- หน้าแรก
- ระบบผู้พิทักษ์ขุนเขา
- ตอนที่ 480: ของขวัญจากราชาแมวป่า!
ตอนที่ 480: ของขวัญจากราชาแมวป่า!
ตอนที่ 480: ของขวัญจากราชาแมวป่า!
วินาทีนี้ หลี่เฉียนก็รู้สึกได้ถึงจุดนี้อย่างฉับไว ความกลัวทำให้เขาเผยตัวตนออกมา
เขาร้องคำรามออกมาสุดเสียง กระบี่วิเศษในมือฟันตรงเข้าใส่เฉินหยาง
นี่มันรนหาที่ตายไม่ใช่เหรอ?
ตอนนี้เขาบาดเจ็บสาหัส จะใช้แรงได้สักเท่าไหร่กันเชียว?
"ฉัวะ!"
เฉินหยางชี้นิ้วไปที่กลางหว่างคิ้วของเขา
ร่างของหลี่เฉียนหยุดชะงัก
"จริงสิ ภรรยาเก่าของนาย เซวียข่ายฉี ฝากฉันมาทักทายนายด้วย ลาก่อนนะ!"
"ฟิ้ว!"
ปราณกระบี่พุ่งทะยานออกไป
หลี่เฉียนก็เหมือนเส้นบะหมี่ที่ต้มจนสุก อ่อนระทวยลงทันที ล้มหงายหลังตึงลงไปกองกับพื้น
ดวงตาทั้งสองข้างเหม่อลอยมองขึ้นไปบนฟ้า
แต่ก็ไม่รู้ว่า เขาจะได้ยินคำพูดสุดท้ายของเฉินหยางหรือเปล่า
เฉินหยางไม่ได้ชายตามองเขาอีกเลย เดินตรงลงไปตามทางลาดของป่าที่ไม่ไกลนัก
"อ๊าก?"
ติงซื่อเหอเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดนี้ ใบหน้าก็ซีดเผือดไปนานแล้ว
ถึงแม้บาดแผลจากลูกธนูที่หน้าอกจะถูกควบคุมไว้ได้แล้ว แต่ก็เสียเลือดไปไม่น้อย ทำให้เขารู้สึกอ่อนเพลียมาก
พอเห็นเฉินหยางเดินเข้ามาใกล้ราวกับยมทูต ติงซื่อเหอก็หวาดกลัวจนแทบสิ้นสติ ไม่พูดพร่ำทำเพลง คุกเข่าลงกับพื้นดังปึก โขกศีรษะให้เฉินหยางซ้ำไปมาเหมือนตำกระเทียม
"ไว้ชีวิตด้วย ไว้ชีวิตด้วย ฉันไม่รู้เรื่องอะไรเลย ฉันไม่เห็นอะไรเลยทั้งนั้น!"
ติงซื่อเหอโขกศีรษะไปพลาง พูดจาวกไปวนมาไปพลาง
เฉินหยางเดินเข้าไป เตะเข้าที่ไหล่ของเขาทีหนึ่ง
ติงซื่อเหอล้มก้นจ้ำเบ้าลงกับพื้น รีบคลานกลับมา โขกศีรษะให้เฉินหยางต่อ "น้องชาย ปล่อยฉันไปเถอะ ขอแค่นายไว้ชีวิตฉัน จะให้ฉันเป็นหมูเป็นหมา เป็นวัวเป็นม้าก็ยอมหมด..."
ร้องหูมร้องไห้ แทบจะสติแตกอยู่แล้ว
ช่างน่าเวทนาสงสารเสียนี่กระไร คนฟังเศร้าใจ คนดูน้ำตาไหล
"มองตาฉันสิ"
เฉินหยางกลืนยาเม็ดบำรุงจิตไปสองเม็ด ฟื้นฟูพลังจิตที่ใช้ไปก่อนหน้านี้กลับมา
ติงซื่อเหอคนนี้ ขอบเขตวิญญาณยังไม่ถึงด้วยซ้ำ ระดับพลังจิตก็เต็มที่ไม่เกินสองสามขั้น จิตใจอ่อนแอขนาดนี้ จัดการเขามันเรื่องง่ายดายไม่ใช่เหรอ?
……
...
