- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 26 เกิดเหตุ
บทที่ 26 เกิดเหตุ
บทที่ 26 เกิดเหตุ
บทที่ 26 เกิดเหตุ
ภายในห้องโถงสุดหรูหราที่ชั้นใต้ดินของอาคารปี่เหอ สีหน้าของปี่เจิ้งเซิงเรียบเฉยจนไม่อาจคาดเดาอารมณ์ได้ เบื้องหน้าเขามีศพหกศพวางเรียงรายอยู่ ทั้งหกคนล้วนเป็นลูกน้องของเขาทั้งสิ้น และหนึ่งในนั้นก็คือ ‘ฮวาคลั่ง’ มือขวาคนสนิทของเขานั่นเอง
ย้อนกลับไปตอนที่ปี่เจิ้งเซิงได้รับมอบหมายให้มาบุกเบิกเวทีมวยไท่ผิง ซึ่งเป็นเวทีมวยใต้ดินที่ใหญ่ที่สุดในประเทศที่เมืองลั่วจิน ฮวาคลั่งคือคนที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก แต่มาบัดนี้ มือขวาคนเก่งของเขากลับกลายเป็นเพียงร่างไร้วิญญาณไปเสียแล้ว
"มันเก่งมากเลยนะคะเนี่ย ในที่นี้ถ้าไม่ใช่คุณชายสามทัง ก็คงไม่มีใครรับมือมันได้แน่ๆ" หญิงสาวที่มีรอยแผลเป็นบนใบหน้าเอ่ยทำลายความเงียบ
ผิดคาด ปี่เจิ้งเซิงไม่ได้มีท่าทีโกรธเกรี้ยวเลยแม้แต่น้อย เขากล่าวด้วยน้ำเสียงราบเรียบว่า "ถึงจะเป็นทังซานก็ไม่ใช่คู่มือของมันหรอก ถ้าฉันดูไม่ผิด ระดับพลังของไอ้หมอนี่น่าจะใกล้เคียงกับระดับเหลืองขั้นกลางแล้ว"
"หา!" หญิงสาวหน้าบากอุทานด้วยความตกใจ คนอื่นๆ ในห้องโถงต่างก็มองปี่เจิ้งเซิงด้วยแววตาประหลาดใจไม่แพ้กัน
ทุกคนที่ได้รับอนุญาตให้เข้ามาในห้องนี้ได้ ล้วนเป็นลูกน้องคนสนิทของปี่เจิ้งเซิงทั้งสิ้น แม้ว่าพวกเขาจะไม่ใช่ผู้ฝึกยุทธ์ แต่พวกเขาก็รู้ซึ้งดีว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับเหลืองของจริงนั้นร้ายกาจเพียงใด และยิ่งรู้ดีว่าการจะบรรลุเป็นผู้ฝึกยุทธ์ได้นั้นมันยากลำบากมากแค่ไหน
สาเหตุที่นายท่านเซิงได้รับการยกย่องให้เป็น ‘นายท่านเซิง’ และสามารถผงาดขึ้นมาเป็นใหญ่ในวงการมวยใต้ดินได้ ก็เพราะว่านายท่านเซิงคือยอดฝีมือระดับเหลืองนั่นเอง แน่นอนว่าการมีขุมกำลังที่แข็งแกร่งกว่าคอยหนุนหลังอยู่ก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญเช่นกัน
ปี่เจิ้งเซิงกวาดสายตามองทุกคนในห้อง ก่อนจะกล่าวอย่างช้าๆ "เป็นความผิดพลาดของฉันเองที่ไม่ได้สั่งให้ฮวาคลั่งพกปืนไปด้วย ตอนนี้แหวกหญ้าให้งูตื่นซะแล้ว ถ้าฉันไม่ลงมือเอง คงยากที่จะจัดการมันได้ อาหง แกเอาศพพวกพี่น้องไปจัดการให้เรียบร้อย รอฉันจับตัวมันมาได้เมื่อไหร่ ค่อยเอาเลือดมันมาเซ่นไหว้พวกพี่น้องเรา"
"ครับ นายท่านเซิง" ชายหนุ่มผมยาวรีบก้าวออกมารับคำสั่ง ก่อนจะหันไปพยักพเยิดหน้าไปทางประตู ไม่นานก็มีคนห้าหกคนเข้ามาช่วยกันหามศพในห้องโถงออกไป
ศพเพิ่งจะถูกหามออกไปได้ไม่กี่ศพ โทรศัพท์มือถือของหญิงสาวหน้าบากที่ยืนอยู่ข้างปี่เจิ้งเซิงก็ดังขึ้น
หญิงสาวหน้าบากขมวดคิ้วเล็กน้อย หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาตั้งใจจะกดตัดสาย แต่พอเห็นชื่อคนโทรเข้า สีหน้าของเธอก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย ก่อนจะรีบกดรับสายทันที
ผ่านไปเพียงสิบกว่าวินาที หญิงสาวหน้าบากก็ลดโทรศัพท์ลง เธอมองปี่เจิ้งเซิงด้วยสีหน้าเคร่งเครียด "พี่เซิงคะ คุณหวนจู่ๆ ก็ออกจากเมืองลั่วจินไปแล้ว เรื่องของซูหมิ่นอวี่ก็ปิดไม่อยู่ คลับปี่อ้านกำลังจะถูกสั่งปิดเพื่อตรวจสอบแล้วค่ะ..."
