- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1400 มีปรมาจารย์เต๋าเสวียนเต๋อจริงๆ หรือ?
บทที่ 1400 มีปรมาจารย์เต๋าเสวียนเต๋อจริงๆ หรือ?
บทที่ 1400 มีปรมาจารย์เต๋าเสวียนเต๋อจริงๆ หรือ?
บทที่ 1400 มีปรมาจารย์เต๋าเสวียนเต๋อจริงๆ หรือ?
เหตุและผลอันหนาแน่นเรียงรายอยู่ในห้วงจักรวาลอันมืดมิด และเมื่อแสงสว่างจ้าสายหนึ่งตกลงไปในนั้น มันก็สร้างความแตกตื่นให้กับเหตุและผลที่อ่อนไหวอยู่แล้วในทันที
บน [อีกฝากฝั่ง] ชั้นที่หนึ่ง
พระผู้เป็นเจ้าที่กำลังปิดด่านบำเพ็ญเพียรอยู่ ลืมตาทั้งสองข้างขึ้นในพริบตา แววตาแฝงความหวาดระแวง: ‘จู่ๆ ก็มาตรวจสอบเหตุและผล... ทำไมกัน หรือว่าความแตกแล้ว?’
มหาสงครามเมื่อไม่กี่วันก่อน เขายังคงรู้สึกหวาดหวั่นไม่หาย ท้ายที่สุดแล้วมันก็คือการปิดฟ้าข้ามทะเลต่อหน้าต่อตาฉู่เซิ่ง หากฉู่เซิ่งเกิดสงสัยขึ้นมา แล้วมาทดสอบดูอีกครั้ง เต้าเทียนฉีตัวคนเดียวย่อมไม่มีทางรับบทเป็นสองคนได้อย่างแนบเนียนหรอก เมื่อถึงเวลานั้น ละครฉากใหญ่เรื่องนี้ก็คงแสดงต่อไปไม่ได้แน่
ดังนั้น เขาจึงรีบตามไปดูทันที
วินาทีถัดมา ร่างของพระผู้เป็นเจ้าปรากฏขึ้นในตาข่ายเหตุและผลพร้อมกับฉู่เซิ่ง พอมองไปรอบๆ ความกังวลก็ลดลง
‘ไม่ใช่มหาสงครามเมื่อไม่กี่วันก่อนนี่นา’
‘เหตุและผลทางประวัติศาสตร์ช่วงนี้... เป็นตอนที่ข้าบดขยี้ [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] นี่? ตาแก่นั่นไม่ใช่ว่าเคยมาดูแล้วครั้งนึง แต่ก็คว้าน้ำเหลวกลับไปหรอกหรือ...’
พระผู้เป็นเจ้าครุ่นคิดในใจ พลางเฝ้าดูอยู่เงียบๆ
และอีกด้านหนึ่ง ฉู่เซิ่งย่อมมองเห็นร่างของพระผู้เป็นเจ้าเช่นกัน ทว่าในเมื่ออีกฝ่ายไม่เข้ามาใกล้ เพียงแค่มองดูอยู่เฉยๆ ตัวเขาในตอนนี้ก็ทำอะไรอีกฝ่ายไม่ได้จริงๆ
ท้ายที่สุดแล้ว คนก็อยู่บน [อีกฝากฝั่ง] ชั้นที่หนึ่งแล้ว ไม่ว่าจะเดินไปทางไหนก็มีแต่จะขึ้นไปข้างบน ต่อให้ลงมือทุบตีอีกสักรอบ ยังไงก็ไม่ตายอยู่ดี อยากดูก็ปล่อยให้ดูไปเถอะ อีกทั้งสถานที่แห่งนี้ก็คือตาข่ายแห่งเหตุและผล ซึ่งมีความเกี่ยวพันอย่างลึกซึ้งกับ [เหตุและผล] อยู่แล้ว ตัวเขาในตอนนี้อยากจะปิดกั้นการมองเห็นของอีกฝ่าย ย่อมเป็นไปไม่ได้เช่นกัน
‘...ช่างเถอะ’
ฉู่เซิ่งส่ายหน้า สลัดความกังวลทิ้งไปอย่างรวดเร็ว... ครั้งนี้ สิ่งที่เขาจะทำนั้นต้องสำเร็จให้จงได้ ต่อให้มีคนเห็นแล้วมันจะทำไมล่ะ? ท้ายที่สุดก็ไม่มีใครขัดขวางเขาได้อยู่ดี
