- หน้าแรก
- เปิดซองแดงแจ้งเกิด ยอดหมอเทวะทะลุพิกัด!!
- บทที่ 36 ลืมตาหมาๆของแกดูซะ! นี่แหละที่เรียกว่าการช่วยคน!
บทที่ 36 ลืมตาหมาๆของแกดูซะ! นี่แหละที่เรียกว่าการช่วยคน!
บทที่ 36 ลืมตาหมาๆของแกดูซะ! นี่แหละที่เรียกว่าการช่วยคน!
บทที่ 36 ลืมตาหมาๆของแกดูซะ! นี่แหละที่เรียกว่าการช่วยคน!
มหาวิทยาลัยเจียงไห่ บนถนนมุ่งหน้าสู่ตึกศิลปะ
รถเบนซ์ G63 คันใหม่ (แต่สภาพพังยับ) ส่งเสียงเครื่องยนต์ดังกระหึ่ม ทำให้นักศึกษาที่เดินผ่านไปมาต้องหันมอง
“เชี่ย! G-Wagon! รถใครวะเนี่ย?”
“ได้ยินว่าเป็นเด็กใหม่ขับมา โคตรจะโหดเลยว่ะ”
จ้าวสุ่ยเซิงนั่งอยู่ในตำแหน่งคนขับ แต่คิ้วขมวดมุ่นเป็นปม
เขาไม่มีแก่ใจจะไปสนใจสายตาอิจฉาเหล่านั้นเลย
เพราะเสิ่นมิ่งเหยายังคงไม่รับสาย
“ยัยเด็กคนนี้ ทำอะไรอยู่กันแน่?”
จ้าวสุ่ยเซิงมองดูหน้าจอโทรศัพท์ที่ขึ้นว่า "ไม่มีการตอบรับ" ความกังวลในใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อกี้ที่หน้าประตูมหาลัย แม้หัวหน้ารปภ. จะเปลี่ยนท่าทีไปมาก แต่ก็ได้หลุดข้อมูลออกมาอย่างหนึ่ง—ช่วงไม่กี่วันนี้มหาวิทยาลัยไม่สงบ โดยเฉพาะแถวตึกศิลปะที่ถูกปิดตาย
“หรือว่าจะเกิดเรื่องจริงๆ?”
จ้าวสุ่ยเซิงเหยียบคันเร่ง เตรียมจะเร่งความเร็วไปให้ถึง
“เอี๊ยดดด!”
จู่ๆ เสียงเบรกดังสนั่น
ไม่ใช่จ้าวสุ่ยเซิงอยากเบรก แต่ทางข้างหน้ามันไปต่อไม่ได้แล้ว
ถนนที่ไม่ได้กว้างขวางนัก บัดนี้กลับถูกผู้คนล้อมไว้จนมิด
มุงกันหนาแน่นถึงสามสี่ชั้น
“เกิดอะไรขึ้นอีกเนี่ย?”
จ้าวสุ่ยเซิงบีบแตรด้วยความหงุดหงิด
“ปรี๊ด ปรี๊ด!”
ถ้าเป็นปกติ พอได้ยินเสียงแตรของ G-Wagon ฝูงชนคงแยกทางให้แล้ว
แต่วันนี้ ฝูงชนไม่เพียงแต่ไม่หลีกทาง แต่ยังมีเสียงร้องอุทานวุ่นวายและเสียงร้องไห้ดังมา
“เร็ว! รีบเรียกรถพยาบาล!”
“มีใครเรียนหมอไหม? มีคนเป็นลมอยู่ตรงนี้!”
“สวรรค์! ดูเหมือนเธอจะไม่ไหวแล้ว! มีน้ำลายฟูมปากด้วย!”
เกิดเรื่องเหรอ?
ใจจ้าวสุ่ยเซิงกระตุกวูบ
ในฐานะหมอ—แม้จะเป็นหมอสาย "โปรโกง" ที่ยังไม่มีใบประกอบโรคศิลปะ แต่คำว่า "จิตวิญญาณแพทย์" นั้น อาจารย์ซูหยวนหลงพร่ำสอนอยู่ทุกวัน
เขาไม่รอช้า ดับเครื่องลงจากรถ แล้วแทรกตัวเข้าหาฝูงชนอย่างรวดเร็ว
“ขอทางหน่อย! หลีกทางหน่อยครับ!”