"แล้วไอ้เมาไจ่ไม่ได้ไปจัดฉากรถชนหรอกเหรอ?" สีหน้าของปี่เจิ้งเซิงเริ่มดูไม่ได้ อาคารปี่เหอคือรังที่เขาสร้างมากับมือเป็นเวลาหลายปี หากเรื่องนี้แดงขึ้นมา ต่อให้เป็นผู้มีอิทธิพลหนุนหลังเขาอยู่ ก็คงไม่สามารถปกป้องให้เขาอยู่ที่อาคารปี่เหอต่อไปได้แน่
แต่นั่นยังไม่ใช่สิ่งที่เขาหวาดกลัวที่สุด สิ่งที่เขากลัวที่สุดก็คือ เวทีมวยไท่ผิงที่ชั้นใต้ดินของอาคารปี่เหอนั้น เขาเป็นคนได้รับคำสั่งให้มาสร้างขึ้น หากความประมาทของเขาในครั้งนี้ทำให้เวทีมวยไท่ผิงต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย สิ่งที่เขาต้องคิดก็คือ เขาจะต้องเผชิญกับบทลงโทษแบบไหนต่างหาก
"มีตำรวจหน้าใหม่เพิ่งย้ายมาประจำการที่สถานีตำรวจลั่วจินค่ะ ไอ้หมอนี่มันไม่ยอมไว้หน้าคนของเราเลย มันลงมาคุมคดีนี้ด้วยตัวเอง แล้วก็สืบจนรู้ว่าซูหมิ่นอวี่ถูกยิงตาย ไม่ใช่ตายเพราะอุบัติเหตุรถชน ซูหมิ่นอวี่เพิ่งเดินออกจากคลับปี่อ้านของเราไปแล้วก็โดนยิงตาย ไอ้ตำรวจนั่นก็เลยพุ่งเป้ามาขอสั่งปิดคลับปี่อ้านของเราเป็นที่แรกเลยค่ะ การที่คุณหวนรีบออกจากเมืองไปก็น่าจะเกี่ยวพันกับไอ้ตำรวจคนนี้ด้วยเหมือนกัน..."
หญิงสาวหน้าบากยังรายงานไม่ทันจบ บนหน้าจอวงจรปิดที่ผนังฝั่งตรงข้ามของห้องโถงก็ปรากฏภาพรถตำรวจหลายคันวิ่งเข้ามาจอดเรียงราย
"ดีมาก!" ปี่เจิ้งเซิงผุดลุกขึ้นด้วยใบหน้าถมึงทึง เข็มจ้องไปที่รถตำรวจเหล่านั้นเขม็ง ผ่านไปหลายอึดใจ เขาถึงได้เอ่ยปาก "ทุกคนถอยกันก่อน หนีไปกบดานที่ชายแดนเวียดนามใต้ รอให้เรื่องซาลงแล้วค่อยว่ากันใหม่"
วินาทีนี้ ในใจของปี่เจิ้งเซิง ตี้จิ่วได้กลายเป็นคนตายที่ตายสนิทไปแล้ว ตั้งแต่ปี่เจิ้งเซิงก้าวเข้าสู่วงการมาหลายปี เขายังไม่เคยเสียท่าให้ใครหนักหนาขนาดนี้มาก่อน ถ้าเขาเจอหน้าตี้จิ่วอีกครั้ง ต่อให้ต้องฉีกเนื้อตี้จิ่วเป็นชิ้นๆ เขาก็ยอม เพื่อระบายความแค้นที่สุมอยู่ในอกให้จงได้
...