——
——
เหมืองแร่หยกอัคคี
ฝูงพังพอนกำลังนอนหลับอุตุอยู่บนพื้น
อุณหภูมิในถ้ำนี้สูงมาก ย่อมทำให้ง่วงนอนได้ง่าย เฉินหยางให้พวกมันมาขุดแร่ที่นี่ พอไม่มีคนคอยคุม พวกมันก็ทำตัวขี้เกียจ ทำงานวันพักสองวัน
"จี๊ดจี๊ด..."
การมาถึงของเฉินหยาง ทำลายความเงียบสงบในถ้ำลง
ฝูงพังพอนพอเห็นว่าเป็นเฉินหยาง ก็รีบเด้งตัวลุกขึ้นจากพื้น พากันวิ่งไปที่หลุมแร่บนหน้าผารอบบริเวณทันที
เปลี่ยนจากโหมดขี้เกียจ เข้าสู่โหมดทำงาน ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีเท่านั้น
แต่ละตัวแกล้งทำเป็นยุ่งกันใหญ่
"จี๊ดจี๊ด!"
พังพอนตัวผู้โตเต็มวัยที่ตัวใหญ่หน่อยวิ่งมาตรงหน้าเฉินหยาง ดึงขากางเกงของเขา
เฉินหยางตามมันไปที่มุมหนึ่งของถ้ำ
ในหลุมหลุมหนึ่ง มีหินสีแดงกองอยู่กองหนึ่ง
เล็กบ้างใหญ่บ้าง น่าจะมีสักหลายสิบก้อน
หินแร่หยกอัคคี!
"จี๊ดจี๊ด!"
พังพอนเชิดหน้าขึ้น มองเฉินหยางเหมือนจะขอความดีความชอบ
เฉินหยางอดกรอกตาไม่ได้ ตั้งหลายวัน ขุดมาได้แค่นี้ ยังจะมีหน้ามาขอความดีความชอบอีกเหรอ?
สะบัดมือวูบ เฉินหยางก็เก็บก้อนหินเหล่านั้นไปทันที
ลังเลอยู่ครู่หนึ่ง ก็หยิบเลือดกระต่ายออกมาครึ่งขวดเล็กให้มัน จากนั้นก็ดุด่าไปชุดใหญ่
พังพอนตัวนี้ เฉินหยางเรียกมันว่าหวงอู่ เป็นลูกชายของเหล่าหวง ถึงแม้จะยังไม่เข้าสู่ขอบเขตวิญญาณ แต่ก็มีสติปัญญาค่อนข้างสูง ปกติก็เป็นมันนี่แหละที่คอยจัดการฝูง
ลูกชายของเหล่าหวงมีไม่น้อย แต่ตัวอื่นล้วนตามลูกพี่ของมันไปทำงานที่ตงเป่ยกันหมดแล้ว เหลือแค่มันตัวเดียวนี่แหละที่ยังอยู่ข้างกายเขา
สาเหตุที่มันยังอยู่ข้างกายเหล่าหวง ไม่ตามไปที่ตงเป่ย ก็มีเหตุผลเดียว คือขี้เกียจ
เจ้านี่ขี้เกียจของแท้
ให้ฝูงพังพอนพวกนี้ให้มันจัดการ จะทำงานทำการได้เป็นชิ้นเป็นอันก็แปลกแล้ว
แต่ว่า ในฝูงพังพอนนี้ ดูเหมือนจะหาคนจัดการที่เหมาะสมไม่ได้แล้วเหมือนกัน
อย่างน้อยตอนนี้เฉินหยางก็ยังไม่เห็นว่าจะมีใครเหมาะสมกว่ามัน
เขาก็ไม่อาจทิ้งเหล่าหวงไว้ที่นี่ได้ เพราะยังไงเหล่าหวงตอนนี้ก็เป็นถึงระดับขอบเขตวาสนา ถือเป็นกำลังสำคัญสำหรับเขา แน่นอนว่าต้องพกติดตัวไว้ตลอดเวลา
อู้งานก็อู้งานไปเถอะ
อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ได้ไม่ทำงานอะไรเลยสักหน่อย
เขาไม่ใช่พวกหน้าเลือด จะให้ฝูงพังพอนพวกนี้ทำงานหามรุ่งหามค่ำก็คงไม่ได้
ถ้าไม่ให้ผลประโยชน์มันสักหน่อย เกรงว่าพวกมันคงจะไม่ยอมทำงานอะไร
เฉินหยางหยิบไข่ทองคำออกมา หามุมที่พลังงานธาตุไฟค่อนข้างหนาแน่นวางมันลงไป
พริบตาเดียว เฉินหยางก็สัมผัสได้ว่า ไข่ทองคำเริ่มดูดซับพลังงานธาตุไฟที่ล่องลอยอยู่ในมิติรอบข้างแล้ว
ผ่านสายใยที่เชื่อมโยงกับไข่ทองคำ เฉินหยางสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า มันชอบสภาพแวดล้อมที่นี่มาก
"เอาล่ะ แกก็อยู่ที่นี่ไปก่อนนะ รอแกฟักออกมาเมื่อไหร่ ฉันจะมารับ!"