แรงของจ้าวสุ่ยเซิงน่ะธรรมดาที่ไหน?
บวกกับ "รังสีอำมหิต" ที่เพิ่งได้มาจากหวงต้าจงยังไม่จางหาย เพียงแค่เขาถลึงตานิดเดียว นักศึกษาที่มุงดูอยู่ก็ถอยกรูออกไปอย่างไม่รู้ตัว
ไม่นานนัก เขาก็แทรกตัวเข้าไปถึงวงในสุด
เห็นนักศึกษาสาวคนหนึ่งสวมชุดกระโปรงลายดอกไม้ นอนราบอยู่บนพื้น
หน้าตาก็จัดว่าจิ้มลิ้ม แต่ตอนนี้สภาพดูไม่ได้เลย
เธอน้ำลายฟูมปาก ดวงตาเหลือกค้าง ร่างกายกระตุกอย่างรุนแรงจนควบคุมไม่ได้
ที่น่ากลัวที่สุดคือสีหน้าของเธอ
มันไม่ใช่สีซีด แต่เป็นสีเขียวคล้ำดูประหลาด เหมือนคน... ขาดอากาศหายใจมานาน
“นี่มัน...”
แววตาจ้าวสุ่ยเซิงเคร่งเครียดลง
ไม่ใช่แค่เพราะสภาพที่น่าเวทนาของเธอ แต่เพราะเขาเห็นบางอย่าง
รัศมีสีดำ
รัศมีสีดำหนาทึบกำลังพันรอบลำคอของเธอไว้แน่น เหมือนมีมือที่มองไม่เห็นพยายามบีบคอเธออยู่!
ไออาถรรพ์ล็อคคอ!
นี่ไม่ใช่โรคปกติ! นี่คือการโดนสิ่งอัปมงคลตามติด!
และดูจากความหนาแน่นของรัศมีสีดำนี้ มันรุนแรงยิ่งกว่าที่โจวเสี่ยวเสี่ยว รูมเมทของเสิ่นมิ่งเหยาเคยเจอเสียอีก!
“ห้ามใครแตะต้องตัวเธอนะ!”
จ้าวสุ่ยเซิงตะโกนลั่น เตรียมจะเข้าไปช่วย
อาการอาถรรพ์ล็อคคอนี้ถึงแก่ชีวิตได้ ช้าไปเพียงนาทีเดียวสมองจะขาดออกซิเจนจนตาย ต่อให้เป็นเทวดาก็ช่วยไม่ฟื้น!
แต่ในจังหวะที่มือของเขาเกือบจะแตะตัวเธอนั้นเอง
มือที่สวมนาฬิกาทองเรือนหนึ่ง พลันยื่นมาจากด้านข้างแล้วผลักเขาออกไป
“ทำอะไรน่ะ? ทำอะไรน่ะ?!”
“ถ้าไม่มีความรู้ทางการแพทย์ก็อย่ามาแตะมั่วซั่ว! ถ้าคนตายขึ้นมาแกรับผิดชอบไหวไหม?”
จ้าวสุ่ยเซิงถูกผลักจนเซถอยหลังไปครึ่งก้าว เขาขมวดคิ้วแล้วหันไปมอง
เห็นชายหนุ่มสวมสูท เซ็ตผมเนี้ยบ สวมแว่นกรอบทอง ยืนวางมาดสูงส่งอยู่ตรงนั้น
จ้าวสุ่ยเซิงจำไอ้หมอนี่ได้ลางๆ
เมื่อกี้ที่หน้าประตูมหาลัย หมอนี่ยืนอยู่ไม่ไกลจากนายน้อยจาง กอดอกรอดูเรื่องสนุกอยู่ตลอด
“คุณเป็นใคร?”
จ้าวสุ่ยเซิงถามเสียงเย็น
“ฉันเป็นใคร?”
ชายแว่นทองหัวเราะเหมือนได้ยินเรื่องตลก เขาดันแว่นขึ้นเล็กน้อยพลางยิ้มเยาะ
“ฟังให้ดี! ฉันคือ หลิวจื้อหมิง!”
“จบดอกจากโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ด! เพิ่งกลับประเทศก็ถูกโรงพยาบาลอันดับหนึ่งของมณฑลจ้างเข้าทำงานในตำแหน่งแพทย์ประจำบ้านด้วยเงินเดือนสูงลิ่ว! และยังเป็นอาจารย์พิเศษคณะแพทยศาสตร์มหาลัยเราด้วย!”
