- หน้าแรก
- วิทยุของผมติดต่อกับโลกเซียนได้
- บทที่ 501 กิจการเพาะปลูก
บทที่ 501 กิจการเพาะปลูก
บทที่ 501 กิจการเพาะปลูก
หลังจากกินอิ่มหนำสำราญ เสี่ยวเป่าก็นอนแผ่หลาบนพื้น เอามือลูบพุงป่องๆ ของมันด้วยสีหน้าฟินสุดๆ โจวอวี่เห็นแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มอย่างจนใจ เจ้านี่แหละที่กินเนื้อสัตว์วิญญาณตุ๋นจากเตาหลอมยาเยอะกว่าใครเพื่อน พอกินหมดชาม ก็คาบชามมาขอเพิ่ม ถ้าไม่ตักให้ก็ทำท่าจะงอแงใส่
ถ้าเป็นแค่เนื้อสัตว์วิญญาณธรรมดาก็แล้วไปเถอะ แต่ถ้าเป็นเนื้อเจียวหลง เขาคงไม่ปล่อยให้มันกินเยอะขนาดนี้หรอก ขนาดตัวเขาเองยังไม่กล้ากินเนื้อเจียวหลงมากเกินไปเลย เพราะพลังงานที่แฝงอยู่ในนั้นมันมหาศาลเกินไป
โจวอวี่นั่งพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่งหลังจากทานอาหารเสร็จ เขาหยิบโทรศัพท์มือถือขึ้นมาเปิดดูเวยปั๋ว เลื่อนดูคอมเมนต์แบบผ่านๆ ส่วนใหญ่ก็เป็นแฟนคลับที่เรียกร้องอยากดูภาพบรรยากาศตอนที่สุนัขเทพเข้าฉากถ่ายทำภาพยนตร์
เขาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก็เลือกรูปถ่ายจากในโทรศัพท์มาสองสามรูป แล้วโพสต์ลงเวยปั๋ว ตอนที่ทานอาหารค่ำกับแบรด เขาได้ขออนุญาตแล้วว่าสามารถนำภาพเบื้องหลังบางส่วนไปเผยแพร่ได้ไหม
แบรดก็เลือกรูปมาให้เขาสองสามรูป อย่างเช่นรูปที่เสี่ยวเป่ายืนสองขาทำท่าชกมวยอยู่บนสนามหญ้า และรูปไฮไลท์สำคัญที่สุดก็คือ รูปตอนที่สุนัขเทพทั้งสามตัวเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรก ซึ่งแบรดอนุญาตให้เขาโพสต์ลงโซเชียลได้
การปล่อยภาพเบื้องหลังการถ่ายทำลงในเวยปั๋ว จะช่วยกระตุ้นความน่าสนใจและสร้างความคาดหวังให้กับแฟนคลับได้เป็นอย่างดี ซึ่งเป็นผลดีต่อการโปรโมทภาพยนตร์ เขาจึงไม่พลาดที่จะทำหน้าที่นี้
โจวอวี่โพสต์รูปสุนัขเทพเผชิญหน้ากัน พร้อมกับพิมพ์ข้อความบรรยายว่า "ขอโทษที่ให้รอนานนะครับทุกคน! นี่คือภาพเด็ดที่ผมยอมเสี่ยงตายแอบเอามาปล่อยให้ดูกันเลยนะเนี่ย! พรุ่งนี้ผมต้องโดนผู้กำกับแบรดตามล่าแน่ๆ รีบเข้ามาดูกันเร็วๆ เข้า!"
