- หน้าแรก
- เกิดใหม่ร้อยชาติในนิกายมารศักดิ์สิทธิ์
- บทที่ 1330 ว่านฝ่า ลงมือเถอะ
บทที่ 1330 ว่านฝ่า ลงมือเถอะ
บทที่ 1330 ว่านฝ่า ลงมือเถอะ
บทที่ 1330 ว่านฝ่า ลงมือเถอะ
ซวีหมิงมืดมิดเยียบเย็น ราชันย์กระบี่ยืนนิ่งงันอยู่กับที่ด้วยความไม่อยากจะเชื่อ สัมผัสได้ถึงสายตาอันเย็นชาของชางฮ่าวที่ทิ่มแทงมาจากเบื้องหลัง เป็นครั้งแรกที่นางรู้สึกหนาวสะท้านไปถึงกระดูก
เงามืดแห่งความตาย
นับตั้งแต่บรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิม นางก็คิดมาตลอดว่าสิ่งนี้ได้ห่างหายจากนางไป และจะไม่มีวันหวนกลับมาอีกแล้ว ทว่าบัดนี้ เงามืดนั้นกลับกำลังคืบคลานขึ้นมาบนใบหน้าของนางอีกครั้ง
อีกด้านหนึ่ง ลวี่หยางสะบัดแขนเสื้อเบาๆ เก็บ [ลิขิตกาลสวรรค์] ที่เริ่มจะทนรับภาระไม่ไหวจากการฝืนใช้ [มหามรรคตอบรับข้า] สองครั้งซ้อนทั้งที่ยังไม่สมบูรณ์กลับไป เขาค่อยๆ ซึมซับและทบทวนความรู้สึก รวมถึงความเข้าใจในชั่ววินาทีที่ลบราชันย์กระบี่ทิ้งไปในรูปแบบของข้อมูล
‘ถึงแม้รูปแบบการแสดงออกจะต่างกัน...’
‘แต่ [มหามรรคตอบรับข้า] ก็เป็นสภาวะที่สามารถทำให้ผู้บำเพ็ญเพียรในระดับฐานะเดียวกัน สามารถดึงความห่างชั้นของฝีมือให้ห่างกันจนถึงขีดสุดได้จริงๆ’
ทรงพลังมาก! ทรงพลังสุดๆ ไปเลย
‘มิน่าล่ะ ตอนที่ซือฉงเพิ่งคลายผนึกออกมา แถมยังไม่หลุดพ้นเลยด้วยซ้ำ ถึงสามารถดีดราชันย์กระบี่กระเด็นได้ด้วยนิ้วเดียว ดูจากตอนนี้แล้ว ตอนนั้นเขาคงออมมือให้แล้วด้วยซ้ำมั้ง’
ยังมีพระผู้เป็นเจ้าอีก
ในสองชาติภพที่แล้ว ฉู่เซิ่งถึงกับต้องใช้ตั้งร้อยกระบวนท่ากว่าจะสังหารพระผู้เป็นเจ้าได้ ตอนแรกเขาก็คิดว่าเป็นเพราะพระผู้เป็นเจ้าไร้น้ำยา แต่ดูจากตอนนี้แล้ว เป็นเพราะฉู่เซิ่งไว้หน้าให้หรอก
‘จะว่าไป ซือฉงเคยยอมรับต่อหน้าข้าว่า ถ้าสู้กันด้วยพลังเพียวๆ เขาเอาชนะฉู่เซิ่งไม่ได้ ถ้าเป็นแบบนี้ หมายความว่าความสำเร็จในด้าน [มหามรรคตอบรับข้า] ของฉู่เซิ่งนั้น สูงส่งกว่าซือฉงงั้นรึ?... ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ ท้ายที่สุดแล้ว ทั้ง [กาลเวลา] และ [ชะตากรรมที่ถูกกำหนด] ล้วนถูกเขาพลิกแพลงจนพิสดาร...’
