- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1385 จบลงแค่นี้?
บทที่ 1385 จบลงแค่นี้?
บทที่ 1385 จบลงแค่นี้?
บทที่ 1385 จบลงแค่นี้?
[อีกฝากฝั่ง] ชั้นที่ห้า
ราชันย์กระบี่ที่ยืนอยู่บนชั้นนี้ชั่วคราวขมวดคิ้วเรียวเล็กน้อย หันไปมองลวี่หยางที่อยู่นอกสวรรค์ จากนั้นก็นับนิ้วคำนวณ ใช้ [ชะตาชีวิต] สาดส่องความเปลี่ยนแปลงในอนาคต
‘อนาคตใหม่ปรากฏขึ้นแล้ว’
ท่ามกลางแม่น้ำแห่งโชคชะตา ภาพอนาคตใหม่เอี่ยมผุดขึ้นมาครั้งแล้วครั้งเล่าราวกับดอกเห็ด สังหารอย่างไรก็ไม่หมดสิ้น ทำได้เพียงเบิกตามองประวัติศาสตร์เทียมเกิดความเปลี่ยนแปลงไปเพราะเหตุนี้
[ลบ]!
ฝ่ามือของลวี่หยางลูบผ่านรอยกระบี่ที่ราชันย์กระบี่ฟันใส่ประวัติศาสตร์เทียมเพื่อขวางทางว่านฝ่าและตูเสวียนก่อนหน้านี้อย่างแผ่วเบา แสงกระบี่ที่เดิมทีสว่างไสวเจิดจ้าพลันมลายหายไปอย่างไร้ร่องรอยในพริบตา
เห็นได้อย่างชัดเจนว่า การเข้าร่วมของลวี่หยางได้กลายเป็นตุ้มน้ำหนักชิ้นสำคัญที่ชี้ขาดความเอนเอียงของตาชั่ง เมื่อได้รับการสนับสนุนจากเขา ว่านฝ่าและตูเสวียนก็เดินหน้าตามรอยประวัติศาสตร์เทียมต่อไป ราชันย์กระบี่เองก็จำต้องหันกลับมาลงมือขัดขวาง ภายใต้สถานการณ์ที่เปลี่ยนไปทำให้ฉู่เซิ่งมีเวลาหายใจหายคอ
ทว่าเขาก็ไม่มีเวลาไปสนใจเรื่องอื่นเช่นกัน
ในชั่วพริบตา เห็นเพียงฉู่เซิ่งสำแดงกายจริงแห่งจ้าววิถี วงแหวนแห่งกาลเวลาและมิติอันหนาแน่นปรากฏขึ้นซ้ายขวา ก่อตัวเป็นร่างเงาอันสูงตระหง่าน
"ครืนนน"
พลังอำนาจอันกว้างใหญ่ไพศาลจาก [ชะตากรรมที่ถูกกำหนด] ร่วงหล่นลงบนผนึกบรรพบุรุษมังกร ผนึกนี้ก่อนหน้าถูกใช้เพื่อป้องกันไม่ให้บรรพบุรุษมังกรทำให้ [เบญจธาตุ] คลุ้มคลั่งมาโดยตลอด
ทว่าตอนนี้ ผนึกนี้กลับกลายเป็นกุญแจสำคัญในการเสริมความแข็งแกร่งให้กับ [เบญจธาตุ] เพราะหาก [เบญจธาตุ] พังทลายลง ผนึกก็ย่อมต้องแตกสลายตามไปด้วย การที่ฉู่เซิ่งใช้ [ชะตากรรมที่ถูกกำหนด] ฝืนประคองผนึกเอาไว้ ก็ถือเป็นการปกป้อง [เบญจธาตุ] ทางอ้อม ป้องกันไม่ให้ [อีกฝากฝั่ง] ร่วงหล่นลงไปมากกว่านี้
เพียงแต่การทำเช่นนี้เรียกได้ว่าสิ้นเปลืองพลังงานอย่างมหาศาล
เพราะหากจะพูดกันตามตรง [อีกฝากฝั่ง] ทั้งเจ็ดชั้นและทะเลแห่งแสงในโลกปัจจุบันล้วนกดทับอยู่บนบ่าของเขา ภาระแต่ละอย่างล้วนหนักอึ้งขึ้นเรื่อยๆ
ทว่าเขากลับปล่อยปละละเลยไม่ได้
เพราะยังมีลวี่หยางอีกคนที่จ้องตะครุบเหยื่ออยู่ตรงนั้น หากเขาไม่สนใจ ปล่อยให้ [อีกฝากฝั่ง] ร่วงหล่นลงมา สิ่งที่รอเขาอยู่ย่อมต้องเป็นความพินาศย่อยยับอย่างไม่อาจฟื้นคืนได้อย่างแน่นอน
ราชันย์กระบี่ก็คำนวณจุดนี้เอาไว้ได้อย่างแม่นยำเช่นกัน
‘ล้วนเป็นภัยแฝงในอดีตทั้งสิ้น’
หากเป็นเมื่อก่อน เขาย่อมไม่เห็นอยู่ในสายตา ทว่าตอนนี้สภาพของเขาไม่สู้ดีนักอยู่แล้ว ภัยแฝงยังมาปะทุขึ้นพร้อมกันในรวดเดียว นี่จึงทำให้เขารู้สึกเหลือบ่ากว่าแรงอยู่บ้าง
ในขณะเดียวกัน ความปั่นป่วนภายในประวัติศาสตร์เทียมก็ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
"ชางฮ่าว!"