ในขณะที่อเมริกากำลังจะเข้าสู่ช่วงดึกสงัด ที่ประเทศจีนเพิ่งจะถึงช่วงบ่ายคล้อย หลายคนกำลังแอบอู้เล่นเวยปั๋วพูดคุยกันในช่วงเวลาพักเบรก จู่ๆ ก็ได้รับเซอร์ไพรส์จากโพสต์ของโจวอวี่ เมื่อได้เห็นภาพถ่ายเบื้องหลังการถ่ายทำ พวกเขาก็ตื่นเต้นดีใจกันสุดๆ
เพิ่งจะบ่นอยากดูภาพเบื้องหลังไปหมาดๆ ไม่คิดเลยว่าโจวอวี่จะใจป้ำปล่อยภาพออกมาให้ดูจริงๆ แฟนคลับจำนวนมหาศาลแห่กันเข้าไปดูรูปของหู่จื่อและต้าเป่าเสี่ยวเป่าในเวยปั๋วของเขาทันที
พวกเขาได้เห็นภาพเสี่ยวเป่ายืนสองขาทำท่าชกมวย และภาพลีลาการแสดงอันยอดเยี่ยมฉากอื่นๆ แต่เมื่อเลื่อนมาถึงรูปสุดท้าย หลายคนก็ถึงกับขมวดคิ้วด้วยความสงสัย
เพราะรูปสุดท้ายคือฉากที่สุนัขเทพทั้งสามตัวเผชิญหน้ากัน คู่สามีภรรยาชาวต่างชาติจูงต้าเป่าและเสี่ยวเป่า สุนัขพันธุ์ลาบราดอร์ทั้งสองตัว ในขณะที่คู่สามีภรรยาชาวอเมริกันเชื้อสายจีนจูงหู่จื่อ
ในภาพนั้น ต้าเป่าและเสี่ยวเป่าต่างก็แสดงสีหน้าดูถูกเหยียดหยามหู่จื่ออย่างชัดเจน แต่สิ่งที่ทำให้หลายคนสงสัยก็คือ หู่จื่อในภาพนั้นดูธรรมดาและจืดชืดเกินไป ราวกับสุนัขบ้านๆ ทั่วไปตามข้างถนน ไม่มีเค้าโครงความสง่างามและความน่าเกรงขามของสุนัขเทพหลงเหลืออยู่เลยแม้แต่น้อย
"เกิดอะไรขึ้นกับหู่จื่อเนี่ย! ทำไมถึงดูเปลี่ยนไปเป็นคนละตัวเลยล่ะ ดูไม่เหมือนสุนัขเทพเลยสักนิด เหมือนสุนัขพันทางทั่วไปชัดๆ" แฟนคลับหลายคนคอมเมนต์ตั้งข้อสงสัยใต้โพสต์
เพียงไม่นาน คอมเมนต์ก็หลั่งไหลเข้ามาเป็นร้อยๆ ข้อความ ส่วนใหญ่ก็พยายามอธิบายเหตุผล และมีคอมเมนต์หนึ่งที่ถูกดันขึ้นมาเป็นคอมเมนต์ยอดนิยม ซึ่งมาจากผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดังของจีนท่านหนึ่ง
"หลายคนอาจจะสงสัยว่า ทำไมหู่จื่อ ซึ่งเป็นสุนัขเทพที่แข็งแกร่งที่สุดในบรรดาสามตัว ถึงได้ดูธรรมดาและจืดชืดขนาดนั้น นี่แหละคือสิ่งที่ทำให้ผมทึ่งและชื่นชมมากที่สุด จากที่ผมพอจะทราบข้อมูลมา ในฉากนี้ หู่จื่อ ซึ่งเป็นสุนัขพันธุ์พื้นเมืองจีน จะต้องถูกต้าเป่าและเสี่ยวเป่า ซึ่งเป็นสุนัขสายลับฝีมือฉกาจ ดูถูกและเหยียดหยาม"
"ลองคิดดูสิครับ ถ้าหู่จื่อยังคงปล่อยออร่าความน่าเกรงขามและสง่างามออกมา สุนัขสายลับฝีมือฉกาจอย่างต้าเป่าและเสี่ยวเป่า จะกล้าดูถูกมันเหรอครับ พวกมันคงจะระแวดระวังและเตรียมพร้อมรับมือมากกว่า แต่การที่หู่จื่อสามารถเก็บซ่อนรังสีความน่าเกรงขามของตัวเองไว้จนมิด และแปลงร่างเป็นเพียงสุนัขบ้านธรรมดาๆ ได้นั้น มันช่างน่าเหลือเชื่อจริงๆ ครับ! สัตว์ตัวหนึ่งสามารถควบคุมและปรับเปลี่ยนออร่าของตัวเองได้ดั่งใจนึกแบบนี้ ขนาดนักแสดงรุ่นเก๋าหรือซูเปอร์สตาร์บางคนยังทำไม่ได้เลยด้วยซ้ำ! ผมตั้งตารอคอยที่จะได้ชมภาพยนตร์เรื่องนี้ใจจดใจจ่อเลยครับ ถ้าเข้าฉายเมื่อไหร่ ผมจะต้องไปดูให้ได้!"
