- หน้าแรก
- เกิดใหม่มาถ่ายโต่วอิน เริ่มต้นประกวดนางงามแล้วปล่อยไพ่ตาย
- บทที่ 004: ร้อยคนร้อยแบบ
บทที่ 004: ร้อยคนร้อยแบบ
บทที่ 004: ร้อยคนร้อยแบบ
ดวงตาเรียวรูปอัลมอนด์ของจางรั่วหานเบิกกว้าง เธอชะงักงันไปชั่วครู่...
'ลาก่อน'?
'เชิญกลับ'?
'ฉันถูกปฏิเสธงั้นเหรอ?'
เธอแทบไม่เชื่อหูตัวเอง เราเพิ่งคุยกันไม่กี่ประโยคเองนะ! จบลงทั้งที่ยังไม่ได้เริ่มเลยเนี่ยนะ?
ความประหลาดใจฉายชัดในดวงตาที่เป็นประกาย ริมฝีปากอิ่มสีเชอร์รี่เผยอค้างด้วยความตกตะลึงจนแทบจะยัดไข่ไก่ลงไปได้ทั้งใบ
"หมายความว่าไงคะ? ฉันคุณสมบัติไม่ผ่านเหรอ?" เธอจ้องเขาตาแทบถลน
สืออวี่ยังคงรักษาสีหน้าเย็นชาและพยักหน้าตอบนิ่งๆ
ในวินาทีนั้น จางรั่วหานรู้สึกห่อเหี่ยวขึ้นมาทันที หัวใจวูบโหวงอย่างบอกไม่ถูก 'มาตรฐานมันสูงขนาดนั้นเลยเหรอ? คนอย่างฉันเนี่ยนะถูกปฏิเสธ?'
ธรรมชาติของมนุษย์ก็เป็นแบบนี้แหละ
ตอนที่เธอมองข้ามเขา เธอก็ทำตัวจู้จี้และวางอำนาจใส่ แต่พอถูกเขาเป็นฝ่ายปฏิเสธขึ้นมาจริงๆ เธอกลับเริ่มรู้สึกเสียดาย
มันก็เหมือนกับการเดทนั่นแหละ~
ผู้หญิงที่คอยดูถูกแฟนตัวเองและตำหนิเขาอยู่ทุกวัน แต่พอฝ่ายชายทนไม่ไหวขอเลิกก่อน เธอกลับเป็นฝ่ายตั้งคำถามว่า "ทำไม?"
จางรั่วหานเองก็ไม่ต่างกัน ด้วยความไม่ยินยอมเธอจึงถามออกไป "เพราะอะไรคะ?"
สืออวี่ยักไหล่อย่างไม่ยี่หระและตอบสั้นๆ "เคมีไม่ตรงกัน..."
จางรั่วหานถึงกับอึ้งกิมกี่!
'เคมีไม่ตรงกัน'?
ช่างเป็นประโยคที่คุ้นหูเหลือเกิน!
ตอนที่เธอใช้ปฏิเสธพวกผู้ชายที่มาตามจีบ คำว่า 'เคมีไม่ตรงกัน' นี่แหละคือเหตุผลยอดฮิตของเธอ! มันเป็นคำที่ฟังดูล่องลอย ไร้น้ำหนัก แต่ทรงพลังอย่างประหลาด เพราะมันทำให้อีกฝ่ายหาข้อโต้แย้งไม่ได้เลยสักนิด!
เธอเป็นฝ่ายบอกเลิกคนอื่นด้วยคำนี้มาตลอด ไม่เคยคิดเลยว่าจะถูกมันตอกกลับเข้าหน้าอย่างเย็นชาและไร้ความปราณีแบบนี้! ความรู้สึกมันเหมือนโดนตบหน้าจนหูอื้อพลางคิดในใจว่า:
'ฉันคือสาวงามที่เป็นที่รักของทุกคน ผู้ชายคนไหนก็อยากจะเข้าหาเพื่อขอลิ้มลองมันควรจะเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งคู่สิแล้วนี่คุณกลับบอกว่าเคมีไม่ตรงกันเนี่ยนะ?'
'รสนิยมของคุณมันพิการหรือไง!'
