- หน้าแรก
- ปรมาจารย์แพทย์ทะลุมิติยุคดวงดาว
- บทที่ 20 ช่วยเหลือ
บทที่ 20 ช่วยเหลือ
บทที่ 20 ช่วยเหลือ
บทที่ 20 ช่วยเหลือ
ในขณะที่ตี้จิ่วกำลังครุ่นคิดหาวิธีเอาเคล็ดวิชาที่ตัวเองสามารถฝึกได้มาครอบครอง ก็มีคนเดินเข้ามาอีกคน
คนที่เข้ามาคือเด็กสาวคนหนึ่ง ในสายตาของตี้จิ่ว เธออายุไม่น่าจะถึงยี่สิบปี หน้าตาจิ้มลิ้มพริ้มเพรา สวมกางเกงยีนส์รัดรูปสีฟ้ากับเสื้อยืดทรงหลวม สะพายกระเป๋าเป้ใบเล็ก ดูสดใสร่าเริงสมวัย
"มาหาใครครับ?" ตี้จิ่วลุกขึ้นยืน
เด็กสาวคนนี้ไม่ได้ตอบคำถามของตี้จิ่วโดยตรง แต่กวาดสายตามองไปรอบๆ ห้องโถงของโรงหมอ ก่อนจะหันมาถามตี้จิ่วว่า "นายเป็นคนที่พี่หูเพิ่งรับเข้ามาทำงานใช่ไหม? แล้วหมาจิ้งจอกคนก่อนหน้านี้ล่ะไปไหนแล้ว?"
ได้ยินประโยคนี้ ตี้จิ่วก็เข้าใจทันที "ใช่ครับ คุณคงเป็นถานเยวี่ยเยวี่ยสินะครับ?"
ถานเยวี่ยเยวี่ยคือหลานสาวของถานเจีย เถ้าแก่เก่าของโรงหมอถานซิ่งตัง ได้ยินมาว่าเธอไปเรียนที่วิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยเยียนจิง ตามหลักแล้ว ต่อให้ถานเยวี่ยเยวี่ยกลับมาที่นี่ ก็ไม่น่าจะตรงมาที่โรงหมอถานซิ่งตังเลยนี่นา ตอนนี้โรงหมอถานซิ่งตังนอกจากป้ายชื่อหน้าร้านแล้ว ก็แทบจะไม่เหลือเค้าโครงของโรงหมออีกเลย
เด็กสาวยิ้มหวานหยดย้อย "ใช่ ฉันคือถานเยวี่ยเยวี่ย นายควรจะเรียกฉันว่าเถ้าแก่นะ"
พูดจบ ถานเยวี่ยเยวี่ยก็เดินตรงเข้ามาหาตี้จิ่ว วางกระเป๋าเป้ลงแล้วถามว่า "นายชื่ออะไร?"
"ตี้จิ่วครับ"
"ชื่อเพราะดีนี่" ถานเยวี่ยเยวี่ยพูดพลางเดินวนรอบตัวตี้จิ่วหนึ่งรอบ ก่อนจะพูดต่อ "อายุยังน้อยแท้ๆ ทำไมถึงทำหน้าตาเคร่งเครียดจริงจังขนาดนี้ล่ะ? ใช้ชีวิตให้มันผ่อนคลายหน่อยสิ"
ระหว่างที่พูด ถานเยวี่ยเยวี่ยก็เอามือตบไหล่ตี้จิ่วเบาๆ
ตี้จิ่วถึงกับอึ้งไป เขาเนี่ยนะใช้ชีวิตเคร่งเครียด? นี่มันไม่ใช่ตัวเขาเลยสักนิด ตอนที่อยู่เมืองหมิงจู เขาใช้ชีวิตไปวันๆ เที่ยวลักเล็กขโมยน้อย แกล้งสาวๆ ในเมืองให้ตกใจเล่นไปทั่ว...
