- หน้าแรก
- วิวัฒน์ไร้ขอบเขต
- ตอนที่ 1327 ข้อห้าม
ตอนที่ 1327 ข้อห้าม
ตอนที่ 1327 ข้อห้าม
มู่เหลียงเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ
"คิดให้รอบคอบก่อน แล้วค่อยมาคุยเรื่องซื้อขายหัวรถจักร"
"เข้าใจแล้วครับ"
ยู่วเจิ้งพยักหน้าช้าๆ
มู่เหลียงหันหน้าไปมองหยู่ฉินหลานแล้วเอ่ยด้วยน้ำเสียงกังวาน
"ฉินหลาน จัดคนพาท่านยู่วเจิ้งไปเดินเล่นรอบๆ เมืองชั้นในก่อนเถอะ รอฮู่เตียนตื่นแล้วค่อยคุยเรื่องรายละเอียดความร่วมมือต่อ"
"ได้ค่ะ"
หยู่ฉินหลานพยักหน้าอย่างสง่างาม
ยู่วเจิ้งไม่ได้ปฏิเสธ ครั้งก่อนเขามาอย่างเร่งรีบ ได้แต่มาที่ตำหนักบนเนินสูง ยังไม่เคยเดินเที่ยวในเมืองชั้นในของเมืองเต่าทมิฬเลย
ต้องรู้ไว้ว่า ในเมืองซาลุนเอ๋อนั้นไม่สามารถสืบข่าวคราวของเมืองชั้นในของเมืองเต่าทมิฬได้เลย
มู่เหลียงพยักหน้าให้ยู่วเจิ้งก่อนจะเอ่ยเรียบๆ
"ฉันยังมีธุระ ขอตัวไปทำงานก่อน"
"ท่านเจ้าเมืองไปทำธุระเถอะครับ ไม่ต้องห่วงผม"
ยู่วเจิ้งรีบพยักหน้า
มู่เหลียงหันหลังเตรียมตัวจะจากไป แต่พอเดินไปถึงประตูห้องรับแขก เขาก็นึกถึงอีกเรื่องขึ้นมาได้
เขาหันกลับมามองยู่วเจิ้ง แล้วแสร้งถามอย่างไม่ใส่ใจ
"ท่านยู่วเจิ้ง ได้ยินมาว่าหอการค้ายู่วเจิ้งมีศิลามนตราอยู่ใช่ไหม?"
รูม่านตาของยู่วเจิ้งหดเกร็งเล็กน้อย เขาพยักหน้าช้าๆ
"มีอยู่หนึ่งก้อนครับ"
"เอามาให้ฉันดูสักหน่อยได้ไหม?"
มู่เหลียงยิ้มถาม
"แค่ดูงั้นหรือครับ?"
ยู่วเจิ้งชะงักไป
"อืม ได้หรือเปล่าล่ะ?"
สายตาของมู่เหลียงแฝงแววสอบถาม
ยู่วเจิ้งดึงสติกลับมาได้ เขาพยักหน้าตกลง
"ได้ครับ พรุ่งนี้ผมจะนำมาส่งให้ด้วยตัวเอง"
เดิมทีเขาคิดว่ามู่เหลียงอยากจะขอซื้อศิลามนตรา คิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายแค่อยากจะดูเฉยๆ
"ไม่ต้องหรอก คืนนี้ฉันจะไปเยี่ยมเยือนด้วยตัวเอง"
มู่เหลียงทิ้งท้ายไว้แค่นั้น ก่อนจะหันหลังเดินออกจากห้องรับแขกไป
วันนี้เขายังต้องไปดัดแปลงเมืองซ้อนเมืองที่เมืองซาลุนเอ๋อ สามารถแวะไปที่หอการค้ายู่วเจิ้งได้พอดี
"เอ่อ..."
