- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1375 ความลับของเต้าเทียนฉี
บทที่ 1375 ความลับของเต้าเทียนฉี
บทที่ 1375 ความลับของเต้าเทียนฉี
บทที่ 1375 ความลับของเต้าเทียนฉี
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ลวี่หยางก็ยังไม่ได้รีบร้อนลงมือแต่อย่างใด
‘ตอนนี้ยังไม่ได้’
‘ครั้งนี้เคลื่อนไหวค่อนข้างใหญ่โต ฉู่เซิ่งคงกำลังจับตาดูข้าอยู่อย่างแน่นอน หากมุ่งหน้าไปยัง [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] ที่สมบูรณ์แบบทั้งอย่างนี้ เขาคงจะล้มกระดานทิ้งเป็นแน่’
ลวี่หยางสะกดกลั้นความวู่วามเอาไว้
นอกจากนี้ อันตรายของ [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] เองก็ทำให้เขาหวั่นเกรงอยู่ไม่น้อย เพราะถึงอย่างไรจนบัดนี้ความทรงจำบางส่วนของเต้าเทียนฉีก็ยังไม่ฟื้นคืนกลับมา
และสิ่งที่เขากลัวที่สุด ก็คือวิธีการในทำนองนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ทั้งที่เต้าเทียนฉีหล่อหลอมจิตวิญญาณดั้งเดิมสำเร็จแล้ว แต่กลับยังคงสูญเสียความทรงจำ หากตนเองต้องเผชิญหน้ากับมันเข้า ต่อให้เป็นผู้ที่เริ่มต้นใหม่ก็ใช่ว่าจะลบล้างผลกระทบนั้นได้
‘รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งชนะร้อยครั้ง ครั้งนี้ช่วยตานติ่งกลับมาได้แล้ว ลองดูเสียก่อนว่าเขามีวิธีที่จะทำให้ความทรงจำที่สูญหายไปของเต้าเทียนฉีฟื้นคืนกลับมาได้หรือไม่ ทางที่ดีคือทำความเข้าใจเกี่ยวกับ [จิตสำนึกที่หลงเหลืออยู่ของเทพสวรรค์] รวมไปถึงแดนลับแห่งที่แปดซึ่งอยู่เหนือเจ็ดด่านนั้นเสียก่อน แล้วค่อยหาวิธีเข้าไป น่าจะเป็นวิธีที่รัดกุมกว่า’
เมื่อคิดได้ดังนั้น ลวี่หยางจึงหันหลังกลับทันที
เหตุและผลถอยร่นอยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขา เพียงพริบตาเดียวก็ถอยออกมาจากจักรวาลอันมืดมิด ทว่าก่อนจากไป เขายังคงเหลียวกลับไปมองเบื้องหลังเป็นครั้งสุดท้าย
และที่ตรงนั้น ก็มีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องมาเช่นเดียวกัน
‘...แปลกๆ แฮะ’
ลวี่หยางขมวดคิ้วเล็กน้อย สังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงของฉู่เซิ่ง เขาไม่สามารถสัมผัสได้ถึงอารมณ์อันละเอียดอ่อนที่ยากจะบรรยาย รวมถึงท่าทีหวั่นเกรงพะวักพะวนของฉู่เซิ่งเหมือนก่อนหน้านี้ได้อีกต่อไป
ต้องรู้ก่อนว่า การที่ตนย้อนกลับไปยังยุคบรรพกาลอย่างกะทันหัน ได้ทำลายช่องว่างทางข้อมูลที่ฉู่เซิ่งวางเอาไว้ ภายใต้สถานการณ์เช่นนี้ ต่อให้ฉู่เซิ่งไม่อยากลงมือต่อกรกับตน ก็ควรจะตุกติกทำอะไรบางอย่างสิ ทว่าตอนนี้ฉู่เซิ่งกลับไม่ได้ทำอะไรเลย เอาแต่จับจ้องมาที่ตนอย่างเปิดเผยเท่านั้น
เมื่อก่อนฉู่เซิ่งมักจะแสดงความรู้สึก "ร้อนรน" ออกมาให้เห็นอยู่บ่อยครั้ง
แต่ตอนนี้มันกลับหายไปแล้ว
ด้วยความสงสัย ลวี่หยางจึงหวนคืนสู่โลกปัจจุบัน พริบตาแรกก็เห็นเต้าเทียนฉีและตานติ่งกำลังสนทนากันอยู่ แต่สภาพของฝ่ายหลังดูแปลกๆ
"สหายเต๋า หน้าท่าน..."