สิ้นเสียงเรียกของราชันย์กระบี่ ในที่สุดชางฮ่าวก็ยื่นมือเข้ามาสอด พลังอำนาจของห้าจ้าววิถี อันได้แก่ เขา ลวี่หยาง ว่านฝ่า และตูเสวียน ต่างพัดกระหน่ำอยู่ภายในเหตุและผลของประวัติศาสตร์เทียม
เมื่อเห็นฉากนี้ ราชันย์กระบี่ที่เดิมทีแววตาแปรเปลี่ยนไม่แน่นอนก็กลับมาสงบนิ่งอีกครั้ง ล้มเลิกความคิดที่จะใช้ [สายใยรัก] บนร่างของว่านฝ่า ไพ่ตายใบนี้มีไว้เพื่อป้องกันชางฮ่าว หากยังไม่ถึงคราวคับขันจริงๆ ก็ไม่จำเป็นต้องเปิดเผย สถานการณ์ตรงหน้ายังคงอยู่ภายใต้การควบคุมของนาง
นอกทะเลแห่งแสง ลวี่หยางก้าวเท้าออกไป
"ครืนนน!"
แสงแห่งระเบียบปกคลุมฟ้าดิน กำหนดกฎเกณฑ์ให้สรรพสิ่ง แทบจะปั่นป่วนซวีหมิงจนเละเทะ ความลับสวรรค์รวมทั้งเหตุและผลยิ่งสับสนวุ่นวายจนยากจะตรวจสอบความเปลี่ยนแปลงได้
แทบจะในเวลาเดียวกัน พระผู้เป็นเจ้าก็ลงมือแล้วเช่นกัน แม้ว่าเขาจะร่วงหล่นลงมาอยู่ชั้นที่หนึ่งแล้ว แต่ถึงอย่างไรก็ยังเป็นจ้าววิถี ในมหาศึกครั้งนี้เขายังคงมีน้ำหนักมากพอ
ดังนั้นตาชั่งจึงเอียงอีกครั้ง
ทว่าในตอนนั้นเอง ฉู่เซิ่งที่ในที่สุดก็รักษาสมดุลของ [อีกฝากฝั่ง] เอาไว้ได้ จู่ๆ ก็ยื่นนิ้วมือออกไปหนึ่งนิ้ว ขวางอยู่บนเส้นทางที่พระผู้เป็นเจ้าจะมุ่งหน้าไปยังประวัติศาสตร์เทียมอย่างพอดิบพอดี
"ปัง!"
พระพุทธรูปกายทองคำถูกซัดกระเด็นลอยละลิ่วไปในทันที
ภายใต้การแทรกแซงของฉู่เซิ่ง ตาชั่งที่มีประวัติศาสตร์เทียมเป็นศูนย์กลางก็ถูกปัดกลับเข้าที่เข้าทางอีกครั้ง จ้าววิถีทั้งหมดจึงหยุดชะงักการกระทำลงอย่างพร้อมเพรียงกันโดยไม่ได้นัดหมาย
หากจะพูดให้ชัดเจนก็คือ ลวี่หยางหยุดมือแล้ว
และพอเขาหยุดมือ ว่านฝ่าและตูเสวียนรู้ว่าเรื่องนี้ไม่อาจฝืนทำได้ จึงไม่ลงมืออีก ราชันย์กระบี่และชางฮ่าวก็ยินดีที่เห็นผลลัพธ์เช่นนี้ ส่วนฉู่เซิ่งยิ่งปลีกตัวไปทำอย่างอื่นไม่ได้
ทุกสิ่งทุกอย่างล้วนผูกติดอยู่กับเขา
วินาทีต่อมา ลวี่หยางก็มองลึกเข้าไปในดวงตาของฉู่เซิ่งแวบหนึ่ง: ‘ตาเฒ่านี่ ถึงเวลาหน้าสิ่วหน้าขวานกลับไม่ยอมพูดจา หวังจะให้ข้ายื้อต่อไปแบบตายเป็นตายงั้นสิ’
หากฝั่งตนเองยังคงดึงดันที่จะฝ่าเข้าไปในประวัติศาสตร์เทียมต่อไป นั่นก็มีแต่จะบีบให้ราชันย์กระบี่และชางฮ่าวหันไปพึ่งพาฉู่เซิ่ง แม้ว่าเมื่อครู่นี้พวกเขาเพิ่งจะสู้กันแทบเป็นแทบตายก็ตามที จ้าววิถีนั้นมองแต่ผลประโยชน์เป็นหลักเสมอ วินาทีที่แล้วยังหัวเราะร่า วินาทีต่อมาก็ฆ่าล้างโคตร นิสัยการทำงานแบบนี้เรียกได้ว่าเป็นคุณสมบัติพื้นฐานของจ้าววิถีเลยก็ว่าได้
ถ้าอย่างนั้นก็รามือ?