ยู่วเจิ้งอ้าปากค้าง คำปฏิเสธจุกอยู่ที่คอหอย
หยู่ฉินหลานเอ่ยอย่างสง่างาม
"ทั้งสองท่าน ตามฉันมาเถอะค่ะ"
"ครับ"
ยู่วเจิ้งดึงสติกลับมา เขาจูงมือลูกสาวเดินตามหยู่ฉินหลานออกจากห้องรับแขก
ที่โถงใหญ่ เหยาเอ๋อกำลังถูพื้นอยู่
หยู่ฉินหลานส่งเสียงใส
"เหยาเอ๋อ หยุดงานไว้ก่อน พาคุณยู่วเจิ้งไปเดินเล่นในเมืองชั้นในหน่อยสิ"
"ค่ะ"
เหยาเอ๋อรับคำอย่างว่าง่าย
เธอรีบนำไม้ถูพื้นไปเก็บที่ห้องเก็บเครื่องมือ ล้างมือจนสะอาดแล้วจึงเดินกลับมา
"ต้อนรับแขกให้ดีล่ะ"
หยู่ฉินหลานลูบหัวสาวใช้ตัวน้อยก่อนจะผละไป
"หนูเข้าใจค่ะ"
เหยาเอ๋อยิ้มอย่างไร้เดียงสา
เหยาเอ๋อหันไปมองยู่วเจิ้งและยู่วเฟ่ยเอ๋อ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงหวานใส
"ทั้งสองท่าน ตามฉันมาเลยค่ะ"
"อืม"
ยู่วเจิ้งรับคำ เดินตามสาวใช้ตัวน้อยออกจากตำหนัก นั่งลิฟต์โดยสารลงไปยังชั้นหนึ่งของเนินสูง
ยู่วเฟ่ยเอ๋อแหงนหน้ามองต้นไม้แห่งชีวิตขนาดยักษ์เหนือหัว แล้วถามด้วยความอยากรู้
"น้องจ้า ต้นไม้นี้อายุเท่าไหร่แล้วเหรอคะ?"
"เรื่องนี้ฉันก็ไม่รู้เหมือนกันค่ะ"
เหยาเอ๋อส่ายหน้า
"น่าจะสักหลายพันปี หรืออาจจะถึงหมื่นปีเลยกระมัง"
ยู่วเจิ้งคาดเดา
ในมุมมองของเขา ต้นไม้ที่จะเติบโตได้ใหญ่โตขนาดนี้ หากไม่มีเวลาหลายพันหลายหมื่นปีคงเป็นไปไม่ได้
เหยาเอ๋อกะพริบตากลมโต นึกถึงคำพูดที่เว่ยหยูหลันเคยบอกไว้ ว่าเมื่อหนึ่งปีก่อนต้นไม้แห่งชีวิตยังต้นเล็กนิดเดียว ใหญ่กว่าต้นไม้สีเขียวทั่วไปแค่นิดหน่อยเท่านั้น
เธอเงียบไว้ไม่พูดอะไร เพราะถึงพูดออกไปก็คงไม่มีใครเชื่ออยู่ดี
เด็กสาวพายู่วเจิ้งและยู่วเฟ่ยเอ๋อออกจากเนินสูง นั่งรถม้าไปยังจัตุรัสเมืองชั้นใน
บนรถ สาวใช้ตัวน้อยแนะนำประวัติศาสตร์ของเมืองเต่าทมิฬ พร้อมทั้งตักเตือนเรื่องข้อห้ามบางประการ
อย่างเช่น ห้ามขับถ่ายและถ่มน้ำลายเรี่ยราด ห้ามเลือกปฏิบัติต่อเผ่าสมิงและมนุษย์ครึ่งสัตว์ ห้ามทะเลาะวิวาท ห้ามทิ้งขยะเกลื่อนกลาด เป็นต้น
ยู่วเจิ้งลอบสะดุ้งอยู่ในใจ แต่ก็จดจำไว้อย่างตั้งใจ เพื่อจะได้ไม่เผลอไปล่วงเกินเมืองเต่าทมิฬโดยไม่รู้ตัว
รถม้ามาจอดเทียบข้างจัตุรัสเมืองชั้นใน สาวใช้ตัวน้อยและพวกเขาก็พากันลงจากรถ
เหยาเอ๋อแนะนำ
"ที่นี่คือจัตุรัสเมืองชั้นในค่ะ เป็นจัตุรัสแห่งแรกที่สร้างเสร็จในเมืองเต่าทมิฬ และยังเป็นศูนย์กลางของเขตที่พักอาศัยในเมืองชั้นในด้วย"
"ดีทีเดียวเลย"
ยู่วเจิ้งเอ่ยชมจากใจจริง
จัตุรัสของเมืองชั้นในนั้นกว้างขวางมาก จุดเด่นสำคัญคือหอระฆังที่ตั้งอยู่ตรงใจกลาง
หง่าง หง่าง หง่าง...
