เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 730 แผนการที่ทำเอาอัจฉริยะต่างถิ่นต้องขนลุก

บทที่ 730 แผนการที่ทำเอาอัจฉริยะต่างถิ่นต้องขนลุก

บทที่ 730 แผนการที่ทำเอาอัจฉริยะต่างถิ่นต้องขนลุก


“ติงเจ๋อ ครั้งนี้จะคว้าที่หนึ่งของเจียโจวมาได้ไหมล่ะ?” ในครัวของภัตตาคารว่านซิ่ว เหยียนเกอมองติงเจ๋อที่เพิ่งกลับมาจากสนามสอบแล้วถามยิ้ม ๆ

ติงเจ๋อลูบหัวตัวเอง ตอบด้วยน้ำเสียงไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก “พูดยากแฮะ ทั้งสอบภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติก็ดันไปเจอโจวเยี่ยนหมดเลยน่ะสิ”

“โจวเยี่ยนเหรอ? พวกนายอยู่ห้องสอบเดียวกันงั้นเหรอ? เขาทำข้อสอบเป็นยังไงบ้าง? นายเห็นตอนเขาทำอาหารหรือเปล่า?” พอได้ยินชื่อโจวเยี่ยน เหยียนเกอก็แสดงอาการตื่นตัวขึ้นมาทันที จนแทบจะไม่สนใจแล้วว่าติงเจ๋อจะสอบเป็นยังไงบ้าง

“อาจารย์? ผมต่างหากที่เป็นลูกศิษย์อาจารย์นะ!” ติงเจ๋อเอียงคอมองเขา

“ศิษย์รัก โจวเยี่ยนสอบเป็นยังไงบ้าง? นายเห็นตอนเขาทำอาหารหรือเปล่าล่ะ?” เหยียนเกอรีบเปลี่ยนคำพูดทันที

ฐานฝึกอบรมเล่อหมิงกับภัตตาคารว่านซิ่วอยู่ห่างกันพอสมควร แถมเวลาสอบตอนเที่ยงก็เริ่มค่อนข้างเร็ว เถ้าแก่เหมยก็เลยแจกเบี้ยเลี้ยงค่าสอบให้พวกเขากินข้าวเที่ยงกันที่ร้านอาหารเล่อหมิงได้เลย จะได้ไม่ต้องเสียเวลาวิ่งไปวิ่งมา

“เห็นก็เห็นอยู่นะ ตอนสอบภาคทฤษฎีผมนั่งอยู่ทางขวามือของเขา เขาทำข้อสอบไวมากเลยล่ะ ส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาตั้งสี่สิบห้านาทีแน่ะ”

“ส่งก่อนเวลาสี่สิบห้านาทีเลยเหรอ? นี่มันออกจะเร็วเกินไปหน่อยไหม?! เขียนมั่วหรือเปล่าเนี่ย?” เหยียนเกอร้องถามด้วยความประหลาดใจ

เหยียนเกอเริ่มสอบวัดระดับพ่อครัวมาตั้งแต่การจัดสอบครั้งแรกเลยล่ะ เริ่มจากระดับสาม แล้วก็สอบปีเว้นปี ปีที่แล้วเพิ่งจะคว้าใบรับรองพ่อครัวระดับหนึ่งมาได้

เขาย่อมรู้เรื่องขั้นตอนและเนื้อหาการสอบเป็นอย่างดี

พอดังนั้น พอได้ยินว่าโจวเยี่ยนส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาตั้งสี่สิบห้านาที ปฏิกิริยาแรกของเขาก็คือคิดว่าหมอนั่นต้องเขียนมั่วแน่ ๆ

ถ้าขืนตั้งใจเขียนจริง ๆ ต่อให้เป็นพ่อครัวรุ่นเก๋าที่ทำงานในครัวอย่างขยันขันแข็งมานานกว่ายี่สิบปีอย่างเขา ก็ยังต้องใช้เวลาตั้งชั่วโมงครึ่งถึงจะทำเสร็จเลยนะ