คงเป็นเพราะความเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ของตระกูลตี้ ทำให้บุคลิกของเขาเริ่มกลายเป็นคนเคร่งขรึมขึ้นมาสินะ? บางทีการที่เจินม่านเห็นพฤติกรรมของเขาในเมืองหมิงจูเมื่อก่อน คงเป็นสาเหตุที่ทำให้เธอไม่ชอบหน้าเขาก็ได้
ในเมื่อตระกูลตี้ก็ล่มสลายไปแล้ว เขาจะมัวมานั่งอมทุกข์ใช้ชีวิตแบบนี้ต่อไปไม่ได้หรอก ความแค้นแค่จดจำไว้ในใจก็พอ ไม่จำเป็นต้องแสดงออกทางสีหน้า แล้วเจินม่านจะไปชอบใคร มันก็ไม่ได้เกี่ยวอะไรกับเขาสักหน่อย
มาอยู่แคว้นจี้ตั้งหลายปี ตอนนี้ตี้จิ่วกลับรู้สึกคิดถึงชีวิตที่เคยเที่ยวเตร็ดเตร่ไปวันๆ ในเมืองหมิงจูขึ้นมาอย่างจับใจ เขาคิดถึงชวีเสี่ยวซู่ เพื่อนที่เคยเที่ยวเล่นมาด้วยกัน ไม่รู้ว่าป่านนี้ชวีเสี่ยวซู่จะเป็นยังไงบ้าง
"เป็นอะไรไป? แทงใจดำล่ะสิ?" ถานเยวี่ยเยวี่ยโบกมือไปมาตรงหน้าตี้จิ่ว
ตี้จิ่วหัวเราะฮ่าๆ จู่ๆ เขาก็เอื้อมมือไปโอบไหล่ถานเยวี่ยเยวี่ย "เธอพูดถูก ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ทำไมไม่ใช้ชีวิตให้มันสบายๆ เหมือนเมื่อก่อนล่ะ..."
"เฮ้ย อย่ามาฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งฉันนะ" ถานเยวี่ยเยวี่ยย่อตัวลง สะบัดแขนของตี้จิ่วออกอย่างรวดเร็ว
"เธอมาที่นี่ทำไมล่ะ? ตอนนี้ที่นี่มีแค่ฉันเป็นคนเฝ้าประตูคนเดียวนะ" ตี้จิ่วอารมณ์ดีขึ้นมาก เขารู้สึกขอบคุณถานเยวี่ยเยวี่ยเล็กน้อย ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ควรจะใช้ชีวิตให้มันผ่อนคลายสักหน่อย
ถานเยวี่ยเยวี่ยกวาดสายตามองตี้จิ่วหัวจรดเท้าอีกครั้ง "ท่าทางตั้งใจทำงานก่อนหน้านี้ของนาย คงแกล้งทำสินะ? นี่ต่างหากคือธาตุแท้ของนายใช่ไหม? วางใจเถอะ ฉันไม่หักเงินเดือนนายหรอก ในเมื่อนายฉวยโอกาสแต๊ะอั๋งฉันไปแล้ว หมาจิ้งจอกก็ไม่อยู่ งั้นนายต้องช่วยฉันเรื่องนึงนะ"
"เรื่องอะไรล่ะ?" ตี้จิ่วถาม
"วันนี้ฉันต้องไปงานเต้นรำของเพื่อน แต่ฉันมีธุระเยอะมาก นายช่วยไปแทนฉันหน่อยได้ไหม? นายก็บอกไปว่าฉัน..."
