- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 36 พบพานคนเรี่ยไรยามวิกาล
บทที่ 36 พบพานคนเรี่ยไรยามวิกาล
บทที่ 36 พบพานคนเรี่ยไรยามวิกาล
บทที่ 36 พบพานคนเรี่ยไรยามวิกาล
คนที่อาศัยอยู่ในเกาะไท่เยวี่ยอาจจะไม่ใช่ข้าราชการระดับสูง แต่ทุกคนล้วนเป็นมหาเศรษฐีระดับพันล้านทั้งสิ้น
คฤหาสน์ของตระกูลจี้ตั้งอยู่ทางตอนใต้สุดของเกาะไท่เยวี่ย ติดกับทะเลสาบไท่เยวี่ย ทิวทัศน์งดงามตระการตา ครอบคลุมพื้นที่กว่าสิบหมู่ การมีที่ดินกว้างขวางถึงสิบหมู่ในสถานที่อย่างเกาะไท่เยวี่ยแห่งเมืองเยียนจิง ย่อมจินตนาการได้ถึงความมั่งคั่งของตระกูลจี้
เพียงแต่ต่อให้ตระกูลจี้จะร่ำรวยล้นฟ้าเพียงใด ก็ยังมีสิ่งที่เงินไม่สามารถซื้อได้ อย่างเช่นอาการป่วยของจี้เสี่ยวติง หลานชายสายตรงของตระกูลจี้ที่ถูกพิษ ตระกูลจี้กลับจนปัญญาจะรักษา หลังจากจี้เสี่ยวติงถูกพิษที่ดาวนางฟ้า ตระกูลจี้ได้เชิญผู้เชี่ยวชาญจากทั่วโลกเกือบร้อยคนมาที่โรงพยาบาลของตระกูล แต่สุดท้ายก็ทำได้เพียงยื้อชีวิตของจี้เสี่ยวติงเอาไว้อย่างยากลำบาก ไม่สามารถทำให้เขาฟื้นขึ้นมาได้
ในเวลานี้ที่ห้องรับแขกของตระกูลจี้ จี้ป่ายซ่านกำลังนั่งสนทนากับชายวัยกลางคนและหญิงสาวคนหนึ่งด้วยตัวเอง
ชายวัยกลางคนผู้นี้มีชื่อว่า อวี๋เจี้ยนฟู เนื่องจากถูกกีดกัน เขาจึงย้ายจากเมืองหลินชวนมาอยู่ที่เมืองเยียนจิง โชคดีที่อวี๋เจี้ยนฟูมีวิชาแพทย์ที่ยอดเยี่ยม จึงถูกทาบทามให้มาเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของตระกูลจี้ ส่วนหญิงสาวคนนั้นมีชื่อว่า อวี๋มู่ เธอเป็นลูกสาวของอวี๋เจี้ยนฟู
การที่จี้ป่ายซ่านเชิญอวี๋เจี้ยนฟูและอวี๋มู่มาเป็นแขกที่บ้าน ไม่ใช่เพราะอวี๋เจี้ยนฟูเป็นผู้อำนวยการโรงพยาบาลของเขา แต่เป็นเพราะอวี๋เจี้ยนฟูเคยเล่าว่าลูกสาวของเขาถูกงูพิษร้ายแรงกัด ตอนที่ใกล้จะตาย เธอถูกหมอเทวดาคนหนึ่งที่ชื่อตี้จิ่วช่วยชีวิตเอาไว้
"เสี่ยวมู่ เธอแน่ใจนะว่าถูกงูถูสิงกัด?" จี้ป่ายซ่านเอ่ยถามขึ้นอีกครั้งด้วยความไม่แน่ใจ หลังจากฟังอวี๋มู่เล่าเหตุการณ์ที่เทือกเขาสิ้นทรงจำจบ
งูถูสิงเป็นงูพิษสายพันธุ์ใหม่ที่เพิ่งถูกค้นพบ พิษของมันอาจจะไม่ออกฤทธิ์เร็วเท่างูทับสมิงคลา แต่เมื่อกัดคน พิษของมันจะทำปฏิกิริยากับเลือดจนเกิดเป็นพิษชนิดใหม่ ซึ่งในปัจจุบันยังไม่มีวิธีรักษาที่ได้ผลดีนัก