เธอรู้สึกเหมือนถูกสืออวี่เหยียบย่ำศักดิ์ศรี ไม่คาดคิดเลยว่ารุ่นน้องปีสองที่ดูธรรมดาๆ จะใช้มุกโปรดของเธอมาเล่นงานเธอเองจนจุกอก!เธอนั่งนิ่งกำหูหิ้วกระเป๋าแน่น สายตาเหม่อลอย แม้แต่ลิปกลอสที่ทามาอย่างดีก็ดูเหมือนจะสูญเสียความแวววาวไปในทันตา
เธอนั่งมึนอยู่สองวินาทีก่อนจะเริ่มสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงในบรรยากาศรอบตัวสืออวี่
เขาไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษหลงเหลืออยู่เลย ไม่ไว้หน้าสาวสวยอย่างเธอแม้แต่นิดเดียว แสดงออกถึงความเลือดเย็นและไร้หัวใจอย่างถึงที่สุด
เขาเด็ดขาดอย่างน่ากลัว เพียงแค่ความเห็นไม่ตรงกันนิดเดียวเขาก็ไล่เธอส่งเดชโดยไม่ลังเล จิตใจหมอนี่ทำด้วยหินหรือไงนะ?
แต่สายตาของเขานั้น... แม้จะดูนิ่งสงบแต่กลับแหลมคม เต็มไปด้วยความมั่นใจและสุขุม มีราศีบางอย่างที่น่าเกรงขาม
มองยังไงก็ไม่เหมือนนักศึกษา... หากจะบอกว่าเป็นนักธุรกิจระดับอีลิทที่ผ่านโลกมาอย่างโชกโชนและเลือดเย็นยังจะดูสมจริงกว่าเสียอีก
ในขณะที่หัวใจของเธอกำลังปั่นป่วน สืออวี่ก็เบือนหน้าหนีจากหน้าจอคอมพิวเตอร์ แล้วปรายตามองเธอจากหางตาเพียงแวบเดียว
มันเป็นสายตาที่แปลกประหลาด~ เย็นชา เฉยเมย และเต็มไปด้วยความสงสัยแกมรำคาญ ราวกับจะถามว่า:
"ทำไมยังไม่ไปอีก?"
จางรั่วหานยิ้มเยาะตัวเองเบาๆ เธอถอนหายใจยาวก่อนจะลุกขึ้นเดินจากไปอย่างหงอยเหงา รองเท้าส้นสูงคริสตัลของเธอกระทบพื้นส่งเสียงกึกก้องไปตามทางเดิน
ในใจลึกๆ เธอรู้สึกเหมือนได้พลาดอะไรบางอย่างที่สำคัญมากไป... เหมือนมีจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญของหัวใจได้หลุดหายไปตลอดกาล...
หลังจากส่งแม่สาวอีคิวต่ำคนนั้นกลับไป สืออวี่ก็รับสัมภาษณ์คนต่อๆ ไปทันที
คนที่สอง... ชื่อของเธอยังไม่คู่ควรให้เขาจดบันทึกไว้ด้วยซ้ำ
หน้าตาและบุคลิกน่ะผ่านเกณฑ์อยู่หรอก แต่นิสัยดัน 'เย็นชาเป็นน้ำแข็ง' เธอทำหน้าบึ้งตึงตลอดการสนทนา ถามคำตอบคำ ประหยัดคำพูดราวกับกลัวดอกพิกุลจะร่วง
เธอหวงรอยยิ้มยิ่งกว่าหวงพรหมจรรย์เสียอีก ทำตัวราวกับมาทำงานโดยไม่ได้รับค่าจ้าง
นี่ตกลงมาสัมภาษณ์งานหรือมาวางมาดใส่ฉันกันแน่?
เด็กสาวประเภทนี้ไม่มีวันเปลี่ยนนิสัยได้หรอก จนกว่าจะได้ออกไปเผชิญกับโลกความจริงและถูกสังคมตบจนหน้าหงาย สืออวี่ไม่มีความสนใจจะเสียเวลาปั้นเธอแม้แต่นิดเดียว
คนต่อไป.
ไม่ว่าเธอจะสวยแค่ไหนเขาก็ไม่สน ในประกาศระบุชัดเจนว่าต้องการคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี นี่เธอไม่รู้ตัวเลยเหรอว่าตัวเองเข้าถึงยากแค่ไหน? จะส่งเรซูเม่มาให้เสียเวลาทำไมกัน?