ลวี่หยางกะพริบตาปริบๆ ในขณะที่ตานติ่งยกมือขึ้นมาพยายามจะปิดบังใบหน้าตามสัญชาตญาณ แต่ก็รู้ตัวในเวลาอันรวดเร็วว่ามันเปล่าประโยชน์
"เฮ้อ ขายขี้หน้าท่านผู้อาวุโสแล้ว"
เมื่อลดมือลง น้ำเสียงของตานติ่งก็เจือไปด้วยความจนปัญญา เผยให้เห็นใบหน้าที่ฟกช้ำดำเขียว บวมเป่ง คล้ายกับเพิ่งถูกคนรุมกระทืบมาอย่างเห็นได้ชัด
ด้วยพลังวิชาระดับลวี่หยาง เพียงปรายตามองก็เข้าใจถึงเหตุและผลทั้งหมดทันที นี่ต้องเป็นฝีมือพระผู้เป็นเจ้าแน่ เขาจึงยิ้มพลางโบกมือ ปราณบริสุทธิ์สายหนึ่งร่วงหล่นลงบนใบหน้าของตานติ่ง ช่วยลดอาการบวมและรอยฟกช้ำ สลายพลังอำนาจที่พระผู้เป็นเจ้าทิ้งเอาไว้ เพียงพริบตาเดียวใบหน้าก็กลับมาเป็นปกติ
"ขอบคุณผู้อาวุโส!"
ตานติ่งรีบประสานมือคารวะ จากนั้นก็ชำเลืองมองพระผู้เป็นเจ้าที่อยู่ด้านหลังลวี่หยางด้วยท่าทีเยาะเย้ยเล็กน้อย ทำเอาเส้นเลือดบนหัวโล้นๆ ของเขาปูดโปนขึ้นมาทันที
"อมิตาภพุทธ"
พระผู้เป็นเจ้าพนมมือเข้าหากัน รู้สึกทั้งฉุนทั้งขำ แต่ก็ไม่ได้แปลกใจนัก เพราะในอดีตบรรดาจ้าวยอดเขารุ่นแรกทั้งสี่ ตานติ่งคือคนที่กล้าหาญชาญชัยที่สุด และชอบยั่วยุเขาเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
ดังนั้นหลังจากสวดภาวนาถึงความเมตตาในใจอยู่สองสามครั้ง เขาก็เปลี่ยนเรื่อง "เข้าเรื่องเถอะ สหายเต๋าเสวียนเต๋อสลับเหตุและผลเพื่อช่วยเจ้ากลับมา เพราะมีเรื่องสำคัญจะถามเจ้า"
"ข้าเข้าใจ"
ตานติ่ง หรือเลี่ยนเทียนโตวพยักหน้ารับ "เต้าเทียนฉีบอกข้าแล้วล่ะ เกี่ยวกับความทรงจำของเขา... ในปีนั้นข้าเคยคิดหาวิธีเอาไว้จริงๆ"
"น่าเสียดาย ที่มีใครบางคนคุยโวโอ้อวด ปกป้องพวกเราไม่ได้แต่ก็ยังดันทุรังจะทำ ดังนั้นวิธีที่ว่านี้จึงยังไม่ทันได้ทดลองใช้ เทียนฉีก็โดนตาเฒ่านั่นลอบกัดเข้าเสียก่อน ส่วนปู้เทียนเองก็หายตัวไปอย่างลึกลับ... แน่นอน ข้าคิดว่าเรื่องนี้จะไปโทษเขาก็ไม่ได้ ฝีมือไม่ถึงเอง ทุกคนก็เหมือนกัน ไม่น่าอายหรอก"
พระผู้เป็นเจ้า "..."
พูดถึงใครกัน?
ไอ้เด็กเวรนี่ แซะข้าเหรอ?
ถึงแม้จะเป็นเช่นนั้น แต่ครั้งนี้พระผู้เป็นเจ้ากลับไม่ระเบิดอารมณ์ออกมา เพราะถึงอย่างไรเขาก็ไม่อาจปฏิเสธเรื่องนี้ได้ ในฐานะศิษย์พี่ใหญ่ เขาไม่สามารถปกป้องศิษย์น้องทั้งสามเอาไว้ได้จริงๆ
กลับเป็นเลี่ยนเทียนโตวเสียอีก ที่หลังจากพูดจบก็ลอบมองพระผู้เป็นเจ้าอย่างระแวดระวัง
จากนั้นกระแอมไอ แก้เก้อเสียงแข็ง "แต่ไม่ว่าอย่างไร ผลลัพธ์สุดท้ายก็ออกมาดี เต้าเทียนฉีตื่นขึ้นมา และข้าก็รอดชีวิต"
"ส่วนปู้เทียน..."
