- หน้าแรก
- ระบบเชฟทะลุมิติ พลิกวิกฤตร้านเจ๊ง
- บทที่ 735 จ่ายสดสองหมื่นหยวน กับบทเรียนของคนหัวหมอ
บทที่ 735 จ่ายสดสองหมื่นหยวน กับบทเรียนของคนหัวหมอ
บทที่ 735 จ่ายสดสองหมื่นหยวน กับบทเรียนของคนหัวหมอ
โจวเยี่ยนกลับดูใจเย็นกว่า พยักหน้าบอก “ได้ครับ นายช่างก่วนกำหนดเวลามาได้เลย ถึงเวลาเราไปเจอกันที่ธนาคาร เดี๋ยวผมจะเบิกเงินให้คุณเอง”
ก่วนลู่รู้สึกประหลาดใจกับความใจเย็นของโจวเยี่ยนนิด ๆ เด็กหนุ่มอายุเพิ่งจะยี่สิบต้น ๆ จู่ ๆ ก็ต้องควักเงินก้อนโตถึงสองหมื่นหยวนจ่ายรวดเดียว แถมหลังจากนี้ยังต้องจ่ายอีกเกือบแสนหยวน กลับทำตัวสบาย ๆ ได้ขนาดนี้เชียวเหรอ?
ช่วงสองปีมานี้เขาเจอเถ้าแก่มาตั้งเยอะแยะ บางคนที่ทำธุรกิจรับเหมาจนรุ่งเรือง ราศีเถ้าแก่ยังสู้เด็กหนุ่มตรงหน้าคนนี้ไม่ได้เลย ทำให้เขารู้สึกทึ่งในตัวโจวเยี่ยนขึ้นมาอีกหลายส่วน เอ่ยถามขึ้นว่า “พวกโรงงานปูนซีเมนต์กับโรงงานเหล็กเส้นก็ใกล้จะหยุดปีใหม่กันแล้ว วันนี้คุณสะดวกไหมล่ะครับ?”
“สะดวกครับ ผมพกสมุดบัญชีมาด้วย เดี๋ยวอีกแป๊บนึงนายช่างก่วนไปที่ธนาคารกับผมเลยแล้วกัน” โจวเยี่ยนพยักหน้าบอก
ก่วนลู่ยิ้มบอก “คุณนี่รอบคอบดีจริง ๆ ทางนี้ผมก็ดูพื้นที่คร่าว ๆ เสร็จหมดแล้ว งั้นพวกเราไปกันเลยดีกว่าครับ”
“ได้ครับ” โจวเยี่ยนหันไปบอกเมิ่งอันเหอกับคนอื่น ๆ คำนึง แล้วก็เข็นจักรยานเดินตามก่วนลู่ไป
“ซานสุ่ย คุณตามไปช่วยดูหน่อยสิ” จ้าวเถี่ยอิงตบแขนโจวเหมี่ยวเบา ๆ
โจวเหมี่ยวรับคำ เข็นจักรยานเดินตามโจวเยี่ยนไป
เงินตั้งสองหมื่นหยวนไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลยนะ จ้าวเถี่ยอิงกลัวว่ามันจะเกิดเรื่องผิดพลาดขึ้นมาน่ะสิ
การเบิกเงินเป็นไปอย่างราบรื่น ถึงเฉียนจิ้นจะแอบปวดใจนิด ๆ ที่ยอดเงินฝากหายวับไปตั้งสองหมื่น แต่ในแง่ของขั้นตอนการทำงาน เขาก็ไม่ได้เล่นแง่อะไรกับโจวเยี่ยนเลย
โจวเยี่ยนยังไม่ทันได้แกะแถบคาดเงินของธนาคารออกด้วยซ้ำ ก็ยื่นเงินให้ก่วนลู่ในโถงธนาคารนั่นเลย
ก่วนลู่เอาเงินยัดใส่กระเป๋าที่พกติดตัวมา รูดซิปปิดให้เรียบร้อย แล้วก็สะพายกระเป๋าเอาไว้ใต้เสื้อโค้ต ถึงได้เดินออกจากธนาคารมา
