- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1390 ปิดฟ้าข้ามทะเล
บทที่ 1390 ปิดฟ้าข้ามทะเล
บทที่ 1390 ปิดฟ้าข้ามทะเล
บทที่ 1390 ปิดฟ้าข้ามทะเล
กาลเวลาไหลย้อนกลับในวินาทีนี้
นัยน์ตาของฉู่เซิ่งทอประกายเจิดจ้า ไม่นานก็มองเห็นซิวเจินและฝูเยาเจินเหรินก่อนที่จะเกิดการระเบิด ทว่าในภาพนี้กลับไม่มีร่างของซิวเจินอยู่แล้ว
เขาถูกลบหายไปแล้ว
ทั้งอดีต ปัจจุบัน และอนาคต นอกเหนือจากจ้าววิถีแล้วจะไม่มีใครจดจำเขาได้อีก เหตุและผลที่เกี่ยวข้องกับเขา หากไม่ได้เกี่ยวข้องกับจ้าววิถี ก็จะถูกย้อนกลับทั้งหมดเช่นกัน
งั้นปัญหาก็ตามมาแล้ว
"ทำไม เจ้าถึงไม่ได้รับผลกระทบ"
ฉู่เซิ่งจ้องมองฝูเยาเจินเหรินในภาพเขม็ง รูปร่างหน้าตาตรงกัน เหตุและผลตรงกัน ระดับการบำเพ็ญเพียรก็ตรงกัน ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เป็นแค่วางรากฐานคนหนึ่ง
หากจะให้บอกว่ามีอะไรแปลกประหลาด ก็คงเป็นแสงเพลิงแห่งจิตวิญญาณดั้งเดิมที่แผ่ซ่านออกมาจากหว่างคิ้วของเขาจนไม่อาจปกปิดได้ ทว่าในตอนนั้นเขากำลังถูกซิวเจินสิงร่างอยู่ การจะมีแสงแห่งจิตวิญญาณดั้งเดิมก็ถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาที่สุดแล้ว... ไม่สิ เป็นไปได้ไหมว่า นี่คือการจงใจปกปิด? มีจ้าววิถีปลอมตัวเป็นวางรากฐานคนนี้หรือ?
จ้าววิถีปลอมตัวเป็นวางรากฐาน เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร
ขนาดคุกเข่าให้วางรากฐานก็ยังมีมาแล้วเลย
ปัญหาอยู่ที่จิตวิญญาณดั้งเดิมนั้นยากที่จะปกปิด ต่อให้ปลอมตัวได้เนียนแค่ไหน จิตวิญญาณดั้งเดิมก็ยังคงอยู่ที่นั่น ต่อให้ตบตาจ้าววิถีคนอื่นๆ ได้ ก็ไม่มีทางตบตาเขาได้อย่างแน่นอน
‘ดังนั้นถึงต้องการซิวเจิน’
‘ซิวเจินเป็นแค่ฉากบังหน้า แก่นแท้แล้วคือเปลือกนอก เป็นเครื่องมือที่ใช้สำหรับปลอมตัวเป็นฝูเยาเจินเหริน เพื่อใช้ปกปิดจิตวิญญาณดั้งเดิมที่เดิมทีไม่อาจปกปิดได้ต่างหาก!’
อยู่ใต้จมูกแท้ๆ
ในเวลานี้ ภายในใจของฉู่เซิ่งกำลังคำนวณความเป็นไปได้ของแผนการร้ายทั้งหมดอย่างรวดเร็ว สุดท้ายก็หันขวับไปมองร่างเงาในชุดดำที่อยู่ไม่ไกลนัก
เป็นเขาหรือ?
ฉู่เซิ่งยกมือขึ้นฟาดฝ่ามือออกไปทันที พลังอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลพัดกระหน่ำกวาดล้าง ทว่าเมื่อชายหนุ่มชุดดำเห็นเช่นนั้นก็ไม่พูดพร่ำทำเพลง หันหลังกลับและจากไปในทันที วงล้อแห่งมหามรรคปรากฏขึ้นที่ด้านหลังศีรษะ
"ครืนนน!"