ประจวบเหมาะกับที่ระฆังเต่าทมิฬถูกตีพอดี เสียงระฆังดังกังวานใสสะท้อนก้องไปทั่วทั้งเมืองชั้นใน
เสียงระฆังดังขึ้นเก้าครั้ง เสียงสะท้อนยังคงอวลล้อมอยู่ข้างหูของผู้คน
"เสียงระฆังดังกังวานจังเลย"
ยู่วเฟ่ยเอ๋ออ้าปากค้างเล็กน้อย
ยู่วเจิ้งนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงถามด้วยความสงสัย
"ระฆังใบนี้ก็เป็นอุปกรณ์เวทระดับสูงเหมือนกันหรือ?"
"ใช่ค่ะ ระฆังเต่าทมิฬล้วนเป็นอุปกรณ์เวทระดับสูง"
เหยาเอ๋ออธิบาย
"มีระฆังเต่าทมิฬอยู่กี่ใบกัน?"
ยู่วเจิ้งสั่นสะท้านในใจ ทำไมอุปกรณ์เวทระดับสูงถึงได้ดูเหมือนของโหลในเมืองเต่าทมิฬนัก?
เหยาเอ๋อตอบอย่างไม่ค่อยแน่ใจ
"เมืองชั้นในมีหนึ่งใบ เมืองชั้นนอกมีหนึ่งใบ เมืองรองทั้งสี่มีเมืองละหนึ่งใบ ย่านการค้าหนึ่งใบ ภัตตาคารเต่าทมิฬอีกหนึ่งใบ น่าจะมีแปดใบมั้งคะ..."
เมืองเต่าทมิฬกว้างใหญ่มาก เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านมู่เหลียงได้นำระฆังเต่าทมิฬไปแขวนไว้ที่อื่นอีกหรือไม่
"..."
ยู่วเจิ้งเงียบกริบไร้คำพูด
"เราไปดูข้างหน้ากันเถอะค่ะ"
เหยาเอ๋อก้าวเดินนำไป
ยู่วเจิ้งและยู่วเฟ่ยเอ๋อก้าวตามไป
ทั้งสามคนเดินเที่ยวในเมืองชั้นในอยู่สองชั่วโมง ถึงได้รับข้อความจากทางพระราชวังว่าฮู่เตียนตื่นแล้ว
"พวกเราเตรียมตัวกลับกันเถอะค่ะ..."
เหยาเอ๋อเอ่ยอย่างน่าเอ็นดู
"ตกลง"
ยู่วเจิ้งตั้งตารอคอยอยู่ในใจ มีเพียงต้องเจรจาความร่วมมือให้สำเร็จลุล่วงเท่านั้น จิตใจของเขาถึงจะสงบลงได้
ก่อนจะจากไป ยู่วเฟ่ยเอ๋อชี้ไปยังอาคารที่อยู่ไกลออกไปแล้วถามขึ้น
"น้องสาว ตึกตรงนั้นเอาไว้ทำอะไรเหรอคะ?"
เหยาเอ๋อหันไปมองแล้วอธิบาย
"นั่นคือหอประชุมใหญ่ค่ะ เป็นสถานที่จัดกิจกรรมสำคัญๆ และยังใช้จัดงานประมูลได้ด้วย"
"งานประมูล?"
นัยน์ตาของยู่วเจิ้งเป็นประกาย
เขาถามด้วยความสนใจ
"งานประมูลครั้งหน้าจะเริ่มเมื่อไหร่หรอ?"