คนที่สามคือ 'ลั่วซีเหยียน' รุ่นพี่ปีสี่ และเป็นหนึ่งในสาวงามตัวท็อปของรุ่นที่กำลังจะจบการศึกษา
ความสวยของเธอเรียกได้ว่าสูสีกับจางรั่วหาน แถมยังสูงถึง 171 ซม. หน้าอกคัพ B ทรงสวย
ลึกเข้าไปในดวงตาของเธอมีความหยิ่งยโสแฝงอยู่จางๆ สายตาที่มองมานั้นดูเย็นเฉียบและนิ่งสงบ ดุจดั่งหงส์ขาวที่ทะนงในศักดิ์ศรี
โชคดีที่รุ่นพี่คนนี้อีคิวถึงเกณฑ์ เธอรู้วิธีการมองสถานการณ์และเก็บซ่อนอารมณ์ได้ดี ไม่ได้แสดงความกระหายอยากได้งานจนออกนอกหน้า และไม่ทำอะไรที่น่าเกลียดจนถูกตัดคะแนน หลังจากนั่งลง เธอก็เชิดหน้าตั้งตรงและตั้งใจฟังสิ่งที่สืออวี่พูด
สืออวี่อธิบายรายละเอียดงาน ค่าตอบแทน และเงื่อนไขสัญญา:
เธอแค่ต้องแสดงวิดีโอสั้นตามสคริปต์ที่เขาวางไว้เท่านั้น ส่วนเรื่องเงินเดือนอยู่ที่ 3,000 หยวน พร้อมสัญญา 10 ปี และส่วนแบ่งกำไรตามสัดส่วนที่ระบุ
เมื่อสืออวี่พูดจบ เขาก็เปิดโอกาสให้เธอถาม
ด้วยความกังวลในศักยภาพและประสบการณ์ของสืออวี่ เธอจึงถามคำถามเชิงอ้อมๆ หลายข้อ ซึ่งเนื้อหาไม่ต่างจากที่จางรั่วหานถามนัก แต่รุ่นพี่คนนี้มีวาทศิลป์มากกว่า เธอรู้จักกาละเทศะและจังหวะในการตั้งคำถาม ไม่ใช่รัวเป็นชุดแบบหาเรื่องตั้งแต่เริ่มแรก
มันทำให้คนฟังรู้สึกสบายใจกว่ากันเยอะ~ ความต่างระหว่างคนมีมารยาทกับคนไม่มีมันกว้างขนาดนี้แหละ
สืออวี่อธิบายทุกอย่างชัดเจนและตบท้ายว่า "ถ้าอยากรู้ว่าผมมีของจริงไหม ลองถ่ายวิดีโอสักสองตัวแล้วรันผลดูหนึ่งอาทิตย์ก็รู้แล้วครับ"
เธอถามอีกประโยค "สัดส่วนส่วนแบ่งมันค่อนข้างต่ำนะคะ ปรับเพิ่มได้ไหม?"
สืออวี่ตอบนิ่งๆ "นี่คือเรทมาตรฐานของวงการครับ คุณไปเช็คข้อมูลในเน็ตก่อนก็ได้ แล้วค่อยให้คำตอบผมคืนนี้"
เธอนักหน้าและตอบกลับ "ตกลงค่ะ ขอบคุณนะคะ ฉันจะกลับไปคิดดูแล้วจะบอกคำตอบอีกที"
ปฏิกิริยาของลั่วซีเหยียนอยู่ในความคาดหมายของสืออวี่อยู่แล้ว ผู้หญิงส่วนใหญที่มาสมัครมักจะต้องกลับไปคิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า เพราะมันต่างจากความคาดหวังของพวกเธอที่คิดว่าจะเจอเอเจนซี่ใหญ่ๆ ไม่ใช่สตาร์ทอัพเล็กๆ ของนักศึกษา และพวกเธอก็ยังไม่มีคอนเซปต์เรื่องส่วนแบ่งกำไรที่ชัดเจนด้วย
ดังนั้นการจะให้คำตอบในทันทีจึงเป็นเรื่องยาก สืออวี่เลยบอกตามตรงให้เธอไปหาข้อมูลก่อนแล้วค่อยว่ากัน
หลังจากเธอเดินจากไป สืออวี่ก็บันทึกข้อมูลของเธอไว้ในบัญชีรายชื่อสำรอง
ภาพรวมของเธอถือว่าคุณภาพสูงมาก~ หน้าตาสวย ขาเรียวยาว และมีบุคลิกที่โดดเด่น ถ้าให้เธอมาเต้นละตินคงจะดูดีไม่น้อย หากเธอตกลงเขาก็จะให้โควตาหนึ่งที่ แต่ถ้าไม่ เธอก็ยังเป็นตัวสำรองที่เขาสามารถเรียกมางานเป็นครั้งคราวแบบรายวันได้
คนที่สี่นี่ค่อนข้างฮา เธอชื่อ 'โจวชุนรุ่ย' นักศึกษาปีสาม เอกนาฏศิลป์พื้นเมือง
ความสวยระดับ 86+ หน้าอกคัพ C+ ซึ่งสะบึมมาก และสูง 165 ซม.