ก็แหม พออยู่ในมือของหมอนั่น ดูเหมือนอะไรๆ ก็กลายเป็น [ชะตากรรมที่ถูกกำหนด] ไปซะหมด
เหลือจะเชื่อจริงๆ
เมื่อคิดถึงตรงนี้ ลวี่หยางก็ทบทวนความรู้สึกตอนที่ฟาดฟันราชันย์กระบี่เมื่อครู่อีกครั้ง รู้สึกเหมือนมีภาพลักษณ์ที่ดูจริงบ้างเท็จบ้าง ยากจะคาดเดาซ่อนเร้นอยู่ในนั้น
พริบตาต่อมา ลวี่หยางก็เงยหน้าขึ้นมอง
ทว่ากลับพบว่าบัดนี้ไร้ซึ่งเงาของราชันย์กระบี่เสียแล้ว เหลือเพียงแสงกระบี่สายหนึ่งที่ไม่สนแม้กระทั่ง[วิถีสวรรค์] กำลังพุ่งทะยานหลบหนีเข้าไปในส่วนลึกของทะเลแห่งแสงอย่างเอาเป็นเอาตาย!
“...ฮ่าๆๆ!”
ลวี่หยางที่เดิมทีกำลังเหนื่อยล้าและใกล้จะถึงขีดจำกัด เห็นดังนั้นก็อดหัวเราะลั่นออกมาไม่ได้ “นี่น่ะหรือจ้าววิถี ราชันย์กระบี่ผู้ยิ่งใหญ่ ก็ไม่ได้ต่างอะไรกับพวกเราเลยนี่?”
ก็แค่เท่านี้!
อีกด้านหนึ่ง ชางฮ่าวประสานมือคารวะอย่างเด็ดขาด “เนี่ยนเหยาพ่ายแพ้แล้ว การประลองเดิมพันครั้งนี้ถือว่าพวกเราแพ้ ต่อจากนี้ไป [วิถีสวรรค์] ตกเป็นของสหายเต๋า”
“ขอลา!”
เมื่อกล่าวจบ ในดวงตาของชางฮ่าวก็ไม่มีแววอาลัยอาวรณ์หรือเสียดายเลยแม้แต่น้อย บัดนี้เขาเข้าสู่สภาวะไท่ซั่งลืมเลือนรัก ละทิ้งความยึดติดในความเป็นความตายอย่างแท้จริง
ในสายตาของเขามีเพียงมหามรรค...
และเมื่อเทียบกับ [วิถีสวรรค์] แล้ว ราชันย์กระบี่ที่กำลังหลบหนีอยู่ต่างหาก คือความหวังในการกลับคืนสู่บัลลังก์จ้าววิถีของเขา จะให้เลือกระหว่างสองสิ่งนี้ มันง่ายดายยิ่งกว่าปอกกล้วยเข้าปากเสียอีก
พริบตาต่อมา ชางฮ่าวและว่านฝ่าก็พุ่งทะยานติดตามราชันย์กระบี่ไปทันที
ลวี่หยางเห็นดังนั้นก็ส่ายหน้าเบาๆ:
‘น่าเสียดายจริงๆ!’
‘ถ้าฆ่าราชันย์กระบี่ทิ้งไปได้เลย แล้วทำลายทะเลแห่งจิตสำนึกไปพร้อมกัน เพื่อตัดโอกาสไม่ให้ชางฮ่าวฉวยโอกาสกลับคืนสู่ตำแหน่งจ้าววิถีได้ แบบนั้นถึงจะสมบูรณ์แบบที่สุด’
แต่ตอนนี้ ก็คงต้องยอมถอยมาครึ่งก้าวแล้ว
ยังไงเสีย ถึงแม้ราชันย์กระบี่จะยังไม่ตายจริงๆ แต่การที่แม่น้ำแห่งโชคชะตาถูกตัดขาดไปถึงหนึ่งในสิบ ก็เท่ากับว่ามหามรรคของนางถูกทำลายรากฐานไปแล้ว
บวกกับการบาดเจ็บสาหัสที่เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ตอนนี้อาการของนางก็ยากจะเยียวยา เว้นเสียแต่ว่าชางฮ่าวกับว่านฝ่าจะแกล้งตีกันหลอกๆ มิฉะนั้นราชันย์กระบี่ไม่มีทางรอดชีวิตไปได้แน่ ยกเว้นแต่ว่าฉู่เซิ่งจะยื่นมือเข้ามาสอด... เมื่อคิดได้ดังนี้ ลวี่หยางก็รีบถอยฉากกลับมา มองไปทางซือฉงที่ติดตามมาด้วย
“...วางใจเถอะ”
ไม่ต้องพูดอะไรมาก ซือฉงก็เข้าใจความคิดของลวี่หยางเป็นอย่างดี เขาพยักหน้าเบาๆ “ข้าจับตาดูอยู่ตลอด ตราบใดที่ข้าไม่ลงมือ ฉู่เซิ่งก็ย่อมไม่ลงมือเช่นกัน”
