- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1365 ในที่สุดก็หลงกล!
บทที่ 1365 ในที่สุดก็หลงกล!
บทที่ 1365 ในที่สุดก็หลงกล!
บทที่ 1365 ในที่สุดก็หลงกล!
เต้าเทียนฉีเดินออกมาอย่างเปิดเผย
ภาพนี้ ยืนยันข้อสันนิษฐานส่วนตัวของฉู่เซิ่งก่อนหน้านี้อย่างไม่ต้องสงสัย ในขณะเดียวกันก็เป็นเครื่องพิสูจน์อีกเรื่องหนึ่ง นั่นคืออีกฝ่ายก็เดาความคิดของเขาออกเช่นกัน
สรุปง่ายๆ ก็คือ:
‘จิตสังหารของข้าถูกเปิดโปงแล้ว... เสวียนเต๋อ... คนผู้นี้เดาได้แล้วว่าข้าตั้งใจจะลงมือสังหารเขาให้ตาย ถึงได้เปิดเผยการตื่นขึ้นของเต้าเทียนฉีอย่างเด็ดขาดขนาดนี้’
และพร้อมกับการตื่นขึ้นของเต้าเทียนฉี ก็เท่ากับประกาศว่าแผนการแปลงเทพบรรลุเซียนที่สมบูรณ์แบบที่สุดได้ล้มเหลวลงแล้ว ไม่เพียงเท่านั้น เขายังถูกบีบให้ต้องก้าวลงมาหนึ่งก้าว แม้จะยังคงยืนอยู่บนจุดสูงสุดของ [อีกฝากฝั่ง] แต่พลังอำนาจที่สูญเสียไป ก็ทำให้ฉู่เซิ่งสัมผัสได้ถึงความกดดันที่ห่างหายไปนาน
แต่นี่ก็ยังไม่ใช่ประเด็นสำคัญ
ประเด็นสำคัญคือ อีกฝ่ายเดาออกได้ยังไง ตัวเขาเองยังไม่ได้แสดงท่าทีใดๆ ออกมาเลยด้วยซ้ำ แถมยังไม่ได้ทิ้งเบาะแสอะไรที่เรียกได้ว่าเป็นช่องโหว่เอาไว้เลย
‘หรือว่า... จะเหมือนกับข้า?’
การคาดเดาจากสัญชาตญาณล้วนๆ?
ฉู่เซิ่งขมวดคิ้วแน่น วิธีการยิงธนูก่อนแล้วค่อยวาดเป้า ถึงแม้มันจะใช้ได้ผลดี แต่มันก็มีเงื่อนไขอยู่ อย่างน้อยตัวเองก็ต้องมีทุนทรัพย์มากพอที่จะรับมือกับความผิดพลาดได้
เขาถึงกล้าทำแบบนี้ เพราะฐานะของเขาสูงพอ
แล้วอีกฝ่ายล่ะ?
‘ถึงแม้แก่นแท้ของเขาจะแปรเปลี่ยนไปแล้ว แต่ฐานะกลับต่ำเตี้ยเรี่ยดิน อย่างมากก็พอฟัดพอเหวี่ยงกับว่านเป่าได้ อาศัยความตายยากไปพัวพันกับจ้าววิถีคนอื่นๆ ได้ก็แค่นั้น’
แล้วแค่นี้ เอาอะไรมารับประกันความผิดพลาด?
เมื่อคิดได้ดังนี้ ข้อสันนิษฐานที่เคยแวบเข้ามาในหัวก็ผุดขึ้นมาอีกครั้ง กลายเป็นความมืดครึ้มที่สะสมอยู่ลึกสุดในดวงตาอันเย็นเยียบ
‘เริ่มต้นใหม่...’