“เถ้าแก่โจว คุณจ่ายเงินคล่องแคล่วแบบนี้ พวกเราก็จะตั้งใจทำงานให้คุณอย่างคล่องแคล่วและเต็มที่เหมือนกันครับ” ก่วนลู่บอกกับโจวเยี่ยน “หลังปีใหม่ ประมาณวันที่ห้าหรือวันที่หก ผมจะพาทีมช่างเข้ามาเริ่มงานเลยนะครับ ก่อนหน้านั้น คุณต้องขนพวกเครื่องเรือน หรือของใช้ในบ้านที่คุณยังต้องการเอาไว้ออกไปให้หมดเลยนะ”
“คุณก็น่าจะรู้ พอรื้อกำแพงบ้านออก คนก็จะพลุกพล่าน ต่อให้ผมจะส่งคนมาเฝ้าไซต์งานทุกวัน มันก็อาจจะมีข้อผิดพลาดเกิดขึ้นได้ แถมถึงเวลาตอนที่ต้องรื้อถอนบ้าน เกิดมีอะไรมากระทบกระแทกเข้า ของพวกนั้นมันก็คงจะพังเอาได้ง่าย ๆ”
โจวเยี่ยนพยักหน้า “ได้ครับ ช่วงนี้ผมจะลองไปหาดูบ้านเช่าว่าง ๆ แถวนี้แหละ ขนของไปเก็บไว้ก่อน”
ก่วนลู่ขี่รถจักรยานจากไป โจวเยี่ยนกับสหายเหล่าโจวก็กลับบ้าน
มีพี่เมิ่งคอยคุมเชิงให้ โจวเยี่ยนก็ไม่ต้องมานั่งกังวลอะไรเลย
ขืนให้เขาไปหาทีมช่างเองล่ะก็ แค่ต้องมานั่งเฝ้าไซต์งาน ตรวจบัญชี ทะเลาะกับคนงาน ก็คงทำเอาเขาเป็นบ้าไปแล้วล่ะ
ตอนนี้ดีเลย แค่จ่ายเงินก็พอ
พี่เมิ่งเป็นคนเขียนแบบแถมยังรับหน้าที่เป็นผู้คุมงานให้ด้วย นายช่างก่วนก็หวังจะได้งานในช่วงครึ่งปีหลัง งานนี้ต้องออกมาเนี้ยบแน่นอน
บุญคุณของพี่เมิ่งนี่ชดใช้ยังไงก็ไม่หมดจริง ๆ
หลังจากนี้ มื้อเช้าของจิ่งสิงกับปิ่งเหวิน เขาจะเหมาหมดเลย
ต่อให้อายุแปดสิบก็ยังให้กินฟรี!
เงินสองหมื่นหยวนบินหนีออกจากกระเป๋าไปในพริบตา เงินฝากในธนาคารตอนนี้เหลือแค่สามหมื่นห้าพันหยวนแล้ว
ช่วงนี้ก็เก็บเงินเพิ่มมาได้อีกหลายพันหยวน แต่เดี๋ยวพอมอเตอร์ไซค์มาส่ง ก็ต้องควักจ่ายไปอีกตั้งสองพันห้าร้อยหยวน
โจวเยี่ยนที่ตอนแรกรู้สึกว่าตัวเองมีเงินเก็บเหลือเฟือ ตอนนี้ก็เริ่มจะรู้สึกกดดันขึ้นมานิด ๆ แล้ว
ยังดีที่กรุงโรมไม่ได้สร้างเสร็จภายในวันเดียว ภัตตาคารก็เหมือนกัน
เงินที่มีอยู่ตอนนี้พอจะสร้างโครงสร้างหลักให้เสร็จได้ ส่วนค่าตกแต่งก็ค่อย ๆ หาเก็บเอาทีหลัง ปัญหาไม่ใหญ่เท่าไหร่หรอก
พอกลับมาถึงบ้านเก่าตระกูลชิว เพิ่งจะจอดรถเสร็จ
“เถ้าแก่โจว ไม่เจอกันตั้งนานเลยนะ” ฉีเหล่าซื่อเดินเข้ามาทักทายยิ้ม ๆ ล้วงบุหรี่ออกมาสองมวน ยื่นส่งให้โจวเยี่ยนกับโจวเหมี่ยว
“ผมไม่สูบบุหรี่ครับ” โจวเยี่ยนยกมือขึ้นปฏิเสธ
“ฉันก็ไม่สูบเหมือนกัน” โจวเหมี่ยวก็ปฏิเสธด้วย
ฉีเหล่าซื่อหัวเราะแห้ง ๆ เก็บหยิบซองบุหรี่กลับไป มองโจวเยี่ยนด้วยความรู้สึกกระวนกระวายนิด ๆ “เถ้าแก่โจว เรื่องห้องแถวนี่ พวกเราพอจะมาตกลงกันใหม่ได้ไหมล่ะ?”
