- หน้าแรก
- ราชันย์ทหารชายแดน
- บทที่ 826 ภรรยาม่ายของสหายร่วมรบ, ฉินเอ้อร์เหนียง
บทที่ 826 ภรรยาม่ายของสหายร่วมรบ, ฉินเอ้อร์เหนียง
บทที่ 826 ภรรยาม่ายของสหายร่วมรบ, ฉินเอ้อร์เหนียง
สวีหมานจื่อหัวเราะเบาๆ พลางกล่าวว่า "ถือเสียว่า เป็นการขอบคุณ ที่เจ้าคอยดูแลข้ามาตลอดสองปีกว่าก็แล้วกัน!"
ฉินเอ้อร์เหนียงมองเขาพลางย้อนถาม "เจ้าดูแลข้า หรือข้าดูแลเจ้ากันแน่"
"แน่นอนว่าต้องเป็นเจ้าดูแลข้าสิ!" สวีหมานจื่อตอบ
มุมปากของฉินเอ้อร์เหนียงเผยรอยยิ้มบางๆ กล่าวว่า "มาถึงขั้นนี้แล้วเจ้ายังจะเสแสร้งอยู่อีก ไม่เหนื่อยบ้างหรือ?"
ในแววตาของสวีหมานจื่อฉายความลนลานวูบหนึ่ง เห็นเพียงฉินเอ้อร์เหนียงยกป้านสุราขึ้นมารินให้เขาอีกจอกพลางกล่าวว่า "ความจริงแล้ว เมื่อสองปีก่อนตอนที่เจ้าปรากฏตัวขึ้นเป็นครั้งแรก ข้าก็รู้ฐานะของเจ้าแล้ว!"
สวีหมานจื่อได้ยินดังนั้น ก็ตกใจทันที รีบเอ่ยถาม "เจ้ารู้ได้อย่างไร?"
ฉินเอ้อร์เหนียงหัวเราะ "ข้าแม้จะเป็นเพียงสตรี แต่ก็ไม่ได้โง่งม บนตัวเจ้ามีกลิ่นอายแบบเดียวกับเฒ่าฉิน รอยด้านบนมือก็เหมือนกันทุกกระเบียดนิ้ว ข้าจะยังเดาไม่ออกอีกหรือ?"
"ตำบลชิงซานตั้งอยู่ห่างไกลความเจริญ ปกติแทบจะไม่มีคนต่างถิ่นแวะเวียนมา ทว่าเจ้ากลับตรงดิ่งมาที่โรงเตี๊ยมของข้า มาช่วยข้าทำงานทุกวันโดยไม่เอาค่าจ้าง ซ้ำยังไม่ได้หวังในตัวข้า หรือเจ้าจะให้ข้าเชื่อว่ามีลาภลอยหล่นลงมาจากฟ้าจริงๆ?" ฉินเอ้อร์เหนียงมองเขาพลางถามต่อ
สีหน้าของสวีหมานจื่อแข็งค้างไปในทันที เขาคิดไม่ถึงเลยว่าอีกฝ่ายจะมองฐานะของตนออกตั้งนานแล้วทว่ากลับไม่ยอมเปิดโปง
"เจ้ากับตาเฒ่าฉินของข้า เป็นสหายร่วมรบกันใช่หรือไม่?" ดวงตาทั้งสองข้างของฉินเอ้อร์เหนียงแดงเรื่อเล็กน้อย ดูเหมือนจะนึกถึงสามีที่พลีชีพในสนามรบชายแดนขึ้นมา
สสวีหมานจื่อพยักหน้าอย่างหนักแน่นพลางกล่าวว่า "ใช่! ข้ากับฉินเส้าอวี๋เป็นสหายร่วมเป็นร่วมตาย พวกเราต่างก็เคยช่วยชีวิตซึ่งกันและกันมาแล้ว!"
สวีหมานจื่อยืดอกยอมรับอย่างเปิดเผย จากนั้นเขาก็สูดลมหายใจเข้าลึก กล่าวว่า "เมื่อสามปีก่อน ในศึกชี้ชะตาที่ชายแดนใต้ เขาล้มลงที่ป้อมหนาม (จิงจี๋เสี้ยว) และสิ้นลมหายใจในอ้อมกอดของข้า..."
