- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1410 สมแล้วที่เป็นเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า
บทที่ 1410 สมแล้วที่เป็นเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า
บทที่ 1410 สมแล้วที่เป็นเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า
บทที่ 1410 สมแล้วที่เป็นเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้า
ประตูสวรรค์นอกฟ้าเปิดออก!
แสงสว่างอันไร้ที่สิ้นสุดพรั่งพรูออกมาจากภายใน ครอบคลุมสรรพสิ่ง ทอดผ่านซวีหมิง ราวกับทางช้างเผือกอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ยากจะประเมินหรือคาดเดาได้
ไม่มีผู้ใดสามารถมองเห็นภาพทิวทัศน์ภายในนั้นได้อย่างชัดเจน
แม้แต่จ้าววิถีในยามนี้ก็มองเห็นเพียงแสงเพลิงอันเจิดจรัสที่กำลังลุกไหม้ บดบังการมองเห็นของทุกคน มีเพียงพลังปราณที่ยากจะอธิบายสายหนึ่งกำลังไหลเวียนอยู่
นั่นคือ [การหลุดพ้น]
"ของจริง..."
ชั่วขณะนั้น ฉู่เซิ่งถึงกับยืนนิ่งงันอยู่กับที่ ทั้งที่ได้บรรลุ [ไท่ซั่งลืมเลือนรัก] ทั้งที่ได้ตัดขาดทุกสรรพสิ่งไปแล้ว แต่จิตใจของเขากลับยังคงสั่นคลอน
เพียงเพราะพลังปราณแห่ง [การหลุดพ้น] นั้นแจ่มชัดไร้ข้อกังขา [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ในแขนเสื้อยิ่งสั่นสะเทือนอย่างรุนแรง จิตสำนึกอันแข็งแกร่งบางอย่างแสดงความร้อนรนออกมา ราวกับต้องการปรากฏขึ้นบนโลกในทันที ดุจแมลงเม่าบินเข้ากองไฟ พุ่งทะยานไปยังแดนลับอันยิ่งใหญ่ที่ลอยตระหง่านอยู่เหนือซวีหมิง
ในขณะเดียวกัน เหล่าจ้าววิถีต่างก็ตกอยู่ในความตกตะลึง
ราชันย์กระบี่, ชางฮ่าว, ว่านฝ่า, ตูเสวียน ทั้งสี่คือจ้าววิถีแห่ง [อีกฝากฝั่ง] ที่ไร้ซึ่งความเป็นมนุษย์มาเนิ่นนาน ยึดถือผลประโยชน์ของตนเป็นหลัก ในยามนี้กลับยืนนิ่งอึ้งอยู่กับที่
พวกเขาไม่ได้เป็นเช่นนี้มาตั้งแต่เกิด
ทว่าในช่วงเวลาอันยาวนาน พวกเขาได้พานพบกับความทุกข์ยากมากมาย โชควาสนามากมาย การพลัดพรากมากมาย การพานพบมากมาย จนท้ายที่สุดจึงได้กลายมาเป็นตัวตนในปัจจุบัน
พวกเขาเป็นผู้หล่อหลอม [ตัวข้า] ขึ้นมาด้วยตัวเอง
แต่ผ่านไปแสนปี หลายแสนปี พวกเขายังเป็น [ตัวข้า] ในตอนเริ่มต้นอยู่หรือไม่? ยังสามารถจดจำภาพตนเองในยามที่เพิ่งก้าวเข้าสู่เส้นทางผู้บำเพ็ญเพียรได้หรือไม่?
