- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1415 มหาคุณูปการกอบกู้โลก
บทที่ 1415 มหาคุณูปการกอบกู้โลก
บทที่ 1415 มหาคุณูปการกอบกู้โลก
บทที่ 1415 มหาคุณูปการกอบกู้โลก
คำตอบคือ ไม่มีปัญหา
ลวี่หยางดึงหน้าต่างสถานะของ [คัมภีร์ร้อยชาติ] ขึ้นมา ด้วยสิทธิ์การเข้าถึงของเขาในปัจจุบัน ทำให้เขาได้รับการตอบสนองที่เลือนลางทว่าชัดเจน: การเริ่มต้นใหม่จะไม่ได้รับผลกระทบใดๆ
แถมเขายังได้ข้อมูลเพิ่มเติมอีกด้วย
หากเป็นเมื่อก่อน ย่อมเป็นไปไม่ได้เด็ดขาด เพราะพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ในอดีตนั้นเป็นของ [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ซึ่งโดยเนื้อแท้แล้วยังห่างชั้นจากการแปลงเทพอยู่อีกหนึ่งระดับ
ทว่าหลังจากนั้น พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ก็ถูก [จวิน] ดึงออกมาจาก [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] แล้วนำไปผสมกับของประหลาดอะไรก็ไม่รู้ที่เขาเองก็ไม่รู้จัก จากนั้นก็นำไปหลอมรวมขึ้นมาใหม่ จนสุดท้ายก็กลายมาเป็น [คัมภีร์ร้อยชาติ] อย่างในปัจจุบัน พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่จึงได้รับการยกระดับคุณภาพขึ้นอย่างก้าวกระโดดนับแต่นั้นมา
‘หึหึ... ’
ด้วยความเฉียบแหลมในเรื่องแผนการร้ายของลวี่หยาง เขาจึงตระหนักถึงจุดสำคัญได้ในชั่วพริบตา: ‘พลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ของข้า ไม่เหมือนกับต้นฉบับอีกต่อไปแล้ว!’
สำหรับพลังแห่งการเริ่มต้นใหม่ต้นฉบับนั้น ไท่หยวนเซียนย่อมต้องรู้ไส้รู้พุงเป็นอย่างดี
‘ในสายตาของไท่หยวนเซียนและฉู่เซิ่ง ตอนนี้ข้าคงไม่สามารถเริ่มต้นใหม่ได้อีกแล้ว แต่ในความเป็นจริงมันไม่ใช่แบบนั้น... นี่เหมือนจะเป็นโอกาสทองเลยนะเนี่ย’
โอกาสที่จะได้ขุดหลุมฝังคนอื่น
เมื่อคิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็เบนสายตาไปจดจ่ออยู่ที่ [คัมภีร์ร้อยชาติ] ทันที และตรงนั้นเอง ก็มีข้อมูลบรรทัดหนึ่งที่อัปเดตใหม่ ทว่าเขากลับยังไม่เคยใช้งานมันเลยปรากฏอยู่
[ จำนวนจุดยึด: 3 ]
หลังจากยกระดับแก่นแท้ด้วย [ วงจรมรณะ ] เขาก็ได้กลายเป็นจ้าววิถีที่แท้จริงซึ่งได้รับการยอมรับจาก [คัมภีร์ร้อยชาติ] จุดยึดใหม่จึงปรากฏขึ้นตามมาอย่างเป็นธรรมชาติ
‘ทิ้งไว้ที่นี่สักจุดก็แล้วกัน’
แค่เพียงลวี่หยางคิด [ จำนวนจุดยึด ] ก็ลดลงจาก 3 เหลือ 2 ในทันที และในครั้งนี้ เขาก็สัมผัสได้อย่างชัดเจนถึงพลังอำนาจอันยิ่งใหญ่ที่ส่งมาจาก [คัมภีร์ร้อยชาติ]
ในชั่วขณะที่สติเลือนลาง ราวกับว่าสรรพสิ่งในฟ้าดินต่างก็กำลังยุบตัวลงโดยมีเขาเป็นศูนย์กลาง รอยประทับบางอย่างที่อยู่เหนือสรรพสิ่งได้ถูกประทับลงในช่วงเวลานี้อย่างแข็งกร้าว ยึดเหนี่ยวเวลา ยึดเหนี่ยวสถานที่ และในฐานะที่เป็นเพียงความทรงจำของผู้หลุดพ้น สถานที่แห่งนี้จึงไม่มีทีท่าว่าจะต่อต้านเลยแม้แต่น้อย กลับน้อมรับมันไว้อย่างยินดี
‘สำเร็จจริงๆ ด้วย... ’
ชั่วขณะหนึ่ง ลวี่หยางถึงกับรู้สึกงุนงงไปบ้าง ไม่นึกเลยว่าศึกชิงวาสนาการแปลงเทพจะอนุญาตให้เขาเริ่มต้นใหม่ได้ด้วย แบบนี้มันล็อกผลชนะชัดๆ
จะแพ้ได้ไง?