พูดถึงตรงนี้ ดวงตาดุจพยัคฆ์ทั้งสองข้างของสวีหมานจื่อก็มีน้ำตาคลอเบ้า กล่าวด้วยน้ำเสียงสะอื้น "ก่อนตาย สิ่งที่เขาเป็นห่วงที่สุด ก็คือเจ้า..."
ยามนี้ ฉินเอ้อร์เหนียงน้ำตานองหน้าไปแล้ว แม้จะพอเดาเรื่องราวคร่าวๆได้ แต่ในวินาทีนี้ ก็ยังคงรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวปานใจจะขาดอยู่ดี
"ดังนั้น เจ้าจึงวิ่งแจ้นมาที่นี่ เพื่อปกป้องข้า?" ผ่านไปเนิ่นนาน ฉินเอ้อร์เหนียงที่สงบสติอารมณ์ลงได้เล็กน้อยจึงเอ่ยถาม
สวีหมานจื่อพยักหน้า ยกจอกสุราขึ้นดื่มรวดเดียวจนหมดอีกครั้ง ไม่รู้ว่าเป็นเพราะดื่มเร็วเกินไปหรือไม่ เขาที่ปกติเป็นคนคอแข็ง กลับเริ่มไอสำลักออกมา
"แล้วเหตุใดเจ้าจึงต้องไปอีก?" ฉินเอ้อร์เหนียงมองเขา แล้วถามซ้ำ
"คำสั่งทหารหนักแน่นดั่งขุนเขา ข้าไม่อาจไม่ไป ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้กองทัพกบฏได้มาถึงนอกเมืองหลวงเสินตูแล้ว จักรวรรดิกำลังตกอยู่ในอันตราย..." สวีหมานจื่อกล่าว
"ข้าเป็นห่วง..." ฉินเอ้อร์เหนียงโพล่งออกมา แต่พูดไปได้ครึ่งประโยค ก็รีบเปลี่ยนคำพูดทันที "ข้าเป็นห่วงว่าเจ้าจะเป็นเหมือนเฒ่าฉิน ที่ต้องตายโหงกลางสมรภูมิ!"
สวีหมานจื่อไม่ได้พูดอะไร เพียงแต่เอาแต่ก้มหน้าก้มตาดื่มสุรา
สุราคือสุราที่สวีหมานจื่อชอบดื่มที่สุด กับข้าวก็คือกับข้าวที่เขาชอบกินที่สุด ทว่าวันนี้สุรากลับจืดชืดดั่งน้ำเปล่า กับข้าวก็จืดชืดไร้รสชาติราวกับเคี้ยวขี้ผึ้ง
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญแล้ว เขาก็ค่อยๆ ลุกขึ้นยืนพลางกล่าวว่า "ข้าไปล่ะ!"
สวีหมานจื่อกล่าวจบก็เดินตรงไปที่ประตู ทว่าเขาเพิ่งจะก้าวถึงหน้าประตู ฉินเอ้อร์เหนียงกลับสวมกอดเขาจากด้านหลังพลางกล่าวว่า "อย่าไปเลยได้หรือไม่"
ร่างกายของสวีหมานจื่อสั่นสะท้านอย่างแรง หลายครั้งที่คิดจะดึงมือของอีกฝ่ายออก แต่ท้ายที่สุดก็ยอมแพ้
"ข้ารู้ว่าเจ้ามีใจให้ข้า ข้ากับเฒ่าฉินแต่งงานกันมาสามปี เป็นม่ายรักษาสะพรหมจรรย์ให้เขามาอีกสามปี ก็ถือว่าไม่ได้ทำผิดต่อเขาแล้ว เจ้าอยู่ต่อเถอะนะ ได้หรือไม่?" ฉินเอ้อร์เหนียงเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงที่แทบจะอ้อนวอน
"เอ้อร์เหนียง คำสั่งทหารไม่อาจขัดขืน ขอโทษด้วย!" สวีหมานจื่อกล่าวด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ "รอข้าปราบกบฏสำเร็จแล้ว ข้าจะต้องกลับมาอย่างแน่นอน!"