เธอเป็นคนร่าเริงเกินเบอร์ ดูไม่มีเล่ห์เหลี่ยม แถมยังมีความเด๋อๆ ต๊องๆ ที่ดูน่ารักดี
สำหรับนักเต้นแล้ว การมีหน้าอกใหญ่ไม่ใช่เรื่องดีนัก สาวๆ สายเต้นส่วนใหญ่มักจะแบนราบ คัพ A หรือ B มีสัดส่วนถึง 90% เพราะหน้าอกที่ใหญ่อาจทำให้จุดศูนย์ถ่วงเปลี่ยน ส่งผลต่อการทรงตัวและทัศนวิสัยขณะเต้น และเสี่ยงต่อการบาดเจ็บได้ง่ายกว่า
สืออวี่อธิบายเรื่องเงินเดือนและเนื้องานให้เธอฟังอีกครั้ง
เธอดูเหมือนจะตั้งใจฟังมาก แต่ดวงตาที่เบิกกว้างนั้นกลับดูว่างเปล่าเหมือนโฟกัสหลุดไปไกล~ ไม่รู้ว่าสิ่งที่เขาพูดน่ะเข้าหัวเธอไปบ้างหรือเปล่า
เมื่อสืออวี่พูดจบ เขาก็ถามเธอว่า "มีจุดไหนที่ไม่เข้าใจไหมครับ?"
คำถามแรกของเธอคือ: "คุณไม่ใช่พวกสิบแปดมงกุฎใช่ไหม?"
เขายื่นบัตรประชาชนและบัตรนักศึกษาให้เธอดูพร้อมตอบว่า "ผมคือนักศึกษาที่นี่ครับ ปีสองเอกดนตรี ตรวจสอบได้หมดแหละ ผมจะไปหลอกคุณได้ยังไง?"
เธอพยักหน้าอย่างพอใจก่อนจะยิงคำถามที่สองตามมา: "แล้วฉันต้องจ่ายเงินมัดจำไหม? เท่าไหร่? แล้วจะได้คืนเมื่อไหร่?" ดูเหมือนเธอจะปักใจเชื่อไปแล้วว่าต้องมีการเสียมัดจำ
พอถามเสร็จ เธอก็จ้องสืออวี่อย่างระแวดระวัง ราวกับคุณป้าข้างบ้านที่เพิ่งเจอสายลับ~ สงสัยว่าเขาจะใช้การรับสมัครงานมาหลอกกินเงินมัดจำเด็กสาวๆ
สืออวี่หลุดขำออกมา "คุณไม่ต้องเสียเงินแม้แต่หยวนเดียวครับ สิ่งเดียวที่คุณต้องทำคือแสดงวิดีโอสั้นตามคำสั่งของผมเท่านั้น"
คำถามที่สาม: "แล้วถ้าคุณไม่จ่ายเงินเดือนฉันล่ะ?"
สืออวี่เลื่อนบัตรประชาชนที่เธอยังไม่คืนให้กลับไปทางเธอ "ถ่ายรูปบัตรผมไว้สิครับ ถ้าผมเบี้ยว คุณก็เอาไปแจ้งกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กรมแรงงาน หรือแจ้งมหาวิทยาลัยได้เลย"
พอเห็นความมั่นใจของสืออวี่ เธอก็คลายกังวลทันที โดยที่ยังไม่ทันได้เช็คบัตรจริงๆ ด้วยซ้ำ เธอก็รีบถามอย่างกระตือรือร้น "งั้นเราจะเซ็นสัญญากันเมื่อไหร่ แล้วเริ่มถ่ายวันไหนดีคะ?"
คำถามนี้ทำเอาสืออวี่ตั้งตัวไม่ติด
มีผู้หญิงแบบนี้ด้วยเหรอเนี่ย?
ในหัวของเธอมันมีแต่ไขมันหน้าอกหรือไงนะ?
นี่มันแค่การสัมภาษณ์นะเฟ้ย! ฉันยังไม่ได้บอกเลยว่าจะรับเธอเข้าทำงานแน่ๆ!