"ทะเลทุกข์ไร้ขอบเขต หันมองกลับมาคือฝั่ง"
ทันใดนั้น จิตวิญญาณดั้งเดิมของเหล่าจ้าววิถียืนอยู่ใต้แสงแห่งสวรรค์นอกฟ้า หันหลังกลับมองเส้นทางที่ตัวเองเดินมา ในมิติที่สูงกว่า
ลวี่หยางหันกลับไป มองเห็น [ตำหนักสวรรค์]
มองเห็นบรรพชนถิงโยว, มองเห็นนักพรตปราบมาร, มองเห็นซั่วฮ่วน... พวกเขากำลังทอดมองตัวเขาที่เดินอยู่หน้าสุดด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความห่วงใย
พระผู้เป็นเจ้าและเต้าเทียนฉีหันกลับไป มองเห็นศิษย์พี่ศิษย์น้องในวันวาน
ซือฉงหันกลับไป มองเห็นสถานศึกษาที่เคยเนืองแน่นไปด้วยผู้คนจนไร้ที่นั่งว่าง
พวกเขาล้วนมองเห็นเส้นทางที่เดินมา มองเห็นใบหน้าของกันและกันได้อย่างชัดเจน... ทว่าบางคน แม้แต่เส้นทางที่เคยเดินผ่านมาก็กลับเลือนรางจนมองไม่ชัดเจนเสียแล้ว
"...หึๆ"
ราชันย์กระบี่หัวเราะออกมาอย่างเย็นชา
นางหันกลับไป สิ่งที่สะท้อนเข้าสู่สายตาคือร่างอันเลือนรางร่างหนึ่ง รูปร่างหน้าตา? น้ำเสียง? ล้วนจำไม่ได้เลยสักนิด กาลเวลาได้ขัดเกลาความรู้สึกทั้งหมดจนจางหายไปนานแล้ว
นางจำได้เพียงว่า อีกฝ่ายดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสมัยเด็กของนาง [สายใยรัก] ของนางก็บรรลุได้เพราะเขา สำหรับเขาแล้วตัวนางคงมีความสำคัญมาก แต่ในทางกลับกัน นางกลับรู้สึกว่าเขาไม่ได้สำคัญขนาดนั้น จนถึงวันนี้ นางจำชื่อเขาไม่ได้ด้วยซ้ำ
"ไร้ความหมายสิ้นดี"
ราชันย์กระบี่ไม่มีความอาลัยอาวรณ์แม้แต่น้อย ภาพเบื้องหน้าแตกสลาย จิตวิญญาณดั้งเดิมหันกลับไปมองเบื้องหน้าอีกครั้ง มองไปยังทิศทางของสวรรค์นอกฟ้า เต็มเปี่ยมไปด้วยความกระหายต่อวิถี
นอกเหนือจากนางแล้ว ชางฮ่าว, ว่านฝ่า, ตูเสวียนก็เป็นเช่นเดียวกัน พวกเขาได้ตัดขาดเส้นทางในอดีตไปนานแล้ว ยิ่งไม่มีทางหวั่นไหวไปกับภาพลวงตาในวันวาน
ในขณะเดียวกัน ฉู่เซิ่งก็ดึงสายตากลับมาเช่นกัน
เขาเห็นอะไร?
หากจะกล่าวว่าราชันย์กระบี่และคนอื่นๆ ยังคงมีความรู้สึกหวั่นไหวต่อเส้นทางในอดีตอยู่บ้าง ตัวเขาก็คือผู้ที่ไร้ซึ่งความรู้สึกใดๆ อย่างแท้จริง หลังจากความหวั่นไหวเพียงชั่วครู่ก็กลับคืนสู่ความสงบ
ดังนั้นเขาจึงเป็นคนแรกที่เริ่มเคลื่อนไหว
"ครืนนน!"
ลำแสงเหินเวหาเจิดจรัสพุ่งทะลวงผ่านกาลอวกาศ ฉู่เซิ่งเป็นคนแรกที่ละสายตาจากเส้นทางอดีต และเป็นคนแรกที่พุ่งทะยานเข้าสู่สวรรค์นอกฟ้า ร่างของเขาเลือนหายไปในทางช้างเผือกสายนั้น
ลำดับถัดมาคือราชันย์กระบี่, ชางฮ่าว, ว่านฝ่า, ตูเสวียน
ในทางกลับกัน ลวี่หยาง, เต้าเทียนฉี, พระผู้เป็นเจ้า, ซือฉง ทั้งสี่คนกลับดำดิ่งไปกับเส้นทางอดีตมากกว่า จึงช้าไปจังหวะหนึ่ง และรั้งท้ายไปก้าวหนึ่ง
ทว่าไม่ว่าจะเป็นผู้ใด ก็ไม่มีใครรู้สึกคับแค้นหรือเสียใจกับเรื่องนี้ พวกเขาสามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่า การหันหลังกลับไปมองเพียงชั่วขณะนี้ ไม่เพียงแต่ไม่ใช่การขัดขวาง ทว่ากลับเป็นการบำเพ็ญที่หาได้ยากยิ่ง เป็นผลดีอย่างมหาศาลต่อการฝึกฝนจิตวิญญาณดั้งเดิมของพวกเขา การโคจรของความคิดความอ่านก็ดูเหมือนจะราบรื่นขึ้นมาก
โดยเฉพาะลวี่หยาง เขายิ่งแสดงท่าทีสบายๆ ไม่เร่งรีบ
เหตุผลนั้นแสนจะเรียบง่าย
‘คนยังไม่ครบ จะรีบไปทำไม ไร้ความหมาย ในเมื่อเป็น [จวิน] ก็ต้องรอให้ทุกคนมาครบก่อนถึงจะเปิดวาสนาให้’
ราวกับเป็นการตอกย้ำความคิดนี้
พริบตาต่อมา ทิศทางของสวรรค์นอกฟ้าก็มีเสียงแห่งมรรคผลดังสะท้านฟ้าสะเทือนดิน ร่างของฉู่เซิ่ง, ราชันย์กระบี่ และคนอื่นๆ ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง ทว่ากลับติดชะงักอยู่ตรงหน้าประตู
ตามมาติดๆ ลวี่หยางและอีกสามคนถึงเพิ่งพุ่งทะยานมาถึง จ้าววิถีทั้งเก้าเปรียบเสมือนสุริยันจันทราที่ทอแสงเรืองรองบนฟากฟ้า สาดส่องไปทั่วซวีหมิง แต่ถึงกระนั้น ประตูของสวรรค์นอกฟ้าก็ยังคงไม่เปิดออก ทว่า ณ ส่วนลึกสุดของทะเลแห่งแสง ที่ก้นบึ้งของเซียนซู พลันมีเสียงหัวเราะอย่างสะใจดังขึ้นมา:
"ฮ่าๆๆ!"