กล่าวจบเขาก็ค่อยๆ แกะมือของฉินเอ้อร์เหนียงออก แล้วเดินจากไป
เดินออกจากตำบลเล็กๆ มาถึงหน้าศาลเจ้าที่ที่ทรุดโทรมมานานปีแห่งหนึ่ง เขาเดินเข้าไปในศาล อาศัยเพียงมือเปล่าผลักรูปปั้นเทพเจ้าออกไปด้านข้าง เห็นเพียงใต้รูปปั้นนั้นถูกขุดเป็นหลุมดิน ภายในหลุมมีชุดเกราะชุดหนึ่งและกระบองเหล็กอันหนักอึ้งวางอยู่
กระบองเหล็กท่อนนี้ยาวราวหนึ่งจั้ง (3.33 เมตร) หนักหลายสิบชั่ง (จิน) รอบตัวเต็มไปด้วยเกล็ดมังกร เห็นชัดว่าเป็นกระบองมังกรขด
เขาหยิบชุดเกราะออกมา นั่นคือชุดเกราะโซ่ซวานหนีกลืนทะเล บนเกล็ดเกราะยังมองเห็นรอยดาบและรอยธนูอยู่ลางๆ
สวีหมานจื่อลูบคลำชุดเกราะที่อยู่เคียงบ่าเคียงไหล่ร่วมศึกมานานปีชุดนี้เบาๆ พึมพำว่า "สหายเก่า ไม่เจอกันนานเลยนะ!"
เขาสวมชุดเกราะ หยิบกระบองมังกรขดนั้นเดินออกจากศาลเจ้าที่ ก็พบว่าริมทางมีม้าชั้นดีสีแดงพุทราปรากฏขึ้นมาตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่ทราบ สวีหมานจื่อรู้ดี ว่านั่นคือสิ่งที่คนจงใจเตรียมไว้ให้เขาโดยเฉพาะ
เขาเดินตรงเข้าไป พลิกตัวขึ้นม้า ควบทะยานจากไปอย่างรวดเร็ว
……
...
ในขณะเดียวกัน กองทัพจากทั้งสี่เมืองอย่างเมืองโยวโจว, จิ้นชวน, เมืองติ้งโจว และเมืองยงโจว ก็ทยอยออกเดินทาง มุ่งหน้าไปรวมพลที่เมืองตงตู
สามวันให้หลัง กองทัพทั้งสี่สายก็เดินทางมาถึงเมืองตงตู ทว่าแม่ทัพใหญ่ของทั้งสี่เมืองกลับมีสีหน้าเต็มไปด้วยความสงสัย เพราะคำสั่งที่ฝ่าบาทประทานให้พวกเขา คือให้มารอรับการจัดการจากแม่ทัพใหญ่ที่นี่
หลายคนคาดเดากันว่า แม่ทัพใหญ่ในการปราบกบฏครั้งนี้ น่าจะเป็นสวี่จือไป๋ผู้มีประสบการณ์โชกโชน หรือไม่ก็จ้าวชิงที่ฝ่าบาททรงผลักดันขึ้นมาด้วยพระองค์เอง ทว่าเมื่อสอบถามดู ทั้งสองต่างก็ยืนยันว่าพวกตนไม่ใช่แม่ทัพใหญ่ในศึกครานี้
ในขณะที่ทุกคนกำลังสงสัยอยู่นั้น คำสั่งจากกรมกลาโหมก็ส่งมาถึงกองทัพ
คำสั่งมีเพียงข้อเดียว แต่งตั้งให้ สวีเสวียนเช่อ เป็นแม่ทัพใหญ่ในการปราบกบฏครั้งนี้ ให้ ต่งฉีหราน, เฉินเหวินหย่วน, สวี่จือไป๋ และ จ้าวชิง ทั้งสี่คนเป็นรองแม่ทัพ
ทั้งสี่คนมองหน้ากันเลิ่กลั่ก จ้าวชิงมีสีหน้าสงสัย เอ่ยถาม "ทุกท่านพอจะรู้หรือไม่ ว่าสวีเสวียนเช่อผู้นี้เป็นยอดคนจากที่ใดกัน?"
ต่งฉีหรานยิ้มบางๆ กล่าวว่า "แม่ทัพจ้าวเป็นถึงคนสนิทของฝ่าบาท ขนาดท่านยังไม่รู้ แล้วพวกเราจะไปรู้ได้อย่างไร?"