พูดจบ เขาจงใจสะบัดกระเป๋าถือใบเล็กในมือ “ในนี้คือเครื่องมือปฐมพยาบาลของฉัน! ฉันมีใบประกอบโรคศิลปะที่ทั่วโลกยอมรับ! แล้วแกมีไหมล่ะ?”
“โห! จบฮาร์วาร์ดเลยเหรอ?”
“หนุ่มขนาดนี้เป็นแพทย์ประจำบ้านแล้ว? โคตรเก่งเลย!”
“คราวนี้ผู้หญิงคนนั้นรอดแน่!”
นักศึกษารอบข้างพอได้ยินสรรพคุณ ต่างก็พากันร้องอุทานด้วยความชื่นชม
ในยุคนี้ ดีกรีจบดอกจากต่างประเทศ หรือสถาบันชื่อดังอย่างฮาร์วาร์ด มันคือการันตีชั้นยอดจริงๆ!
หลิวจื้อหมิงเพลิดเพลินกับสายตาที่ยกย่องเหล่านั้นมาก
เขามองจ้าวสุ่ยเซิงด้วยสายตาดูแคลน
เมื่อกี้ที่หน้าประตูมหาลัย เขาตกใจนิดหน่อยที่เห็นจ้าวสุ่ยเซิงควักแบล็กการ์ดออกมา
แต่มันก็แค่เสี้ยววินาทีเท่านั้น
ในสายตาของเขา คนอย่างจ้าวสุ่ยเซิงก็แค่พวกเศรษฐีใหม่ที่มีแต่เงิน หรือไม่ก็พวกลูกคนรวยไร้สมอง
นอกจากเงินแล้วก็ไม่มีอะไรดีเลย!
แต่เขา หลิวจื้อหมิง คือใคร?
แม้เขาจะไม่ได้มีเงินล้นฟ้าขนาดนั้น แต่เขาคือปัญญาชนผู้สูงส่ง! คือชนชั้นมันสมองที่มีวิชาช่วยชีวิตคน!
ในแง่ของสถานะทางสังคมและเกียรติยศ เขาทิ้งไอ้พวกเศรษฐีที่ตัวเหม็นสาบเงินคนนี้ไปหลายขุมนัก!
ตอนนี้เห็นคนรวยคนนี้คิดจะมาสอดแทรกในงานปฐมพยาบาลที่ต้องใช้ความเป็นมืออาชีพ เขาจึงทนไม่ได้
นี่คือโอกาสดีที่จะได้โชว์พาวต่อหน้าอาจารย์และนักศึกษาทั้งมหาลัย แถมยังได้เหยียบหน้า "ลูกเศรษฐี" คนนี้ด้วย!
“ถอยไป!”
หลิวจื้อหมิงโบกมือเหมือนไล่แมลงวัน “อย่ามาขวางทางฉันช่วยคน! อาการลมชักที่เกิดจากการปล่อยกระแสไฟฟ้าที่ผิดปกติในสมองแบบนี้ คนนอกห้ามแตะสุ่มสี่สุ่มห้าเด็ดขาด!”
พูดจบ เขาก็คุกเข่าลงข้างหนึ่ง เปิดกระเป๋าปฐมพยาบาลออกมา
ต้องยอมรับว่าท่าทางของเขาดูเป็นมืออาชีพจริงๆ
หยิบหูฟังหมอขึ้นมาคล้องคอ เอาไฟฉายเล็กๆ ส่องดู เปิดเปลือกตา ตรวจชีพจร
“อัตราการเต้นหัวใจเร็วเกินไป รูม่านตามีปฏิกิริยาขยายตัวเล็กน้อย...”
หลิวจื้อหมิงตรวจไปพลางพ่นศัพท์เทคนิคแพทย์ภาษาอังกฤษออกมาเป็นชุดๆ
นักศึกษารอบข้างฟังไม่รู้เรื่องหรอก แต่รู้สึกได้เลยว่า—
เก่ง! มืออาชีพ! สุดยอด!
“เป็นอาการลมชักจริงๆ ด้วย!”