ตี้จิ่วออกจากเมืองลั่วจินไปนานแล้ว ตอนที่เขาเห็นรถตำรวจหลายคันปิดล้อมอาคารปี่เหอ เขาก็รู้ทันทีว่าตอนนี้เขาคงทำอะไรปี่เจิ้งเซิงไม่ได้แล้ว ในเวลานี้เขากำลังนั่งอยู่บนรถไฟความเร็วสูงที่มุ่งหน้าสู่เมืองหลินชวน ทอดสายตามองวิวทิวทัศน์ที่พุ่งผ่านหน้าต่างรถไฟไปด้วยความเหม่อลอย
เรื่องราวมากมายที่เกิดขึ้นกับเขาในช่วงเวลาสั้นๆ นี้ มันช่างเหมือนกับความฝันจริงๆ
คัมภีร์วิถีมหาบรรพตและความลับราชันยุทธ์ของตี้เย่ว์บรรพบุรุษตระกูลตี้ ทำให้เขาตระหนักได้อย่างลึกซึ้งว่า ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการฝึกยุทธ์ของเขาในอดีตนั้นช่างคับแคบเสียนี่กระไร เขาเอาแต่มุ่งมั่นศึกษาวิชาแพทย์ โดยมีจุดประสงค์เพียงเพื่อให้ตัวเองมีรากวิทยายุทธ์ แล้วจะได้เริ่มฝึกยุทธ์ ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยรู้เลยว่า บนโลกใบนี้ยังมีสิ่งที่ยอดเยี่ยมและทรงพลังยิ่งกว่าวิถียุทธ์อยู่อีก
เมื่อไปถึงเมืองหลินชวนและตั้งตัวได้เมื่อไหร่ สิ่งแรกที่เขาจะทำก็คือการนำคัมภีร์วิถีมหาบรรพตมาผสานกับการฝึกเจ็ดดาบสกุลตี้
ใช้คัมภีร์วิถีมหาบรรพตรวบรวมปราณแท้ และใช้เจ็ดดาบสกุลตี้เพื่อยกระดับความแข็งแกร่ง
จากมุมมองของตี้จิ่วในตอนนี้ เขาเดาว่าเจ็ดดาบสกุลตี้ไม่ใช่วิชาฝึกลมปราณ แต่เป็นวิชาทักษะการต่อสู้ต่างหาก สิ่งที่แตกต่างจากวิชาทักษะการต่อสู้อื่นๆ ที่ต้องอาศัยปราณแท้ที่ผู้ฝึกมีอยู่แล้ว ก็คือวิชานี้สามารถฝึกฝนเพื่อสร้างปราณแท้ไปพร้อมๆ กับการฝึกทักษะได้เลย
เพียงแต่เขาไม่เข้าใจว่าทำไมตี้เย่ว์ถึงไม่ยอมบอกเรื่องนี้ให้ใครรู้ แล้วทำไมพ่อของเขา ตี้ซาน ถึงไม่ยอมบอกเหมือนกันว่าเจ็ดดาบสกุลตี้ไม่ใช่แค่วิชาฝึกลมปราณ แต่เป็นวิชาทักษะการต่อสู้
เสียงประกาศว่าขบวนรถไฟเดินทางมาถึงสถานีหลินชวนแล้วปลุกตี้จิ่วให้ตื่นจากภวังค์ เขาจึงรีบสลัดความคิดทิ้ง ลุกขึ้นคว้ากระเป๋าผ้าที่วางอยู่แทบเท้ามาสะพายหลัง แล้วเดินตามฝูงชนออกจากสถานีรถไฟไป
...
ทันทีที่เดินออกจากสถานี ตี้จิ่วก็โบกแท็กซี่มุ่งหน้าไปยังโรงพยาบาลอ้ายป๋อ
ก่อนหน้านี้ อวี๋เจี้ยนฝู ผู้อำนวยการโรงพยาบาลอ้ายป๋อ เคยทิ้งนามบัตรไว้ให้เขาแผ่นหนึ่ง ด้านหลังนามบัตรเขียนไว้ว่า สามารถฝากเข้าฝึกงานที่แผนกพิษวิทยาได้ พร้อมกับมีลายเซ็นของอวี๋เจี้ยนฝูกำกับไว้ด้วย
ตอนนี้ตี้จิ่วอยากจะหาสถานที่เงียบๆ สำหรับฝึกยุทธ์ใจจะขาด เรื่องหางานเขาจึงอยากจะทำให้มันง่ายและรวดเร็วที่สุด
โรงพยาบาลอ้ายป๋ออยู่ห่างจากสถานีรถไฟไม่ไกลนัก นั่งรถแท็กซี่เพียงครึ่งชั่วโมงก็มาจอดเทียบท่าที่หน้าประตูโรงพยาบาล
พอลงจากรถแท็กซี่ ตี้จิ่วถึงเพิ่งจะรู้ว่าโรงพยาบาลอ้ายป๋อนั้นใหญ่โตมโหฬารขนาดไหน
เมื่อยืนมองจากหน้าประตูทางเข้าที่โอ่อ่ากว้างขวาง ก็จะเห็นตึกสูงตระหง่านหลายหลังเรียงรายอยู่ภายใน ตั้งแต่ตึกผู้ป่วยนอกไปจนถึงตึกผู้ป่วยใน เชื่อมต่อกันเป็นอาณาจักรขนาดใหญ่
ตี้จิ่วขมวดคิ้วเล็กน้อย ตึกเยอะขนาดนี้ จะให้เขาไปติดต่อเรื่องงานที่แผนกผู้ป่วยนอกงั้นเหรอ?