หากสิ่งที่อวี๋มู่พูดเป็นความจริง นั่นหมายความว่าถ้าตอนนั้นอวี๋มู่ไม่ได้พบกับตี้จิ่ว แต่กลับพบพ่อของเธอก่อนแล้วถูกส่งตัวไปโรงพยาบาล เธอก็คงต้องตายอย่างแน่นอน
อวี๋มู่พยักหน้าอย่างหนักแน่น "ใช่ค่ะคุณปู่จี้ ตอนแรกหนูก็จำไม่ได้หรอกค่ะ แต่พอมานึกถึงข่าวที่เคยอ่านเกี่ยวกับงูชนิดนี้ หนูก็มั่นใจเลยว่าต้องเป็นงูถูสิงแน่ๆ"
อวี๋เจี้ยนฟูรีบเสริม "อวี๋มู่เรียนแพทย์กับผมมาหลายปี เรื่องแค่นี้ไม่น่าจะดูพลาดหรอกครับ"
"แล้วพอจะติดต่อหมอเทวดาตี้จิ่วคนนั้นได้ไหม?" จี้ป่ายซ่านถามด้วยความหวัง
อวี๋มู่ส่ายหน้า "หนูรู้แค่ว่าเขาชื่อตี้จิ่ว เป็นหมอ นอกนั้นก็ไม่รู้อะไรเลยค่ะ"
อวี๋เจี้ยนฟูเองก็แอบนึกเสียดายอยู่ในใจ ตอนนั้นเขาไม่น่าพลาดโอกาสซักถามตี้จิ่วให้ละเอียดกว่านี้เลย ส่วนเรื่องที่เขานามบัตรให้ตี้จิ่วแล้วบอกให้ไปที่โรงพยาบาลอ้ายปั๋ว เขาแทบจะลืมมันไปแล้วด้วยซ้ำ ในสายตาของอวี๋เจี้ยนฟู คนที่มีวิชาแพทย์ยอดเยี่ยมอย่างตี้จิ่ว จะยอมไปเป็นแค่หมอธรรมดาๆ หรือผู้ช่วยในโรงพยาบาลอ้ายปั๋วได้อย่างไร?
คนอย่างตี้จิ่ว แค่แสดงฝีมือออกมา โรงพยาบาลใหญ่ๆ ก็พร้อมจะทุ่มเงินจ้างตัวไปแล้ว ไม่จำเป็นต้องพึ่งนามบัตรใบเล็กๆ ของเขาหรอก ตอนนั้นตี้จิ่วคงรับนามบัตรไว้ตามมารยาทเท่านั้น
"ฉันจะส่งคนไปตามหาหมอเทวดาคนนี้ที่เทือกเขาสิ้นทรงจำเดี๋ยวนี้ เจี้ยนฟู นายก็ช่วยฉันตามหาเขาด้วยนะ ถ้าเจอหมอเทวดาตี้เมื่อไหร่ รีบมาบอกฉันทันที" จี้ป่ายซ่านกล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจัง
...
ตี้จิ่วรู้ดีว่าสถานที่อย่างเกาะไท่เยวี่ย ต้องมีการคุ้มกันอย่างแน่นหนา และคงมีกล้องวงจรปิดติดอยู่เต็มไปหมด
เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกกล้องวงจรปิดจับภาพได้ ตี้จิ่วจึงจงใจปลอมตัวเป็นชายวัยกลางคน
ราวๆ ตีสอง ตี้จิ่วก็ลอบเข้ามาที่บริเวณริมเกาะไท่เยวี่ยซึ่งเป็นจุดลับตาคนอีกครั้ง รอบเกาะไท่เยวี่ยถูกล้อมรอบด้วยน้ำทั้งหมด แต่ยกเว้นฝั่งที่เป็นทะเลสาบใหญ่แล้ว บริเวณอื่นๆ ก็ไม่ได้กว้างมากนัก จุดที่ตี้จิ่วเลือก มีความกว้างของผืนน้ำไม่ถึงสิบเมตร