ลวี่หยางได้ยินดังนั้นถึงได้คลี่ยิ้มออกมา
‘ดีเลย ข้าก็อยากจะเห็นเหมือนกัน’
‘ชางฮ่าวถูกราชันย์กระบี่ควบคุมมานานหลายปี จะไม่มีไพ่ตายอะไรเก็บไว้รับมือเลยเป็นไปไม่ได้ ตอนนี้งัดออกมาโชว์ให้หมดรวดเดียวเลยก็ดีเหมือนกัน เผื่อข้าจะได้เอาไปประยุกต์ใช้ในชาติหน้าได้บ้าง’
ณ ส่วนลึกของทะเลแห่งแสง แสงกระบี่อันเจิดจรัสราวกับสายน้ำที่ทอดยาวกำลังพุ่งทะยานไปอย่างบ้าคลั่ง ทุกๆ ระยะทางที่มุ่งหน้าไป จะมีหยาดเลือดสีแดงฉานสาดกระเซ็นราวกับสายรุ้งร่วงหล่นลงมา
และภายในแสงกระบี่นั้น สายน้ำกำลังไหลเชี่ยวกราก เกิดน้ำขึ้นน้ำลงไม่หยุดหย่อน เผยให้เห็นภาพเหตุการณ์ต่างๆ นานามากมาย สะท้อนให้เห็นถึงอนาคตแต่ละรูปแบบ อนาคตที่การหลบหนีล้มเหลวล้วนถูกกดทับลงสู่ก้นบึ้งของแม่น้ำ มีเพียงอนาคตที่หลบหนีสำเร็จเท่านั้นที่จะลอยขึ้นมาบนผิวน้ำ และสะท้อนภาพเข้าสู่ความเป็นจริง
ทว่ามันก็เปล่าประโยชน์
ไม่ว่าภาพอนาคตจะเปลี่ยนแปลงไปเช่นไร เบื้องหลังแสงกระบี่นั้น แสงสีอันกว้างใหญ่ไพศาลที่ปกคลุมไปทั่วฟ้าก็ยังคงไล่ตามมาติดๆ พร้อมกับเสียงแห่งมรรคผลอันลึกล้ำที่ดังแว่วมาตามสายลม:
“เนี่ยนเหยา ไม่ต้องดิ้นรนให้เปล่าประโยชน์หรอก”
“ในเรื่องนี้ คำวิจารณ์ของซือฉงไม่ได้ผิดเลย เจ้าจมปลักอยู่กับ [ชะตาชีวิต] มากเกินไป และเชื่อมั่นในความอัศจรรย์ของมหามรรคสายนี้มากเกินไปแล้ว”
“ในฐานะจ้าววิถี ผู้บรรลุจิตวิญญาณดั้งเดิม พวกเราล้วนมีความสามารถในการกำหนดอนาคตอยู่แล้ว ต่อให้เจ้าค้นพบอนาคตที่เป็นประโยชน์ต่อตัวเองได้จริงๆ แต่ด้วยสภาพที่พลังลดฮวบลงอย่างในตอนนี้ เจ้าก็ไม่สามารถรักษาอนาคตนั้นเอาไว้ได้อยู่ดี การที่เจ้าไม่ตระหนักถึงจุดนี้เลยสักนิด แสดงว่าเจ้าไม่มีพัฒนาการอะไรเลยจริงๆ”
นี่คือคำโกหก
ความจริงแล้ว ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม้จะบอกไม่ได้ว่าฝีมือของราชันย์กระบี่พัฒนาแบบก้าวกระโดด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีความก้าวหน้าเลย ชางฮ่าวเพียงแค่ต้องการทำลายจิตใจของนาง
ทว่าราชันย์กระบี่กลับไม่หวั่นไหวเลยแม้แต่น้อย
“ชางฮ่าว เจ้าไม่เข้าใจอะไรเลย”
“[ชะตาชีวิต] นั้นมีความพิเศษ... บำเพ็ญเพียรมาจนถึงป่านนี้ เจ้าก็น่าจะเข้าใจดีว่า แก่นแท้ของห้าชะตาลิขิตสวรรค์ ความจริงก็คือรูปแบบการแสดงออกที่แตกต่างกันของสิ่งเดียวกันเท่านั้น”
ชะตาชีวิต, เคราะห์กรรม, ชะตาพลัง, ชะตากรรมที่ถูกกำหนด, ตัวแปร
“ในบรรดาห้าชะตาลิขิตสวรรค์นี้ เคราะห์กรรมคืออุปสรรค ชะตาพลังคือปัจจัย ชะตากรรมที่ถูกกำหนดคือจุดจบ ตัวแปรคือความเปลี่ยนแปลง มีเพียงชะตาชีวิตเท่านั้นที่เป็นแก่นหลัก!”