วินาทีต่อมา ร่างเงาในชุดดำก็หายวับไป
ส่วนฉู่เซิ่งก็ชักมือกลับ ขมวดคิ้วเล็กน้อย ครุ่นคิดถึงสัมผัสที่ได้รับเมื่อครู่นี้ เป็น [วงจรมรณะ] ไม่ผิดแน่ แก่นแท้ที่ผลัดเปลี่ยนแล้วไม่อาจหลบซ่อนจากสัมผัสของเขาไปได้
‘ไม่ใช่เขา’
‘ข้าคิดมากไปเองงั้นหรือ?’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉู่เซิ่งก็สะบัดแขนเสื้อ ดึงเอาเหตุและผลของฝูเยาเจินเหรินออกมาจากอดีตโดยตรง จากนั้นก็จำแลงรูปลักษณ์ที่แท้จริงให้ร่วงหล่นลงมาตรงหน้า
ดึงเหตุและผลออกมาได้
ไม่ได้ปลอมตัวมาจริงๆ?
ฉู่เซิ่งขมวดคิ้วมุ่น จ้องมองฝูเยาเจินเหรินที่อยู่ตรงหน้า ทว่ากลับพบว่าวางรากฐานผู้นี้แม้จะสมบูรณ์ไร้รอยขีดข่วน ทว่ากลับไม่มีความผันผวนทางความคิดใดๆ เลย
ดวงวิญญาณ วิญญาณแท้ กายเนื้อ ทะเลแห่งจิตสำนึก ล้วนถูกฟื้นคืนชีพขึ้นมาอย่างสมบูรณ์แบบ ขาดก็เพียงแค่จิตสำนึกเท่านั้น แทนที่จะเรียกว่าคน เรียกได้ว่าเป็นเหมือนสิ่งของชิ้นหนึ่งเสียมากกว่า เอาแต่ยืนทื่ออยู่กับที่แบบนี้... หรือว่าการระเบิดตัวเองของจิตวิญญาณดั้งเดิมลึกลับนั่น จะลบเลือนจิตสำนึกของเขาไปจากรากฐานแล้ว?
ฉู่เซิ่งค่อยๆ คลายคิ้วที่ขมวดมุ่นลง
ไม่ว่าอย่างไร ฝูเยาเจินเหรินก็มายืนอยู่ตรงหน้าแล้ว หากเป็นจ้าววิถีปลอมตัวมาจริงๆ ย่อมไม่มีทางดึงเหตุและผลออกมาได้ ข้อสงสัยบางส่วนได้รับการคลี่คลายแล้ว
วินาทีต่อมา ร่างกายของฝูเยาเจินเหรินก็แตกสลายกลายเป็นผุยผง มลายหายไปจนสิ้น
ฉู่เซิ่งเองก็หายตัวไปเช่นกัน
ในขณะเดียวกัน มหาสงครามภายในประวัติศาสตร์เทียมก็ใกล้จะจบลงแล้ว ราชันย์กระบี่ทะลวงฝ่าการปิดล้อมของแดนยมโลก หวนคืนสู่ [อีกฝากฝั่ง] สถานการณ์ความวุ่นวายทั้งหมดกลับคืนสู่สภาวะปกติ
ทุกสิ่งทุกอย่างไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง
ราวกับเป็นเพียงการลงมือช่วยเหลือซือฉงที่ล้มเหลวอีกครั้งของลวี่หยาง ในตลอดระยะเวลาสิบปีที่ผ่านมาเท่านั้น
แดนยมโลก ณ ตำหนักจ้าวยมโลก
ชายหนุ่มชุดดำกลับมา นั่งลงที่ตำแหน่งประธาน หน้าอกกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ผ่านไปเนิ่นนานถึงพ่นลมหายใจยาวออกมา ทำให้ตำหนักที่เดิมทีมืดมิดปรากฏสีเลือดขึ้นมา
กลิ่นคาวเลือดคละคลุ้งแผ่กระจายออกไป
"ฟู่..."