สายตาของฉู่เซิ่งจดจ่อ ความรู้สึกที่เหมือนถูกจูงจมูกในทุกๆ ก้าวแบบนี้ สำหรับคนอื่น อาจจะแค่รู้สึกหวาดระแวง หรือไม่ก็รู้สึกเหลือเชื่อ
ทว่าสำหรับเขา สำหรับคนที่รู้ความลับนั้นจริงๆ ความรู้สึกนี้มากพอที่จะทำให้เขาเกิดความหวาดกลัวเล็กๆ ที่แทบจะมองไม่เห็น แม้ว่าอารมณ์ที่อ่อนแอนี้จะถูกเขาตัดทิ้งไปในวินาทีถัดมา แต่มันก็ยังคงทิ้งร่องรอยไว้ในใจ ทำให้เขายากจะลืมเลือน
“น่าขันสิ้นดี...”
ทันใดนั้น ฉู่เซิ่งก็ยื่นมือออกไปลูบแก้มตัวเอง สัมผัสได้ถึงหยดน้ำใสๆ เล็กน้อย ความเปียกชื้นนั้นทำให้เขาเผลอยิ้มเยาะตัวเองออกมา
“ความหวาดกลัว... ดูเหมือนการบำเพ็ญจิตวิญญาณดั้งเดิมของข้าจะยังไม่ดีพอ”
ในความเลือนราง เขาคล้ายกับได้ย้อนกลับไปในอดีต กลับไปตอนที่ได้รับวาสนาอันยิ่งใหญ่เป็นครั้งแรก ตอนที่ได้เห็นบันทึกอันน่าตกตะลึงบนหนังสือเล่มนั้น
ตอนแรก เขาไม่เชื่อ
จนกระทั่งเวลาผ่านไป บันทึกในหนังสือกลายเป็นจริงทีละเรื่อง เขาถึงได้ยอมเชื่อหนังสือเล่มนั้น และตระหนักถึงคุณค่าของมันอย่างลึกซึ้ง
จริงๆแล้วในอดีต เขาไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเพียร
ตรงกันข้ามเลยล่ะ เขาเป็นแค่ปุถุชนที่ขี้ขลาด ไม่มีทั้งความมุ่งมั่น ไม่มีทั้งแสงแห่งปัญญา ไร้ซึ่งความเด็ดเดี่ยว เป็นดั่งฝุ่นผงในยุคโบราณอันรุ่งโรจน์
ทำไมจ้าววิถีคนอื่นถึงฝึกจิตฝ่ายดีฝ่ายชั่ว มีเพียงเขาคนเดียวที่ฝึกไท่ซั่งลืมเลือนรัก? ต้นสายปลายเหตุมันไม่ใช่เพราะไท่ซั่งลืมเลือนรักสูงส่งกว่าจิตฝ่ายดีฝ่ายชั่วหรอก แต่เป็นเพราะเขาฝึกได้แค่วิธีนี้ต่างหาก ถ้าไม่ฝึกไท่ซั่งลืมเลือนรัก นิสัยความเป็นปุถุชนของเขาก็จะควบคุมไม่ได้
เมื่อควบคุมไม่ได้ มันก็จะส่งผลต่อการตัดสินใจของเขา
พูดง่ายๆ ก็คือ ถ้าไม่มีสภาพจิตใจของ [ไท่ซั่งลืมเลือนรัก] เขาไม่คู่ควรจะถูกเรียกว่าเป็นผู้บำเพ็ญเพียรด้วยซ้ำ เป็นได้แค่ปุถุชนที่มีพลังวิเศษเท่านั้น
และคนอย่างเขา…
จุดจบของเขาถูกเขียนไว้อย่างชัดเจนในหนังสือเล่มนั้นแล้ว ดังนั้นเขาถึงต้องฝึก [ไท่ซั่งลืมเลือนรัก] มีเพียงวิธีนี้เท่านั้นถึงจะสลัดหลุดจากชะตากรรมที่ถูกกำหนดไว้ได้
[หลุดพ้น] ออกมาจากที่นั่น
หลังจากเงียบไปพักใหญ่ ในที่สุดฉู่เซิ่งก็ถอนหายใจออกมายาวๆ จากนั้นก็ปาดหยดน้ำใสๆ บนแก้มทิ้งไปอย่างไม่ลังเล กลับมาเย็นชาและไร้ความรู้สึกอีกครั้ง