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ลวี่หยางจึงกล่าวแทรกขึ้นมาทันที "ถ้าเป็นสหายเต๋าปู้เทียนล่ะก็ ตอนนี้เขายังไม่ตกอยู่ในอันตรายถึงชีวิตหรอก วันหน้าหากมีโอกาส ข้าจะพาเขากลับมาด้วย"
เมื่อเลี่ยนเทียนโตวได้ยิน ท่าทีของเขาก็ยิ่งดูจริงจังมากขึ้น
"บุญคุณของผู้อาวุโส ข้าน้อยจะจดจำไว้ในใจ"
เขาเป็นคนเด็ดขาด จึงไม่พูดพร่ำทำเพลงอีกต่อไปและเข้าประเด็นทันที "ปัญหาเรื่องความทรงจำของเต้าเทียนฉี ในตอนนั้นข้าสันนิษฐานว่า น่าจะเกิดจากวิญญาณแท้"
"...วิญญาณแท้?" ลวี่หยางถามด้วยความสงสัย
เลี่ยนเทียนโตวพยักหน้า "ภายในทะเลแห่งแสง สรรพสัตว์ทั้งหลาย หากละทิ้งกายเนื้อไปแล้ว การคงอยู่ของพวกเขาก็ล้วนมีรากฐานมาจากดวงวิญญาณ วิญญาณแท้ และจิตสำนึก"
"ทั้งสามสิ่งนี้เรียงลำดับจากภายนอกสู่ภายใน รวมเป็นหนึ่งเดียวกัน"
"ความสัมพันธ์ของทั้งสามสิ่งนี้อธิบายคร่าวๆ ได้แบบนี้" เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เลี่ยนเทียนโตวก็โคจรพลังวิชา วาดภาพจำลองทรงกลมที่มีเปลือกสามชั้นออกมาให้ดู
"ชั้นนอกสุดคือดวงวิญญาณ ซึ่งเป็นรากฐานในสายตาของผู้บำเพ็ญเพียรระดับล่างส่วนใหญ่ ดวงวิญญาณจะสร้างทะเลแห่งจิตสำนึกขึ้นมา ผู้บำเพ็ญเพียรส่วนใหญ่ใช้เวลาทั้งชีวิตหยุดอยู่แค่เพียงจุดนี้ ไม่อาจมองเห็นความลี้ลับที่อยู่ลึกลงไปได้ มีเพียงเคล็ดวิชาลับส่วนน้อยเท่านั้นที่สามารถทำให้คนสลัดดวงวิญญาณทิ้ง และเดินท่องไปในโลกด้วยสภาวะของวิญญาณแท้ได้"
ลวี่หยางตั้งใจฟังอย่างจริงจัง เพราะแท้จริงแล้วเขาเคยมีประสบการณ์แบบนี้มาก่อน
ในปีนั้นตอนที่เขายังอยู่ขั้นวางรากฐาน เขาได้เริ่มต้นใหม่ในฐานะเซียนวิญญาณ เคยถูกเทียนกงแย่งชิงร่าง สุดท้ายก็ต้องละทิ้งดวงวิญญาณ แล้วหลบหนีออกมาด้วยจิตสำนึก
เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ เขาจึงถามขึ้นมาทันทีว่า:
"วิญญาณแท้และจิตสำนึก สองสิ่งนี้คือหนึ่งเดียวกันงั้นหรือ?"
"จะว่าใช่ก็ใช่ จะว่าไม่ใช่ก็ไม่ใช่"
เลี่ยนเทียนโตวอธิบายว่า "ในมุมมองของข้า แท้จริงแล้ววิญญาณแท้ก็คือภาชนะที่เอาไว้บรรจุความทรงจำ และเมื่อมีความทรงจำ จิตสำนึกก็จะติดตามมาเป็นเงาตามตัว"
"ดังนั้นต่อให้มีใครดวงวิญญาณแตกซ่าน ตราบใดที่วิญญาณแท้ยังไม่สลายไป เมื่อถูกชักนำเข้าสู่แดนยมโลกของเทียนฉี หลังจากที่เปลี่ยนสภาพกลายเป็นวิญญาณมรณะแล้ว ก็ยังคงมีความทรงจำและจิตสำนึกเหมือนตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ ทว่าหากวิญญาณแท้แตกสลาย ความทรงจำก็จะเลือนหายไป ต่อให้หล่อหลอมขึ้นมาใหม่ มันก็จะเป็นเพียงการถือกำเนิดของจิตสำนึกใหม่เอี่ยมอีกดวงหนึ่งเท่านั้น"
เมื่อพูดมาถึงตรงนี้ เลี่ยนเทียนโตวก็หัวเราะออกมาอย่างผ่อนคลาย
"อย่างเช่นหลิงเซียว เทียนฉีเล่าเรื่องของเขาให้ข้าฟังแล้ว... ผู้อาวุโสไม่แปลกใจบ้างหรือ ว่าทำไมตอนที่ข้าฟื้นคืนชีพขึ้นมา เขาถึงไม่ได้รับผลกระทบใดๆ เลย?"