“ดังนั้น การใช้ [ชะตาชีวิต] เป็นรากฐาน ผนวบรวมชะตาลิขิตสวรรค์อื่นๆ เข้าด้วยกัน เพื่อวิวัฒนาการเป็น [วิถีสวรรค์] เส้นทางสายนี้ย่อมเป็นไปได้อย่างแน่นอน ในยุคบรรพกาลก็เคยมีคนพยายามทำมาแล้ว แถมยังเคยใช้มันไปต่อกรกับผู้บรรลุระดับแปลงเทพขั้นสูงท่านนั้นด้วย เพียงแต่สุดท้ายล้มเหลว ชะตาลิขิตสวรรค์จึงถูกเขาแยกออกเป็นห้าส่วนต่างหาก”
“ฉู่เซิ่งต้องการการหลุดพ้น”
“เขาเดินนำหน้าเจ้าไปก้าวหนึ่ง เจ้าเองก็ต้องการการหลุดพ้นเช่นกัน หากเจ้าเดินบนเส้นทาง [อีกฝากฝั่ง] เจ้าย่อมไม่มีทางเอาชนะเขาได้ ทางเดียวก็คือต้องหาเส้นทางใหม่ และเดินไปบนเส้นทางแห่ง [วิถีสวรรค์] เท่านั้น ถึงจะสำเร็จ...”
น้ำเสียงของราชันย์กระบี่ดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
และเมื่อชางฮ่าวเข้าใกล้ตัวนางมากขึ้นเรื่อยๆ น้ำเสียงของนางก็ยิ่งร้อนรนมากขึ้น นางพยายามจะใช้ข้อมูลความลับในยุคบรรพกาลที่มีอยู่ในมือ เพื่อแลกกับโอกาสรอดชีวิต
แต่ทว่าชางฮ่าวกลับไม่สนใจเลยแม้แต่น้อย
หลังจากเข้าสู่สภาวะไท่ซั่งลืมเลือนรัก ข้อมูลเหล่านี้ไม่สามารถสร้างแรงกระเพื่อมใดๆ ในใจเขาได้เลย จิตสังหารที่ฝังรากลึกถึงกระดูกก็ไม่ได้สั่นคลอนไปแม้แต่นิดเดียว
ในตอนนั้นเอง
ราชันย์กระบี่ที่เดิมทีกำลังหลบหนีหัวซุกหัวซุนกลับหยุดวิ่งเสียดื้อๆ นางทิ้งตัวลงยังเขตแดนแห่งหนึ่งในส่วนลึกของทะเลแห่งแสง แสงกระบี่สลายไป เผยให้เห็นเงาร่างอันงดงามอรชรอีกครั้ง
พริบตาต่อมา ชางฮ่าวและว่านฝ่าก็ตามมาติดๆ แสงสีอันกว้างใหญ่ไพศาลปกคลุมไปทั่วทั้งเขตแดน พร้อมกับแสงมงคลที่เกิดจากการควบแน่นของวิชาเวทนับร้อยล้านปรากฏขึ้น สองจ้าววิถีร่วมมือกันลงมือ ตัดขาดความลับสวรรค์ เพื่อให้แน่ใจว่าจะสามารถปิดตายราชันย์กระบี่เอาไว้ในเขตแดนแห่งนี้ได้ และไม่ให้นางหนีไปที่อื่นได้อีก
จากนั้น ราชันย์กระบี่ก็เปิดปากพูด
ความตื่นตระหนก ความร้อนรน และอารมณ์ความรู้สึกต่างๆ เมื่อครู่นี้ ราวกับไม่เคยมีอยู่จริง น้ำเสียงของราชันย์กระบี่กลับมาหนักแน่นเยือกเย็นอีกครั้ง นางค่อยๆ เอื้อนเอ่ยออกมาประโยคหนึ่ง:
“ว่านฝ่า ลงมือเถอะ”