เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

บทที่ 32 ขอร้องถึงที่

บทที่ 32 ขอร้องถึงที่

บทที่ 32 ขอร้องถึงที่


บทที่ 32 ขอร้องถึงที่

ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารทางอินเทอร์เน็ตแพร่กระจายอย่างรวดเร็วถึงขีดสุด สิ่งที่หลินปัวทำลงไปก็แพร่สะพัดไปทุกซอกทุกมุมภายในเวลาอันสั้น ตอนนี้แทบทุกคนต่างก็กำลังพูดถึงเรื่องที่เมืองหลินชวนมีหมอแผนกอายุรกรรมหัวใจที่เก่งกาจคนหนึ่งปรากฏตัวขึ้น หมอคนนี้มีชื่อว่าหลินปัว

ตอนนี้หลินปัวกำลังตกอยู่ในสภาวะทั้งทุกข์และสุขปะปนกันไป เขาไม่เพียงแต่ได้รับการเลื่อนขั้นในโรงพยาบาลขึ้นหนึ่งระดับ แต่เงินเดือนยังถูกปรับขึ้นถึงสองระดับด้วย ยิ่งไปกว่านั้น เขายังได้รับตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญพิเศษของโรงพยาบาลอ้ายป๋ออีกต่างหาก ลำพังแค่ตำแหน่งนี้ ต่อให้ปรับเงินเดือนขึ้นอีกกี่ระดับก็เทียบไม่ได้เลย

เดิมทีโรงพยาบาลอ้ายป๋อมีผู้เชี่ยวชาญพิเศษอยู่แค่สองคน ตอนนี้พอรวมเขาเข้าไปด้วย ก็กลายเป็นสามคนแล้ว โดยปกติแล้ว ก่อนที่ผู้เชี่ยวชาญพิเศษของโรงพยาบาลอ้ายป๋อจะลงมือรักษาคนไข้ ก็จะต้องมีค่าธรรมเนียมการลงมือรักษาจำนวนมหาศาลเสียก่อน

แต่สิ่งที่ทำให้เขารู้สึกจนปัญญาที่สุดก็คือ หลังจากเกิดเรื่องนี้ขึ้น ก็มีผู้คนนับไม่ถ้วนแห่มาหาเขาถึงที่ เพียงเพื่อหวังให้เขาช่วยรักษาอาการป่วยให้

หลินปัวรู้ขีดความสามารถของตัวเองดี ถึงแม้เขาจะนับว่าเป็นหมอแผนกอายุรกรรมหัวใจที่ฝีมือไม่เลวคนหนึ่ง แต่สำหรับโรคร้ายแรงที่รักษายากพวกนั้น เขามั่นใจเลยว่าตัวเองไม่มีทางรักษาหายได้แม้แต่โรคเดียว

ในเวลานี้ เบื้องหน้าเขามีสามีภรรยาวัยกลางคนคู่หนึ่งนั่งอยู่ ฝ่ายชายนั้นแขนขาดไปข้างหนึ่ง เขามองหลินปัวด้วยสีหน้าวิงวอน "หมอหลินครับ ผมมีลูกชายคนนี้แค่คนเดียว ได้โปรดลงมือช่วยชีวิตเขาด้วยเถอะครับ ผมรู้ว่าคำขอของผมมันอาจจะดูวู่วามไปหน่อย แต่ขอเพียงแค่คุณยอมลงมือรักษา พวกเรายินดีจ่ายทุกวิถีทาง..."

หลินปัวถอนหายใจ เขาเองก็จนปัญญาเหมือนกัน ถ้าเขามีความสามารถนั้นจริงๆ พอเห็นสามีภรรยาคู่นี้มาขอร้องขนาดนี้ เขาก็คงตกลงไปตั้งนานแล้ว แต่หมอตี้คนนั้นแสดงออกชัดเจนว่าต้องการมาใช้ชีวิตอย่างสงบที่นี่ และไม่คิดจะรักษาใครเลย ถ้าไม่ใช่เพราะความบังเอิญ เขาก็คงไม่มีทางรู้เลยว่ายังมีคนที่มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศอย่างตี้จิ่วอยู่ด้วย

"ตุ้บ!" ฝ่ายหญิงคุกเข่าลงตรงหน้าหลินปัวพลางร้องไห้สะอึกสะอื้น "ได้โปรดเถอะค่ะ..."