ติงเจ๋อส่ายหน้า “ก็บอกยากอยู่นะ แต่เขาเขียนเต็มทุกหน้าเลยล่ะ ตอนที่ผมทำข้อสอบเติมคำในช่องว่างเสร็จ เขาก็พลิกไปทำหน้าที่สองแล้ว ไม่ใช่แค่เขาที่ทำไวนะ แม่ครัวในร้านเขาอีกคนก็ไวสุด ๆ เหมือนกัน ส่งกระดาษคำตอบก่อนเวลาตั้งครึ่งชั่วโมง”

“นี่มันกลยุทธ์บ้าบออะไรกัน? สอบภาคทฤษฎีเสร็จไว นอกจากได้หน้าแล้ว มันจะมีประโยชน์อะไรอีกล่ะ?” เหยียนเกอขมวดคิ้วมุ่น คิดเท่าไหร่ก็คิดไม่ออก ไม่เข้าใจจริงๆ แล้วก็ถามต่อว่า “แล้วตอนสอบภาคปฏิบัติล่ะ?”

ติงเจ๋อเล่าต่อ “ตอนสอบภาคปฏิบัติ เลขประจำตัวผู้เข้าสอบของผมอยู่ก่อนหน้าเขาเบอร์นึง เขาเลือกวัตถุดิบไวมาก หิ้วตะกร้าเดินเข้าไป ไม่ถึงสามนาทีก็เลือกวัตถุดิบเสร็จหมดแล้วกลับมาที่โต๊ะ จากนั้นก็ขออนุญาตกรรมการคุมสอบไปเข้าห้องน้ำ หายไปตั้งสิบกว่านาที”

“แสดงว่าเขาคงปวดท้องจริง ๆ แล้วก็กลัวว่าถ้าไปเข้าห้องน้ำกลับมาวัตถุดิบจะโดนคนอื่นแย่งไปหมด ก็เลยรีบ ๆ หยิบกลับมาตุนไว้ก่อนล่ะสิ” เหยียนเกอวิเคราะห์ “แต่ทำแบบนี้มันจะพลาดได้ง่ายนะ หยิบวัตถุดิบผิดบ้าง หยิบมาเกินบ้าง ขาดบ้าง การเลือกวัตถุดิบมีคะแนนตั้งสิบคะแนนเลยนะ ยิ่งไปกว่านั้น ถ้าอาหารของนายใช้วัตถุดิบผิดล่ะก็ พอถึงขั้นตอนที่หัวหน้ากรรมการคุมสอบชิม อาหารจานนั้นจะถูกปรับตกทันทีเลยล่ะ”

ติงเจ๋อแย้งขึ้น “แต่ผมเห็นตอนที่เขาทำอาหารเสร็จน่ะ ก็ไม่มีวัตถุดิบอะไรเหลือทิ้งไว้เลยนะ ขนาดต้นหอมยังใช้จนหมดเกลี้ยงเลย”

เหยียนเกอถามต่อ “แล้วตอนสอบปฏิบัติ เขาเร็วหรือนายเร็วกว่ากันล่ะ? เปิดเกมมาก็หายไปเข้าห้องน้ำตั้งสิบกว่านาทีแล้ว คงไม่ได้เป็นคนแรกที่ส่งอาหารหรอกนะ?”

“มันก็ต้องเป็นผมที่เร็วกว่าอยู่แล้วสิ อาจารย์ก็รู้นี่นา ตอนอยู่ร้านหรงเล่อหยวน ผมขึ้นชื่อเรื่องความเร็วจะตายไป” ติงเจ๋อตอบอย่างภาคภูมิใจ

เหยียนเกอได้ยินแบบนั้นก็ถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอก แล้วถามต่อ “แล้วโจวเยี่ยนล่ะ?”

“เขาเตะถ่วงเวลาสอบตั้งสามชั่วโมงเต็ม ๆ จนเหลือเวลาอีกแค่สองนาทีสุดท้ายถึงจะทำเสร็จน่ะครับ”

“นี่... จะเป็นไปได้ยังไงกัน?” เหยียนเกอถามด้วยความตกตะลึง สีหน้าดูตกใจยิ่งกว่าตอนที่ได้ยินว่าโจวเยี่ยนส่งกระดาษคำตอบภาคทฤษฎีก่อนเวลาสี่สิบห้านาทีซะอีก