กลับเป็นสวี่จือไป๋ที่ราวกับนึกอะไรขึ้นมาได้ กล่าวว่า "ข้าจำได้ลางๆ ว่าเมื่อหลายปีก่อน ในกองทัพฝ่ายใต้มีคนผู้นี้อยู่!"
เมื่อถูกเขากระตุ้นเตือนเช่นนี้ เฉินเหวินหย่วนก็ดูเหมือนจะนึกอะไรขึ้นมาได้เช่นกัน พยักหน้ากล่าว "ในอดีต กองทัพฝ่ายใต้ภายใต้การบังคับบัญชาของท่านแม่ทัพใหญ่ซูมียอดขุนพลมากมายดั่งเมฆหมอก ยอดฝีมือรุ่นเยาว์ยิ่งปรากฏขึ้นไม่ขาดสาย ในจำนวนนั้น พยัคฆ์ทั้งเจ็ดแห่งชายแดนใต้ ถือว่าโดดเด่นเจิดจรัสที่สุด ในบรรดาเจ็ดคนนี้ ดูเหมือนจะมีชื่อนี้อยู่ด้วย!"
เมื่อได้ยินดังนั้น หลายคนก็ดูเหมือนจะนึกขึ้นมาได้
จ้าวชิงพยักหน้ากล่าว "พอแม่ทัพเฉินพูดเช่นนี้ ข้าก็นึกขึ้นมาได้แล้ว ทว่าตั้งแต่ซูติ้งฟางถูกประหาร พยัคฆ์ทั้งเจ็ดแห่งชายแดนใต้ นอกจากเฉินจิ่งเหยาที่เดินทางไปแดนเหนือแต่แรกแล้ว ก็ยังมีอีกสองคนที่รั้งอยู่ในกองทัพฝ่ายใต้ ส่วนสวีเสวียนเช่อและคนที่เหลือต่างก็หายสาบสูญไร้ร่องรอย เหตุใดจู่ๆ เขาจึงปรากฏตัวขึ้นมาได้เล่า?"
ต่งฉีหรานก็กล่าวเช่นกัน "อย่าว่าแต่สวีเสวียนเช่อผู้นี้จะไม่ได้อยู่ในกองทัพมานานแล้วเลย ต่อให้เขายังคงเป็นแม่ทัพของกองทัพฝ่ายใต้ แล้วเขามีคุณสมบัติอันใดมาขี่อยู่บนหัวของพวกเราเพื่อออกคำสั่งกัน?"
เห็นได้ชัดว่า เขารู้สึกดูแคลนคนรุ่นหลังที่ยังไม่เคยพบหน้าผู้นี้เป็นอย่างยิ่ง
สวี่จือไป๋เห็นดังนั้น จึงยิ้มกล่าว "แม่ทัพต่งไม่จำเป็นต้องโมโหไปหรอก ในเมื่อเป็นคำสั่งที่กรมกลาโหมส่งลงมา ย่อมต้องได้รับการเห็นชอบจากฝ่าบาท การจัดเตรียมเช่นนี้ย่อมต้องมีเหตุผล ท่านและข้าเพียงแค่รับฟังคำสั่งแล้วปฏิบัติตามก็พอแล้ว!"
"ฮึ!" ต่งฉีหรานแค่นเสียงเย็น กล่าวว่า "ยามนี้กองทัพกบฏนับหมื่นนายได้มาประชิดเมืองหลวงเสินตูแล้ว จักรวรรดิมาถึงช่วงเวลาแห่งความเป็นความตาย แต่กลับให้คนรุ่นหลังที่ปลดเกราะไปตั้งนานแล้วมานำทัพ ข้าผู้เป็นแม่ทัพ ไม่เข้าใจเลยจริงๆ!"
ยิ่งพูดเขาก็ยิ่งโกรธ ถึงขั้นตะโกนเสียงดัง "เดี๋ยวถ้าได้เจอสวีเสวียนเช่อผู้นั้น ข้าจะต้องขอดูให้เต็มตาเสียหน่อย ว่าเขามีความสามารถอันใดมาออกคำสั่งกับพวกเรา!"
"ก็ด้วยเหตุที่ว่า ข้าเก่งกว่าเจ้าอย่างไรเล่า!"
ขณะเดียวกันนั้นเอง น้ำเสียงอันเย็นชาและทรงพลังก็ดังกังวานขึ้นที่หน้าประตู