"เข้าไปไม่ได้หรือ? พวกเจ้าเข้าไปไม่ได้หรอก! เพราะขาดข้าไปอย่างไรล่ะ... ฉู่เซิ่งหนอฉู่เซิ่ง ชาตินี้เจ้าคงไม่ทันคิดถึงเรื่องนี้เลยกระมัง? หากไม่มีข้า เจ้าก็เข้าไปไม่ได้หรอก!"
บรรพบุรุษมังกร
แทบจะในเวลาเดียวกัน สีหน้าของราชันย์กระบี่และจ้าววิถีคนอื่นๆ ก็แปรเปลี่ยนเป็นมืดครึ้ม... ใช่แล้ว ยังมีบรรพบุรุษมังกร ในฐานะเทพมรรคผลโดยกำเนิด มันเองก็เป็นจ้าววิถีเช่นกัน!
แต่จะทำยังไง?
บรรพบุรุษมังกรคือรากฐานของ [อีกฝากฝั่ง] หากปล่อยมันออกมา [อีกฝากฝั่ง] จะไม่พังทลายลงหรือ? ไม่มีใครยอมรับผลลัพธ์นี้ได้ นี่มันคือสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออกชัดๆ!
ในจังหวะนั้นเอง ร่างเงาสายหนึ่งก็ขยับเขยื้อน
"วิถีของข้าก่อตัวแล้ว แต่ยังไม่สมบูรณ์พร้อม ข้าจะไม่มีวันหยุดอยู่เพียงแค่นี้เด็ดขาด!"
[อั้งเซียว]
ท่ามกลางเหล่าจ้าววิถี มีเพียงเขาคนเดียวที่ยังไม่บรรลุการฝึกจิตวิญญาณดั้งเดิม ต้องอาศัยแสงสว่างจาก [อีกฝากฝั่ง] สาดส่องซวีหมิงเพื่อไม่ให้หลงทาง ดังนั้นเขาจึงไร้วาสนากับสวรรค์นอกฟ้า
หากกล่าวตามตรง สภาพของเขาในยามนี้ยังสู้ตูเสวียนไม่ได้ด้วยซ้ำ ทว่าในดวงตาของเขากลับลุกโชนไปด้วยจิตวิญญาณการต่อสู้อันหาที่เปรียบไม่ได้ ยามนี้เขาส่งเสียงคำรามก้องฟ้า พลันแปรเปลี่ยนเป็นลำแสงสีเขียวมรกต ก่อร่างเป็นต้นไม้สูงเทียมฟ้า พุ่งทะยานไปยังทิศทางของสวรรค์นอกฟ้า ก่อนจะพุ่งชนเข้ากับประตูบานนั้นอย่างจัง
"ตู้มมม!"
ชั่วพริบตานั้น ก็เห็นแสงเซียนสว่างวาบ แต่ประตูนั้นกลับไม่ขยับเขยื้อนแม้แต่น้อย ไม่ว่า [อั้งเซียว] จะพุ่งชนอย่างไร ประตูก็ยังคงปิดสนิท ไม่เปิดโอกาสให้แม้แต่นิดเดียว
สมดั่งที่ [จวิน] เคยกล่าวไว้ก่อนหน้านี้
[จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] คือเส้นทางรอดชีวิตเพียงหนึ่งเดียวสำหรับผู้บำเพ็ญเพียรทุกคนที่อยู่ต่ำกว่าระดับจ้าววิถี และสวรรค์นอกฟ้า ก็คือโอกาสเพียงหนึ่งเดียวในการหลุดพ้นสำหรับจ้าววิถีทุกคน
ทว่าก็ยังคงเป็นประโยคเดิม
ภายในทะเลแห่งแสง สรรพสิ่งล้วนมี [ตัวแปร]
"บรรพบุรุษมังกร!"