เฉินหยางพูดกับไข่ทองคำ
ไข่ทองคำสั่นไหวเล็กน้อย ราวกับตอบสนองคำพูดของเฉินหยาง
เฉินหยางหันกลับไปมองหวงอู่ เจ้านี่กำลังชะโงกหน้ามองไข่ทองคำฟองนี้ด้วยความอยากรู้อยากเห็น
"หวงอู่ แกต้องเฝ้ามันให้ดีนะ ขุดแร่น้อยลงหน่อยก็ได้ แต่ถ้าไข่ทองคำนี่เป็นอะไรไป ฉันไม่ปล่อยแกไว้แน่!" เฉินหยางพูดกับหวงอู่อย่างจริงจังมาก
"จี๊ดจี๊ด!"
หวงอู่พยักหน้าหงึกหงัก ไม่กล้าชักช้า
เฉินหยางจึงถามถึงสถานการณ์ช่วงนี้ของมัน
เห็นได้ชัดว่าฝูงพังพอนนี้ชอบสภาพแวดล้อมที่นี่มาก ที่นี่พลังงานธาตุไฟหนาแน่น มีส่วนช่วยในการเจริญเติบโตของพวกมันอย่างมาก โดยเฉพาะหวงอู่ ตัวมันเองก็มีสติปัญญาอยู่แล้ว จึงสัมผัสถึงพลังงานนี้ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ขืนเป็นแบบนี้ต่อไป ไม่แน่ว่าเมื่อไหร่ มันอาจจะก้าวเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณได้ด้วยซ้ำ
"จี๊ดจี๊ด..."
ถึงแม้มันจะใช้พลังจิตไม่ได้ แต่เฉินหยางก็สามารถใช้พลังจิตสื่อสารกับมันได้
ที่นี่ดีทุกอย่าง ติดอยู่ตรงที่บนภูเขาใกล้เคียงมีฝูงราชาแมวป่าอยู่ฝูงหนึ่ง ช่วงก่อนหน้านี้เคยมาก่อกวน
แต่ว่า หวงอู่พูดถึงเฉินหยางให้พวกมันฟัง ราชาแมวป่าดูเหมือนจะเกรงใจ ก็เลยพาฝูงแมวป่าล่าถอยไป
"ลืมพวกมันไปซะสนิทเลย!"
เฉินหยางรู้สึกว่า จำเป็นต้องไปที่ยอดเขาเฮยเปาเพื่อทักทายเจ้าถิ่นเสียหน่อย
คราวที่แล้วตอนจัดการกับฝูงหนูภูเขา ราชาแมวป่าก็เคยช่วยเขาไว้ ถึงแม้จะไม่ได้มีประโยชน์อะไรมาก แต่ก็ถือว่ามีน้ำใจต่อกันบ้าง
ตอนนี้อากาศหนาวมาก มันก็คงอยากหาที่อุ่นไว้จำศีล ฝูงหนูภูเขาถูกกำจัดไปแล้ว ถ้ำนี้ย่อมเป็นตัวเลือกแรกของมัน แต่ตอนนี้ถ้ำนี้ถูกฝูงพังพอนยึดครองอยู่ เห็นแก่หน้าเขา มันอาจจะยอมทน
แต่ถ้าเกิดพายุหิมะมา พวกมันทนไม่ไหว ไม่แน่ว่าอาจจะกลับมาอีก ถึงตอนนั้นเกิดปะทะกันขึ้นมาคงไม่ค่อยดีเท่าไหร่
เฉินหยางไม่ได้อยู่ที่นี่ ฝูงพังพอนคงไม่ใช่คู่มือของพวกแมวป่าหรอก
ดังนั้น การไปครั้งนี้จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่ง
……
...