แม้แต่คนที่มีจิตใจหนักแน่นอย่างลวี่หยาง ในยามนี้ก็ยังอดไม่ได้ที่จะสูดลมหายใจเข้าลึกๆ สองสามครั้ง เพื่อสงบสติอารมณ์ที่ตื่นเต้น ก่อนจะหันกลับไปมองปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงอีกครั้ง
“ขอเรียนถามสหายเต๋า ท่านมีความแค้นเคืองอันใดกับวิถี [ฮวงจุ้ย] งั้นหรือ?”
“นับว่าเป็นความแค้นเคืองไม่ได้หรอก”
ปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงแย้มยิ้มตอบ: “ก็แค่วิถีแตกต่างกันเท่านั้นเอง [ฮวงจุ้ย] มีแผนที่จะสร้างค่ายกลฮวงจุ้ยที่ยิ่งใหญ่ที่สุดในประวัติศาสตร์ขึ้นในเสินโจว เพื่อต่ออายุขัยให้กับเสินโจว”
“แต่ความคิดของข้ากับความคิดของเขามันขัดแย้งกันนิดหน่อยน่ะ”
“... โอ้?” ลวี่หยางชะงักไป
จากนั้น แววตาของเขาก็พลันแปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม: “รบกวนสหายเต๋าช่วยอธิบายให้ละเอียดหน่อยเถิด... การล่มสลายของเสินโจวในยุคบรรพกาล นับเป็นเรื่องราวที่คนรุ่นหลังไม่อาจสืบสาวราวเรื่องได้เลย”
แม้ลวี่หยางจะเอ่ยถึงการล่มสลายออกมาตรงๆ ทว่าปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงกลับยังคงมีท่าทีสงบนิ่ง เขาเอ่ยเสียงเรียบว่า: “เสินโจวพุ่งชนกับทะเลแห่งแสง ทะเลแห่งแสงก่อกำเนิด ส่วนเสินโจวพินาศ นี่คือหลักธรรมชาติของซวีหมิงอยู่แล้ว วัฏจักรแห่งการเกิดและดับล้วนรวมอยู่ในนั้น... ทว่าในหมู่ปรมาจารย์เต๋าอย่างพวกข้า ก็มักจะมีบางคนที่ไม่อยากเห็นภาพนั้น”
การเกิดและการดับ บรรพบุรุษมังกรและพยัคฆ์สิ้นกัลป์
เมื่อได้ยินดังนั้น ลวี่หยางก็หรี่ตาลงทันที: “เทพแห่งมรรคผลโดยกำเนิด ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้เอง เสินโจวใกล้จะถึงช่วงเวลาที่พยัคฆ์สิ้นกัลป์จะปรากฏตัว และเป็นช่วงเวลาที่ [ยุคสิ้นกัลป์] จะมาเยือนแล้วสินะ”
“ถูกต้อง”
ปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงพยักหน้าเล็กน้อย: “และเพื่อเปลี่ยนแปลงจุดจบนี้ ปรมาจารย์เต๋าแต่ละคน สายวิถีแต่ละสาย ต่างก็มีอุดมการณ์และความคิดเป็นของตนเอง”
“นี่ก็ถือเป็นคุณูปการเช่นกัน”
“พวกข้าเคยร่วมมือกันคำนวณความลับสวรรค์ และยังเคยสอบถามจ้าวแห่งเต๋ามาแล้ว... ขอเพียงแค่สามารถสร้างคุณูปการนี้ได้สำเร็จ การก้าวสู่ขั้นแปลงเทพก็จะตามมาเอง”
เมื่อกล่าวถึงตรงนี้ สีหน้าของปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงก็แปรเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึมอย่างยิ่ง: “เพราะฉะนั้นสหายเต๋า วาสนาการแปลงเทพในครั้งนี้ อันที่จริงแล้วก็ไม่ได้มีปรมาจารย์เต๋าทุกคนที่ปรารถนามันหรอกนะ ปรมาจารย์เต๋าบางคน เมื่อเทียบกับวาสนาภายนอกแล้ว พวกเขาให้ความสำคัญกับเส้นทางที่ตนเองเป็นผู้บุกเบิกขึ้นมามากกว่า และคนพวกนี้นี่แหละที่เราสามารถดึงมาเป็นพวกได้”
มหาคุณูปการกอบกู้โลก สามารถช่วยหนุนนำให้ก้าวขึ้นสู่การแปลงเทพได้
“นี่ไม่ใช่เรื่องโกหก”
“อันที่จริงแล้ว การที่จ้าวแห่งเต๋าสามารถก้าวขึ้นสู่ระดับแปลงเทพได้ พวกข้าก็เชื่อว่าส่วนหนึ่งเป็นเพราะปัจจัยด้านคุณูปการนี้เช่นกัน... ที่จริงแล้ว [ยุคสิ้นกัลป์] ควรจะมาเยือนตั้งแต่เมื่อหนึ่งแสนกว่าปีก่อนแล้ว”