ไม่นานนัก หลิวจื้อหมิงก็สรุปอาการ
เขาหยิบไม้กดลิ้นออกมาจากกระเป๋า พูดด้วยความมั่นใจว่า:
“ทุกคนอย่าตกใจไปครับ! นี่คืออาการชักรุนแรงแบบทั่วไป!”
“สิ่งที่ต้องทำตอนนี้คือทำทางเดินหายใจให้โล่ง และป้องกันไม่ให้เธอเข่งฟันจนกัดลิ้นตัวเอง!”
“น้องๆ ผู้ชายสองสามคนมาช่วยพี่หน่อย ช่วยกันกดแขนขาเธอไว้! อย่าให้เธอดิ้น!”
“อ้อ! ครับๆ!”
นักศึกษาชายที่หวังดีรีบพุ่งเข้าไปช่วยกันกดร่างของนักศึกษาสาวที่กำลังกระตุกอยู่คนละไม้คนละมือ
“อ้าปากสิ!”
หลิวจื้อหมิงถือไม้กดลิ้น เตรียมจะยัดเข้าไปในปากของเธอ
“หยุดเดี๋ยวนี้!”
จ้าวสุ่ยเซิงทนดูต่อไปไม่ไหวแล้ว
แม้เขาจะไม่เคยไปฮาร์วาร์ด แต่เขาก็รู้ว่าไอ้หลิวจื้อหมิงคนนี้กำลังทำเรื่องบ้าอยู่!
ผู้หญิงคนนั้นโดนรัศมีสีดำบีบคออยู่ หายใจลำบากจะแย่แล้ว
ในตอนที่วิกฤตแบบนี้ แกยังจะให้คนมาช่วยกันกดเธอไว้อีกเหรอ? แถมยังจะเอาของไปอุดปากเธออีก?
นี่มันไม่ใช่การช่วยคนแล้ว นี่มันจงใจฆ่าคนชัดๆ!
“สิ่งที่คุณทำน่ะมันคือการฆ่าคน!”
จ้าวสุ่ยเซิงตะโกนลั่น “เธอไม่ได้เป็นโรคลมชัก! ลืมตาหมาๆ ดูที่คอเธอสิ! เธอหายใจไม่ออก!”
“หุบปาก!”
หลิวจื้อหมิงหันมาถลึงตาใส่จ้าวสุ่ยเซิง
“แกรู้อะไรบ้าง!”
“แกเป็นด็อกเตอร์หรือฉันเป็นด็อกเตอร์? แกเป็นหมอหรือฉันเป็นหมอ?”
“ตอนนี้คือการกู้ชีพ! ทุกวินาทีคือชีวิต! ถ้าแกยังกล้ามาป่วนอีก ฉันจะเรียกตำรวจมาจับแกฐานขัดขวางการปฏิบัติงาน!”
พูดจบ เขาก็ไม่สนใจจ้าวสุ่ยเซิงอีก งัดฟันของเธอออกแล้วยัดไม้กดลิ้นเข้าไปจนมิด
จากนั้นยังเงยหน้าขึ้นอย่างภาคภูมิใจ บอกกับคนรอบข้างว่า:
“เห็นไหมครับทุกคน นี่แหละคือการปฐมพยาบาลตามหลักวิทยาศาสตร์! ต้องมีสติและอ้างอิงข้อมูล...”
ทว่า
เขายังพูดไม่ทันจบ ทันทีที่คำว่า "ข้อมูล" หลุดจากปาก
เหตุการณ์ไม่คาดฝันก็บังเกิด!
นักศึกษาสาวที่กำลังกระตุกอย่างรุนแรง จู่ๆ ร่างกายเธอก็เกร็งกระตุกเหมือนโดนไฟฟ้าช็อต แล้วยืดตัวตรงขึ้นอย่างกะทันหัน
“อั่ก——!!!”
เสียงร้องแปลกประหลาดที่น่าสยดสยองดังออกมาจากส่วนลึกของลำคอ
จากนั้น
ดวงตาของเธอเหลือกขึ้นจนมองไม่เห็นตาดำ เหลือเพียงตาขาวซีดเผือด จ้องเขม็งไปที่หลิวจื้อหมิงที่อยู่ข้างบน
และสีหน้าของเธอ ก็เปลี่ยนจากสีเขียวคล้ำกลายเป็นสีเทาเหมือนซพอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า!
“พรวด!”