——
——
ยอดเขาเฮยเปา
เขาซื่อผานมียอดเขาหลักสี่แห่ง ยอดเขาเฮยเปาก็เป็นหนึ่งในนั้น
บนยอดเขานี้มีต้นพลัมป่าขึ้นอยู่มากมาย ส่วนใหญ่เป็นพันธุ์อัญมณีสีดำ พอพลัมสุก ทั่วทั้งภูเขาจะเป็นสีดำสนิท ตัดกับรูปทรงของภูเขา ดูเหมือนดอกไม้ที่กำลังตูมรอวันบาน ยอดเขาเฮยเปาจึงได้ชื่อนี้มา
เมื่อไม่นานมานี้ ปู่รองทะลวงระดับเข้าสู่ขอบเขตวาสนา ก็น่าจะบนเขาซื่อผานนี่แหละ สถานที่ก็น่าจะเป็นยอดเขาหลักอีกแห่งที่อยู่ฝั่งตรงข้าม หรือก็คือสันเขาร่ำร้อง
เพราะนั่นคือรังของตะขาบหกปีก
การทะลวงระดับครั้งนั้นดึงดูดพายุหิมะและสายฟ้ามา คงทำให้สัตว์บนเขาซื่อผานตกใจกลัวกันไม่น้อยแน่
ยอดเขาเฮยเปาอยู่ใกล้กับสันเขาร่ำร้อง ก็ได้รับผลกระทบไม่น้อยเหมือนกัน
หลังจากพายุหิมะผ่านไป บนยอดเขาก็มีหิมะหนาเตอะปกคลุมไปทั่ว
ลมภูเขาพัดหวีดหวิว แทรกซึมเข้าไปถึงกระดูกดำ
เฉินหยางหาอยู่พักใหญ่ ถึงจะเจอรังของฝูงแมวป่าในถ้ำลึกกลางป่าทึบ
"พี่แมว!"
เฉินหยางตะโกนเรียก
ในถ้ำปูลาดด้วยใบไม้แห้งและหญ้าแห้งหนาเตอะ ฝูงแมวป่ากำลังขดตัวรวมกันเป็นก้อน อาศัยไออุ่นจากกันและกันเพื่อคลายหนาว
จำนวนไม่น้อย อย่างน้อยก็เป็นร้อยตัว
นี่มันฝูงใหญ่เลยนะเนี่ย
พอได้ยินเสียงของเฉินหยาง แมวป่าตัวใหญ่ยักษ์ก็เดินออกมาจากถ้ำ
ราชาแมวป่า
พอมันเห็นเฉินหยาง ก็ประหลาดใจอย่างเห็นได้ชัด
"เหมียว!"
ราชาแมวป่าร้องเรียก เหมือนกำลังถามเฉินหยางว่ามาทำไมที่นี่
"ไม่ได้เจอกันนานเลยนะ นานทีจะมาเขาซื่อผานที ได้ยินหวงอู่พูดถึงแก ก็เลยแวะมาดูหน่อย!"
เฉินหยางทำตัวเหมือนมาเยี่ยมญาติจริง
หวงอู่?
ราชาแมวป่าเอียงคอ มันย่อมรู้ว่าหวงอู่ที่เฉินหยางพูดถึงคือใคร
เฉินหยางกล่าว "ช่วงนี้อากาศจะเย็นลงอีก คลื่นความหนาวเย็นระลอกหนึ่งกำลังจะมา พี่แมว ถ้าแกไม่รังเกียจ ย้ายไปที่ยอดเขาเถี่ยเซี่ยง ไปอยู่กับพวกหวงอู่ก็ได้นะ!"
"เหมียว?"
ราชาแมวป่าชะงักไป มองเฉินหยางด้วยความประหลาดใจ ส่งพลังจิตมาหาเฉินหยาง "นายเต็มใจให้พวกเราไปเหรอ?"
"มีอะไรไม่เต็มใจล่ะ?"