ฝ่ายชายเช็ดน้ำตาพลางเอ่ยวิงวอนเช่นกัน "ผมเคยไปที่ดาวนางฟ้ามาครั้งหนึ่งครับ ถ้าคุณต้องการสมุนไพรตัวไหน ผมยินดีจะเดินทางไปที่ดาวนางฟ้าอีกครั้งเพื่อหามันมาให้คุณครับ"

"หา คุณเคยไปดาวนางฟ้าด้วยเหรอครับ?" หลินปัวมองชายคนนั้นด้วยความประหลาดใจ จนลืมบอกให้ฝ่ายหญิงลุกขึ้นยืนไปเสียสนิท สำหรับหลินปัวแล้ว ทุกคนที่เคยไปดาวนางฟ้าล้วนเป็นบุคคลระดับสูงที่ยากจะเอื้อมถึงทั้งนั้น

ถึงแม้ดาวนางฟ้าจะถูกค้นพบมาหลายปีแล้ว แต่ในความเป็นจริง คนที่สามารถเดินทางไปที่นั่นได้ ล้วนเป็นพวกมหาเศรษฐีหรือคนที่มีฐานะทางสังคมสูงมาก ไม่ก็ต้องเป็นผู้มีอิทธิพลระดับหนึ่งเลยทีเดียว

ชายคนนั้นพยักหน้ารับ "ใช่ครับ ผมไปที่นั่นมาตั้งแต่ช่วงแรกๆ แล้ว แขนข้างนี้ของผมก็เสียไปตอนที่อยู่บนดาวนางฟ้านี่แหละครับ"

หลินปัวถึงเพิ่งจะนึกขึ้นได้ว่ามีผู้หญิงคุกเข่าอยู่บนพื้น เขารีบพูดขึ้น "พยุงเธอลุกขึ้นมาก่อนเถอะครับ ผมจะบอกความจริงให้พวกคุณฟังก็แล้วกัน"

ในฐานะคนเป็นหมอ และเป็นพ่อคนที่มีลูกชายเหมือนกัน หลินปัวเข้าใจความปรารถนาอันแรงกล้าของสามีภรรยาคู่นี้ดี ถ้าลูกชายของเขาป่วยเป็นโรคร้ายที่รักษาไม่หาย เขาก็คงยอมคุกเข่าขอร้องคนอื่นเหมือนกัน

รอจนกระทั่งสามีภรรยาคู่นี้ลุกขึ้นยืน หลินปัวจึงเล่าความจริงที่ว่าเขาไม่ได้เป็นคนช่วยชีวิตเหลียนซาอวี่ให้ทั้งคู่ฟัง พร้อมกับบอกว่าคนที่ช่วยชีวิตเหลียนซาอวี่ไว้แค่อยากใช้ชีวิตอย่างสงบ และไม่อยากให้มีเรื่องอะไรไปรบกวนเขาทั้งนั้น

...

ตี้จิ่วเดินเตร็ดเตร่อยู่ในเมืองหลินชวนมาครึ่งค่อนวัน เขาอยากจะสั่งทำดาบที่เป็นของตัวเองสักเล่ม

ผ่านไปครึ่งวัน ตี้จิ่วก็ต้องพบกับความผิดหวัง การจะหาร้านตีดาบเหล็กแบบที่เขาต้องการในเมืองหลินชวนนั้น มันยากเกินไปจริงๆ

เพิ่งจะกลับมาถึงหน้าห้องพัก ตี้จิ่วก็เห็นหลินปัวยืนรอเขาอยู่หน้าประตูแล้ว

"หมอหลิน คุณมาทำอะไรที่นี่ครับ?" ตี้จิ่วเอ่ยถามด้วยความสงสัย ตามหลักแล้วเขาช่วยแก้ปัญหาให้หลินปัวไปแล้วนี่นา

หลินปัวตอบด้วยน้ำเสียงร้อนรนปนเกรงใจ "อาจารย์ตี้ครับ มีสามีภรรยาคู่หนึ่งคุกเข่าขอร้องผมเพื่อลูกของพวกเขาไม่ยอมลุกไปไหนเลย ผมรู้ครับว่าไม่ควรมารบกวนคุณ แต่ว่าผม..."