เขาเคยไปกินข้าวที่ร้านอาหารโจวเอ้อร์หวามาแล้ว ลูกค้าเยอะแยะขนาดนั้น แต่ประสิทธิภาพในการออกอาหารของร้านก็ยังถือว่าสูงมากทีเดียว

แถมโจวเยี่ยนก็เคยมาแสดงฝีมือในครัวของภัตตาคารว่านซิ่วด้วย เขาเคยเห็นโจวเยี่ยนผัดกับข้าวกับตาตัวเองมาแล้ว คำว่า ‘ทั้งเร็วทั้งนิ่ง’ นี่แหละคือคำบรรยายที่เหมาะกับเขาที่สุด

อย่าว่าแต่ติงเจ๋อเลย ต่อให้เป็นตัวเขาเอง ถ้าวัดกันแค่เรื่องประสิทธิภาพในการออกอาหาร เผลอ ๆ อาจจะยังสู้ไม่ได้เลยด้วยซ้ำ

“ผมก็สงสัยอยู่เหมือนกัน ระหว่างที่สอบเขาเอาแต่นั่งเหม่อไม่ก็อู้งาน นั่งฟาดหมูสับอยู่กะละมังนึงเป็นครึ่งค่อนชั่วโมง กว่าจะเริ่มต้มซุปลูกชิ้นก็ปาเข้าไปตอนเหลือเวลาอีกแค่สิบแปดนาทีสุดท้าย พอเหลือสิบนาทีสุดท้ายก็รวบยอดผัดกับข้าวสามอย่างรวดเดียวเลย แถมยังเอาน้ำร้อนมาลวกจานรอบนึงก่อนจะตักอาหารใส่ลงไปด้วยนะ” ติงเจ๋อมองเหยียนเกอ ถามด้วยความไม่เข้าใจสุดๆ “อาจารย์ อาจารย์คิดว่าเขาทำแบบนี้ไปเพื่ออะไรเหรอครับ? ตอนสอบมันจำเป็นต้องอุ่นจานด้วยเหรอ?”

“อาจารย์ไม่รู้อะไร ตอนนั้นผู้เข้าสอบในห้องสอบที่หนึ่งทุกคนเขาทำอาหารเสร็จกันหมดแล้ว กำลังเก็บกวาดหน้าเตากับมีดทำครัวกันอยู่ ต่างก็สงสัยกันว่าเขาจะทำเสร็จทันหรือเปล่า แอบรู้สึกสงสารเขานิด ๆ ด้วยซ้ำ ที่ไหนได้ เขากลับตอกหน้าทุกคนด้วยการวาดลวดลายซะจนทุกคนต้องหันกลับมาสงสารตัวเองแทนซะงั้น”

เหยียนเกอลูบคางครุ่นคิดอย่างจริงจังอยู่ครู่หนึ่ง แล้วก็ตบมือฉาดใหญ่พูดขึ้นว่า “ฉันเข้าใจแล้ว! ตอนแรกเขาเสียเวลาไปเข้าห้องน้ำตั้งสิบกว่านาที ก็เลยคงยากที่จะไปแย่งที่หนึ่งที่สองกับพวกนาย

แต่อาหารของผู้เข้าสอบในห้องสอบเดียวกันจะต้องถูกทยอยยกไปให้กรรมการชิมตามลำดับ ช่วงกลาง ๆ จะเป็นช่วงที่คนส่งอาหารกันเยอะที่สุด อาหารเป็นสิบ ๆ จานถูกยกไปให้กรรมการชิมพร้อมกัน กรรมการกินไม่ทันหรอก อาหารที่ถูกจัดไว้คิวหลัง ๆ ก็ต้องเย็นชืดไปตามระเบียบ

เขาเลยใช้จังหวะนี้ให้เป็นประโยชน์ กะเวลาส่งอาหารให้เฉียดฉิวเส้นตายสามชั่วโมงเป๊ะ ตอนนั้นกรรมการก็น่าจะชิมอาหารและให้คะแนนกันเสร็จไปหมดแล้ว พอเอาไปบวกกับการอุ่นจาน ก็จะช่วยรับประกันได้ว่าตอนที่กรรมการได้กินอาหารของเขา มันจะยังคงร้อนกรุ่นและสดใหม่ที่สุด”