ช่างซื่อบื้อจริงๆ แถมยังเปลี่ยนสีหน้าได้ไวปานกิ้งก่า วินาทีที่แล้วยังระแวงว่าเขาเป็นสิบแปดมงกุฎจะเบี้ยวเงินเดือน วินาทีต่อมาจะขอเซ็นสัญญาเริ่มงานซะงั้น การเปลี่ยนทัศนคติที่รวดเร็วขนาดนี้ทำเอาคนอื่นปรับตัวไม่ทันเลยทีเดียว
คำถามที่เธอถามมาทั้งหมดล้วนเป็นคำถามขยะที่ไร้สาระ เธอไม่ได้ถามถึงแก่นสำคัญของงานเลยแม้แต่นิดเดียว สืออวี่ทำได้เพียงยิ้มและบอกให้เธอกลับไปรอฟังข่าว
เธอเดินจากไปอย่างอารมณ์ดี ราวกับว่าตัวเองถูกเลือกแน่นอนแล้ว
หน้าอกใหญ่ไร้สมองของจริง... แต่น่ารักดีแฮะ
เธอทำให้สืออวี่อารมณ์ดีขึ้นมาก เขาคาบบุหรี่หัวเราะอยู่นาน
เอาเถอะ... เขาชอบเด็กต๊องๆ แบบนี้แหละ และคนดูเองก็น่าจะชอบเหมือนกัน กฎของผู้ชมนั่นแหละคือกฎเหล็กเพียงหนึ่งเดียว
ฉันเลือกเธอแล้วกัน
จะให้โควตาหนึ่งที่
ไม่ใช่เพราะเหตุผลอื่นใด แต่เป็นเพราะประโยคที่ว่า "เราจะเซ็นสัญญากันเมื่อไหร่" นั่นแหละ ในเมื่อเธอเชื่อใจฉัน ฉันก็ให้โอกาสเธอ
อย่างไรเสีย เธอก็เป็นผู้หญิงคนแรกที่ออกตัวแรงขอเซ็นสัญญาเอง เขาจะเก็บเธอไว้เป็นที่ระลึกแล้วกัน
หลังจากโจวชุนรุ่ยกลับไป สืออวี่ก็สัมภาษณ์เด็กสาวที่เหลือตามลำดับ
ร้อยคนก็ร้อยแบบ...
นอกจากยัยอีคิวต่ำ ยัยน้ำแข็งใส ยัยรุ่นพี่ขี้สงสัย และยัยต๊องแล้ว ยังมีพวกที่หยิ่งยโสจัด พวกหลงตัวเอง และสารพัดประเภทโผล่มาไม่ซ้ำหน้า
มีกระทั่งยัยหลงตัวเองที่สงสัยว่าสืออวี่ใช้วิธีนี้หา 'เด็กเลี้ยง' โดยจ้างมาเป็นพนักงานบังหน้าด้วยเงินเดือน 3,000 หยวนจินตนาการล้ำเลิศจนเป็นตุเป็นตะเป็นเรื่องเป็นราว
เธอถามสืออวี่ว่า "คุณกำลังใช้เรื่องนี้บังหน้าเพื่อจะเลี้ยงดูฉันเดือนละสามพัน แล้วให้ฉันเป็นแฟนคุณใช่ไหม?"
สืออวี่แทบอยากจะถีบยอดหน้าเธอให้หงาย~ ต่อให้เธอจะคุ้มราคานั้นก็เถอะ
จนกระทั่งถึงคนที่สิบเอ็ด บรรยากาศก็เริ่มดีขึ้นมาบ้าง เธอคนนี้บอกว่าจะกลับไปคิดดูก่อนเหมือนกับลั่วซีเหยียน สืออวี่จุดบุหรี่ขึ้นสูบพลางคิดว่าวันนี้คงจบเพียงเท่านี้ อย่างน้อยเขาก็มีโจวชุนรุ่ยตุนไว้คนหนึ่งแล้ว ที่เหลือก็รอดูการตัดสินใจของสาวงามอีกสองคนในคืนนี้
ขณะที่บุหรี่เพิ่งจะหมดมวน เด็กสาวคนสุดท้ายก็เดินเข้ามา เธอชะโงกหน้ามองซ้ายมองขวายังเก้ๆ กังๆ
ในวินาทีนั้น สืออวี่รู้สึกราวกับว่าแสงสว่างภายในศาลามันเจิดจ้าขึ้นมาหลายระดับ!