วินาทีต่อมา เขาก็เพ่งสายตา
กาลเวลาย้อนกลับ ห้วงเวลาไหลเวียน ภาพเหตุการณ์ที่เคยเห็นมาแล้วครั้งหนึ่งปรากฏขึ้นอีกครั้ง ผู้คนในนั้นล้วนดูมีชีวิตชีวาราวกับมีชีวิตจริง
“สายมรดกผู้พิทักษ์ด่าน”
ครั้งนี้ ฉู่เซิ่งไม่ได้พยายามที่จะช่วยสายมรดกผู้พิทักษ์ด่านออกมาจากใต้ฝ่าเท้าขนาดมหึมาของพระผู้เป็นเจ้าอีกต่อไป แต่ยังคงย้อนเวลากลับไป สู่เหตุและผลในช่วงเวลาที่ก่อนหน้านั้น
ต่อมา ร่างกายของเขาก็เริ่มดูเลือนราง แล้วหลอมรวมเข้ากับภาพแห่งเหตุและผล ก้าวเดินเข้าไปในส่วนลึกของตำหนักสายมรดกผู้พิทักษ์ด่าน ปรากฏตัวขึ้นเบื้องหน้าผู้พิทักษ์ด่านคนแรก… แทบจะในเวลาเดียวกัน ผู้พิทักษ์ด่านคนแรกก็สัมผัสได้ถึงบางอย่าง และเงยหน้าขึ้นมองมาทางเขาทันที
“ไท่อี้เทียน ขอคารวะสหายเต๋า”
ฉู่เซิ่งยกมุมปากขึ้น ใบหน้าเผยให้เห็นรอยยิ้มที่เป็นมิตรและอ่อนโยนอย่างเป็นธรรมชาติ ความเย็นชาในแววตาถูกปกปิดเอาไว้ด้วยอารมณ์เชิงบวกมากมาย
‘ในช่วงเวลานี้ ชื่อเสียงของข้ายังถือว่าดีอยู่’
‘ถือโอกาสใช้ชื่อเสียงนี้ ดูว่าจะสามารถหลอกถามข้อมูลอะไรมาได้บ้างหรือไม่’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ สีหน้าของฉู่เซิ่งก็ยิ่งดูจริงใจมากขึ้น เขาถนัดเรื่องแสร้างทำเป็นคนดี รู้จักวิธีซื้อใจคน สร้างความเชื่อใจ
จนกระทั่งก่อนที่จะถูกซือฉงแฉ เขาก็ยังทำได้อย่างแนบเนียนไร้ที่ติ
ทว่าครั้งนี้ เขาต้องเจอกับตอเข้าแล้ว
“ไท่อี้เทียน... ฮ่าๆๆ สหายเต๋าช่างมีอารมณ์ขัน”
เห็นเพียงบนแท่นสูง ผู้พิทักษ์ด่านคนแรกผู้นั้นคล้ายกับกำลังพลิกอ่านหนังสือเล่มหนึ่งอยู่ เมื่อเห็นการมาเยือนของฉู่เซิ่ง เขาก็เริ่มจากการปิดหนังสือลงเสียก่อน จากนั้นก็แค่นเสียงหัวเราะเยาะออกมา
“เศษเดนของลัทธินามบัญญัติและลัทธิลักษณ์มายา กล้ามาเสนอหน้าต่อหน้าข้าเชียวรึ?”
คำพูดนี้ทำให้ฉู่เซิ่งตระหนักถึงความผิดปกติในทันที ดวงตาของเขาหรี่ลงเล็กน้อย
ในประวัติศาสตร์ เขาเคยติดต่อกับผู้พิทักษ์ด่านคนแรกผู้นี้มาก่อน ในตอนแรกอีกฝ่ายก็แสดงท่าทีรังเกียจสายมรดกของลัทธินามบัญญัติและลัทธิลักษณ์มายา รวมถึงชื่อของเขาด้วย
ทว่าด้วยความน่าเชื่อถือที่สูงส่งในตอนนั้น เขาก็ยังสามารถหลอกลวงอีกฝ่ายไปได้
ดังนั้น ผู้พิทักษ์ด่านคนแรกในภาพแห่งเหตุและผล ไม่ว่าอย่างไรก็ไม่ควรจะมีท่าทีเช่นนี้ต่อเขา ต่อให้จะไม่ชอบ ก็ไม่ควรจะพูดจาเยาะเย้ยกันตรงๆ แบบนี้
เว้นเสียแต่ว่า…
“เจ้ารู้?”