โจวเยี่ยนยิ้มบอก “บังเอิญจังเลยนะ ผมก็กำลังจะไปคุยเรื่องนี้กับคุณแล้วก็พี่จางอยู่พอดี”
“จริงเหรอ? คุณเปลี่ยนใจแล้วใช่ไหมล่ะ?” ฉีเหล่าซื่อตาเป็นประกาย ถูมือไปมาด้วยความดีใจ “คุณจะขอขึ้นค่าเช่าอีกนิดหน่อยก็ได้นะ พวกเราคุยกันได้”
“ไม่ใช่หรอกครับ แต่ก่อนปีใหม่พวกคุณต้องย้ายออกไปให้หมดนะ หลังปีใหม่ผมจะรื้อบ้านหลังนี้เพื่อสร้างใหม่แล้ว” โจวเยี่ยนมองหน้าฉีเหล่าซื่อแล้วบอก “ปีใหม่ตรงกับวันที่ 19 ค่าเช่าเดือนนี้ผมจะคิดคุณแค่ครึ่งเดือนก็แล้วกัน”
รอยยิ้มบนใบหน้าของฉีเหล่าซื่อเลือนหายไปทันที เขาทำหน้าเหมือนจะร้องไห้บอกว่า “ทำไมถึงได้เลื่อนเวลาให้เร็วขึ้นล่ะ?! ทำมาหากินมาทั้งปี ก็หวังจะมากอบโกยเงินเอาช่วงปีใหม่ไม่กี่วันนี้แหละ”
โจวเยี่ยนยิ้มตอบ “ผมก็เคยบอกคุณไปล่วงหน้าแล้วนี่นา ให้คุณไปลองหาที่ใหม่เตรียมเอาไว้ก่อน ยังหาที่ลงไม่ได้อีกเหรอครับ?”
“ห้องแถวทำเลดี ๆ แบบนี้มันหากันได้ง่าย ๆ ซะที่ไหนล่ะ อีกอย่าง กว่าฉันจะสร้างชื่อเสียงจนเป็นที่รู้จักมาได้ ลูกค้าประจำเขาก็มาหากันที่นี่ทั้งนั้นแหละ” ฉีเหล่าซื่อรู้สึกไม่ค่อยยอมรับเท่าไหร่นัก น้ำเสียงก็เริ่มจะแข็งกร้าวขึ้นมานิด ๆ “เถ้าแก่โจว คุณจะทำแบบนี้ไม่ได้นะ ตอนแรกคุณนายชิวเป็นคนปล่อยห้องแถวให้พวกเราเช่านะ คุณก็ต้องให้ฉันเช่าต่อไปสิ”
โจวเยี่ยนหุบยิ้ม สีหน้าเปลี่ยนเป็นเย็นชา “ทำไม ไม้ตายแบบประนีประนอมใช้ไม่ได้ผล จะมาเล่นไม้แข็งกับผมงั้นเหรอ? ฉีเหล่าซื่อ งั้นตอนนี้ผมจะบอกคุณให้ชัดเจนไปเลยนะว่า ก่อนวันที่สิบห้า คุณต้องย้ายของทุกอย่างออกไปให้หมด แล้วก็เอาค่าเช่าครึ่งเดือนมาจ่ายให้ผม ไม่งั้นล่ะก็ ก่อนปีใหม่ผมจะสั่งคนมารื้อห้องแถวนี้ก่อนเลย”
“ทำไมจู่ ๆ ถึงกลายมาเป็นวันที่สิบห้าได้ล่ะ?!” ฉีเหล่าซื่อเริ่มจะร้อนรนขึ้นมาแล้ว
“นี่คือการแจ้งให้ทราบ ไม่ใช่การมานั่งปรึกษาหารือกัน คุณนายชิวขายบ้านให้ผมแล้ว ตอนนี้ผมคือเจ้าของบ้าน ผมมีสิทธิ์ตัดสินใจทุกอย่าง” โจวเยี่ยนพูดด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลังจากที่ผมซื้อบ้านหลังนี้มา ผมก็ยกเลิกสัญญาเช่าฉบับเก่าไปแล้ว และก็ไม่ได้ทำสัญญาฉบับใหม่กับพวกคุณด้วย เป็นแค่การตกลงกันปากเปล่าเท่านั้น กฎหมายเรื่องการซื้อขายไม่ลบล้างสิทธิการเช่า มันใช้กับพวกเราไม่ได้หรอกนะ”