เธอมีใบหน้าที่สวยสง่าตามแบบฉบับสาวตะวันออก ผิวขาวเนียนละเอียดดุจหยก ดวงตากลมโตเป็นประกายแวววาวราวกับคลื่นน้ำในฤดูใบไม้ร่วงมันช่างใสซื่อ บริสุทธิ์ และแฝงไปด้วยความไร้เดียงสาอย่างบอกไม่ถูก ผมของเธอถูกรวบเป็นหางม้าธรรมดาๆ ที่แกว่งไกวไปมาอยู่ด้านหลังอย่างน่ารัก
เธอสวมเสื้อขนเป็ดสีขาวทับเสื้อไหมพรมทรงสลิมสีชมพูอ่อนที่ขับเน้นสัดส่วนยั่วตา บนหน้าอกมีลายปักรูปหมีสีน้ำตาลตัวใหญ่นั่งแหกขาฉีกยิ้มซื่อๆ ส่วนท่อนล่างเธอสวมกางเกงยีนส์รัดรูปสีฟ้าอ่อนทรงเดฟที่โชว์เรียวขาตรงยาว จับคู่กับรองเท้าผ้าใบ Anta ลายสีขาว
แจ่ม!
90 คะแนนเต็ม!
ตำแหน่งดาวมหาลัยคนล่าสุดที่เป็นเฟรชชี่ปีหนึ่ง ช่างสมคำร่ำลือจริงๆ! ตัวจริงสวยกว่าในรูปหลายขุมนัก!
เธอชื่อ 'ไป๋จิ้ง' เป็นเด็กปีหนึ่งที่สร้างชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั้งมหาวิทยาลัยตั้งแต่ตอนฝึกทหาร รูปถ่ายทีเผลอของเธอถูกแชร์ไปทั่วเว็บบอร์ดโรงเรียน
การฝึกทหารคือบทพิสูจน์ความสวยที่แท้จริงของผู้หญิง
เพราะไม่มีการแต่งหน้า ทุกคนสวมชุดฝึกเหมือนกันหมด และไม่มีฟิลเตอร์หรือแอปฯ แต่งรูปใดๆ ทั้งสิ้น มันคือการปะทะกันด้วยใบหน้าสดและสเตตัสที่แท้จริง ใครก็ตามที่โด่งดังขึ้นมาเพราะความสวยในช่วงฝึกทหารได้ล่ะก็ รับประกันได้เลยว่าเป็นสาวงามของจริงโดยไม่มีสิ่งเจือปน
สืออวี่เห็นเรซูเม่ของเธอแล้วและรู้ว่าเธอคือคนสุดท้าย แต่ตอนแรกเขาก็ไม่ได้หวังอะไรมาก เพราะพวกผู้หญิงที่สวยจัดๆ มักจะมีความมั่นหน้าและทำตัวเข้าถึงยากกว่าพวกระดับ 82-88 คะแนนเสียอีก
แต่ทันทีที่เธอเดินเข้ามา สืออวี่ก็รู้ทันทีว่าเขาคิดผิดผิดถนัดเลยล่ะ!
เธอเป็นคนชอบยิ้ม!
มุมปากของเธอโค้งขึ้นเล็กน้อย กลายเป็นรอยยิ้มที่อ่อนโยนและมีพลังในการดึงดูดใจอย่างประหลาด เธอโบกมือให้สืออวี่พลางทักทายด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว:
"สวัสดีค่ะ คุณคือคนที่เปิดรับสมัครพนักงานใช่ไหมคะ?"
เธอเอียงคอเล็กน้อย เอามือไพล่หลังพลางจ้องมองสืออวี่เหมือนเด็กที่กำลังสงสัยใคร่รู้ รอยยิ้มที่สว่างไสวบนใบหน้าสวยนั้นดูแล้วเยียวยาจิตใจได้ดียิ่งกว่าพยาบาลที่ดูแลเก่งที่สุดเสียอีก
ความมีมนุษยสัมพันธ์นี่มันระดับเหนือชั้น!
หน้าตา: 90+! อัธยาศัย: 98+!
ทั้งใสซื่อ อ่อนหวาน และเต็มไปด้วยพลังงานของวัยสาว
เธอคือผู้สมัครที่มีคุณภาพสูงที่สุดตั้งแต่เขาสัมภาษณ์มา! ทิ้งห่างทุกคนไปไกลลิบ
แม้แต่สืออวี่ที่เริ่มจะตายด้านกับความสวยเพราะเห็นสาวงามมานับไม่ถ้วน ยังอดไม่ได้ที่จะรู้สึกหวั่นไหว: 'นี่มันเพชรเม็ดงามชัดๆ! เป็นหยกที่ยังไม่ได้เจียระไนแท้ๆ!'
