- หน้าแรก
- ผู้เล่นสุดโหด โหมดนรกประจัญบาน
- บทที่ 174 จุดยุทธศาสตร์
บทที่ 174 จุดยุทธศาสตร์
บทที่ 174 จุดยุทธศาสตร์
เว่ยหลิงหลานไม่รอช้า นางหยิบปืนสัญญาณออกมาจากช่องเก็บของแล้วเหนี่ยวไกขึ้นฟ้าทันที
ลูกกระสุนสัญญาณแสงสีแดงพุ่งแหวกอากาศขึ้นไป ก่อนจะระเบิดออกเป็นรูปตราสัญลักษณ์รูปทรงเรขาคณิตอันงดงามของหน่วยจัดการกิจการพิเศษที่จุดสูงสุด
ภายในจุดยุทธศาสตร์ชั่วคราวถนนเหอซาน สิงเหอโฉ่วที่ยืนอยู่ริมหน้าต่างกระจกบานใหญ่ เมื่อเห็นตราสัญลักษณ์ของหน่วยเคลื่อนที่เร็วที่เริ่มเลือนลางในม่านหมอกก็ลอบถอนหายใจด้วยความโล่งอก
เขาหันไปสั่งการผู้น้อยไม่กี่คำ ให้สมาชิกหน่วยเคลื่อนที่เร็วสองคนลงไปรับกลุ่มคนด้านล่าง
บนถนน กลุ่มคนที่เต็มไปด้วยความตื่นตระหนกต่างพากันกระซิบกระซาบพลางจับจ้องไปยังตึกเบื้องหน้า
ถนนเหอซาน เลขที่ 149 แห่งนี้เป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์ของเมืองอิน ภายนอกฉากหน้าเป็นเพียงบริษัทดูแลสวนและทำความสะอาดทั่วไปของเมืองเท่านั้น
ตัวตึกแม้จะสูงแต่ก็ค่อนข้างเก่า กระจกหน้าต่างเป็นแบบกระจกโค้งสีเขียวที่นิยมใช้ในช่วงต้นศตวรรษที่ 21 บริเวณขอบกระจกในส่วนที่ทำความสะอาดยากมักมีฝุ่นเกาะหนา
ที่บันไดหินอ่อนหน้าประตู มีสิงโตหินตั้งอยู่สองตัว ตัวสิงโตมีรอยตะไคร่น้ำสีเขียวเกาะอยู่ประปราย
สิงโตตัวซ้ายเหยียบลูกหินพลางแยกเขี้ยวดูน่าเกรงขามแต่ก็แฝงความน่าเอ็นดู ส่วนสิงโตตัวขวาดูดุดันแยกเขี้ยวขู่สิงโตตัวซ้าย ดูราวกับมีชีวิตจริงๆ
ภายในห้องโถงนั้นดูสลัวและตกแต่งด้วยเฟอร์นิเจอร์เก่าๆ ไร้เงาผู้คน ดูแล้วอ้างว้างเกินกว่าจะเป็นป้อมปราการที่คุ้มกันอย่างแน่นหนา
ท่ามกลางสายตาอันหวาดหวั่นของทุกคน เจ้าหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วในชุดยุทธวิธีเต็มยศสองคนเดินลงมาจากชั้นสอง ผ่านโถงกลางมาที่หน้าประตู พวกเขากดปุ่มบางอย่างบนแผงควบคุมที่ผนังข้างประตู
ทันทีที่ปุ่มถูกกด อากาศรอบๆ ประตูหน้าก็เกิดรอยกระเพื่อมสั่นไหว
ภาพภายในตึกเปลี่ยนไปในทันที จากสำนักงานอันเงียบเหงาที่ไม่มีใครเหลียวแล กลายเป็นป้อมปราการที่ผนังกรุด้วยโลหะอัลลอยสีเทาเข้ม เต็มไปด้วยป้อมปืนกลและลังกระสุน
บนผนังด้านในยังมีลวดลายค่ายกลอักษรโบราณอันสลับซับซ้อน ลึกซึ้ง และน่าเกรงขามของฝั่งตะวันออกวาดไว้เต็มไปหมด โดยรอบลวดลายเหล่านั้นมีแสงสีขาวนวลเรืองรองออกมา
เจ้าหน้าที่ทั้งสองเดินออกมาจากป้อมปราการ มาหยุดอยู่ที่ถนน