“คุณไม่ได้เก่งกล้าสามารถนักหรือไง? ให้ถึงวันที่สิบเก้าคุณยังคิดว่าน้อยไป ถ้างั้นช่วงวันหยุดยาวช่วงตรุษจีนก็ไม่ต้องเอาสักวันเลยแล้วกัน”
ฉีเหล่าซื่อยังคิดจะเถียงอะไรต่ออีกสักสองสามคำ แต่โจวเหมี่ยวก็จ้องเขาด้วยสายตาที่ไม่ค่อยเป็นมิตรเท่าไหร่นักแล้ว
เขารู้สึกเหมือนตัวเองกำลังถูกสัตว์ร้ายจ้องมองอยู่ เสียวสันหลังวาบขึ้นมาทันที ต้องกลืนคำพูดที่เตรียมจะพ่นออกมาลงคอไปจนหมด
สองพ่อลูกคู่นี้ ดูท่าทางแล้วไม่ใช่คนที่จะไปตอแยด้วยได้ง่าย ๆ เลยแฮะ
โจวเยี่ยนเดินไปหาจางฮุ่ยที่ขายบะหมี่อยู่ห้องแถวข้าง ๆ
“เจ้าของบ้าน คุณมาแล้วเหรอ” จางฮุ่ยยิ้มทักทาย “ไม่เห็นหน้าคุณซะตั้งนานแน่ะ ฉันก็กำลังจะไปคุยธุระกับคุณอยู่พอดีเลย ฉันหาห้องแถวใหม่ตรงข้างหน้านู่นได้แล้วนะ ช่วงสองสามวันนี้สามีฉันกำลังทาสีทำพื้นใหม่อยู่ ประมาณวันที่แปดฉันก็จะย้ายเข้าไปแล้วล่ะ ค่าเช่าของเดือนนี้ฉันขอจ่ายแค่ถึงวันที่แปดได้ไหม?”
โจวเยี่ยนได้ยินดังนั้นก็ยิ้มพยักหน้า “พี่จาง เช่าร้านใหม่ได้แล้วเหรอครับ ค่าเช่าแปดวันนั่นไม่ต้องจ่ายหรอกครับ กุญแจพี่ก็เก็บเอาไว้ก่อนเถอะ ถึงเวลาเดี๋ยวผมค่อยแวะไปเอาที่ร้านพี่เองก็ได้ครับ”
“ได้ยังไงกันล่ะ แปดวันก็ต้องจ่ายสิ” จางฮุ่ยส่ายหน้า หยิบกล่องเหล็กใบเล็กที่เอาไว้เก็บเงินขึ้นมา “แปดวันก็แปดหยวนเชียวนะ”
“ไม่ต้องหรอกครับ ก่อนหน้านี้คุณนายชิวก็เคยบอกผมว่าพี่เป็นคนขยันขันแข็ง เอาการเอางาน ทำบะหมี่ก็อร่อยด้วย ได้มาเช่าอยู่ตั้งสามปีก็ถือว่าเป็นวาสนาต่อกัน เงินแปดหยวนนั่นก็ถือซะว่าเป็นอั่งเปาฉลองเปิดร้านใหม่จากผมก็แล้วกันนะครับ” โจวเยี่ยนโบกมือปฏิเสธ บอกไปคำนึงแล้วก็เดินจากไปเลย
คนอย่างเขาน่ะ ก็ชอบปฏิบัติกับคนแต่ละคนแตกต่างกันไปตามนิสัยใจคอนั่นแหละ
จางฮุ่ยเปิดร้านบะหมี่อยู่ที่นี่มาตั้งสามปี วันหลังถ้าเขาจะขายบะหมี่บ้าง ก็คงจะพออาศัยชื่อเสียงจากร้านเธอได้บ้างแหละ ค่าเช่าแค่แปดวันเขาไม่เก็บมาคิดเล็กคิดน้อยหรอก