‘จะหนีความจริงไม่ได้แล้ว’
‘มองในแง่ร้ายที่สุดละกัน... ถ้าเสวียนเต๋อคนนั้นก็ได้รับพลังอำนาจสูงสุดในบันทึกเทวะลิขิตสวรรค์ไป เหมือนกับที่ข้าเคยได้ในตอนนั้นล่ะก็’
‘ข้าก็คงพลาดท่าไปแล้วครั้งหนึ่งแน่ๆ’
‘แต่ข้าไม่มีทางยอมให้โดนอัดอยู่ฝ่ายเดียวหรอก ตอนนี้ข้ายังมีชีวิตอยู่ ก็แสดงว่าเขายังทำไม่สำเร็จ ตัวข้าใน [ชาติก่อน] ต้องลุกขึ้นสู้แน่ๆ’
เอาตัวเองเป็นบรรทัดฐาน ฉู่เซิ่งก็พอจะเดาออกคร่าวๆ ว่าเป็นการต่อต้านแบบไหน ซึ่งนั่นก็ยิ่งทำให้เขากระหายที่จะตรวจสอบ [ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่] มากยิ่งขึ้นไปอีก
‘ถ้าข้อสันนิษฐานเป็นความจริง หนังสือเล่มนั้นต้องมีข้อมูลใหม่แล้วแน่ๆ!’
‘ตัวข้าใน [ชาติก่อน] ต้องทิ้งข้อมูลสำคัญเอาไว้บนนั้นแน่นอน... ใช่แล้ว มิน่าล่ะเสวียนเต๋อถึงจ้อง[ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่]ตาเป็นมัน เขาเองก็อยากรู้เหมือนกัน’
ดังนั้นแผนการนี้ก็ยังใช้ได้ผลอยู่
ไม่นาน ฉู่เซิ่งก็ได้ข้อสรุป ‘เขาน่าจะแอบวางหมากเอาไว้บนตัวบรรพบุรุษมังกร ถ้าอย่างนั้น ข้าก็จะใช้บรรพบุรุษมังกรเป็นเหยื่อล่อตกเขาขึ้นมาซะเลย’
ถ้าอีกฝ่ายงับเหยื่อ ตามรอยบรรพบุรุษมังกรมา และยอมดำดิ่งลงไปในแม่น้ำแห่งกาลเวลาด้วยตัวเองเพื่อ [ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่] ล่ะก็ ความเป็นความตายของเขาก็จะไม่ได้ขึ้นอยู่กับเขาอีกต่อไป
ถ้าเขาไม่งับเหยื่อ ตัวเขาเองก็ยังสามารถเอา [บันทึกเทวะลิขิตสวรรค์] ออกมาได้อย่างราบรื่น
มีแต่ได้กับได้
สรุปก็คือ ขอแค่เขาป้องกันอย่างแน่นหนา ปล่อยให้บรรพบุรุษมังกรเข้าไปใน [ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่] เพียงผู้เดียว ต่อให้เสวียนเต๋อผู้นั้นจะเก่งกาจมาจากไหน ก็ไม่มีทางทำอะไรได้อยู่ดี
นอกทะเลแห่งแสง ท่ามกลางซวีหมิงอันกว้างใหญ่ไพศาล
ลวี่หยางลืมตาขึ้น มองดูแดนยมโลกและ [อีกฝากฝั่ง] ที่กลับมาเงียบสงบอีกครั้ง มุมปากยกยิ้มขึ้นเล็กน้อย ‘ใช้ได้ บีบให้ยอมลดตัวลงมาได้หนึ่งก้าวก็ถือว่าสำเร็จแล้ว... ฉู่เซิ่งเองก็น่าจะเริ่มร้อนรนแล้วเหมือนกัน’
ยิ่งไปกว่านั้นพระผู้เป็นเจ้ายังมีไพ่ตายซ่อนอยู่อีก
ขอบเขตวางรากฐาน!