พวกเขาใช้เครื่องสแกนมือถือตรวจสอบบัตรประจำตัวเจ้าหน้าที่หน่วยจัดการกิจการพิเศษที่เว่ยหลิงหลานยื่นให้ และให้นางสแกนลายนิ้วมือเพื่อยืนยันตัวตน
เมื่อเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็โบกมือเรียกทุกคนให้เดินตามเข้าไปโดยไม่เอ่ยปากพูดสักคำ
ทุกคนก้าวเข้าไปในตึกด้วยใจที่เต้นรัว ขณะที่ก้าวขึ้นบันไดหินอ่อน สิงโตหินตัวซ้ายก็ขยับตัวกะทันหัน มันก้มหัวลงไปดมฟุดฟิดที่ตัวพ่อครัวคนหนึ่งที่อยู่ท้ายแถว
พ่อครัวคนนั้นร้องลั่นด้วยความตกใจจนทรุดลงไปกองกับพื้น ส่วนเจ้าสิงโตหินเองก็ดูท่าทางจะตกใจเหมือนกัน มันเบิกตาโตแล้วยกขาหน้าสองข้างขึ้นค้างไว้ ราวกับจะบอกว่า "ใจเย็นๆ นะพี่ชาย ผมแค่ดมกลิ่นกับข้าวที่ติดตัวพี่มาเฉยๆ เอง"
สิงโตหินทั้งสองตัวนี้เป็นอุปกรณ์พิเศษที่ได้รับความอนุเคราะห์มาจากสมาคมวิจัยศาสตร์เร้นลับ ซึ่งเป็นมรดกตกทอดมาจากสมาชิกสมาคมที่เสียชีวิตในเกมสังหารรุ่นก่อนๆ
มันมีความสามารถในการดมกลิ่นเพื่อแยกแยะว่าผู้มาเยือนมีเจตนาร้ายหรือคิดจะทำลายสถานที่แห่งนี้หรือไม่ นอกจากฟังก์ชันการดมกลิ่นแล้ว พลังโจมตีของมันยังน่าสะพรึงกลัวอีกด้วย ร่างหินของมันสามารถทนทานต่อกระสุนเจาะเกราะของรถถังประจัญบานได้อย่างสบายๆ และกรงเล็บของมันก็ฉีกกระชากเหล็กกล้าได้ง่ายดายเหมือนกระดาษ
ตราบใดที่มี "หยก" ให้พวกมันอย่างเพียงพอ คุณก็สามารถจ้างให้พวกมันลุกออกจากแท่นหินไปรบได้
ทว่าตามบันทึกของสมาคมวิจัยศาสตร์เร้นลับ ในสมัยโบราณแค่หยกเศษๆ ชิ้นเดียวก็ทำให้พวกมันบ้าคลั่งอยากรับงานแล้ว แต่ปัจจุบันค่าครองชีพพุ่งสูงขึ้น ถ้าไม่ให้ "หยกหลันเทียน" ชั้นเลิศสักครึ่งชั่ง อย่าหวังว่าพวกท่านจะยอมขยับก้นออกจากแท่นเลย
เงินเฟ้อมันน่ากลัวจริงๆ
เหตุการณ์เล็กๆ นี้ไม่ได้ส่งผลกระทบอะไรมากนัก ในไม่ช้าทุกคนก็เข้ามาอยู่ภายในห้องโถงกันครบ
【คุ้มครองบุคคลภายในร้านอาหารหยงอี้เกอจำนวน 132 คน ไปยังถนนเหอซาน เลขที่ 149 สำเร็จแล้ว】
【ภารกิจทั่วไป "ฝ่าหมอกหนีตาย" เสร็จสิ้น】
เมื่อได้ยินเสียงแจ้งเตือนจากระบบ เว่ยหลิงหลานก็ลอบถอนหายใจยาวด้วยความโล่งอก
ภารกิจคุ้มครองในครั้งนี้มีแดนม่านหมอกในเมืองอินเป็นฉากหลัง และยังเกี่ยวข้องกับผู้คนมากมายรวมถึงพ่อแม่ของนางด้วย การปฏิบัติภารกิจจึงเต็มไปด้วยความกดดันและหวาดวิตก เพราะเกรงว่าความผิดพลาดเพียงนิดเดียวจะทำให้คนธรรมดาถูกม่านหมอกกลืนกินไป
โชคดีที่มี "ยอดฝีมือ" สองคนช่วยแบก...