"ขอโทษนะครับ แผนกบุคคลของโรงพยาบาลอยู่ตึกไหนครับ?" ตี้จิ่วจำใจต้องเอ่ยปากถามพนักงานรักษาความปลอดภัย
พนักงานรักษาความปลอดภัยยังไม่ทันได้ตอบ ก็มีเสียงผู้ชายคนหนึ่งดังขึ้นมาจากด้านหลังตี้จิ่ว "คุณจะไปแผนกบุคคลของโรงพยาบาลทำไมล่ะ?"
คนที่เอ่ยถามตี้จิ่วคือชายวัยกลางคนคนหนึ่ง เมื่อเห็นคำว่า 'อ้ายป๋อ' ปักอยู่บนเสื้อกาวน์สีขาวของเขา ตี้จิ่วก็เดาได้ทันทีว่าคนคนนี้น่าจะเป็นหมอของโรงพยาบาลอ้ายป๋อ
เมื่อมีคนถาม ตี้จิ่วก็รีบตอบ "ผมสอบสัมภาษณ์เข้าทำงานที่โรงพยาบาลอ้ายป๋อผ่านแล้วครับ ตอนนี้กำลังจะไปรายงานตัวที่แผนกบุคคล"
หมอวัยกลางคนคนนั้นก็ไม่ได้คิดอะไรมาก ถึงแม้การจะเข้าทำงานที่โรงพยาบาลอ้ายป๋อจะยากเย็นแสนเข็ญ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าทางโรงพยาบาลจะไม่เปิดรับพนักงานใหม่ โรงพยาบาลใหญ่โตขนาดนี้ ย่อมมีการรับพนักงานใหม่เข้ามาอยู่เรื่อยๆ เป็นเรื่องปกติ
"ตามผมมาสิ ผมก็กำลังจะไปแถวๆ แผนกบุคคลพอดี" หมอวัยกลางคนดูเป็นคนกระตือรือร้น เมื่อได้ยินตี้จิ่วพูดแบบนั้น เขาก็เอ่ยชวนทันที
"ตกลงครับ ขอบคุณมากนะครับ" ตี้จิ่วกล่าวขอบคุณ
"คุณเรียนจบเฉพาะทางด้านไหนมาเหรอ?" หมอวัยกลางคนเดินนำหน้าพลางเอ่ยถามขึ้นมาลอยๆ
ตี้จิ่วยังไม่ทันได้อ้าปากตอบ โทรศัพท์มือถือของหมอวัยกลางคนก็ดังขึ้นเสียก่อน หูของตี้จิ่วนั้นดีเยี่ยมมาก ตอนที่หมอวัยกลางคนรับสาย เขาได้ยินบทสนทนาทุกคำอย่างชัดเจน ปลายสายน่าจะเป็นพยาบาลโทรมาบอกว่า คนไข้เตียงสิบเก้าที่เขาดูแลอยู่ จู่ๆ ก็มีอาการชักเกร็งอย่างรุนแรง ใบหน้าเขียวคล้ำ มือเท้าเย็นเฉียบ
เมื่อได้ยินข่าวนี้ หมอวัยกลางคนก็ดูร้อนรนขึ้นมาทันที เขารีบวางสายแล้วพุ่งตัววิ่งไปทางตึกฝั่งซ้ายอย่างรวดเร็ว
แต่หลังจากวิ่งออกไปได้สองสามก้าว เขากลับยังอุตส่าห์นึกถึงตี้จิ่วขึ้นมาได้ จึงหันกลับมาตะโกนบอกว่า "แผนกบุคคลอยู่ตึกเจ็ด ชั้นห้านะ"
คนคนนี้ใจดีไม่เบาเลยแฮะ ตี้จิ่วคิดในใจขณะมองแผ่นหลังของหมอวัยกลางคนที่วิ่งหายลับเข้าไปในตึกผู้ป่วยใน