เขาทิ้งแผ่นไม้สองแผ่นที่เตรียมมาลงบนผิวน้ำ ตี้จิ่วรีดเร้นลมปราณแล้วกระโดดไปเหยียบแผ่นไม้แผ่นแรก ก่อนที่แผ่นไม้จะจมลง เขาก็พุ่งตัวออกจากแผ่นไม้นั้น อาศัยแผ่นไม้แผ่นที่สองเป็นจุดส่งแรงกระโดดอีกครั้ง แล้วก็ไปยืนอยู่บนขอบกำแพงของเกาะไท่เยวี่ยได้อย่างสวยงาม
ตี้จิ่วถอนหายใจออกมาเบาๆ แล้วเงยหน้าขึ้นมองกำแพง กำแพงตรงจุดที่เขายืนอยู่ไม่ได้สูงมากนัก สูงไม่ถึงสามเมตรด้วยซ้ำ แต่เหนือแนวกำแพงขึ้นไป มีสายไฟฟ้าแรงสูงขึงไว้เป็นด่านป้องกันชั้นที่สอง
ตี้จิ่วกะระยะความสูงคร่าวๆ ด้วยระดับพลังของเขาในตอนนี้ น่าจะปีนข้ามไปได้อย่างสบายๆ
เขายืนนิ่งอยู่กับที่ประมาณหนึ่งนาที เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีอันตรายและไม่มีกล้องวงจรปิดจับภาพอยู่ ตี้จิ่วเดินลมปราณ รวบรวมพลังไว้ที่ปลายเท้า แล้วกระโดดขึ้นไปสูงกว่าสามเมตร พอถึงแนวกำแพง เขาก็ใช้ปลายเท้าซ้ายแตะกำแพงเบาๆ แล้วพลิกตัวข้ามสายไฟฟ้าแรงสูงลงมาแตะพื้นอย่างนุ่มนวล
ทันทีที่เท้าแตะพื้น ตี้จิ่วก็ชะงักงัน เพราะมีสายตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองเขาอยู่ คนที่จ้องเขาอยู่ห่างออกไปไม่ถึงสามเมตร รูปร่างผอมบาง สวมชุดพรางตัวสีดำสนิท ใบหน้าค่อนข้างเหลี่ยม ดูไม่ค่อยเข้ากับรูปร่างสักเท่าไหร่
เพียงชั่วพริบตา ตี้จิ่วก็เข้าใจสถานการณ์ หมอนี่ก็ลอบเข้ามาตอนกลางคืนเหมือนเขานั่นแหละ ที่เขาแอบเข้ามาตอนกลางคืน ก็เพื่อมาทำธุรกิจกับตระกูลจี้ สำหรับตี้จิ่วแล้ว สิ่งที่เขาตั้งใจจะทำกับตระกูลจี้ก็คือการทำธุรกิจนั่นแหละ แต่เป้าหมายของชายชุดดำร่างผอมคนนี้ ไม่มีทางเหมือนเขาแน่นอน
"พี่ชาย มาจากสายไหนเนี่ย?" จู่ๆ ชายชุดดำก็เอ่ยถามขึ้น
ตี้จิ่วโบกมือปัด "นายเดินข้ามสะพานไม้ของนายไป ฉันก็จะเดินบนถนนใหญ่ของฉัน ต่างคนต่างอยู่ ลาก่อน"
"เดี๋ยวก่อน..." เห็นตี้จิ่วกำลังจะไป ชายชุดดำก็รีบเรียกไว้ "ผมขอแก้คำพูดของคุณเมื่อกี้นะ ผมต่างหากที่เดินบนถนนใหญ่ ส่วนคุณน่ะเดินบนสะพานไม้ อีกอย่าง ที่คุณเข้ามาถึงตรงนี้ได้โดยไม่ถูกจับได้ ไม่ใช่เพราะฝีมือคุณหรอกนะ แต่เป็นผลงานของผมต่างหาก"
ยังไม่ทันที่ตี้จิ่วจะได้พูดอะไร เขาก็พูดต่อ "อย่าเพิ่งไม่เชื่อสิ หมู่บ้านนี้มีกล้องวงจรปิดติดอยู่เต็มไปหมด ผมแฮ็กระบบเปลี่ยนภาพจากกล้องวงจรปิดแถวนี้หมดแล้ว คุณถึงรอดมาได้จนถึงตอนนี้ ไม่งั้นล่ะก็ หึๆ..."