ลวี่หยางถอยหลังไปหนึ่งก้าว เป็นการส่งสัญญาณว่าจะไม่ลงมืออีก บรรยากาศที่ตึงเครียดในตอนแรกพลันผ่อนคลายลงทันที มีเพียงแววตาของฉู่เซิ่งเท่านั้นที่ยังคงแฝงไว้ด้วยการจับผิดและความสงสัย
‘เพียงเท่านี้งั้นหรือ?’
‘จริงอยู่ที่การโจมตีสามทิศทางในครั้งนี้บีบให้ข้าต้องถอยลงมาอีกก้าว ทำให้ช่องว่างถูกร่นระยะเข้ามาอีก ทว่าดูเหมือนเขาจะไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันเลยนี่’
การโจมตีสามทิศทาง ผู้ริเริ่มที่แท้จริงคือราชันย์กระบี่
เป็นนางนั่นเองที่กระตุ้นให้ [อีกฝากฝั่ง] พังทลายลงมา ถึงได้ทำให้พระผู้เป็นเจ้า ว่านฝ่า ตูเสวียน และคนอื่นๆ หาโอกาสเจอได้ ส่วนลวี่หยางก็เป็นเพียงคนที่ยื่นมือเข้ามามีส่วนร่วมในตอนท้ายเท่านั้น
ทว่าพอลองคิดดูให้ดี ก็ดูเหมือนจะไม่มีปัญหาอะไร เพราะถึงอย่างไรผู้บงการก็คือราชันย์กระบี่ ลวี่หยางก็แค่ฉวยโอกาสเก็บตกเท่านั้น ในเมื่อเป็นเช่นนี้ การได้คืบเอาศอกก็ย่อมสมเหตุสมผลอยู่แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นเมื่อดูจากสถานการณ์ที่วางอยู่ตรงหน้า ฉู่เซิ่งลองเอาใจเขามาใส่ใจเรา ก็รู้สึกว่ามาถึงขั้นนี้ก็ไม่มีอะไรให้ทำได้อีกแล้วจริงๆ
‘ไม่ ไม่ถูกต้อง’
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ ฉู่เซิ่งก็มองไปที่ลวี่หยาง จู่ๆ แววตาก็หดเกร็งลง: ‘คนผู้นี้ยังมีไพ่ในมืออยู่อีก... ฮ่วนเยา ทำไมฮ่วนเยาถึงไม่เข้าร่วมสงครามตะลุมบอนในครั้งนี้ด้วย?’
ฉู่เซิ่งตั้งใจจะคำนวณเหตุและผล
ทว่าจนถึงวินาทีนี้ คลื่นกระแทกจากการปะทะกันของจ้าววิถีก็ยังคงสั่นสะเทือนอยู่ เหตุและผลล้วนปั่นป่วน ความลับสวรรค์ยากจะหยั่งถึง อีกทั้งเขายังร่วงหล่นลงมาหลายชั้น จึงคำนวณไม่ออก
ไม่เพียงแค่นั้น
‘ยังมีอีกคน... จิตวิญญาณดั้งเดิมลึกลับที่โผล่มาให้เห็นแวบหนึ่งในเจียงหนานก่อนหน้านี้ เขาเป็นใครกันแน่? หรือว่าจะเป็นผู้บำเพ็ญเพียรจากนอกฟ้าเหมือนกับเสวียนเต๋อ?’
ในตอนนั้นเอง
"ครืนนน!"