หลินปัวเป็นคนพูดไม่ค่อยเก่ง เขาจึงไม่รู้จะอธิบายต่อไปยังไงดี

หลังจากที่เขาเล่าความจริงให้สามีภรรยาคู่นั้นฟัง ทั้งคู่ก็ยิ่งร้อนรนและอยากจะขอร้องให้ตี้จิ่วช่วยลงมือรักษา อันที่จริงหลินปัวเองก็อยากให้ตี้จิ่วช่วยเด็กผู้ชายคนนั้นเหมือนกัน เขาสงสารสามีภรรยาคู่นั้นจับใจ

ตี้จิ่วถอนหายใจ "เอาเถอะครับ เดี๋ยวผมไปพบสามีภรรยาคู่นั้นพร้อมกับคุณก็แล้วกัน"

หลินปัวมีจรรยาบรรณแพทย์ที่ดีเยี่ยม แถมยังเป็นคนใจอ่อน การที่เขาถูกคนอ้อนวอนแล้วใจอ่อนยอมตกลงช่วยจึงเป็นเรื่องปกติมาก

ตี้จิ่วรู้ดีว่าเขาคงไม่สามารถอยู่ที่โรงพยาบาลอ้ายป๋อต่อไปได้แล้ว ด้วยวิชาแพทย์ของเขา ประกอบกับนิสัยใจอ่อนของหลินปัว อีกไม่นานก็คงมีคนแห่มาหาเขาที่นี่อีกเพียบ เขาไม่ได้เรียนแพทย์มาเพื่อเป็นหมอที่คอยช่วยชีวิตคนสักหน่อย สิ่งที่เขาต้องการอย่างเร่งด่วนที่สุดในตอนนี้คือการฝึกยุทธ์แล้วก็ฝึกยุทธ์ต่างหาก

ถ้าอยากจะเป็นหมอ ตอนอยู่ทวีปอารันต์เขาก็เป็นหมอได้เหมือนกัน

รอรักษาลูกของสามีภรรยาคู่นั้นเสร็จ ถ้าได้เงินก้อนหนึ่งมา เขาก็จะออกจากเมืองหลินชวน แล้วไปหาสถานที่เงียบสงบเพื่อตั้งใจฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้ให้ถึงดาบที่สี่ เมื่อบรรลุดาบที่สี่แล้ว เขาก็จะไปซ่อมยานอวกาศของตัวเองให้เสร็จ แล้วค่อยเดินทางไปที่ดาวนางฟ้าเพื่อหาที่ฝึกยุทธ์ต่อไป

...

ตอนที่ตี้จิ่วกับหลินปัวมาถึงโรงแรมหลินหู หูเชียนหลี่ก็กำลังเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูโรงแรมด้วยความร้อนใจตั้งนานแล้ว ถ้าไม่ใช่เพราะไม่กล้าโทรศัพท์ไปกวนหลินปัวสุ่มสี่สุ่มห้า ป่านนี้เขาคงโทรไปหาไม่รู้กี่สายแล้ว

"หมอหลิน..." ทันทีที่หลินปัวลงจากรถ หูเชียนหลี่ก็รีบเดินเข้าไปหาด้วยใบหน้าตื่นเต้นดีใจ จากนั้นเขาก็กวาดสายตามองเข้าไปในรถ พอเห็นตี้จิ่วสะพายเป้เดินลงมา แล้วก็ไม่มีใครลงมาอีกเลย แววตาของเขาก็ปรากฏความรู้สึกหวาดหวั่นและไม่สบายใจอย่างเห็นได้ชัด

นี่แปลว่าหมอหลินไม่ได้พาผู้อาวุโสที่รักษาเหลียนซาอวี่มาด้วยงั้นเหรอ?

หลินปัวเข้าใจความร้อนใจของหูเชียนหลี่ดี จึงรีบพูดอธิบาย "คุณหูครับ ท่านนี้แหละครับคืออาจารย์ตี้ ผู้มีวิชาแพทย์ล้ำเลิศที่ผมเล่าให้ฟัง อาจารย์ตี้ครับ นี่คือคุณหูเชียนหลี่ ส่วนคนที่จะให้ช่วยรักษาก็คือหูเฟย ลูกชายของเขาครับ"

เมื่อหูเชียนหลี่ได้ยินว่าตี้จิ่วคือหมอที่จะมารักษาหูเฟย เขาก็รู้ตัวทันทีว่าท่าทีของตนเมื่อครู่นี้เป็นการเสียมารยาทอย่างมาก เขารีบค้อมตัวทำความเคารพตี้จิ่วพร้อมกับกล่าวว่า "อาจารย์ตี้ ผมมันสายตาสั้น..."