เมื่อนึกถึงตรงนี้ เว่ยหลิงหลานก็มองออกไปนอกประตู
ในตอนนั้นเจ้าหน้าที่ทั้งสองได้กดปุ่มบนแผงควบคุมข้างประตูอีกครั้ง เพื่อเปิดใช้งาน "พรางตัวด้วยแสง" และค่ายกลกับดักป้องกันรอบตึกอีกครั้ง
"ไม่รู้ว่ายอดฝีมือสองคนนั้นตอนนี้อยู่ที่ไหน..."
เว่ยหลิงหลานคิดในใจ "ภารกิจทั่วไปในครั้งนี้ใช้โลกแห่งความเป็นจริงเป็นฉากหลัง จึงไม่มีการตั้งค่าให้วาร์ปกลับฐานหลังจบภารกิจ พวกเขาจะออกจากม่านหมอกนี้ได้ด้วยตัวเองไหมนะ?"
นางใช้เวลาคิดได้ไม่นาน ก็มีเจ้าหน้าที่ระดับสูงเดินลงมาแจ้งให้นางขึ้นไปรายงานตัว
เว่ยหลิงหลานรีบหันไปกำชับบิดามารดาและ หยางไฉ่หลิง ผู้เป็นน้องสาวลูกพี่ลูกน้องเพียงไม่กี่คำ นางบอกให้พวกเขาปฏิบัติตามการจัดสรรของเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัดและมิต้องเป็นกังวลเกี่ยวกับนาง
“อืม หลานหลาน ลูกมิต้องเป็นห่วงทางนี้หรอกนะ”
คิ้วเข้มของหลี่อังขมวดเข้าหากันแน่น เขาเดินเข้าไปสวมกอดเว่ยหลิงหลานอย่างเป็นทางการ ท่ามกลางสายตาอาฆาตมาดร้ายประหนึ่งจะฉีกกินเลือดกินเนื้อของหวังฉงซาน ก่อนจะเอ่ยกับเว่ยหลิงหลานด้วยน้ำเสียงหนักแน่นมั่นคงว่า
“ผมจะดูแลคุณพ่อคุณแม่และน้องสาวลูกพี่ลูกน้องของคุณให้ดีที่สุด คุณจงไปทำหน้าที่ของตนเถิด มิต้องเป็นกังวลทางนี้”
"ไปทำหน้าที่เถอะ" น่ะพอได้ แต่ทำไมท่าทางนายเหมือนกำลังส่งฉันไปตายอย่างนั้นล่ะ? แล้วเมื่อกี้ไม่ใช่นายเหรอที่เกือบจะถูกสั่วแดงลากไปเป็นเจ้าบ่าวอยู่รอมร่อ?
พอรอดมาได้ก็รีบกลับมารับบทพนักงานผู้ซื่อสัตย์คอยดูแลแขกเหรื่อทันทีเลยนะ ฉันควรจะเพิ่มเงินทิปให้นายจริงๆ เลย!