น้ำเสียงของปรมาจารย์เต๋ากุยหมิงเต็มไปด้วยความจริงจัง:
“ทว่าจ้าวแห่งเต๋ากลับใช้พลังอำนาจอันยิ่งใหญ่หน่วงเหนี่ยว [ยุคสิ้นกัลป์] เอาไว้ และยืดเวลาออกไปได้ถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเก้าพันหกร้อยปี เป็นการต่ออายุขัยให้กับเสินโจว”
“ในสายตาของปรมาจารย์เต๋าหลายๆ คน คุณูปการนี้ต่างหากที่เป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้จ้าวแห่งเต๋าบรรลุการแปลงเทพได้อย่างสมบูรณ์และหลุดพ้นจากโลกไปได้ ซึ่งมันน่าเชื่อถือกว่าเมล็ดพันธุ์แห่งมหามรรคอะไรนั่นเสียอีก”
[พวกมันโดนจวินหลอกหมดแล้ว!]
ณ ดินแดนรกร้าง ฉู่เซิ่งยืนประสานมือไว้เบื้องหลัง และภายในแขนเสื้อของเขา [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ก็กำลังพลิกหน้ากระดาษอย่างรวดเร็ว ตัวอักษรสีทองปรากฏขึ้นด้วยความเร็วสูง
[อาศัยแค่คุณูปการก็จะสามารถทะลวงเข้าสู่ระดับแปลงเทพได้งั้นหรือ?]
[ในโลกนี้จะมีเรื่องดีๆ แบบนั้นได้ยังไงกัน!]
[ไม่ต้องพูดถึงคนอื่น เอาแค่ตัวเขาเองก็พอ เขาเพียงแค่หน่วงเวลาให้ยุคสิ้นกัลป์ของเสินโจวมาเยือนช้าลงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงแล้วไม่ได้ช่วยต่ออายุขัยให้กับเสินโจวจริงๆ เสียหน่อย]
[แบบนี้จะนับเป็นคุณูปการได้อย่างไร?]
[แต่ถึงกระนั้น เขาก็ยังสามารถหลุดพ้นไปได้อยู่ดี]
[ส่วนเสินโจวก็พินาศไปตามระเบียบ]
[ปรมาจารย์เต๋าพวกนี้ไม่รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงในยุคหลัง โง่เขลากันเสียจริง ถึงกับเชื่อเป็นตุเป็นตะว่าขอเพียงแค่สามารถต่ออายุขัยให้เสินโจวได้ ก็จะสามารถบรรลุการแปลงเทพและหลุดพ้นไปได้]
[แน่นอนว่าเรื่องนี้สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้... ภายนอกสามารถแสดงท่าทีคล้อยตามความคิดของพวกเขา เพื่อดึงดูดคนที่ไม่สนใจเมล็ดพันธุ์แห่งมหามรรคให้มาเป็นพวก ในบรรดาปรมาจารย์เต๋าทั้งสิบเจ็ดคนแห่งเสินโจว มีอยู่สามคนที่รับมือยากที่สุด คนที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นถึงขั้นสามารถทัดเทียมกับเจ้าในช่วงจุดสูงสุดได้เลยทีเดียว]
ในตอนนั้นเอง
ตัวอักษรสีทองที่เดิมทีกำลังปรากฏขึ้นอย่างต่อเนื่องก็พลันหยุดชะงักไป ส่วนฉู่เซิ่งก็รีบดึงแขนเสื้อกลับอย่างรวดเร็ว ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองไปยังคนสองคนที่เพิ่งจะร่อนลงมาจากท้องฟ้า
คนทั้งสองนี้เป็นบุคคลที่พิเศษอย่างยิ่ง
คนหนึ่งไร้ชื่อ อีกคนไร้ลักษณ์
ผู้ไร้ชื่อ มีนามว่า[จื้อซ่างหมิง (นามสูงสุด)] ผู้ไร้ลักษณ์ ลักษณ์คือ [อู๋หว่อเซี่ยง (ลักษณ์ไร้ตัวตน)] คนทั้งสองยืนเคียงบ่าเคียงไหล่กัน ชั่วพริบตานั้น พลังปราณของพวกเขาก็ตรึงเป้าหมายไปที่ตำแหน่งของฉู่เซิ่งในทันที
เมื่อฉู่เซิ่งเห็นดังนั้นก็หรี่ตาลงทันที
ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติ ลัทธิลักษณ์มายา
และในตอนนั้นเอง ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติก็เป็นฝ่ายเอ่ยปากขึ้นก่อน: “ไท่หยวนเซียน จ้าวแห่งเต๋าได้มอบโอกาสรอดเพียงหนึ่งเดียวให้แก่ท่านแล้ว ในเมื่อบัดนี้ท่านก็มาถึงแล้ว ไฉนจึงไม่ปรากฏตัวออกมาพบหน้ากันสักหน่อยเล่า?”
[บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ไร้ซึ่งการตอบสนองใดๆ ราวกับจมดิ่งลงสู่ห้วงนิทราไปแล้ว และฉู่เซิ่งที่ได้รับสืบทอดมรดกของลัทธินามบัญญัติและลัทธิลักษณ์มายามา ก็ล่วงรู้ถึงความเปลี่ยนแปลงที่ซ่อนอยู่ภายในนั้นเป็นอย่างดี
ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติผู้นี้ไม่ได้พูดจาเหลวไหลแต่อย่างใด
นี่คือวิชาลับแขนงหนึ่ง
เขาเป็นฝ่ายเปิดปากก่อน เอ่ยนามของไท่หยวนเซียนออกไป หากไท่หยวนเซียนกล้าขานรับ ก็จะต้องตกอยู่ภายใต้การควบคุมของเขาทันที อานุภาพสิบส่วนเกรงว่าจะใช้ได้ไม่ถึงสามส่วนด้วยซ้ำ
วินาทีต่อมา ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติก็หันหน้าไปอีกทาง:
“สหายเต๋าท่านนี้ น่าจะมาจากยุคหลังกระมัง ไม่ทราบนามว่ากระไร?”
“...”
ฉู่เซิ่งไม่ปริปากพูดอะไรเลยแม้แต่ครึ่งคำ ไม่ว่าจะเป็นนามจริงหรือสมญานาม หากปล่อยให้ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติล่วงรู้เข้า อีกฝ่ายก็ย่อมมีวิธีเล่นงานเขา ซึ่งล้วนเป็นวิธีที่ร้ายกาจและอำมหิตทั้งสิ้น
ทว่าเมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้นของเขา ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติกลับแย้มยิ้มออกมา: “ที่จริงก็ไม่เห็นต้องถามให้มากความเลย ในเมื่อสหายเต๋าสามารถครอบครอง [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] และได้รับความโปรดปรานจากไท่หยวนเซียน ย่อมต้องได้รับมรดกสืบทอดจากทั้งสองนิกายของพวกข้ามาแล้วเป็นแน่ เช่นนั้นแล้ว นามเซียนที่พวกข้าเคยร่วมกันคำนวณเอาไว้ในอดีต สหายเต๋าก็สมควรจะได้นำมาใช้แล้วกระมัง”
“ถูกไหมล่ะ... ไท่อี้เทียน?”
สิ้นคำกล่าวนั้น ฉู่เซิ่งก็ยังคงไม่ปริปากพูดสิ่งใด มีเพียงหมอกควันที่ปกคลุมใบหน้าของเขาเท่านั้นที่ถูกเสียงตวาดของปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธินามบัญญัติพัดกระเจิง เผยให้เห็นใบหน้าที่แท้จริงงดงามราวกับเทพสวรรค์
“... เป็นอย่างที่คิดจริงๆ ด้วย”
อีกด้านหนึ่ง ปรมาจารย์เต๋าแห่งลัทธิลักษณ์มายาก็เอ่ยรำพึงเสียงแผ่ว: “เป็นใบหน้าของจ้าวแห่งเต๋า เซียนแห่งนามและเซียนแห่งลักษณ์ ทำถึงขนาดนี้แล้ว ยังหลุดพ้นไม่ได้อีกเหรอ?”