‘พูดตามตรง ถึงแม้หมากเหล่านี้ของพระผู้เป็นเจ้าจะเอาชนะฉู่เซิ่งไม่ได้ แต่เอามาใช้บั่นทอนกำลังเขา ก็ถือเป็นตัวเลือกชั้นยอด ถือว่าทำได้ดีมากแล้ว’
‘พอดีเลย ตามประสบการณ์ในหลายชาติที่ผ่านมา ทันทีที่พระผู้เป็นเจ้าดึงขอบเขตวางรากฐานออกไป [อีกฝากฝั่ง] ก็จะพังทลาย ฉู่เซิ่งก็จะถูกบังคับให้ต้องเอาแดนลับหลอมวิชามาใช้อุดช่องโหว่ของขอบเขตวางรากฐาน พอเป็นแบบนี้ ข้าก็จะถือโอกาสทำลายไพ่ตายของฉู่เซิ่งไปได้อีกใบ ไอ้แดนลับนี่มันขัดหูขัดตาข้ามานานแล้ว...’
จังหวะนี้เอง
“หืม?” ลวี่หยางเลิกคิ้วขึ้น
ทันใดนั้น หน้าต่างสถานะของ [คัมภีร์ร้อยชาติ] ก็สว่างวาบขึ้นมา เป็นสัญญาณเตือนจาก [ผู้สังเกตการณ์นอกฉาก] ดูเหมือนว่าในที่สุดบรรพบุรุษมังกรก็เริ่มเคลื่อนไหวแล้ว
วินาทีต่อมา จิตสำนึกของลวี่หยางก็กระโดดข้ามผ่าน [คัมภีร์ร้อยชาติ]
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือ [ปี้ลั่วฝูกวงเจินจวิน] ในแดนยมโลก เห็นเพียงเขาเดินไปตามทางเรื่อยๆ ออกจากอาณาเขตภูตผี และมาถึงบริเวณ [ศิลาสามชาติ]
จากนั้น เสี้ยวความคิดของจิตวิญญาณดั้งเดิมก็ลอยขึ้นมาอย่างแผ่วเบา
จิตสำนึกของบรรพบุรุษมังกรหลุดออกจาก [ปี้ลั่วฝูกวงเจินจวิน] อย่างเงียบเชียบ และมีจ้าวมังกรชางเจียงเข้ามาสวมรอยแทน ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างแนบเนียนไร้ร่องรอย ทว่ากลับตกอยู่ในสายตาของลวี่หยางทั้งหมด
เขามองเห็นจิตสำนึกของบรรพบุรุษมังกรไปที่สถานที่ผนึกร่างต้น จากนั้นก็ลัดเลาะไปตามมหามรรค [เบญจธาตุ] ทะยานขึ้นไปเรื่อยๆ จนกระทั่งมาถึงจุดสูงสุดของ [อีกฝากฝั่ง] อย่างไร้สุ้มเสียง สุดท้ายก็จำแลงกายเป็นชายหนุ่มหน้าตาหล่อเหลาแปลกประหลาด ร่วงหล่นลงบนฝ่ามืออันใหญ่โตมโหฬาร เหนือศีรษะคือดวงตาคู่หนึ่ง
“...มีธุระอะไร?” น้ำเสียงของบรรพบุรุษมังกรเย็นชา
“ไปที่ [ปรมาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่]”
ฉู่เซิ่งเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ซ่อมแซม [เคล็ดวิชานามชะตาชิงสวรรค์] แล้วเอาหนังสือเล่มหนึ่งกลับมาให้ข้า... จำไว้ อย่าทำอะไรนอกเหนือจากนี้”
บรรพบุรุษมังกรได้ยินดังนั้นก็แปลกใจเล็กน้อย
"ทำไมถึงเร็วกว่ากำหนด?"
"...ไปซะ"
สิ้นคำ ฝ่ามือก็พลิกคว่ำทันที ชายหนุ่มรูปงามแปลกประหลาดที่เป็นร่างจำแลงของบรรพบุรุษมังกรยังยืนไม่ทันจะตั้งตัว ก็รู้สึกหน้ามืดตาลาย ร่วงหล่นลงสู่ความมืดมิด
แทบจะในเวลาเดียวกัน ดวงตาของลวี่หยางที่แอบสอดแนมอยู่ก็สว่างวาบขึ้นมา
ในที่สุดก็หลงกล!