พลังปราณของฉู่เซิ่งพลันปะทุขึ้นมาอย่างรุนแรง ทว่าเขายังไม่ทันพูดจบ ภาพแห่งเหตุและผลที่เคยแข็งแกร่งมั่นคงก็พลันแตกสลายลง กลายเป็นความว่างเปล่าราวกับความฝัน
นี่เป็นการพิสูจน์ข้อสันนิษฐานของฉู่เซิ่ง มีเพียงตอนที่บุคคลในภาพแห่งเหตุและผลตระหนักได้ว่าตนเอง “ไม่ได้อยู่ในปัจจุบัน” แต่เป็น “อดีตที่ผ่านพ้นไปแล้ว” เท่านั้น ภาพแห่งเหตุและผลถึงจะระเบิดออก แน่นอนว่าหากบุคคลในภาพแห่งเหตุและผลให้ความร่วมมือ ข้อจำกัดนี้ก็ใช่ว่าจะหลีกเลี่ยงไม่ได้
แต่เห็นได้ชัดว่า ผู้พิทักษ์ด่านคนแรกไม่มีความคิดที่จะให้ความร่วมมือเลย
ในตอนนั้นเอง
[บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ในแขนเสื้อสั่นสะเทือนเบาๆ ฉู่เซิ่งหลุบตาลง กวาดจิตเทวะผ่านไป ไม่นานเขาก็มองเห็นตัวอักษรหลายตัวที่จู่ๆ ก็ปรากฏขึ้นบนคัมภีร์อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย:
[หนังสือเล่มนั้น ในมือของเขา!]
“...”
หลังจากเงียบไปครู่หนึ่ง ฉู่เซิ่งก็ลงมืออีกครั้ง รวบรวมภาพแห่งเหตุและผลขึ้นมาใหม่ จากนั้นก็ก้าวเดินเข้าไป ทว่าครั้งนี้เขาไม่ได้พูดอะไรออกมาอีก เพียงแค่ลอบสังเกตการณ์อยู่ในความมืดเท่านั้น
ไม่นาน เขาก็มองเห็นเนื้อหาในหนังสือที่ผู้พิทักษ์ด่านคนแรกถืออยู่ในมือ
ดูเหมือนว่ามันจะเป็นสมุดรายนามเล่มหนึ่ง
สมุดรายนามมีทั้งหมดสิบแปดหน้า แต่ละหน้าเขียนชื่อเอาไว้ด้วยหมึกม่วงทองลึกลับ มองเผินๆ ดูธรรมดาสามัญ ทว่าหากมองดูให้ดีจะเห็นถึงความอัศจรรย์อันไร้ที่สิ้นสุด
[จือเทียนมิ่ง] (รู้วิถีฟ้า)
[ต้าอวิ้นไหล] (โชคใหญ่มาเยือน)
[จู้หลิวเซียน] (เซียนผู้อยู่ยั้ง)
รายนามและสมญานามปรากฏขึ้นทีละชื่อ ในตอนแรกฉู่เซิ่งยังไม่รู้ว่าพวกมันหมายถึงอะไร จนกระทั่งมีสมญานามสองชื่อที่เขาคุ้นเคยปรากฏขึ้นสู่สายตา
[จื้อซ่างหมิง(นามสูงสุด)], [อู๋หว่อเซี่ยง(ลักษณ์ไร้ตัวตน)]
‘ปรมาจารย์แห่งลัทธินามบัญญัติและลัทธิลักษณ์มายา’
ฉู่เซิ่งเคยเห็นสองชื่อนี้มาก่อนในสายมรดกของลัทธินามบัญญัติและลัทธิลักษณ์มายาที่อยู่ภายใน [ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่] ซึ่งเป็นต้นกำเนิดของทั้งสองลัทธิ ทว่าตอนนี้มันกลับมาอยู่ที่นี่งั้นหรือ?
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ แล้วรายนามอื่นๆ ล่ะ?
วินาทีต่อมา [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ก็ส่งการตอบสนองมาอีกครั้ง ฉู่เซิ่งมองไปอีกครา ก็เห็นตัวอักษรค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนคัมภีร์ทีละขีดๆ:
[นี่คือทำเนียบเซียน]
[ในยุคก่อนประวัติศาสตร์ ผู้หลุดพ้นท่านนั้นได้หลอมสร้างของวิเศษชิ้นนี้ขึ้นมา เพื่อใช้บันทึกสมญานามของเหล่าปรมาจารย์เต๋า ทว่าตามที่เขากล่าวไว้ นี่เป็นเพียงผลงานที่ล้มเหลวเท่านั้น]
[สิ่งที่ผู้หลุดพ้นท่านนั้นต้องการจะหลอมสร้างขึ้นมา คือหนังสืออีกประเภทหนึ่ง]
[แต่ถึงกระนั้น สำหรับปรมาจารย์เต๋าแล้ว นี่ก็ถือเป็นสุดยอดของวิเศษอย่างไม่ต้องสงสัย... เพียงแต่สิ่งที่อยู่ในมือของเขาไม่ใช่ฉบับจริง แต่น่าจะเป็นเพียงฉบับคัดลอกเท่านั้น]
‘ทำเนียบเซียน...’