พอกลับเข้ามาในบ้าน เมิ่งอันเหอก็บอกข้อควรระวังในการเก็บรักษาของหลาย ๆ อย่างให้โจวเยี่ยนฟัง โดยเฉพาะพวกตำรากับรูปภาพในห้องหนังสือ ช่วงเวลาหนึ่งชั่วโมงที่เขาไปธนาคาร เมิ่งอันเหอก็ช่วยเขาแยกประเภทเอาไว้ให้เสร็จสรรพแล้ว
เมิ่งอันเหอบอกกับโจวเยี่ยนว่า “ภาพวาดลายพู่กันกับหนังสือในตะกร้าใบนี้ เธอเอากลับไปที่ซูจีด้วยนะ เป็นของที่มีค่าและหายากทั้งนั้น เก็บรักษาเอาไว้ให้ดี ๆ ล่ะ
แล้วก็พวกเครื่องลายครามพวกนี้ด้วย ฉันดูไม่ออกหรอกนะว่ามาจากยุคไหน แต่มันต้องเป็นของดีแน่นอน คราวหน้าถ้าเธอมาก็อย่าลืมเอาพวกเสื้อผ้าเก่า ๆ มาด้วยนะ เอามาห่อพวกมันให้ดี ๆ ก่อนจะขนย้าย แล้วก็หาที่เก็บเอาไว้ให้ดี ๆ ด้วยล่ะ”
“ครับ ผมเชื่อพี่เมิ่งทุกอย่างเลย” โจวเยี่ยนพยักหน้ารับ
เขาไม่ได้มีความรู้เรื่องพวกนี้สักเท่าไหร่ เพราะงั้นเขาก็เลยเชื่อใจในสายตาของพี่เมิ่งแบบไร้เงื่อนไขเลยล่ะ
ขนาดเซี่ยเหยายังไปเดินหาของดีตามแผงขายของเก่ามาได้เลย ด้วยชาติตระกูลและสายตาของพี่เมิ่งล่ะก็ ดูของไม่มีพลาดแน่นอน
ของล้ำค่าเต็มตะกร้าใบนี้ วันนี้โจวเยี่ยนจะแบกกลับบ้านไปให้หมดเลย
จะเอาไปขายเปลี่ยนเป็นเงินได้ไหมมันก็ไม่สำคัญเท่าไหร่หรอก ที่สำคัญก็คือเซี่ยเหยากับคุณตาจะต้องชอบแน่ ๆ นี่ต่างหากเรื่องสำคัญ
อีกอย่าง ของที่คุณนายชิวทิ้งเอาไว้ให้เขาในบ้านหลังเก่า ถ้าไม่ถึงขั้นสิ้นไร้ไม้ตอกจริง ๆ เขาก็คงไม่เอาไปขายหรอก
ขืนเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนอื่นจะมองเขาเป็นคนยังไงล่ะเนี่ย
ยุ่งมาทั้งเช้า โจวเยี่ยนก็พาพวกเขาไปหาอะไรกินง่าย ๆ ที่ร้านอาหารเล่อหมิงเป็นมื้อเที่ยง
“โจวเยี่ยน!” ตอนที่กำลังจะคิดเงิน ข่งกั๋วต้งก็เดินเข้ามาหา
“อาจารย์ลุงข่ง” โจวเยี่ยนมองข่งกั๋วต้งที่กำลังยิ้มหน้าบาน แล้วถามขึ้น “มีเรื่องอะไรน่าดีใจขนาดนี้ล่ะครับ?”
“มันก็ต้องเป็นเรื่องดีอยู่แล้วสิ ฉันเพิ่งจะมาจากทางฐานฝึกอบรมเพื่อมาเอาของนิดหน่อยน่ะ” ข่งกั๋วต้งมองไปทางจ้าวเถี่ยอิงและคนอื่น ๆ ที่กำลังเก็บของเตรียมตัวจะกลับ “นายพาครอบครัวมากินข้าวเหรอ?”