“สิ่งที่พวกนายเห็นคือการที่เขาลนลานทำอาหารเสร็จแบบเส้นยาแดงผ่าแปดในสองนาทีสุดท้าย แต่ความจริงแล้วเขาวางแผนไว้ล่วงหน้าหมดแล้วต่างหาก แถมยังทำได้อย่างสบาย ๆ ไร้กังวลซะด้วยซ้ำ”

ติงเจ๋อถึงกับอึ้ง ดวงตาค่อย ๆ เบิกกว้างขึ้น ภาพการสอบปฏิบัติเมื่อครู่ผุดขึ้นมาในหัวเป็นฉาก ๆ ตั้งแต่ตอนที่โจวเยี่ยนฟาดหมูสับ ไปจนถึงตอนที่เขาหั่นเตรียมวัตถุดิบเสร็จภายในพริบตา และขั้นตอนสุดท้ายอย่างการอุ่นจาน ผัดกับข้าว ตักใส่จาน...

บนใบหน้าของโจวเยี่ยนไม่เคยปรากฏแววตื่นตระหนกเลยแม้แต่น้อย การเคลื่อนไหวของเขาทั้งเด็ดขาดและฉับไว ดูสบาย ๆ ไร้กังวลอย่างที่อาจารย์บอกจริง ๆ

“เชี่ย! นี่มันมีคนที่วางแผนมาอย่างดิบดีเพื่อแย่งเป็นคนสุดท้ายจริง ๆ เหรอเนี่ย!” ติงเจ๋ออดไม่ได้ที่จะอุทานออกมาด้วยความทึ่ง

เหยียนเกอบอก “การกะเวลาให้ทำเสร็จพอดีกับเวลาสอบเนี่ย ความจริงมันยากกว่าการแย่งชิงตำแหน่งที่หนึ่งซะอีกนะ การแย่งชิงที่หนึ่งคือการแข่งความเร็วกับคนอื่น แต่การควบคุมเวลามันคือความมั่นใจแบบสุดขีด พลาดไปนิดเดียว ถ้าเกินเวลาสอบก็โดนปรับตกทันทีเลยล่ะ”

“อาจารย์ ถ้างั้นตำแหน่งอันดับหนึ่งของเจียโจวของผม ก็ชักจะสั่นคลอนแล้วสิครับ?” ติงเจ๋อเริ่มทำหน้าเหมือนคนกำลังอมทุกข์

ถึงการสอบวัดระดับพ่อครัวจะไม่มีคำตอบที่ตายตัว แต่มันก็มีการวัดระดับฝีมือที่สูงต่ำแตกต่างกันอย่างชัดเจน

เหยียนเกอลองคิดดูแล้วก็ตอบ “นั่นก็ไม่แน่เสมอไปหรอกนะ การสอบวัดระดับพ่อครัว สุดท้ายก็ต้องเอาคะแนนรวมของภาคทฤษฎีกับภาคปฏิบัติมาบวกกันเพื่อจัดอันดับอยู่ดี คะแนนภาคทฤษฎีก็คิดเป็นตั้งสี่สิบเปอร์เซ็นต์เชียวนะ โจวเยี่ยนจะเก่งแค่ไหน ต่อให้สอบปฏิบัติได้สักเก้าสิบคะแนน มันก็ไม่ได้ทิ้งห่างนายไปไกลเท่าไหร่หรอก

นายบอกว่าโจวเยี่ยนเพิ่งเตรียมตัวสอบมาได้แค่เดือนกว่าเองนี่นา ไม่แน่ว่าตอนสอบทฤษฎีอาจจะเขียนมั่ว ๆ ไปก็ได้ พอรวมคะแนนออกมาแล้ว เผลอ ๆ อาจจะสู้นายไม่ได้ด้วยซ้ำ”

ติงเจ๋อได้ยินดังนั้น ดวงตาก็เป็นประกายขึ้นมาทันที บนใบหน้ากลับมามีรอยยิ้มอีกครั้ง “อาจารย์! ที่อาจารย์พูดมาก็มีเหตุผลนะ สอบทฤษฎีนี่มันของถนัดผมเลย! ทั้งบุ๋นและบู๊ ผมนี่แหละคือที่หนึ่งของเจียโจวตัวจริง!”