เหยาเอ๋อส่ายหน้า พร้อมกับเผยข้อมูลให้ฟัง
"เรื่องนี้ฉันก็ไม่แน่ใจค่ะ แต่งานประมูลครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่เมืองซาลุนเอ๋อ"
"จัดงานประมูลที่เมืองซาลุนเอ๋อ!!"
นัยน์ตาของยู่วเจิ้งพลันสว่างวาบ
"ใช่ค่ะ ท่านมู่เหลียงบอกไว้แบบนั้น"
เหยาเอ๋อตอบอย่างว่าง่าย
นี่ไม่ใช่ความลับอะไร และยังสามารถให้ยู่วเจิ้งช่วยกระจายข่าวงานประมูลได้อีกด้วย
ยู่วเจิ้งจดจำเรื่องนี้ไว้ในใจ ขณะเดียวกันก็รู้สึกอยากรู้ว่าในงานประมูลจะมีของดีอะไรปรากฏออกมาบ้าง
ด้วยระดับความมั่งคั่งของเมืองเต่าทมิฬ จะต้องมีอุปกรณ์เวทระดับสูงอย่างแน่นอน ดีไม่ดีอาจจะไม่ได้มีแค่ชิ้นสองชิ้นเสียด้วยซ้ำ
หัวใจของเขารุ่มร้อนขึ้นมา นึกถึงน้องชายขึ้นมาได้ อีกฝ่ายน่าจะสนใจอุปกรณ์เวทระดับสูงเป็นอย่างมาก
พูดให้ถูกก็คือ คงไม่มีใครหรอกที่จะไม่สนใจอุปกรณ์เวทระดับสูง
ครึ่งชั่วโมงต่อมา ทั้งสามคนก็กลับมาถึงเนินสูง แล้วขึ้นลิฟต์โดยสารมุ่งหน้าไปยังชั้นแปด
"ลิฟต์โดยสารนี่ขายไหมครับ?"
จู่ๆ ยู่วเจิ้งก็ถามขึ้น
เขาสนใจลิฟต์โดยสารนี้มากเช่นกัน
เหยาเอ๋อส่ายหน้า แล้วตอบด้วยน้ำเสียงกังวานใส
"เรื่องนี้ต้องไปถามท่านมู่เหลียงหรือท่านฮู่เตียนค่ะ"
"เข้าใจแล้ว"
ยู่วเจิ้งหุบปากลง
เมื่อลิฟต์โดยสารจอดสนิท ทั้งสามก็เดินเรียงหนึ่งนำสองตามกลับเข้าไปในพระราชวัง
"กลับมาแล้วเหรอ"
ฮู่เตียนเดินนวยนาดเข้ามา ในมือยังถือเครื่องดื่มเย็นสีขาวขุ่นเอาไว้แก้วหนึ่ง
นี่คือเครื่องดื่มเย็นสูตรใหม่ที่มินโฮคิดค้นขึ้น ตั้งชื่อว่าชานมลิ้นจี่ทำจากลิ้นจี่ ชาประกายแสง และนมสัตว์อสูร รสชาติกลมกล่อมมาก
"ท่านฮู่เตียน"
เหยาเอ๋อทักทายอย่างว่าง่าย
ยู่วเจิ้งเอาแต่จ้องมองฮู่เตียนตาค้าง จนกระทั่งรู้สึกเจ็บแปลบที่เอว พอหันไปก็พบกับสายตาของลูกสาวที่กำลังถลึงตาโตใส่
เขาหัวเราะแห้งๆ สองสามที แล้วเอ่ยขึ้น
"ท่านฮู่เตียน เราเริ่มคุยเรื่องความร่วมมือกันได้หรือยังครับ?"
ฮู่เตียนปรายตามองเขาแวบหนึ่ง ก่อนจะยกมือขึ้นเป็นเชิงเรียก
"ตามฉันมาสิ"
"ครับ"
ยู่วเจิ้งกลืนน้ำลายลงคอ เดินตามไปอย่างว่าง่าย มุ่งหน้าไปยังห้องรับรองที่คุ้นเคย