เว่ยหลิงหลานแอบบ่นในใจรัวๆ แต่ใบหน้ากลับทำได้เพียงยิ้มแห้งๆ นางลูบหัวน้องสาวเบาๆ ก่อนจะเดินตามเพื่อนร่วมงานผ่านโถงกลาง ขึ้นลิฟต์ไปยังชั้นหก
แม้ตึกแห่งนี้จะเป็นเพียงจุดยุทธศาสตร์ย่อยของเมืองอินที่มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการเพียงสามร้อยกว่าคน และเจ้าหน้าที่หน่วยเคลื่อนที่เร็วอีกหนึ่งร้อยแปดสิบคน ซึ่งในนั้นมีเจ้าหน้าที่ที่เป็นผู้เล่นประจำอยู่ประมาณยี่สิบคน
แต่เนื่องจากความเสี่ยงอันมหาศาลจากเกมสังหาร หน่วยจัดการกิจการพิเศษจึงบริหารจัดการจุดยุทธศาสตร์ทุกแห่งให้ "เล็กแต่ครบวงจร" มีโครงสร้างพื้นฐานที่สมบูรณ์แบบที่สุด
ด้วยวิธีนี้ ต่อให้ศูนย์บัญชาการใหญ่ถูกทำลาย จุดยุทธศาสตร์ย่อยแห่งอื่นก็สามารถยกระดับขึ้นมาเป็นศูนย์บัญชาการแห่งใหม่ได้ทันที
ตึกที่ถนนเหอซาน เลขที่ 149 มีชั้นใต้ดิน 7 ชั้น และเหนือพื้นดิน 8 ชั้น
ส่วนชั้นใต้ดินประกอบด้วย หอพักเจ้าหน้าที่, สนามฝึกยิงปืน, สนามฝึกการต่อสู้, ห้องทดสอบสมรรถภาพทางกาย, คลังเก็บอาวุธปืน, คลังเก็บอุปกรณ์เหนือธรรมชาติ, สังเวียนการต่อสู้ รวมถึงห้องพยาบาลฉุกเฉิน
นอกจากนี้ยังมีสำนักงานประสานงานสมาคมวิจัยศาสตร์เร้นลับ และห้องปฏิบัติการวิจัยต่างๆ
ส่วนเหนือพื้นดิน ชั้นแรกคือโถงกลาง ซึ่งปกติจะไม่เปิดเผยการป้องกัน ใช้เป็นฉากหน้าบริษัททำความสะอาดเพื่อตบตาคนธรรมดา
ชั้นสอง สาม และสี่ เป็นส่วนสำนักงาน รับผิดชอบจัดการเอกสารและข้อมูลต่างๆ รับรองผู้เล่นอิสระ รวมถึงการออกภารกิจ
ชั้นห้า เป็นส่วนงานตรวจสอบ, ส่วนรักษาความปลอดภัยข้อมูล และฝ่ายสนับสนุนหลังบ้าน
ชั้นหก คือศูนย์บัญชาการ รับผิดชอบรับคำสั่งจากศูนย์ใหญ่และสั่งการหน่วยเคลื่อนที่เร็วในสังกัดให้ออกไปปฏิบัติภารกิจในเมืองอินและพื้นที่โดยรอบ
ส่วนชั้นเจ็ดและแปด ปกติจะจำกัดบุคคลภายนอกไม่ให้เข้าออก แม้แต่เว่ยหลิงหลานเองก็ไม่ค่อยได้ขึ้นไป
เมื่อลิฟต์ถึงชั้นหก ประตูลิฟต์เปิดออก เว่ยหลิงหลานเดินตามเพื่อนร่วมงานไปผลักประตูศูนย์บัญชาการเปิดออกและก้าวเข้าไป
ศูนย์บัญชาการมีพื้นที่กว้างขวางมาก สองข้างทางมีโต๊ะทำงานพร้อมคอมพิวเตอร์วางเรียงรายหลายสิบแถว ตรงกลางเป็นพื้นที่โล่ง ผนังด้านหน้าสุดมีหน้าจอแอลซีดีขนาดใหญ่ยักษ์จำนวนมากติดตั้งอยู่
เนื่องจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ส่วนใหญ่ใช้งานไม่ได้ เจ้าหน้าที่ฝ่ายธุรการจำนวนมากที่นั่งอยู่ตามโต๊ะจึงได้แต่นั่งรอเฉยๆ พวกเขาต่างพากันจับจ้องไปยังชายหนุ่มในชุดผ้าป่านที่ยืนปิดตาอยู่ตรงพื้นที่โล่งใจกลางศูนย์บัญชาการ
เว่ยหลิงหลานมองชายหนุ่มคนนั้นด้วยความสงสัย เห็นเหงื่อโชกเต็มหน้าผากของเขา เขากำลังถือพู่กันด้ามโตที่จุ่มหมึกจารึกตัวอักษรและลวดลายลงบนพื้นศูนย์บัญชาการอย่างขะมักเขม้น
นี่เขากำลัง... เขียนค่ายกลอยู่เหรอ?
แต่ทำไมยิ่งดู มันยิ่งเหมือนภาพวาด "แม่ไก่จิกข้าว" เลยล่ะเนี่ย?
เว่ยหลิงหลานเก็บความสงสัยไว้ในใจ นางเดินตรงไปที่จุดบัญชาการเพื่อรายงานตัวต่อ "เจียนรูซวง" ผู้ดูแลจุดยุทธศาสตร์แห่งนี้ และ "สิงเหอโฉ่ว" หัวหน้าหน่วยเคลื่อนที่เร็ว
...........