ตอนแรกตี้จิ่วกะจะปล่อยให้หมอนี่พูดจบแล้วค่อยเดินหนี แต่พอได้ยินสิ่งที่ชายชุดดำพูด เขาก็เปลี่ยนใจ เขาดูออกว่าหมอนี่ไม่ได้โกหก
"มาทำความรู้จักกันหน่อย ฉันชื่อตี้จิ่ว ความจริงแล้วที่ฉันมาที่นี่ ก็แค่มาพบลูกค้าเท่านั้นเอง" ตี้จิ่วเดินเข้าไปหาชายชุดดำ แล้วตบไหล่เขาเบาๆ
ชายชุดดำมองมือของตี้จิ่วที่ตบลงบนไหล่ของเขาด้วยความอึ้ง คืนนี้อากาศค่อนข้างเย็น แต่กลับมีเหงื่อผุดขึ้นบนหน้าผากของเขา
ถ้าพูดถึงเรื่องวิชาตัวเบา ตี้จิ่วอาจจะสู้เขาไม่ได้ แต่แค่ฝ่ามือที่ตบลงมาเมื่อกี้ ฝีมือของเขากับตี้จิ่วก็ห่างชั้นกันลิบลับแล้ว
"พี่จิ่วฝีมือร้ายกาจจริงๆ ผมชื่อฉีเซี่ยง มาที่นี่ก็แค่มาเรี่ยไรเงินนิดหน่อยเท่านั้นเอง" พอรู้ตัวว่าฝีมือต่างกับตี้จิ่วราวฟ้ากับเหว ฉีเซี่ยงก็ตีสนิทเรียกพี่จิ่วทันที พูดจบเขาก็ลูบหน้าตัวเองเบาๆ ใบหน้าเหลี่ยมๆ ก็หายไป เผยให้เห็นใบหน้าที่ดูอ่อนเยาว์ จมูกเล็ก แต่ตาและหูค่อนข้างใหญ่
เขาไม่เชื่อหรอกว่าตี้จิ่วมาพบลูกค้า บ้าที่ไหนจะแอบปีนกำแพงเข้ามาพบลูกค้าตอนดึกดื่นค่อนคืน แถมยังปลอมตัวมาอีกต่างหาก
ตี้จิ่วมองชายหนุ่มร่างผอมตรงหน้า พลางคิดในใจว่ามิน่าล่ะหมอนี่ถึงต้องปลอมตัวเป็นคนหน้าเหลี่ยม ก็หน้าตาจริงมันดูสะดุดตาเกินไปนี่นา
"นายมาเรี่ยไรเงินที่นี่บ่อยเหรอ?"
ฉีเซี่ยงลูบหัวตัวเองแก้เขิน "ก็ไม่บ่อยหรอกครับ แต่ที่เกาะไท่เยวี่ยเนี่ยผมมาเรี่ยไรเงินหลายรอบแล้ว ที่นี่เรี่ยไรเงินง่ายดี พวกเจ้าของบ้านก็ใจปล้ำกันทั้งนั้น"
"เยี่ยมไปเลย เยี่ยมไปเลย งั้นเดี๋ยวนายค่อยไปเรี่ยไรเงินของนายต่อนะ แต่ก่อนหน้านั้นฉันมีเรื่องอยากให้นายช่วยหน่อย ฉันอยากไปพบจี้ป่ายซ่าน แต่ยามหน้าประตูไม่ยอมให้เข้า ฉันก็เลยต้องแอบเข้ามาตอนกลางคืนเนี่ยแหละ นายรู้ไหมว่าบ้านของจี้ป่ายซ่านอยู่ตรงไหน? แล้วช่วยแฮ็กกล้องวงจรปิดเปลี่ยนภาพให้ฉันหน่อยได้ไหม?" ตี้จิ่วกลั้นหัวเราะเอาไว้ ฉีเซี่ยงคนนี้น่าสนใจดีแฮะ
ระบบคอมพิวเตอร์ของโลกมนุษย์แตกต่างจากแคว้นจี้อย่างสิ้นเชิง ด้วยความสามารถของตี้จิ่ว ถ้าเขาอยากจะเป็นแฮกเกอร์ระดับเทพของที่นี่ ก็คงใช้เวลาไม่นานนัก แต่สำหรับตี้จิ่ว ต่อให้ต้องใช้เวลาแค่สองสามวัน เขาก็ไม่อยากเสียเวลาไปกับเรื่องพวกนี้หรอก
"พี่จิ่วมาพบลูกค้าจริงๆ เหรอเนี่ย?" คราวนี้เป็นตาของฉีเซี่ยงที่ต้องประหลาดใจ เขาคิดไม่ออกจริงๆ ว่าจะมีใครแอบปีนกำแพงเกาะไท่เยวี่ยตอนดึกๆ ดื่นๆ เพียงเพื่อมาพบลูกค้า