เสียงหอบหายใจหนักหน่วงราวกับพายุพัดกระหน่ำ ผ่านไปเนิ่นนานถึงจะสงบลง จากนั้นชายหนุ่มชุดดำก็สะบัดแขนเสื้อ ขับไล่กลิ่นคาวเลือดให้จางหายไป
ต่อมา ก็เห็นลำแสงสายหนึ่งร่วงหล่นลงมา นั่นก็คือเลี่ยนเทียนโตวและปู้เทียนเชวี่ย บนใบหน้าของทั้งสองคนล้วนเต็มไปด้วยความกังวล เลี่ยนเทียนโตวรีบก้าวเข้ามาข้างหน้า ล้วงเอาขวดยาหลายสิบขวดออกมาจากอกเสื้อ นำมาวางเรียงรายไว้ตรงหน้าชายหนุ่มชุดดำอย่างต่อเนื่อง: "กินให้หมด น่าจะช่วยบรรเทาอาการบาดเจ็บได้บ้าง"
ชายหนุ่มชุดดำทำตามอย่างว่าง่าย
และหลังจากที่กินโอสถไปหลายสิบขวดติดต่อกัน พลังปราณของเขาก็มั่นคงขึ้นบ้าง ทว่าก็เพียงแค่นั้น อาการบาดเจ็บไม่ได้ดีขึ้นเพราะเหตุนี้เลย
เมื่อเลี่ยนเทียนโตวเห็นเช่นนั้นก็ส่ายหน้า
ถึงอย่างไรก็เป็นอาการบาดเจ็บระดับจ้าววิถี โอสถที่เขาปรุงขึ้นจึงมีผลน้อยมาก การที่สามารถช่วยประคองพลังปราณให้มั่นคงได้ ก็นับว่าวิชาการปรุงยาของเขานั้นลึกล้ำพิสดารมากพอแล้ว
ในตอนนั้นเอง
"อมิตาภพุทธ"
แสงธรรมอันเรืองรองสาดส่องเข้ามาในตำหนัก ไม่นานนัก พระพุทธรูปกายทองคำก็ก้าวอาดๆ เข้ามา บนใบหน้าเต็มไปด้วยความกังวลเช่นเดียวกัน นั่นก็คือพระผู้เป็นเจ้าที่เพิ่งจะจบศึกมาหมาดๆ นั่นเอง
"ไม่เป็นไรใช่ไหม?"
ชายหนุ่มชุดดำเมื่อได้ยินเช่นนั้นก็ยิ้มบางๆ: "วางใจเถอะ ถึงอย่างไรข้าก็บำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ [วงจรมรณะ] ซ้ำยังมีแดนยมโลกอยู่ อาการบาดเจ็บแค่นี้ไม่นับว่าเป็นอะไรหรอก"
พูดจบ ใบหน้าของชายหนุ่มชุดดำก็พลันบิดเบี้ยว
จากนั้น ใบหน้าที่ปรากฏให้เห็น กลับไม่ใช่ใบหน้าของลวี่หยาง ทว่าเป็นเต้าเทียนฉี!
และที่ด้านหลังศีรษะของเขา ก็คือ [วงล้อแห่งมหามรรค] ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของ [วงจรมรณะ] แก่นแท้นั้นชัดเจนไร้ที่ติ มิฉะนั้นก็คงไม่อาจหลอกตาฉู่เซิ่งได้
"ทำเช่นนี้ ก็ถือว่าไม่ทำให้คำฝากฝังของสหายเต๋าเสวียนเต๋อต้องสูญเปล่าแล้ว"
เต้าเทียนฉีทอดถอนใจเสียงแผ่วเบา
เมื่อพระผู้เป็นเจ้าได้ยินเช่นนั้นก็ประกบมือเข้าหากัน พอนึกย้อนกลับไปก็ยังรู้สึกหวาดเสียวไม่หาย: "เสี่ยงเกินไปแล้ว ถ้าเมื่อกี้เขาความแตก คงถึงคราวตายแน่"
เต้าเทียนฉีส่ายหน้า: "ก็เพราะแบบนี้แหละ ถึงต้องเตรียมการมาตั้งสิบปี"
สิบปีที่ผ่านมา ลวี่หยางร่วมมือกับฝ่ายต่างๆ หลายครั้งเพื่อบุกทะลวงประวัติศาสตร์เทียม ร่วมมือกับพระผู้เป็นเจ้าต่อสู้จนซวีหมิงสั่นสะเทือน เหตุและผลถูกบดบัง ทั้งหมดนี้ทำไปเพียงเพื่อช่วยซือฉงออกมางั้นหรือ?
แน่นอนว่าไม่ใช่!
การช่วยซือฉงเป็นเพียงแค่ข้ออ้าง สิ่งที่เขาต้องการจะทำจริงๆ ก็คือการคุ้มกันเต้าเทียนฉี คุ้มกันให้เขาแอบไปฝึกฝนในซวีหมิง จนบรรลุ [วงจรมรณะ] และยกระดับแก่นแท้!
ในโลกยุคปัจจุบัน มีเพียงเต้าเทียนฉีเท่านั้นที่มีความสามารถนี้
ไม่ใช่เพราะความสามารถในการรู้แจ้งของเขา แต่เป็นเพราะรากฐานในการบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จ [วงจรมรณะ] ของลวี่หยางอย่าง [ตำหนักสวรรค์] เดิมทีก็ถูกสร้างขึ้นโดยมีแดนยมโลกเป็นต้นแบบอยู่แล้ว!
พูดอีกอย่างก็คือ:
สิ่งที่ [ตำหนักสวรรค์] ทำได้ แดนยมโลกก็ทำได้เช่นกัน!