เฉินหยางยิ้ม กล่าวว่า "แต่ว่า เราต้องทำข้อตกลงกันก่อนนะ ข้อแรก พอพวกแกไปถึง ต้องอยู่ร่วมกับพวกหวงอู่อย่างสันติ ห้ามทะเลาะกัน ข้อสอง ถ้ามีเวลา ก็ช่วยฉันขุดแร่หน่อย พวกหวงอู่มันขี้เกียจเกินไป ถ้าจำเป็น ก็ช่วยฉันเตือนพวกมันหน่อย ข้อสุดท้าย เก็บเป็นความลับ คุมลูกน้องแกให้ดี เรื่องเหมืองแร่นั่น ห้ามแพร่งพรายออกไปเด็ดขาด..."
"แค่นี้เองเหรอ?"
ราชาแมวป่าประหลาดใจมาก นี่มันข้อตกลงอะไรกัน? ไม่ถือว่าเป็นข้อตกลงด้วยซ้ำกระมัง?
"แค่นี้แหละ!"
เฉินหยางหันไปมองขอบฟ้า มืดครึ้ม ไม่รู้ว่าพายุหิมะจะมาเมื่อไหร่ ตอนนี้ก็หนาวพอแล้ว ถ้าอุณหภูมิลดลงอีก หนาวกว่าเดิม ฝูงแมวป่าพวกนี้จะทนไหวหรือเปล่าก็ยังเป็นปัญหา
"ถ้าแกยินยอม ตอนนี้ก็เก็บของ อพยพไปได้เลย!"
"ตกลง!"
ราชาแมวป่าตอบตกลงอย่างง่ายดาย
ตอนนี้ไม่ใช่เวลามาเกรงใจเฉินหยางหรอกนะ
ถ้าไม่หาวิธีคลายหนาวให้ดี ลูกหลานแมวป่าพวกนี้ เกรงว่าจะมีไม่รู้กี่ตัวที่จะต้องหนาวตายในฤดูหนาวนี้
มันเข้าสู่ขอบเขตวิญญาณแล้ว ทนได้สบาย แต่มันเป็นราชาของฝูงแมวป่า จะเอาตัวรอดคนเดียวได้ยังไง
แฮปปี้กันทุกฝ่าย
ความประทับใจของเฉินหยางที่มีต่อราชาแมวป่าตัวนี้ยังถือว่าดีอยู่ ให้มันช่วยเฝ้าเหมืองแร่ให้ น่าจะปลอดภัยกว่าเยอะ เพราะยังไงมันก็เป็นสัตว์วิญญาณระดับขอบเขตวิญญาณเหมือนกัน
ในเมื่อฝูงพังพอนอู้งาน ก็เปลี่ยนคนงานซะ ใครทำก็เหมือนกันนั่นแหละ
ถือว่าเขาได้ทำความดีแล้วกัน
"เหมียว!"
ราชาแมวป่าร้องเรียกเขา "ตามฉันมาสิ ฉันจะให้ดูอะไรหน่อย!"
"โห?"
เฉินหยางชะงักไปเล็กน้อย
ราชาแมวป่าก็หันหลังกระโดดเข้าไปในป่าที่เต็มไปด้วยหิมะแล้ว
เฉินหยางรู้สึกสงสัย แต่ก็เดินตามไปโดยสัญชาตญาณ
ราชาแมวป่าเดินนำหน้า พาเฉินหยางทะลุป่าทึบ มาถึงป่าแห่งหนึ่งทางด้านหลังยอดเขา
สุดปลายป่า มีหน้าผาอยู่แห่งหนึ่ง ไม่นานพวกเขาก็มาถึงใต้หน้าผา
ราชาแมวป่าหยุดเดิน เงยหน้ามองขึ้นไป
เฉินหยางก็มองตามสายตาของมันขึ้นไปเช่นกัน
หน้าผาชันและเรียบเนียนมาก ทอดยาวไปจนถึงยอดเขาเฮยเปา
สูงประมาณหกสิบเจ็ดสิบเมตร
ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากยอดเขา มีต้นพลัมต้นหนึ่งงอกออกมาจากซอกหิน
บนต้นไม้มีหิมะและน้ำแข็งเกาะอยู่ ท่ามกลางสีขาวโพลน ผลไม้สีดำสองสามลูกก็ดูโดดเด่นสะดุดตามาก
เฉินหยางรู้สึกประหลาดใจ ฤดูหนาวแบบนี้ ต้นพลัมยังมีผลอีกเหรอ?
"เหมียว!"