ตี้จิ่วดูอายุน้อยเกินไปจริงๆ เดาว่าคงจะอายุแค่ยี่สิบต้นๆ เท่านั้นเอง ด้วยความที่ตี้จิ่วอายุน้อย แถมยังสะพายเป้ใบใหญ่อีก ไม่ว่าจะมองยังไงก็เหมือนเป็นแค่ผู้ช่วยหมอเท่านั้น ด้วยเหตุนี้เขาจึงเผลอเสียมารยาทไปในตอนแรก

สายตาของตี้จิ่วจับจ้องไปที่แขนของหูเชียนหลี่ "แขนของคุณหูถูกสัตว์ร้ายกัดมาเหรอครับ?"

พอได้ยินประโยคนี้ ไม่ใช่แค่หูเชียนหลี่เท่านั้น แม้แต่หลินปัวเองก็ยังมองตี้จิ่วด้วยความประหลาดใจ ถึงหลินปัวจะรู้ว่าหูเชียนหลี่เสียแขนไปที่ดาวนางฟ้า แต่เขาไม่รู้เลยว่ามันถูกสัตว์ร้ายกัดขาด

"ใช่ครับ ตอนที่ผมไปดาวนางฟ้า ผมถูกสัตว์ร้ายกัดแขนจนขาด ถ้าตอนนั้นไม่โชคดี ป่านนี้ผมคงตายอยู่บนดาวนางฟ้าไปแล้วล่ะครับ" หูเชียนหลี่รีบตอบกลับ ความมั่นใจในตัวตี้จิ่วของเขาพุ่งปรี๊ดขึ้นมาทันที เรื่องที่แขนของเขาถูกสัตว์ร้ายกัดขาด แม้แต่ภรรยาของเขาก็ยังไม่รู้สาเหตุที่แน่ชัดเลย แต่ตี้จิ่วแค่มองแวบเดียวก็ดูออกแล้ว คนคนนี้ต้องไม่ธรรมดาแน่นอน

ดวงตาของตี้จิ่วเป็นประกาย "คุณหูเคยไปดาวนางฟ้าด้วยเหรอครับ?"

"ใช่ครับ ใช่ ผมเคยไปดาวนางฟ้ามาครับ ถ้าอาจารย์ตี้อยากรู้อะไร ถามผมได้เลยนะครับ ผมรับรองว่าจะตอบอาจารย์ตี้ทุกคำถามแบบไม่มีปิดบังเลยครับ" หูเชียนหลี่รีบรับคำเป็นพัลวัน ทันทีที่ได้ยินคำถามของตี้จิ่ว เขาก็รู้ทันทีว่าอีกฝ่ายกำลังสนใจเรื่องดาวนางฟ้ามาก

"ตกลงครับ งั้นเราไปดูลูกชายของคุณก่อนแล้วกัน รอรักษาอาการป่วยของลูกชายคุณเสร็จ ผมค่อยช่วยถอนพิษให้คุณ จากนั้นค่อยขอคำชี้แนะจากคุณเรื่องคำถามสองสามข้อก็แล้วกัน" ตี้จิ่วพยักหน้ารับ

"ผมโดนพิษเหรอครับ?" หูเชียนหลี่ชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะนึกขึ้นได้ "มิน่าล่ะ..."

ถ้าตี้จิ่วไม่เตือน เขาก็คงไม่รู้ตัวเลยว่าตัวเองโดนพิษเข้าให้แล้ว ตอนนี้พอตี้จิ่วเตือน เขาก็เข้าใจทันทีว่าทำไมช่วงนี้เขาถึงรู้สึกผิดปกติอยู่บ่อยๆ

...

ตอนที่หูเชียนหลี่พาทีจิ่วกับหลินปัวเข้าไปในห้องพัก หลิวฉีเยี่ยน ภรรยาของเขาก็กำลังร้อนรนเดินวนไปวนมาราวกับมดบนกระทะร้อนเช่นกัน

ลูกชายต้องออกจากโรงพยาบาลทั้งที่ยังมีลมหายใจอยู่แค่ครึ่งรอมร่อ ถ้ายังหาหมอมารักษาไม่ได้ ก็คงทำได้แค่รอความตายเท่านั้น

เมื่อเห็นสามีพาหลินปัวเดินเข้ามา หลิวฉีเยี่ยนก็รีบปรี่เข้าไปหาด้วยความดีใจ พร้อมกับเอ่ยปากถามทันที "ท่านปรมาจารย์อยู่ที่ไหนคะ?"

จบบทที่ บทที่ 32 ขอร้องถึงที่

คัดลอกลิงก์แล้ว