เลือดสีดำคล้ำ พร้อมกับเศษอะไรบางอย่างที่ดูเหมือนชิ้นส่วนอวัยวะภายใน พ่นออกมาจากปากของเธออย่างรุนแรง
พ่นใส่หน้าของหลิวจื้อหมิงจนเต็มเปา!
บนแว่นกรอบทองนั่น เต็มไปด้วยเลือดดำที่ส่งกลิ่นเหม็นคาวคละคลุ้ง!
“กรี๊ดดดด!!!!”
นักศึกษาหญิงที่อยู่ใกล้ๆ หวีดร้องออกมาด้วยความหวาดกลัว
นักศึกษาชายที่ช่วยกดร่างเธอไว้เมื่อครู่ รู้สึกได้ถึงความเย็นเยือกที่มือ เหมือนอุณหภูมิร่างกายของเธอจะลดลงฮวบฮาบจนเป็นศูนย์องศาในพริบตา จนพวกเขาต้องรีบปล่อยมือออกทันที
“นี่... นี่มันเรื่องอะไรกัน?!”
หลิวจื้อหมิงสติแตกไปแล้ว
เขาปาดเลือดบนหน้า มือสั่นระริก
“มันไม่เป็นไปตามหลักวิทยาศาสตร์นี่!”
“หัวใจยังเต้นอยู่นี่นา! ทำไมจู่ๆ ถึงพ่นเลือดออกมา? ทำไมถึงช็อกล่ะ?”
“ข้อมูลผิดพลาด! ข้อมูลต้องผิดพลาดแน่ๆ!”
เขาลนลานเอาหูฟังหมอไปทาบหน้าอกของเธอ แต่เสียงที่ดังผ่านมาในหูฟัง กลับเหมือนเสียงกลองแตกที่ถูกคนตีอย่างบ้าคลั่ง
ตึกตึกตึกตึก!
มันเร็วมากจนนับจังหวะไม่ได้!
“จบแล้ว... จบสิ้นแล้ว...”
มองดูอาการที่ร่วงโรยลงเรื่อยๆ ของหญิงสาว และแขนขาที่เริ่มแข็งทื่อ
สมองของหลิวจื้อหมิงขาวโพลนไปหมด
ถ้าเขารักษาคนจนตายที่นี่...
อนาคตของเขา! ชื่อเสียงของเขา! งานเงินเดือนสูงที่เพิ่งได้มา!
พังพินาศหมดแน่!
“ถอยไป!”
ในตอนที่หลิวจื้อหมิงทำอะไรไม่ถูก
มือหนาข้างหนึ่งคว้าคอเสื้อเขาเหมือนคว้าคอเสื้อสุนัข
ไม่มีคำพูดพร่ำเพ้อใดๆ
และไม่เปิดโอกาสให้เขาตอบโต้อีก
จ้าวสุ่ยเซิงเหวี่ยงเขาออกไปเหมือนเหวี่ยงขยะ จนเขากระเด็นไปล้มกลิ้งอยู่อีกทาง!
“ปึก!”
หลิวจื้อหมิงล้มลุกคลุกคลาน แว่นตาหลุดกระเด็นไปไหนก็ไม่รู้
เขากำลังจะอ้าปากด่า แต่พอเงยหน้าขึ้น
เขาก็ได้เห็นภาพที่จะจดจำไปชั่วชีวิต
จ้าวสุ่ยเซิงยืนอยู่ตรงหน้านักศึกษาสาวคนนั้น
รัศมีที่ดูเหมือนคนธรรมดาหายวับไปสิ้น
แทนที่ด้วย รัศมีอำนาจอันสูงส่งที่ไม่มีใครกล้าจ้องมองตรงๆ!
เขาสะบัดมือหนึ่งครั้ง
ซองหนังเก่ายาวๆ ปรากฏขึ้นในมือ
“เดิมทีฉันกะจะเหลือหน้าให้แกบ้าง”
“ในเมื่อแกอยากรนหาที่ตายเอง ก็อย่าหาว่าฉันตบหน้าแกก็แล้วกัน!”
จ้าวสุ่ยเซิงปรายตามองหลิวจื้อหมิงบนพื้นอย่างเย็นชา
“ลืมตาหมาๆ ของแกดูให้ดี!”
“นี่ต่างหาก ที่เขาเรียกว่าการช่วยคน!”