ทันใดนั้น ภายในแม่น้ำสายยาวที่เกิดจากเหตุและผลของประวัติศาสตร์เทียม กลุ่มปราณมรณะสายหนึ่งก็ปรากฏขึ้นมา พุ่งทวนกระแสเวลา ทำหน้าที่เป็นตุ้มน้ำหนักอันใหม่ที่เข้าสั่นคลอนความสมดุลของตาชั่งอย่างดุดัน
เต้าเทียนฉี!
ในเวลานี้ ตาชั่งเอียงไปอีกครั้ง มหาสงครามปะทุขึ้นอีกรอบ ทว่าเมื่อฉู่เซิ่งเห็นเช่นนั้นกลับไม่ตกใจ คิ้วที่ขมวดมุ่นในตอนแรกกลับคลายออกแทน
นี่สิถึงจะถูก!
ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ก็เหลือเพียงแค่จิตวิญญาณดั้งเดิมลึกลับนั่นแล้ว
สายตาของฉู่เซิ่งสว่างดุจคบเพลิง ไม่ใส่ใจการลงมือของเต้าเทียนฉีเลยแม้แต่น้อย อย่างมากที่สุด จ้าวแห่งแดนยมโลกที่มีพลังเทียบเท่า [อีกฝากฝั่ง] ชั้นที่หนึ่ง ก็ยังไม่เพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์ทั้งหมดได้อย่างสิ้นเชิงหรอก
ไม่ใช่เพราะแข็งแกร่งไม่พอ
ความจริงแล้ว ทางฝั่งลวี่หยางในตอนนี้รวบรวมจ้าววิถีได้ครบห้าคนแล้ว แม้ว่าในด้านคุณภาพอาจจะยังสู้การร่วมมือกันของสามคนอย่าง ราชันย์กระบี่ ชางฮ่าว และฉู่เซิ่ง ไม่ได้
แต่ในแง่ของปริมาณกลับมีมากกว่าถึงสองคน
ตามหลักการแล้ว ขอเพียงแค่ให้คนอื่นๆ ยอมจ่ายค่าตอบแทนสักเล็กน้อย เพื่อถ่วงเวลาพวกฉู่เซิ่งทั้งสามคนเอาไว้ชั่วคราว ต่อให้มีจ้าววิถีว่างมือมาแค่คนเดียว ก็เกินพอแล้ว
ทว่าปัญหามันอยู่ตรงนี้แหละ
ค่าตอบแทนนี้ ใครจะเป็นคนจ่าย?
ในห้าจ้าววิถี ว่านฝ่าและตูเสวียน คนหนึ่งอยู่ชั้นที่สี่ อีกคนอยู่ชั้นที่สาม หากต้องการจะถ่วงเวลาพวกฉู่เซิ่งทั้งสามคนเอาไว้ พวกเขาย่อมต้องเป็นผู้รับเคราะห์ก่อนใครเพื่อน
…พวกเขาลังเล
แม้การช่วยซือฉงออกมาจะสำคัญมาก แต่คุ้มไหมที่จะต้องเผชิญหน้ากับการโต้กลับของพวกราชันย์กระบี่? ต่อให้ไม่ตาย แต่ถ้าต้องระดับตกลงมาเหมือนพระผู้เป็นเจ้าล่ะ?
ยิ่งไปกว่านั้น ต่อให้ตนเองยอมจ่ายค่าตอบแทน ก็ใช่ว่าจะสามารถช่วยซือฉงออกมาได้อย่างแน่นอนเสียหน่อย
หากว่าครั้งนี้ยอมจ่ายค่าตอบแทนไปแล้วยังล้มเหลวอีกล่ะ จะทำอย่างไร?
ความลังเลสารพัดสารพัน ทำให้สองจ้าววิถีเริ่มโลเลตัดสินใจไม่ได้
จ้าววิถีวิชาเวท ว่านฝ่าคิดไปคิดมาจนถึงที่สุด ในใจกลับนึกอยากจะลองเสี่ยงดูสักตั้ง
ปัญหาอยู่ที่ตูเสวียน
เดิมทีเขาก็มีภัยแฝงอยู่ในตัวอยู่แล้ว หากต้องมาลดขั้นลงไปอีก เกรงว่าผลกระทบจะยิ่งรุนแรงมากขึ้น... เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาก็ยิ่งไม่เต็มใจที่จะเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อการนี้แล้ว
ดังนั้น สถานการณ์ความวุ่นวายจึงค่อยๆ สงบลง
จ้าววิถีแต่ละฝ่ายล้วนไม่มีใครได้เปรียบ ตาชั่งแกว่งไปมาอยู่หลายครั้ง ก่อนจะกลับมาสมดุลอีกครั้ง ไม่มีใครทำอะไรใครได้
จบลงแค่นี้?