารมณ์ความรู้สึกนานัปการในเสี้ยววินาทีที่มันล้มลง แปรเปลี่ยนเป็นความอัปยศอดสูและความเจ็บปวดอันไร้ที่สิ้นสุด กลืนกินร่างของมันจมดิ่งลงสู่กองเลือดสีแดงฉาน

เมื่อเห็นภาพเหตุการณ์นี้ ภายในใจของคนอื่นๆ ล้วนสั่นสะท้าน บนใบหน้าอดไม่ได้ที่จะเผยความหวาดผวาออกมา

ผู้ที่ลงมือ ย่อมต้องเป็นซูหานอย่างไม่ต้องสงสัย

โชคดีที่พวกมันไม่ได้วิพากษ์วิจารณ์ซูหาน หรือพูดจาให้ร้ายซูหาน ไม่เช่นนั้นพวกมันทีละคนๆ คงได้เย็นเฉียบไปหมดแล้ว

จบบทที่ ตอนที่ 193 เข้าสู่สุสานใหญ่

คัดลอกลิงก์แล้ว