ในชาติก่อน [ตำหนักสวรรค์] ใช้สรรพสัตว์ในทะเลแห่งแสงเป็นรากฐาน ท้ายที่สุดก็บ่มเพาะผลแห่งมรรค [ระเบียบ] จนเกิดการยกระดับเป็น [วงจรมรณะ]
แล้วแดนยมโลกล่ะ?
มันมีวิญญาณคนตายที่สะสมมานานนับไม่ถ้วนปี จำนวนมหาศาล ย่อมมีรากฐานในการเพาะบ่มผลแห่งมรรคได้เช่นเดียวกัน!
แม้ว่าในแง่ของปริมาณ แดนยมโลกจะเทียบกับ [ตำหนักสวรรค์] ไม่ติด แต่จุดเริ่มต้นของมหามรรคแห่งแดนยมโลกนั้นสูงกว่า [ระเบียบ] มาก ทั้งสองอย่างจึงหักล้างกันไป
ประกอบกับเต้าเทียนฉีเองก็มีความสามารถในการรู้แจ้งมากพอ จุดอ่อนเพียงเล็กน้อยเขาก็สามารถหาวิธีชดเชยได้
ด้วยเหตุนี้ จึงสามารถสำเร็จการยกระดับ [วงจรมรณะ] ภายในเวลาสิบปีได้สำเร็จ จากนั้นก็สวมรอยเป็นลวี่หยาง เพื่อดำเนินแผนการปิดฟ้าข้ามทะเลต่อหน้าฉู่เซิ่งจนลุล่วง!
เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือให้กับตัวตน ลวี่หยางยังจงใจทิ้งการโจมตีเต็มกำลังของมหามรรค[ระเบียบ]เอาไว้ ให้เต้าเทียนฉีนำไปใช้ในยามคับขัน เพื่อให้ฉู่เซิ่งเชื่อใจ นี่ก็คือเหตุผลที่ว่าทำไมก่อนหน้านี้ ตอนที่ฉู่เซิ่งปะทะกับ "ลวี่หยาง" ถึงรู้สึกว่า [ระเบียบ] ขาดความต่อเนื่อง
มหรสพฉากใหญ่นี้ มีการวางแผนเอาไว้มากมาย
เป้าหมายตั้งแต่ต้นจนจบมีเพียงหนึ่งเดียว ไม่ใช่การบุกเข้าไปในประวัติศาสตร์เทียม ไม่ใช่การช่วยซือฉงออกมา แต่เป็นการส่งลวี่หยางเข้าไปในยุคบรรพกาลภายใต้สายตาของฉู่เซิ่งต่างหาก!
ส่งเข้าไปใน [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์]
ส่งเข้าไปในแดนลับแห่งที่แปด!
ในจุดนี้ ต่อให้เป็นผู้ที่มีแสงแห่งปัญญาอย่างเต้าเทียนฉี ก็ยังรู้สึกยากที่จะเข้าใจ: "วิชาปลอมตัวที่สมบูรณ์แบบขนาดนั้น ข้าเพิ่งเคยเห็นเป็นครั้งแรก"
"นอกจากจิตวิญญาณดั้งเดิมแล้ว แทบจะปกปิดเหตุและผลและพลังปราณทั้งหมดเอาไว้ได้อย่างมิดชิด"
"น่าเสียดาย ที่ข้าเรียนไม่ได้"
เมื่อได้ยินเช่นนั้น พระผู้เป็นเจ้าก็รู้สึกประหลาดใจ: "ยังมีอะไรที่คนโง่อย่างเจ้าเรียนไม่ได้อีกหรือ?"
เต้าเทียนฉีกะพริบตาปริบๆ: "จริงๆ ข้าก็อยากลองเรียนนะ แต่สหายเต๋าเสวียนเต๋อบอกว่านี่ไม่ใช่วิชา แต่เป็นพรสวรรค์ติดตัว..."
ณ ดินแดนที่ไม่อาจเอ่ยนาม ไม่อาจหยั่งรู้ ไม่อาจคาดเดา
ลวี่หยางเดินทอดน่องอยู่ท่ามกลางความว่างเปล่า พร้อมกับความยินดีและโล่งใจที่ทำสำเร็จ เขามองไปยังพรสวรรค์สีทองที่ปรากฏอยู่บนหน้าต่างระบบของ [คัมภีร์ร้อยชาติ] ข้างกาย
[กาเหว่ายึดรังสาลิกา]!
"แดนลับแห่งที่แปด ฉู่เซิ่งเอ๋ย ครั้งนี้ข้าชิงลงมือก่อนแล้วกันนะ!"