ราชาแมวป่ากล่าว "ต้นพลัมต้นนี้เป็นพันธุ์กลายพันธุ์ ฤดูหนาวถึงจะออกผล ยิ่งอากาศหนาว ผลของมันก็จะยิ่งใหญ่ ผลที่ออกมา มีพลังงานธาตุประหลาดมหาศาลซ่อนอยู่ แตกต่างจากพลังงานธาตุประหลาดทั่วไป พลังงานชนิดนี้ดูดซับได้ง่ายมาก ที่ฉันมีพลังบำเพ็ญเพียรมาจนถึงทุกวันนี้ได้ ก็เพราะต้นไม้ต้นนี้แหละ..."
"โห?"
เฉินหยางประหลาดใจเล็กน้อย เขาหันไปมองราชาแมวป่า "แล้วแกมาบอกฉันเรื่องนี้คือ..."
ราชาแมวป่ากล่าว "บนหน้าผามีน้ำแข็งเกาะ ลื่นเกินไป ฉันขึ้นไปไม่ได้ ผลไม้นี้สุกแล้ว ถ้าไม่รีบเก็บลงมา มันก็จะร่วง พอผลไม้ร่วง พลังงานในนั้นก็จะสูญเสียไปอย่างรวดเร็ว เสียของเปล่า..."
มันมองไปที่เฉินหยาง "ถ้านายมีวิธีขึ้นไป ผลไม้ทั้งต้นนี้ฉันยกให้นายหมดเลย ถือเป็นการตอบแทนที่นายยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือพวกเรา!"
"แบบนี้จะดีเหรอ?"
"แค่ผลไม้จากต้นเดียว ของธรรมชาติสร้างขึ้นมา ปีนี้เก็บไปแล้ว ปีหน้ามันก็ยังออกผลอีก ไม่มีอะไรต้องเกรงใจหรอก!"
ราชาแมวป่าส่ายหน้าอย่างไม่ใส่ใจ "แต่ว่า ก่อนอื่นนายต้องขึ้นไปให้ได้ก่อนนะ หน้าผานี้ถูกแช่แข็งจนลื่นมาก ถ้าอากาศอุ่นกว่านี้หน่อย ฉันก็พอจะขึ้นไปได้ ถ้านายทำไม่ได้ ก็อย่าฝืนเลย..."
เฉินหยางยื่นมือไปลูบดู ลื่นเป็นบ้าจริง
เขาเงยหน้าขึ้นมอง กะระยะทางดู
ถ้าเป็นเมื่อก่อน เขาคงจนปัญญา ได้แต่มองตาปริบปริบ ถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
แต่ตอนนี้ สถานการณ์เลวร้ายแบบนี้ ถือว่าเป็นเรื่องเด็กน้อย
วิชาไต่กำแพงเอาไว้รับมือกับสถานการณ์แบบนี้โดยเฉพาะ ยิ่งพื้นผิวเรียบเนียน ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อการใช้วิชาไต่กำแพง
พลังภายในไหลเข้าสู่จุดย่งเฉวียนที่ฝ่าเท้า กระแสน้ำวนก่อตัวขึ้นกะทันหัน แรงดูดก็เกิดขึ้นจากความว่างเปล่า
เฉินหยางเหยียบลงบนหน้าผาที่เรียบเนียน
วิชาไต่กำแพงถูกเขาทำให้กลายเป็นวิชาเดินบนกำแพงไปซะแล้ว
"พระเจ้า!"
ราชาแมวป่ามองฉากนี้ด้วยความประหลาดใจ โลกทัศน์แทบจะแหลกสลาย
นี่มันวิธีบ้าอะไรกันเนี่ย?
เดินขึ้นไปเลยเหรอ?