วันนี้ร้านอาหารไม่เปิดทำการ จ้าวเถี่ยอิงกินมื้อสายเสร็จ ก็พาสหายเหล่าโจวกับโจวโม่โม่กลับไปเที่ยวที่หมู่บ้าน

ไม่มีรถ ก็เลยต้องเดินเท้าไปตลอดทาง

โจวโม่โม่กระโดดโลดเต้นไปตลอดทาง เดินไปได้ไม่ทันไรก็เริ่มเหนื่อยแล้ว เงยหน้าเล็ก ๆ ขึ้นมองสหายเหล่าโจวแล้วพูดขึ้น “พ่อจ๋า อุ้มหนูหน่อยสิ~~ หนูเมื่อยขาจังเลย”

“ตอนออกจากบ้านวันนี้ ลูกไม่ได้บอกเหรอว่าจะเดินกลับเองน่ะ?” จ้าวเถี่ยอิงมองลูกสาวแล้วถาม

“แม่จ๋าก็จริงจังเกินไปแล้วนะ” โจวโม่โม่ส่ายหมวกหัวเสือไปมา ดึงมือสหายเหล่าโจว อ้อนด้วยน้ำเสียงน่ารักน่าชัง “พ่อจ๋า~~ รองเท้าหนูกัดเท้าอ่ะ พ่อให้หนูขี่หลังหน่อยสิ”

“มามะ เดี๋ยวพ่ออุ้มกลับเอง” สหายเหล่าโจวจะไปทนลูกอ้อนของลูกสาวหัวแก้วหัวแหวนได้ยังไงไหว เขายิ้มพร้อมกับก้มลงไปอุ้มเจ้าตัวเล็กขึ้นมาไว้ในอ้อมแขน

“รองเท้ากัดเท้าเหรอ? หรือว่ารองเท้าคู่นี้มันจะสั้นไปแล้วนะ?” จ้าวเถี่ยอิงเดินเข้าไปบีบปลายรองเท้าของโจวโม่โม่ ยิ้มจนตาหยี “ชนปลายรองเท้าจริง ๆ ด้วย โม่โม่บ้านเราโตไวมากเลยนะเนี่ย รองเท้าที่ซื้อเมื่อครึ่งปีก่อนต้องเปลี่ยนใหม่อีกแล้ว”

วันนี้กลับหมู่บ้าน ก็เลยเปลี่ยนมาใส่รองเท้าผ้าใบหุ้มส้นเล็ก ๆ ให้เธอ จะได้วิ่งเล่นสะดวก ๆ ไม่นึกเลยว่าจะคับจนนิ้วเท้าชนปลายรองเท้าไปซะแล้ว

โจวโม่โม่ยิ้มแฉ่งบอก “ไม่เป็นไรหรอกแม่ หนูยังมีรองเท้าหัวเสืออยู่นี่นา รองเท้าเล็ก ๆ คู่นี้เก็บไว้ก่อน เอาไว้ให้ลูกของเกอเกอใส่ในอนาคตไง”

“ได้สิ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพยักหน้า “เดี๋ยวพอกลับไปถึงลูกก็อย่าไปวิ่งเล่นซนที่ไหนล่ะ ขืนวิ่งมาก ๆ เดี๋ยวรองเท้ามันจะบีบเท้าจนเจ็บเอานะ”

“อื้ม ได้ค่ะ” โจวโม่โม่พยักหน้ารับอย่างว่าง่าย

พอกลับมาถึงหมู่บ้าน โจวโม่โม่ก็วิ่งไปหาเพื่อนเล่นทันที

สหายเหล่าโจวโดนลากไปเล่นไพ่ ส่วนน้าจ้าวก็กลับไปที่บ้านเก่า เพื่อไปนั่งคุยสัพเพเหระเป็นเพื่อนหญิงชรา

“วันนี้โจวเยี่ยนกับเสี่ยวเจิงไปสอบกันนี่นา เมื่อเช้านี้เว่ยกั๋วก็ยังบ่นพึมพำเรื่องนี้อยู่เลย” หญิงชรารินชาให้จ้าวเถี่ยอิง พลางพูดไปยิ้มไป