“ใช่ครับ กินเสร็จก็จะไปดูประกาศผลสอบน่ะครับ” โจวเยี่ยนยิ้มพยักหน้า นี่ก็สิบเอ็ดโมงสี่สิบเข้าไปแล้ว ไปจองที่นั่งทำเลดี ๆ หน้าฐานฝึกอบรมเล่อหมิงทันพอดีเลยล่ะ
“เสี่ยวหลี่ นี่ครอบครัวฉันเอง ลดให้สองส่วนนะ” ข่งกั๋วต้งหันไปบอกกับพนักงานที่เคาน์เตอร์คิดเงิน แล้วก็หันมาตบไหล่โจวเยี่ยนเบา ๆ “ทำได้ดีมาก!”
พูดจบ เขาก็รีบสาวเท้าเดินขึ้นบันไดไป
ตอนแรกค่าอาหารแปดหยวนที่ยื่นไปให้ จู่ ๆ ก็เหลือแค่หกหยวนสี่เจี่ยวซะงั้น
“สมกับเป็นศิษย์อาจารย์กันจริง ๆ เทพเจ้าแห่งการลดราคาชัด ๆ ! ใครมีเพื่อนแบบนี้ก็ต้องชอบทั้งนั้นแหละ” โจวเยี่ยนรับเงินทอนหนึ่งหยวนหกเจี่ยวกลับมา เกือบจะกลั้นหัวเราะเอาไว้ไม่อยู่แล้ว
แต่ว่า... เมื่อกี้ที่อาจารย์ลุงข่งจู่ ๆ ก็พูดขึ้นมาว่า ‘ทำได้ดีมาก’ น่ะ มันหมายความว่ายังไงกันนะ?
“เพิ่งจะเคยมาร้านอาหารเล่อหมิงเป็นครั้งแรกนี่แหละ สถานที่ที่อาจารย์ปู่ของลูกเคยสร้างผลงานเอาไว้ในอดีต มันใหญ่โตสมชื่อจริง ๆ แถมอาหารก็ทำออกมาได้อร่อยถูกปากซะด้วย” สหายเหล่าโจวเอ่ยชม
พอเดินออกจากประตูมา น้าจ้าวก็กระซิบเบา ๆ “แม่ว่าเมนูหมูเส้นกลิ่นปลาแอบผัดสู้ร้านเราไม่ได้นะ”
โจวเยี่ยนหัวเราะบอก “แม่ครับ ช่วงนี้แม่ฝีมือพัฒนาขึ้นเยอะเลยนะเนี่ย แยกแยะออกแล้วสิว่าอะไรอร่อย อะไรที่ยังต้องปรับปรุงอีกนิดน่ะ”
เด็กสามคนอยากกินหมูเส้นกลิ่นปลา ก็เลยสั่งมาที่นึง ผัดมาก็โอเคอยู่นะ แต่ถ้าเทียบกับที่เขาผัดล่ะก็ มันยังขาดอะไรไปนิดหน่อยจริง ๆ นั่นแหละ
“โจวเยี่ยน ภัตตาคารของเธอกะจะสร้างให้ออกมาเป็นแบบนี้เหมือนกันเหรอ?” โจวเว่ยกั๋วถามด้วยความอยากรู้
โจวเยี่ยนทำท่าครุ่นคิด “ก็น่าจะ...”
“ไม่กระจอกขนาดนั้นหรอกค่ะ ที่เราจะสร้างคือภัตตาคารสองชั้น ไม่ว่าจะเป็นความสูงของเพดาน รูปแบบการจัดวางพื้นที่โดยรวม เส้นทางการสัญจรภายในร้าน หรือแม้แต่การตกแต่งภายใน มันก็จะดูหรูหรากว่าร้านอาหารเล่อหมิงที่สร้างมาตั้งแต่สามสิบปีก่อนตั้งเยอะ” เมิ่งอันเหอพูดแทรกขึ้นมาด้วยความมั่นใจเต็มเปี่ยม “แถมทำเลของเราก็ยังดีกว่าด้วย เป็นหัวมุมสองด้านหันหน้าเข้าหาแม่น้ำหมินเจียง ห้องส่วนตัวบนชั้นสองเกินกว่าครึ่งก็จะสามารถมองเห็นวิวแม่น้ำได้ด้วยนะ”
“ใช่ครับ ที่พี่เมิ่งพูดมาต้องเป็นความจริงแน่นอน” โจวเยี่ยนยิ้มบอก นี่แหละคือความมั่นใจของนักออกแบบ
จ้าวเถี่ยอิงพูดด้วยแววตาเป็นประกาย “ดีจังเลย น้าเองก็ชักจะอดใจรอไม่ไหวแล้วสิเนี่ย ถ้าภัตตาคารของเราสร้างเสร็จเมื่อไหร่ มันก็จะเป็นภัตตาคารที่หรูหราที่สุดบนถนนตงต้าเจียเลยนะ! แถมยังตั้งอยู่ตรงข้ามกับท่าเรือซะด้วย!”