ยังไม่ทันที่ถานเยวี่ยเยวี่ยจะคิดหาเหตุผลดีๆ ออก ประตูก็ถูกผลักเข้ามาอีกครั้ง คราวนี้เป็นคนสองคน
เพียงแต่ทั้งสองคนสวมแว่นตากันแดดสีดำ ถ้าไม่มองดีๆ ก็คงจำไม่ได้
ทันทีที่สองคนนี้เดินเข้ามา ตี้จิ่วก็จำได้ทันทีว่าเป็นใคร พวกเขาคือสือจิ่นซานกับผู้ชายที่เธอแบกมานั่นเอง สีหน้าของตี้จิ่วเปลี่ยนเป็นเย็นชาขึ้นมาทันที
ตอนนั้นเขาอุตส่าห์ช่วยชีวิตชายคนนี้ไว้ แต่ความจริงก็พิสูจน์แล้วว่าทำดีไม่ได้ดี สือจิ่นซานเพิ่งคล้อยหลังไป เขาก็เกือบถูกคนมาตามฆ่า หรือพูดให้ถูกคือ ถ้าเขาไม่ฝึกดาบที่หนึ่งของเจ็ดดาบสกุลตี้สำเร็จ ป่านนี้เขาคงตายไปแล้ว
สีหน้าของตี้จิ่วดูไม่สบอารมณ์อย่างเห็นได้ชัด ในใจเขาก็แอบสงสัย หัวกระสุนของชายคนนี้เขาเป็นคนผ่าออกให้เอง ผ่านไปแค่แป๊บเดียว ชายคนนี้กลับสามารถเดินเหินเองได้แล้ว แสดงให้เห็นว่าหมอนี่แข็งแรงขนาดไหน
"คุณไม่เป็นไร..." ทันทีที่สือจิ่นซานเห็นตี้จิ่ว เธอก็ร้องอุทานออกมาด้วยความดีใจ แต่แล้วเธอก็รู้สึกว่าน้ำเสียงของตัวเองดูไม่เหมาะสม จึงรีบหุบปากลง
สีหน้าของตี้จิ่วยิ่งดูแย่ลงไปอีก ดูเหมือนว่าผู้หญิงคนนี้จะรู้เรื่องอันตรายที่เขาต้องเจอตั้งแต่แรก แต่กลับไม่ยอมเตือนเขาสักคำ
"เฝยฉี่ขอคารวะผู้มีพระคุณ ขอบคุณที่ช่วยชีวิตผมไว้ครับ" ชายหนุ่มหน้าซีดเผือด แต่ท่วงท่าการเคลื่อนไหวกลับดูคล่องแคล่วว่องไว ระหว่างที่พูด เขาก็ประสานมือคารวะพร้อมกับค้อมตัวลง
ตี้จิ่วยังไม่ทันได้พูดอะไร ถานเยวี่ยเยวี่ยก็ยกมือป้องปากหัวเราะคิกคัก "คุณหลงยุคมาจากสมัยโบราณหรือเปล่าคะเนี่ย? ทำไมถึงได้พูดจาลิเกขนาดนี้"
เฝยฉี่พูดด้วยน้ำเสียงจริงจัง "กฎประจำตระกูลเฝยของผมสอนไว้ว่า บุญคุณต้องทดแทนด้วยชีวิต หากผู้มีพระคุณต้องการให้ผมทำอะไร ผมเฝยฉี่จะไม่ปฏิเสธเลยครับ"
ถ้าไม่ได้มีถานเยวี่ยเยวี่ยยืนอยู่ตรงนี้ด้วย เฝยฉี่คงเล่าเรื่องที่เขาอาจจะนำอันตรายมาสู่ตี้จิ่วออกมาแล้ว
เมื่อสัมผัสได้ว่าเฝยฉี่ไม่ใช่คนประเภทอกตัญญู ตี้จิ่วก็แอบพยักหน้าอยู่ในใจ สิ่งที่เขาเกลียดที่สุดก็คือพวกเนรคุณ อู๋ป้าหู อ๋องหมิงอี้แห่งแคว้นจี้ก็คือตัวอย่างของพวกเนรคุณที่ชัดเจนที่สุด น่าเสียดายที่พ่อของเขาไว้ใจอู๋ป้าหูมากเกินไป ส่วนตัวเขาเองเมื่อก่อนก็ไร้เดียงสาราวกับผ้าขาว นอกจากอยากได้รากวิทยายุทธ์กับผู้หญิงแล้ว วันๆ ก็เอาแต่เที่ยวเล่นไปทั่วเมืองหมิงจู จะไปคิดได้ยังไงว่าพี่ชายทั้งห้าคนของเขาถูกอู๋ป้าหูฆ่าตาย?