“ใช่ค่ะ วันนี้แหละ เว่ยกั๋วก็ดูจะใส่ใจเสี่ยวเจิงดีเหมือนกันนะ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้ายิ้ม ๆ

หญิงชราส่ายหน้าอย่างจนใจ “ใส่ใจมันก็ใส่ใจอยู่หรอก แต่ไอ้เด็กนี่มันไม่ค่อยรู้ประสีประสาเรื่องพวกนี้เอาซะเลย วันก่อนแม่ลองถามเขาดูว่าเสี่ยวเจิงเป็นยังไงบ้าง เธอเดาสิว่าเขาตอบแม่มาว่ายังไง”

“ตอบว่าไงเหรอคะ?” จ้าวเถี่ยอิงล้วงเมล็ดแตงโมออกมาจากกระเป๋ากำมือหนึ่ง ถามด้วยความอยากรู้อยากเห็นสุด ๆ

“เขาบอกว่า สหายเสี่ยวเจิงขยันขันแข็ง ฝีมือทำอาหารก็เป็นเลิศ ความประพฤติก็ดีเยี่ยม ถือว่าเป็นสหายที่ดีคนหนึ่งเลยล่ะครับ” หญิงชราเลียนแบบน้ำเสียงของโจวเว่ยกั๋ว

“พรืด—ฮ่าฮ่าฮ่า” จ้าวเถี่ยอิงถึงกับขำก๊ากออกมา “นี่เขาไปหาแฟน หรือไปหาเพื่อนร่วมรบที่ไว้ใจได้กันแน่เนี่ย?”

หญิงชรากลอกตามองบน “สหายที่ดีมีความประพฤติดี เธอดูสิ คนปกติที่ไหนเขาจะพูดจาแบบนี้กัน”

“นั่นน่ะสิคะ คนทั่วไปก็นึกคำพวกนี้ไม่ออกหรอก” จ้าวเถี่ยอิงบอก

“เธอดูสิ แม่ก็ถือว่าเป็นคนใช้ได้คนนึงนะ ทำไมถึงได้คลอดลูกออกมาเป็นก้อนหินทื่อ ๆ พวกนี้ได้เนี่ย?” หญิงชราถอนหายใจออกมาเบา ๆ

“ก็แสดงว่าแม่สอนมาดีไงคะ ตั้งแต่พี่ใหญ่จนถึงเว่ยกั๋ว ต่างก็เป็นคนเอาการเอางานกันทั้งนั้น ไม่ใช่พวกชอบเอาเปรียบหรือชอบหลอกลวงใคร” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มบอก “แต่ช่วงนี้เขาก็แวะมากินซาลาเปาที่ร้านบ่อย ๆ อยู่นะ แถมยังเจาะจงกินแต่ซาลาเปาไส้หมูสับฝีมือเสี่ยวเจิงด้วย”

“เอ๊ะ? แต่ตอนอยู่บ้านเขาไม่ได้บอกฉันแบบนี้นี่นา” หญิงชราได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “เขาบอกว่าช่วงนี้ที่กองกำลังติดอาวุธมีฝึกหนักมาก ก็เลยบอกไม่ให้ฉันต้มข้าวต้มมันเทศให้กินแล้ว เขาบอกว่าจะไปหากินง่ายๆ ที่โรงอาหารของหน่วยงานเอาน่ะ”

“เว่ยกั๋วบอกแบบนั้นเหรอคะ?” จ้าวเถี่ยอิงเม้มปาก ซวยแล้วสิ ดันหลุดปากพูดไปซะได้ ไม่ได้ถามไถ่ให้ดีก่อนเลย

“ดีเลย ไอ้เด็กนี่ หัดโกหกแม่ตัวเองซะแล้ว” รอยยิ้มของหญิงชราแฝงความปลื้มใจเอาไว้นิด ๆ “ก็ดีเหมือนกัน รู้จักไปกินซาลาเปาที่ร้าน ก็ถือว่าไม่ได้ซื่อบื้อจนเกินเยียวยาล่ะนะ”

“นั่นแหละค่ะ ความสัมพันธ์มันก็ต้องค่อย ๆ พัฒนากันไปแบบนี้แหละ” จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพยักหน้า

“แม่จ๋า~แม่~~” โจวโม่โมวิ่งเข้ามาหาจ้าวเถี่ยอิง “หนูหิวน้ำ!”