“ใช่ค่ะ ทำเลดีมากจริง ๆ หน้าร้านก็เป็นท่าเรือ ฝั่งตรงข้ามก็คือพระพุทธรูปองค์ใหญ่เจียโจว แต่ละวันมีนักท่องเที่ยวเดินผ่านไปผ่านมาตั้งเยอะตั้งแยะ อนาคตต้องขายดิบขายดีแน่ ๆ เลยค่ะ” เจิงอันหรงเองก็พูดด้วยใบหน้าเปี่ยมไปด้วยความคาดหวังเหมือนกัน
ก่อนหน้านี้ก็มักจะได้ยินอาจารย์โจวพูดบ่อย ๆ ว่าจะย้ายร้านอาหารมาเปิดที่เจียโจว ตอนแรกก็นึกว่าเป็นแค่ความฝันลม ๆ แล้ง ๆ ซะอีก
ไม่คิดเลยว่าอาจารย์โจวจะซื้อบ้านเอาไว้เรียบร้อยแล้ว แถมตอนนี้ก็ยังเตรียมจะเริ่มลงมือก่อสร้างแล้วด้วย!
ถ้าฟังจากที่พี่เมิ่งบอกล่ะก็ ทีมช่างมืออาชีพทีมนี้เข้ามาลุยงาน เผลอ ๆ อาจจะใช้เวลาไม่ถึงครึ่งปีก็สร้างเสร็จแล้วล่ะ
คืนก่อนที่จะต้องย้ายไปอยู่ที่ซูจี เธอนอนไม่หลับทั้งคืนเลยนะ มัวแต่คิดว่าย้ายไปอยู่ร้านอาหารเล็ก ๆ ในชนบทแบบนั้น เมื่อไหร่ถึงจะได้มีโอกาสกลับมาเปิดร้านในเมืองอีก
ไม่นึกเลยว่า ครึ่งปีก็เพียงพอแล้ว
อาจารย์โจวนี่เก่งจริง ๆ เลย!
นี่มันคือการเริ่มต้นสร้างภัตตาคารใหม่ตั้งแต่ศูนย์เลยนะเนี่ย! ต้องใช้เงินตั้งเท่าไหร่กันล่ะ?
อย่าว่าแต่จ้าวเถี่ยอิงกับเจิงอันหรงเลยที่กำลังตั้งตารอ โจวเยี่ยนเองก็แทบจะอยากเนรมิตภัตตาคารให้เสร็จภายในชั่วข้ามคืนเลยด้วยซ้ำ
ระหว่างทางที่กำลังเดินไป เมิ่งอันเหอก็ถามขึ้นด้วยความสงสัย “เพิ่งจะสอบไปเมื่อวันที่หนึ่ง วันที่สามก็ประกาศผลแล้วเหรอ? ประสิทธิภาพในการสอบวัดระดับพ่อครัวของพวกเธอนี่ถือว่าสูงใช้ได้เลยนะ”
โจวเยี่ยนยิ้มอธิบาย “ก็พวกกรรมการคุมสอบกับอาจารย์ที่ตรวจข้อสอบน่ะ เป็นพ่อครัวระดับหัวกะทิที่โดนดึงตัวมาจากที่ต่าง ๆ ทั้งนั้นแหละครับ ใกล้จะถึงช่วงสิ้นปีแบบนี้ ภัตตาคารใหญ่ ๆ เขาจะขาดเสาหลักไปได้ยังไงกันล่ะ เพราะงั้นขั้นตอนการตรวจข้อสอบก็เลยต้องเร่งให้เร็วขึ้น ประกาศผลวันที่สาม จะได้ไม่เสียเวลาทั้งของกรรมการคุมสอบแล้วก็ของผู้เข้าสอบด้วยน่ะครับ”