ในวงการเน็ตไอดอล หากต้องการจะไปได้ไกลและปีนไปสู่จุดสูงสุด อัธยาศัยนั้นสำคัญพอๆ กับหน้าตาพื้นฐานเลยล่ะ บล็อกเกอร์ตัวท็อปทุกคนล้วนมีความเป็นกันเองสูงทั้งนั้น แม้แต่พวกที่มาแนวสวยเริ่ดเชิดหยิ่งหน้ากล้อง แต่ตอนปฏิสัมพันธ์กับแฟนคลับพวกเธอก็ยังคงมีความอบอุ่นและเป็นมิตร
เช่นเดียวกับหน้าตา~ มนุษยสัมพันธ์ก็คือพรสวรรค์อย่างหนึ่ง ต่อให้จะฝึกฝนกันได้ในภายหลัง แต่มันก็จำกัดและไม่มีทางสู้คนที่เกิดมาพร้อมกับออร่าแบบนี้ได้เลย
สืออวี่ยันตัวลุกขึ้น พยายามปั้นยิ้มที่ดูเป็นมิตรที่สุดเท่าที่จะทำได้ "ใช่ครับ สวัสดีครับคุณไป๋ เชิญนั่งก่อนสิครับ"
เธอนั่งลงอย่างสง่างาม จ้องมองสืออวี่ด้วยดวงตากลมโตที่ใสแจ๋วพลางถามว่า:
"คุณทำแค่ TikTok เหรอคะ? ไม่ทำ 'ไขว้โส่ว' ด้วยเหรอ?"
สืออวี่ถึงกับหูผึ่ง 'โอ้โห... เปิดประเด็นได้น่าสนใจแฮะ!'
พอมาคิดดูอีกที เธอเป็นคนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งแอปฯ ไขว้โส่วเป็นที่นิยมมากที่นั่น เธอจึงน่าจะเคยผ่านหูผ่านตามาบ้าง
ในเวลานี้ ไขว้โส่วได้รับความนิยมมากกว่า TikTok เสียอีก ยอดผู้ใช้งานรายวัน สูงกว่าเกือบสามเท่า และถ้าเป็นในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ช่องว่างนั้นอาจจะกว้างขึ้นไปอีกหลายเท่า เพราะที่นั่นคือฐานที่มั่นและจุดกำเนิดของไขว้โส่ว
'ภาคใต้เล่น TikTok ภาคเหนือเล่นไขว้โส่ว'คำกล่าวนี้ไม่เกินจริงเลยสักนิด
สืออวี่ตอบกลับ "แผนของผมคือทำแค่ TikTok ครับ ทำไมเหรอ คุณเคยใช้ไขว้โส่วด้วยเหรอ?"
"เคยค่ะ" เธอย่นจมูกพลางพูดอย่างร่าเริง "ฉันมีบัญชีไขว้โส่วด้วยนะ"
"ขอดูหน่อยได้ไหมครับ?" สืออวี่ถามด้วยความสนใจ
"ได้สิคะ" เธอหยิบ iPhone 6 สภาพผ่านศึกออกมา โน้มตัวเข้ามาใกล้ๆ เปิดแอปฯ ไขว้โส่วแล้วชี้ไปที่หน้าจอ:
"ดูสิคะ นี่คือวิดีโอร้านเสื้อผ้าของที่บ้านฉันเอง ฉันเป็นคนถ่ายเองกับมือเลยนะ~~~"
กลิ่นหอมกรุ่นของดรุณีแรกรุ่นลอยมาแตะจมูกของสืออวี่เบาๆ เขาข่มใจไม่ให้เต้นผิดจังหวะพลางชะโงกหน้าไปมองมือถือของเธอ แต่เพราะมีโต๊ะหินคั่นอยู่ทำให้มองลำบาก เธอเลยยื่นโทรศัพท์มาให้เขาดื้อๆ "อ่ะ ดูสิคะ~~~"
สืออวี่รับโทรศัพท์มาเลื่อนดู มันคือวิดีโอโปรโมทร้านเสื้อผ้าผู้ชายชื่อ 'ไป๋อีเมนสแวร์'
"ทำไมคุณไม่เข้ากล้องเองล่ะ?" สืออวี่ถามพลางกดดูข้อมูลบัญชี
บัญชีนี้จดทะเบียนเมื่อฤดูร้อนปีที่แล้ว เธอลงวิดีโอไปประมาณสามสิบตัว มีคนติดตามแค่สามร้อยกว่าคน และหยุดอัปเดตไปตั้งแต่เดือนกันยายน ดูเหมือนเธอจะแค่เล่นสนุกๆ ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนเท่านั้น
"แม่ไม่ให้โชว์หน้าค่ะ แม่บอกว่าในนั้นมีวิดีโออะไรไม่รู้มั่วไปหมด เป็นเด็กผู้หญิงมาโชว์หน้าในที่สาธารณะมันไม่ค่อยดี" เธออธิบายพร้อมรอยยิ้มอายๆ เผยให้เห็นเขี้ยวเล็กๆ ที่ดูน่ารัก
บรรยากาศในไขว้โส่วตอนนั้นมันก็แย่จริงๆ นั่นแหละ เต็มไปด้วยความหยาบโลนและรสนิยมต่ำๆ กว่าจะเริ่มพัฒนาขึ้นก็คงช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ทั้งพวกที่ตะโกนโหวกเหวกเรียกแขก พวก 'พี่ชาย' ขี้อวดรวย 'ลูกพี่' โชว์กล้าม 'ไอ้น้อง' เต้นโซเชียลสั่นประสาท หรือ 'น้องสาว' รักวัยใสทุกอย่างถูกสร้างมาเพื่อดึงดูดความสนใจแบบดิบๆ
สืออวี่ส่งโทรศัพท์คืนพลางถาม "แล้วทำไมถึงอยากมาสมัครเป็นเน็ตไอดอลล่ะ? ไม่กลัวที่บ้านรู้เหรอ?"