“มามะ” จ้าวเถี่ยอิงยื่นแก้วน้ำที่วางอยู่ข้าง ๆ ให้เธอ ปล่อยให้เธอจิบน้ำลงไปครึ่งแก้ว

“คุณย่าขา หนูจะบอกอะไรให้นะ ตอนนี้พี่อันหรงใช้แก้วน้ำที่คุณอาให้ดื่มน้ำทุกวันเลยล่ะ” โจวโม่โม่กินน้ำเสร็จ ก็รายงานคุณย่าเป็นฉาก ๆ

“จริงเหรอ?” หญิงชราได้ยินดังนั้นก็ยิ้มแก้มแทบปริ “แม่หนูเสี่ยวเจิงคนนี้ ปากตรงกับใจจริง ๆ ดูออกเลยว่าเธอชอบของพวกนั้นจริง ๆ”

“ใช่ค่ะ เด็กผู้หญิงคนนี้ให้ความรู้สึกเหมือนคนรุ่นเก่าหน่อย ๆ เธอค่อนข้างให้ความสำคัญกับของพวกนี้มากเลยล่ะ” จ้าวเถี่ยอิงพยักหน้าเห็นด้วย

“ก็แค่ว่า สภาพร่างกายของเว่ยกั๋วเป็นแบบนี้ ไม่รู้ว่าเธอจะ...” หญิงชราพูดไปได้ครึ่งประโยค สีหน้าก็ฉายแววกังวลออกมา

จ้าวเถี่ยอิงพูดปลอบใจ “แม่คะ สถานการณ์ของเว่ยกั๋วมันไม่เหมือนกันหรอกนะ เขาได้รับบาดเจ็บเพราะปกป้องประเทศชาติ ถ้าเสี่ยวเจิงรังเกียจเขาจริง ๆ ก็คงไม่ยอมนัดไปอ่านหนังสือที่ห้องสมุดด้วยกันหรอกค่ะ”

“คุณอาเป็นอะไรเหรอ? คุณอาขี่จักรยานได้ ยิงปืนได้ คุมทหารได้ เก่งจะตายไป!” โจวโม่โม่พูดแทรกขึ้นมา “คุณย่า คราวก่อนแม่พาหนูไปดูคุณอาฝึกทหารอาสาด้วยล่ะ อาเก่งมาก ๆ เลยนะ ใช้มือเดียวโหนบาร์ได้ด้วย คราวหน้าหนูจะพาพี่อันหรงไปดูด้วย”

หญิงชราโดนเจ้าตัวเล็กทำให้หัวเราะออกมา พยักหน้าบอก “อืม หลานพูดถูกแล้ว อาของหนูเก่งจริง ๆ”

“หนูไปเล่นแล้วน้า~~” โจวโม่โม่กินน้ำเสร็จ ก็วิ่งตึก ๆ ออกไปเล่นข้างนอกอีกแล้ว

หญิงชรามองดูเจ้าตัวเล็กที่วิ่งไปเล่นกับแมวและห่านในลานบ้าน รำพึงออกมาด้วยความรู้สึกตื้นตัน “บ้านตระกูลโจวของเรามีหลานสาวแค่คนเดียว อายุยังไม่ถึงสี่ขวบดีด้วยซ้ำ แต่กลับเป็นเด็กฉลาดรู้ความ เอาใจใส่คนอื่นเก่งกว่าพวกหลานชายซะอีก”

จ้าวเถี่ยอิงยิ้มพยักหน้า “เด็กผู้หญิงก็มักจะละเอียดอ่อนกว่าแหละค่ะ เลี้ยงเธอสบายใจกว่าตอนเลี้ยงโจวเยี่ยนตั้งเยอะ”

“บางทีพอเห็นเราทำหน้าไม่ค่อยดี ก็จะเข้ามาปลอบใจ เหมือนลูกแมวตัวน้อย ๆ เลยล่ะ”

จบบทที่ บทที่ 730 แผนการที่ทำเอาอัจฉริยะต่างถิ่นต้องขนลุก

คัดลอกลิงก์แล้ว