ฉู่เซิ่งขมวดคิ้วแน่น เฝ้ามองผู้พิทักษ์ด่านคนแรกในภาพแห่งเหตุและผลพลิกดูสมุดในมือไปเรื่อยๆ จนกระทั่งพลิกไปถึงหน้าสุดท้ายของสมุด
ชื่อของปรมาจารย์เต๋าคนสุดท้าย ปรากฏเด่นชัดอยู่บนหน้ากระดาษ
[เสวียนเต๋อ]
"ตู้มมม!"
ในพริบตานั้น นัยน์ตาของฉู่เซิ่งก็เกิดระลอกคลื่นขึ้นมา ส่วนจิตสำนึกใน [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] หลังจากตกตะลึงไปชั่วขณะ ก็ดำดิ่งลงสู่ความตื่นตะลึงที่ยิ่งกว่า
‘เสวียนเต๋อ? ทำไมถึงเป็นเสวียนเต๋อ?’
‘ผู้สืบทอดของ [จวิน] ไม่มีทางเป็นปรมาจารย์เต๋าในยุคสมัยนั้นได้เด็ดขาด! เขาเริ่มต้นใหม่มาเป็นสิบๆครั้ง ก็น่าจะเป็นเพียงปุถุชนในยุคสมัยนี้เท่านั้น!’
‘ทำไมกัน?’
จิตสำนึกในคัมภีร์รีบค้นความทรงจำที่ถูกฝังกลบ
แล้วเขาก็ "นึกออก"
‘ใช่แล้ว ในอดีตมีคนชื่อ [เสวียนเต๋อ] อยู่จริงๆ เป็นปรมาจารย์เต๋าคนที่สิบแปดที่ลึกลับที่สุด และในขณะเดียวกันก็เป็นจ้าววิถีคนสุดท้ายในยุคสมัยนั้นด้วย’
‘เป็น [ศิษย์น้องเล็ก] ของปรมาจารย์เต๋าทุกคน’
‘ถึงจะพูดแบบนั้น แต่กลับไม่เคยมีใครเคยเห็นหน้าปรมาจารย์เต๋าท่านนี้เลย’
‘เป็นฝีมือของ [จวิน] งั้นหรือ?’
‘ลึกลับที่สุด... หรือว่าเขาจะบรรลุวิถีในอนาคต เพียงแค่ถูก [จวิน] ใช้พลังอำนาจระดับแปลงเทพพาตัวกลับไปในอดีต เพื่อกำหนดสถานะผู้สืบทอดในยุคนั้น?’
ในเวลานั้น จิตสำนึกในคัมภีร์รู้สึกเพียงความหวาดสะพรึงเท่านั้น
เป็นเพราะความทรงจำนี้มันสมจริงเกินไป แตกต่างจากการเปลี่ยนเหตุและผลอย่างสิ้นเชิง ไม่ว่าเขาจะคิดอย่างไร ในความทรงจำของยุคสมัยนั้นก็มีปรมาจารย์เต๋าอยู่สิบแปดองค์จริงๆ!
แต่ถ้าเสวียนเต๋อคือผู้สืบทอดของ [จวิน] ผู้นั้นจริงๆ อดีตก็ย่อมต้องถูกเปลี่ยนแปลงไปแล้วสิ
แต่เขากลับไม่รู้สึกตัวเลยสักนิด
พลังอำนาจของผู้หลุดพ้น น่ากลัวขนาดนี้เชียวรึ!?
หลังจากความหวาดสะพรึงผ่านพ้นไป สิ่งที่ตามมาก็คือความคลั่งไคล้ที่ยากจะบรรยายเป็นคำพูดได้ นี่คือความหมกมุ่นที่ถูกขนานนามว่าการหลุดพ้น และเมื่อความคลั่งไคล้แปรผันไปจนถึงขีดสุด ก็กลายเป็นจิตสังหารอันเยือกเย็น
“เสวียนเต๋อ, ลวี่หยาง...”
แทบจะในเวลาเดียวกัน ฉู่เซิ่งก็เอ่ยปากขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา น้ำเสียงเย็นยะเยือก:
"คนผู้นี้ ปล่อยไว้ไม่ได้แล้ว"