"ฉันอยากหาเงินค่าขนมเองน่ะค่ะ" เธอให้เหตุผลที่ฟังดูหนักแน่นและเป็นไปได้ที่สุด "แม่ฉันไม่ได้เล่นแอปฯ นี้หรอก มีแต่ฉันที่เล่น ต่อให้ฉันลงคลิปอะไรไป แม่ก็ไม่รู้หรอกค่ะ"
ช่างเป็นสาวอีสาน (นอร์ธเทิร์น) ที่ซื่อตรง ร่าเริง และช่างพูดช่างคุยจริงๆ 'ฉันชอบเธอเข้าแล้วสิ' สืออวี่คิดในใจ ในเมื่อเธออยากได้เงิน เขาก็ต้องคุยเรื่องรายได้
เขาเริ่มใช้คำพูดที่ดูน่าสนใจเพื่อล่อใจเธอ:
"ผมทำบริษัทที่เชี่ยวชาญด้านการปั้นเน็ตไอดอลโดยเฉพาะ โดยการคัดเลือกสาวๆ ที่มีศักยภาพดีเยี่ยมมาฝึกเป็นบล็อกเกอร์สายเต้น"
"ผมมีเงินเดือนพื้นฐานให้เดือนละสามพันหยวน และเมื่อบัญชีเติบโตจนเริ่มมีรายได้จากการโฆษณา เราจะมีส่วนแบ่งกำไรกันอีก"
"ผมจะคอยถ่ายวิดีโอเต้นที่ผมวางคอนเซปต์ไว้ให้คุณอย่างสม่ำเสมอ และผมจะจัดหา iPhone 8 เครื่องใหม่ให้คุณไว้สำหรับถ่ายวิดีโอชีวิตประจำวันของตัวเองด้วย"
ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความตกตะลึงพลางถามอย่างประหลาดใจ "มีมือถือให้ด้วยเหรอคะ? iPhone 8 เลยเหรอ?"
ไม่วางเหยื่อล่อก็ตกปลาใหญ่ไม่ได้หรอก สืออวี่พยักหน้าพลางรู้สึกเสียวไส้ที่กระเป๋าตังค์แวบๆ
มันคือไอเดียที่เขาคิดขึ้นมาสดๆ ร้อนๆ เพราะเธอโดดเด่นมากจนเขาอยากจะทำทุกวิถีทางเพื่อ 'ล่อหลอก'... เอ๊ย 'รักษา' เธอไว้ให้ได้
อะไรคือสิ่งที่แพงที่สุดในศตวรรษที่ 21? 'คนเก่ง' ยังไงล่ะ!
และเธอคือเพชรยอดมงกุฎที่หาได้ยากยิ่ง
ด้วยหน้าตาระดับเทพ นิสัยที่ยอดเยี่ยม และอัธยาศัยที่เข้าถึงง่ายขนาดนี้ การให้มือถือสักเครื่องน่ะมันเรื่องขี้ผงใครจะรู้ว่าในอนาคตเธอจะหาเงินคืนกลับมาให้เขาได้อีกกี่ร้อยกี่พันเครื่องกัน?
เธอกำลังใช้ iPhone 6 ที่ผ่านศึกมาหลายปี สภาพกรำงานหนักจนควรค่าแก่การปลดเกษียณแล้วล่ะ...