"ทั้งที่เป็นวิญญาณแท้ดวงเดียวกันแท้ๆ"
"นี่คือความแตกต่างของความทรงจำ สิ่งที่เรียกว่าวิญญาณแท้ดวงเดียวกัน แท้จริงแล้วก็เป็นเพียงแค่ภาชนะที่เหมือนกันเท่านั้น แต่ทว่าเมื่อความทรงจำต่างกัน จิตสำนึกย่อมแตกต่างกันไปโดยปริยาย"
เมื่อฟังมาถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็เข้าใจความหมายของเลี่ยนเทียนโตวแล้ว
"เพราะฉะนั้น การที่ความทรงจำของสหายเต๋าฮ่วนเยามีปัญหา เป็นเพราะภาชนะอย่างวิญญาณแท้นั้นแหว่งไปส่วนหนึ่งงั้นหรือ? ไม่สิ ไม่ถูกต้อง คำอธิบายนี้ไม่สมเหตุสมผล"
หากวิญญาณแท้ของเต้าเทียนฉีมีรอยตำหนิ ฉู่เซิ่งไม่มีทางที่จะไม่รู้
อีกด้านหนึ่ง เลี่ยนเทียนโตวก็พยักหน้ารับเช่นกัน
"ใช่แล้ว มันไม่สมเหตุสมผล"
"ถ้าหากวิญญาณแท้มีรอยตำหนิ เทียนฉีย่อมไม่มีทางบำเพ็ญเพียรจนสำเร็จจิตวิญญาณดั้งเดิมได้อย่างเด็ดขาด... ยกตัวอย่างเช่นมหาปรมาจารย์กระบี่ซานเหอ เขาคือตัวอย่างของคนที่มีตำหนิบนวิญญาณแท้อย่างชัดเจนที่สุด"
"เพราะหากวิญญาณแท้ไร้ซึ่งรอยตำหนิ ความทรงจำย่อมหลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวกัน และต้องมีจิตสำนึกเพียงหนึ่งเดียวอย่างแน่นอน จะเป็นไปได้อย่างไรที่คนผู้หนึ่งจู่ๆ ก็มีจิตสำนึกงอกขึ้นมาถึงสามดวง?"
"ดังนั้นตามข้อสันนิษฐานของข้า สถานการณ์ของเต้าเทียนฉีไม่ใช่การที่วิญญาณแท้มีรอยตำหนิ แต่เป็นเพราะมีสิ่งแปลกปลอมบางอย่างซุกซ่อนอยู่ในวิญญาณแท้ของเขา คอยบดบังความทรงจำส่วนหนึ่งของเขาเอาไว้ ส่งผลให้แม้จิตสำนึกของเขาจะแจ่มชัด แต่กลับไม่สามารถดึงเอาความทรงจำส่วนนั้นออกมาใช้ได้ ผลลัพธ์สุดท้ายจึงทำให้เขาสูญเสียความทรงจำไป"
"สิ่งแปลกปลอมเข้ามากดทับงั้นหรือ?"
ลวี่หยางขมวดคิ้วแน่น "ไม่มีเหตุผลเลย หากวิญญาณแท้มีตำหนิยังสามารถสัมผัสได้ แล้วพอมีสิ่งแปลกปลอมเข้าไปกลับสัมผัสไม่ได้งั้นหรือ? สิ่งแปลกปลอมชนิดใดกันที่สามารถเล็ดลอดจากการสัมผัสของจิตวิญญาณดั้งเดิมได้?"
"มีสิผู้อาวุโส"
น้ำเสียงของเลี่ยนเทียนโตวหนักแน่น "ข้าได้ยินมาว่าผู้อาวุโสมาจากนอกทะเลแห่งแสง ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ผู้อาวุโสก็น่าจะเข้าใจได้ดีที่สุดว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นคืออะไร"
"..."
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ลวี่หยางก็ตระหนักขึ้นมาได้ในเสี้ยววินาที
ใช่แล้ว มีของอย่างหนึ่งที่นอกทะเลแห่งแสงไม่มี มีแต่คนท้องถิ่นในทะเลแห่งแสงเท่านั้นที่มี และเพิ่งจะมามีหลังยุคก่อนบรรพกาลด้วย
สิ่งแปลกปลอมชัดๆ
แสงแห่งปัญญา!