ดูเหมือนจะสัมผัสได้ถึงความจริงใจของเฝยฉี่ ถานเยวี่ยเยวี่ยจึงเลิกหัวเราะแล้วถามว่า "ตี้จิ่วช่วยชีวิตคุณยังไงเหรอคะ?"
เฝยฉี่ไม่ได้ตอบคำถามของถานเยวี่ยเยวี่ย แต่หันไปมองตี้จิ่วเป็นเชิงถาม
ตี้จิ่วหัวเราะเบาๆ "ผมเคยผ่าตัดให้เขาน่ะครับ ส่วนนี่คือเถ้าแก่ของผม"
เมื่อได้ยินคำพูดของตี้จิ่ว เฝยฉี่ถึงได้พูดด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า "ก่อนหน้านี้ผมบาดเจ็บสาหัส หมอตี้เป็นคนผ่าตัดช่วยชีวิตผมไว้ครับ"
ในความคิดของเฝยฉี่ เรื่องที่ตี้จิ่วทำ ตี้จิ่วย่อมเล่าให้ถานเยวี่ยเยวี่ยฟังอยู่แล้ว
"นายผ่าตัดเป็นด้วยเหรอ?" ถานเยวี่ยเยวี่ยมองตี้จิ่วหัวจรดเท้าด้วยความสงสัย เธอคิดว่าหน้าที่หลักของตี้จิ่วที่นี่คือการเฝ้าร้านกับทำความสะอาดเท่านั้น อีกอย่าง ตอนนี้โรงหมอถานซิ่งตังก็ไม่มีอุปกรณ์สำหรับการผ่าตัดแล้วด้วย
"สำหรับผมแล้วมันก็แค่การผ่าตัดเล็กๆ น่ะ ตอนที่ผมสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ติด ผมบังเอิญไปเจออาจารย์ที่เก่งมากๆ คนนึงเข้า อาจารย์บอกว่าเขาคือหมอเทวดาอันดับหนึ่งของหัวเซี่ย ไม่ว่าจะเป็นโรคประหลาดที่โรงพยาบาลไหนรักษายังไงก็ไม่หาย อาจารย์ของผมก็รักษาได้ชะงัดนัก วิชาความรู้ของอาจารย์ ผมก็เรียนรู้มาเกือบหมดแล้ว จะบอกว่าศิษย์เก่งกว่าอาจารย์ก็คงไม่ผิดนักหรอก" ตี้จิ่วพูดจาฉะฉานตามน้ำไปเรื่อย เขากลับไปเป็นเหมือนตอนที่เที่ยวเล่นไปวันๆ ในเมืองหมิงจูอีกครั้ง อันที่จริงเขาไม่ได้โกหกเลยนะ ปรมาจารย์แพทย์หลายคนที่เคยสอนเขาในแคว้นจี้ ตอนนี้ฝีมือการแพทย์ก็คงสู้เขาไม่ได้แล้วล่ะ
หลังจากถูกถานเยวี่ยเยวี่ยพูดเตือนสติ อารมณ์ของเขาก็ผ่อนคลายลงมาก ในเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ก็ไม่ควรไปกดดันตัวเองมากเกินไป เมื่อเทียบกับตอนที่เพิ่งมาถึงที่นี่ใหม่ๆ แล้วเอาแต่คิดจะรีบกลับไปฆ่าอู๋ป้าหู ตอนนี้สภาพจิตใจของตี้จิ่วเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงแล้ว
"นายขี้โม้ขนาดนี้ ไม่ได้คิดจะจีบฉันใช่ไหม? ฉันเป็นถึงนักศึกษาวิทยาลัยยุทธ์ของมหาวิทยาลัยเยียนจิงเลยนะ นายกล้าดียังไงเนี่ย" ถานเยวี่ยเยวี่ยมองตี้จิ่วด้วยความประหลาดใจ
ตี้จิ่วหัวเราะหึๆ "เธอยังห่างไกลจากสเปกผู้หญิงที่ฉันชอบอยู่ตั้งหนึ่งสองสามแต้ม..."