มันมองอย่างเหม่อลอย ชั่วขณะหนึ่ง มันคิดว่ามันน่าจะทำได้เหมือนกัน แต่พอมันพุ่งขึ้นไปบนหน้าผา ถึงเพิ่งพบว่า มันห่างไกลความเป็นจริงและเกินจริงไปมากแค่ไหน
ลมภูเขาพัดหวีดหวิว ใต้เท้าเฉินหยางหยั่งรากลึก ไม่นานก็มาถึงข้างต้นพลัม
ท่ามกลางลมหนาว หิมะปกคลุมยอดไม้จนมิด
เฉินหยางใช้พลังจิตตรวจสอบดู ต้นไม้นี้ยังไม่ได้ก่อเกิดจิตสำนึก
ไม่มีจิตวิญญาณ ไม่มีสติปัญญา แม้แต่ความรู้สึกนึกคิดก็ยังไม่มี
ต้นพลัมต้นนี้เป็นพันธุ์อัญมณีสีดำ ลูกใหญ่เปลือกหนา แต่การที่ออกผลในฤดูหนาวแบบนี้ มันค่อนข้างผิดปกติจริง
ยื่นมือไปสัมผัส ผลไม้เย็นเฉียบจนบาดกระดูก
เหมือนก้อนน้ำแข็งทีละก้อน
ไม่มีสารานุกรมเปิดใช้งาน
สารานุกรมประเภทต้นพลัม เขาเปิดใช้งานไปตั้งนานแล้ว
ต้นไม้ต้นนี้เล็กมาก ดูเหมือนกิ่งไม้ที่งอกออกมาจากซอกหินมากกว่า
เขาใช้เรดาร์ตรวจสอบเข้าไปในหน้าผา รากของมันหยั่งลึกเข้าไปในซอกหินลึกกว่ายี่สิบเมตร
ต้องยอมรับในพลังชีวิตที่ดื้อรั้นของพืชพวกนี้จริง
พันธุ์กลายพันธุ์
ต้นไม้ที่สามารถเติบโตในสถานที่แบบนี้ได้ แถมยังออกผลนอกฤดูกาลได้อีก ต้องเป็นพันธุ์กลายพันธุ์แน่นอน
เฉินหยางเด็ดผลไม้ลงมา
ทั้งหมดสิบสองลูก แต่ละลูกใหญ่เท่ากำปั้นของเขาทั้งนั้น
ต่อหน้าราชาแมวป่า เขาไม่สะดวกที่จะใช้มิติ ก็เลยถอดเสื้อตัวนอกออกมาห่อไว้
ไม่นานก็เดินลงมาจากหน้าผา
วางผลไม้ลงบนพื้น เฉินหยางถาม "แกจะเอาไปสักสองสามลูกไหม?"
"เหมียว"
ราชาแมวป่าส่ายหน้าอย่างอึกอัก แต่มองเขาด้วยความตกใจ "เมื่อกี้มันวิชาอะไรของนาย? ถึงกับเดินบนหน้าผาได้เลยเหรอ?"
"อยากเรียนเหรอ เดี๋ยวฉันสอนให้เอาไหม?"
เฉินหยางยิ้มบาง
"นายสอนฉันได้เหรอ?"
ดวงตาทั้งสองข้างของราชาแมวป่าเป็นประกายขึ้นมา มันอยากเรียนเป็นที่สุด
ถ้ามันเรียนรู้ได้ สำหรับมันแล้ว จะเป็นประโยชน์อย่างมหาศาล
เฉินหยางพยักหน้า "เพียงแต่ นี่เป็นเคล็ดวิชาการฝึกฝนของมนุษย์ สำหรับแกแล้ว อาจจะใช้ไม่ได้ผลก็ได้นะ..."
"ลองดูก็ไม่เสียหายใช่ไหมล่ะ?"
ราชาแมวป่าแสดงความสนใจอย่างมาก
ถ้ามันสามารถเรียนรู้เคล็ดวิชานี้ได้ สามารถเดินบนหน้าผาที่เรียบเนียนได้อย่างอิสระเหมือนเฉินหยาง วันข้างหน้าก็จะเป็นประโยชน์อย่างมากต่อการล่าเหยื่อ หรือการหลบหลีกศัตรูที่แข็งแกร่ง
"อืม ไปเถอะ เดินไปคุยไปแล้วกัน"
หนึ่งคนหนึ่งแมว เดินกลับไปทางเดิม
เฉินหยางเล่าเคล็ดลับของวิชาไต่กำแพงให้มันฟัง
จุดชีพจรของสัตว์กับมนุษย์ไม่เหมือนกัน เคล็ดวิชาของมนุษย์ ย่อมไม่สามารถนำมาใช้กับสัตว์ได้อยู่แล้ว
แต่ว่า วิชาไต่กำแพงนี้ เส้นทางการเดินพลังไม่ได้สำคัญมากนัก ที่สำคัญกว่าคือการควบคุมจุดชีพจร
พลังภายในไหลเวียนไปตามจุดชีพจร จับเคล็ดลับให้ได้ ถึงจะสามารถสร้างกระแสน้ำวน และทำให้เกิดแรงดูดได้
ดังนั้น เคล็ดวิชานี้ สำหรับสัตว์แล้ว บางทีอาจจะเอาไปใช้ประโยชน์ได้จริง
ขอแค่บนตัวมันมีจุดชีพจร สามารถทำตามเคล็ดวิชา ควบคุมจุดชีพจรได้ วิชาไต่กำแพงนี้ก็สามารถใช้งานได้แล้ว
ราชาแมวป่าตั้งใจฟังเป็นอย่างมาก แต่ก็ไม่รู้ว่าความสามารถในการเข้าใจของมันมีมากแค่ไหน
เฉินหยางถ่ายทอดสิ่งที่ควรถ่ายทอดไปหมดแล้ว ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับวาสนาของมันเองแล้ว
……
...