เสียงของ [อั้งเซียว] ดังกึกก้องไปทั่ว [อีกฝากฝั่ง] : "ข้าพาเจ้าเข้าไปได้ เจ้ามาทำหน้าที่เป็นจิตวิญญาณดั้งเดิมให้ข้า เจ้ากับข้าร่วมมือกันเข้าไปในสวรรค์นอกฟ้า!"
"...อะไรนะ?"
บรรพบุรุษมังกรแค่นเสียงหัวเราะอย่างเย็นชาโดยสัญชาตญาณ "เหตุใดข้าต้องช่วยเจ้าด้วย?"
"เจ้าโง่เอ๊ย!"
[อั้งเซียว] ไม่เกรงใจแม้แต่น้อย เอ่ยสวนกลับไปตรงๆ: "ช่วยข้าก็คือช่วยตัวเจ้าเอง แบ่งจิตวิญญาณดั้งเดิมออกมาสายหนึ่งแล้วไปกับข้า นี่คือทางออกเดียวของเจ้า"
"เลิกเพ้อฝันได้แล้ว ในฐานะรากฐานของ [อีกฝากฝั่ง] ต่อให้เหล่าจ้าววิถีจะต้องยอมสละสวรรค์นอกฟ้า พวกเขาก็ไม่มีวันยอมให้เจ้าหลุดพ้นไปได้หรอก การยอมให้เจ้าแบ่งจิตวิญญาณดั้งเดิมสายหนึ่งตามมาด้วยก็ถือเป็นขีดสุดแล้ว เจ้าจะเลือกตามจ้าววิถีคนอื่นไป หรือจะตามข้าที่ไร้จิตวิญญาณดั้งเดิมและต้องพึ่งพาเจ้าเท่านั้นถึงจะเข้าไปในสวรรค์นอกฟ้าได้ล่ะ?"
เมื่อคำพูดนี้หลุดออกมา บรรพบุรุษมังกรก็เงียบไปทันที
มันตระหนักถึงสถานการณ์ที่ [อั้งเซียว] ชี้ให้เห็นในทันที ถูกต้องแล้ว กายจริงของมันไม่มีทางรอดออกไปได้ และต่อให้กายจริงหลุดพ้นออกไปได้ก็ไร้ความหมาย
ยุคสมัยเปลี่ยนไปแล้ว
กายจริงของมันแข็งแกร่งเพียงใด? เทพมรรคผลโดยกำเนิด หากอยู่ในยุคบรรพกาลอาจจะสยบได้ทั้งทะเลแห่งแสง แต่หากเป็นในยุคปัจจุบัน [อีกฝากฝั่ง] ชั้นหนึ่งก็เป็นได้เพียงกระสอบทรายดีๆ นี่เอง
กระทั่ง [อั้งเซียว] ก็ยังแข็งแกร่งกว่ามัน!
ยิ่งไปกว่านั้น ฉู่เซิ่งก็ใช่ว่าจะไม่มีวิธีบังคับพามันไป สมดั่งที่ [อั้งเซียว] กล่าวไว้ แค่จิตวิญญาณดั้งเดิมสายเดียว ใช่ว่าฉู่เซิ่งจะไม่เคยดึงมันออกมาก่อนเสียเมื่อไหร่
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แทนที่จะตามฉู่เซิ่งไป มิสู้ร่วมมือกับ [อั้งเซียว] เสียยังจะดีกว่า
ท้ายที่สุดแล้ว ฉู่เซิ่งก็แค่ต้องการตนเป็นเพียงกุญแจ ใช้เสร็จแล้วก็ทิ้งไป ทว่า [อั้งเซียว] หากไม่มีตน ก็ต้องถูกสวรรค์นอกฟ้าผลักไสออกมาอย่างแน่นอน!
ชั่วประกายไฟแลบ บรรพบุรุษมังกรก็คิดทบทวนถึงผลได้ผลเสียอย่างทะลุปรุโปร่งแล้ว
ในขณะเดียวกัน อีกด้านหนึ่ง [อั้งเซียว] ก็หันไปมองทิศทางของฉู่เซิ่ง ไม่พูดอะไร ยิ้มกริ่มมองร่างที่ยืนอยู่บนจุดสูงสุด
ท่านบรรพจารย์ ข้อเสนอของข้าเป็นไงบ้าง?
"..."
ฉู่เซิ่งตกอยู่ในความเงียบงัน
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง ลวี่หยางกลับปรบมือหัวเราะลั่นอย่างไม่เกรงใจ
ฉวยโอกาส พลิกแพลงสถานการณ์ ใช้ทั้งไม้แข็งไม้นวม ไม่เลือกวิธีการเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย... สมกับเป็นเจินจวินแห่งนิกายศักดิ์สิทธิ์ของข้าจริงๆ!