"หน้าหนาจริงๆ เลยนะ" ถานเยวี่ยเยวี่ยแค่นหัวเราะ ทั่วทั้งคณะวิทยายุทธ์มหาวิทยาลัยเยียนจิง คนที่สวยกว่าถานเยวี่ยเยวี่ยมีแค่เจิงเป่ยจื่อเพียงคนเดียวเท่านั้น
"ฝีมือการแพทย์ของหมอตี้ยอดเยี่ยมมากจริงๆ ค่ะ ฉันไม่เคยเห็นหมอคนไหนฝีมือดีเท่าเขามาก่อนเลย" สือจิ่นซานที่ยืนอยู่ข้างๆ พูดขึ้นด้วยน้ำเสียงจริงจัง
"นายเก่งเรื่องการแพทย์จริงๆ เหรอเนี่ย?" ถานเยวี่ยเยวี่ยเริ่มไม่แน่ใจขึ้นมา เธอหันไปมองตี้จิ่วตั้งแต่หัวจรดเท้าอีกครั้ง
ตี้จิ่วโบกมือ "เรื่องนี้มันแน่อยู่แล้ว ว่าแต่จะให้ฉันไปที่ไหนล่ะ?"
ถานเยวี่ยเยวี่ยนึกขึ้นได้ "นายเคยเรียนหมอมาก็ดีเลย ถ้ามีคนถาม นายก็บอกไปว่าเพิ่งกลับมาจากวิทยาลัยแพทยศาสตร์มหาวิทยาลัยดุ๊ก แล้วก็อย่าลืมบอกด้วยล่ะว่าเป็นลูกพี่ลูกน้องของฉัน"
พูดจบ ถานเยวี่ยเยวี่ยก็หยิบกล่องใบหนึ่งกับบัตรเชิญออกมาจากกระเป๋าเป้ ก่อนหน้านี้เธอเกือบจะถูกตี้จิ่วเป่าหูซะแล้ว โชคดีที่ไหวตัวทัน ลองคิดดูสิว่าผู้ชายคนนี้หลอกผู้หญิงมานักต่อนักแล้ว ถ้าหมอนี่เก่งเรื่องการแพทย์จริงๆ จะมาเป็นคนเฝ้าประตูอยู่ที่นี่ทำไม?
"คืนนี้ช่วยเอาของขวัญชิ้นนี้ไปให้ซูโหยวหน่อยนะ อวยพรวันเกิดให้เธอด้วย ปู่ของฉันมาเยี่ยมเพื่อนที่เมืองลั่วจิน ฉันมีธุระด่วนต้องไปหาปู่ เสี่ยวโหยวรู้ดีว่าฉันไปทำอะไร ถ้าไม่มีใครถาม นายก็ไม่ต้องพูดอะไรมาก ส่งของขวัญเสร็จ หาอะไรกินรองท้องนิดหน่อยแล้วก็กลับมาได้เลย จำไว้นะ คืนนี้สองทุ่ม ที่คลับปี่เหอ" ถานเยวี่ยเยวี่ยร่ายยาวรวดเดียวจบ ก่อนจะยัดของใส่มือตี้จิ่วโดยไม่รอให้เขาปฏิเสธ เธอบอกลาตี้จิ่วคำหนึ่งแล้วก็เดินออกไปอย่างรวดเร็ว
ตี้จิ่วได้แต่ถอนหายใจอย่างช่วยไม่ได้ เขาจำใจเก็บของเหล่านั้นไว้ ใครใช้ให้เขาเป็นลูกจ้างกันล่ะ? ทั้งๆ ที่เขาอายุมากกว่าถานเยวี่ยเยวี่ยแท้ๆ แต่กลับต้องมาเป็นลูกพี่ลูกน้องของเธอซะงั้น