——
——
อ่างเก็บน้ำเขาซื่อผาน
เฉินหยางขึ้นรถ ขับออกไปอย่างรวดเร็วทิ้งไว้เพียงฝุ่นควัน
ไม่นาน รถเก๋งสีเทาเงินคันหนึ่งก็ขับมาจอดตรงที่ที่เฉินหยางเพิ่งจอดรถเมื่อกี้
มีชายชราอายุราวหกสิบกว่าปีลงมาจากที่นั่งข้างคนขับ
ตามมาด้วยชายหนุ่มคนหนึ่งที่ลงมาจากที่นั่งคนขับ
ชายหนุ่มเดินตามหลังชายชรามา ในมือถือของสิ่งหนึ่ง ห่อด้วยผ้าสีเขียว ยาวตรงเหมือนกระบอง
"ศิษย์ลุง ที่นี่คือเขาซื่อผาน ศิษย์พี่น่าจะขึ้นเขาไปแล้ว เมื่อกี้โทรหาเขา เขาไม่รับสาย เราคงต้องเดินขึ้นไปแล้วล่ะครับ!" ชายหนุ่มกล่าว
"อืม!"
ชายชราพยักหน้าเล็กน้อย
จ้าวคุยเฉิน
หนึ่งในห้าสำนักแห่งผานซาน ยอดฝีมือระดับขอบเขตวาสนาแห่งสำนักพุทธะเหล็ก
เขาก็รู้สึกหงุดหงิดเหมือนกัน ช่วงนี้ เขามาเยี่ยมเพื่อนที่เมืองเส้าเอ๋อ เพิ่งจะไปหาอาจารย์สองท่านจากวัดเป้ากั๋วเพื่อสนทนาธรรมและยืนยันการฝึกฝนของตัวเอง
ผลปรากฏว่าหลี่เฉียนก็โทรมา บอกว่าเกิดเรื่องใหญ่ ให้เขารีบมาที่เขาซื่อผานด่วน
เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่ ในโทรศัพท์เขาก็พูดไม่ชัดเจน
ทำเอาจ้าวคุยเฉินรู้สึกหงุดหงิดมาก เดิมทีเขาไม่อยากมาหรอก เพราะยังไงเขาก็ไม่ชอบหลานศิษย์คนนี้อยู่แล้ว แต่ฐานะของหลี่เฉียนนั้นไม่ธรรมดา เขาเป็นคนของตระกูลหลี่แห่งเจี้ยนเหมิน แถมยังเป็นศิษย์เอกของศิษย์น้องของเขาอีก พรสวรรค์ในการบำเพ็ญเพียรก็ถือว่ายอดเยี่ยม ไม่ว่าด้วยเหตุผลหรือความรู้สึก เขาก็ไม่อาจทนดูหลี่เฉียนเกิดเรื่องได้ ดังนั้น ต่อให้จะหงุดหงิดแค่ไหน เขาก็ยังมาอยู่ดี
ตัวเมืองเส้าเอ๋ออยู่ไม่ไกลจากเขาซื่อผานเท่าไหร่นัก แต่เขาคุยกับอาจารย์สองท่านนั้น ทำให้เสียเวลาไปหน่อย ดังนั้น จนถึงตอนนี้ เกรงว่าอย่างน้อยก็ผ่านมาสองชั่วโมงแล้ว
แต่ก็ไม่รู้ว่าหลี่เฉียนกำลังเล่นบ้าอะไรอยู่!