ใต้คอมเมนต์ยอดนิยมนี้ มีผู้คนเข้ามาตอบกลับกันอย่างล้นหลาม หลายคนแสดงความคารวะและทึ่งที่โพสต์ของโจวอวี่สามารถดึงดูดความสนใจจากผู้กำกับชื่อดังให้มาร่วมคอมเมนต์ได้
เมื่อได้อ่านคำอธิบายจากผู้กำกับ แฟนคลับที่เคยสงสัยก็ถึงบางอ้อ พวกเขายิ่งรู้สึกทึ่งและนับถือในตัวหู่จื่อมากขึ้นไปอีก ไม่น่าเชื่อเลยว่าสุนัขเทพที่เคยสง่างามน่าเกรงขาม จะสามารถแปลงร่างเป็นสุนัขธรรมดาๆ ได้อย่างแนบเนียนขนาดนี้ เหมือนกับดาราเจ้าบทบาทที่เล่นเป็นอะไรก็ตีบทแตกกระจุยกระจาย
แต่นั่นคือนักแสดงที่ผ่านการฝึกฝนและเคี่ยวกรำจากผลงานมากมายนับไม่ถ้วน ทว่าสำหรับหู่จื่อ นี่คือการแสดงภาพยนตร์เรื่องแรกของมัน แต่มันกลับสามารถแสดงทักษะการควบคุมออร่าได้อย่างน่าทึ่งขนาดนี้
โพสต์นี้ทำให้เวยปั๋วของโจวอวี่ลุกเป็นไฟอีกครั้ง สำนักข่าวหลายแห่งในจีน รวมถึงสื่อต่างประเทศที่ติดตามความเคลื่อนไหวของโจวอวี่ ต่างก็เซฟรูปภาพไปเตรียมเขียนข่าวกันยกใหญ่
นับตั้งแต่สุนัขเทพทั้งสามตัวเดินทางไปถ่ายทำภาพยนตร์ที่ฮอลลีวูด แฟนคลับทั่วโลกก็ตั้งตารอคอยผลงานของพวกมันอย่างใจจดใจจ่อ และภาพเบื้องหลังเหล่านี้ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ชั้นดีที่ช่วยสยบคำสบประมาทของพวกที่เคยมองว่าสุนัขเทพเล่นหนังไม่ได้เรื่อง
หลังจากโพสต์เวยปั๋วเสร็จ โจวอวี่ก็ปิดโทรศัพท์มือถือ ภารกิจเพาะปลูกของเขายังไม่เสร็จสิ้น จะมัวแต่พักผ่อนไม่ได้
เขาจัดการเก็บกวาดเตาหลอมยาแล้วใส่กลับเข้าไปในแหวนมิติ ก่อนจะเดินเข้าไปในค่ายกลรวบรวมวิญญาณ เพื่อเตรียมดินสำหรับเพาะปลูกต่อ ด้วยสภาพร่างกายที่แข็งแกร่งของเขาในตอนนี้ การพรวนดินพื้นที่หนึ่งหมู่ถือเป็นเรื่องจิ๊บจ๊อยมาก เขาจัดการทำเสร็จอย่างรวดเร็วโดยไม่รู้สึกเหน็ดเหนื่อยเลยแม้แต่น้อย
จากนั้น โจวอวี่ก็นำเมล็ดผลรสเซียนมาหว่านลงไปในดิน โดยใช้พื้นที่ประมาณหนึ่งในสี่ของสวน ส่วนพื้นที่ที่เหลือ เขาแบ่งไปปลูกข้าวเจ้าวิญญาณและข้าวสาลีวิญญาณ
หลังจากที่วิทยุสื่อสารชาร์จพลังงานจนเต็มและเชื่อมต่อกับคลื่นความถี่ของสำนักเซียนเหอฮวนได้แล้ว เขาก็ได้เปิดเจอคลื่นความถี่ของหุบเขาครัวเทพ และได้รับเมล็ดข้าวเจ้าวิญญาณกับเมล็ดข้าวสาลีวิญญาณมาอย่างละ 200 จิน ตอนแรกที่เขาได้เมล็ดข้าวเจ้าวิญญาณมาแค่ 30 จิน เขาก็ยังปลูกกินได้เป็นเดือนๆ
ตอนนี้เขามีเมล็ดพันธุ์อย่างละ 200 จิน ซึ่งมันจะช่วยให้เขาปลูกและเก็บเกี่ยวผลผลิตได้นานขึ้นอีกหลายเท่าตัว ในพื้นที่หนึ่งหมู่ เขาแบ่งให้ผลรสเซียนและข้าวสาลีวิญญาณอย่างละหนึ่งในสี่ ส่วนอีกสองส่วนที่เหลือก็ยกให้ข้าวเจ้าวิญญาณ
ถึงยังไงข้าวเจ้าวิญญาณก็โด่งดังเป็นพลุแตกไปแล้ว และในแถบชายฝั่งทะเล ผู้คนก็มักจะทานข้าวเป็นอาหารหลักมากกว่าอาหารประเภทเส้นหรือแป้งสาลี การที่เขาปลูกข้าวสาลีวิญญาณไว้ ก็เพื่อนำกลับไปเป็นวัตถุดิบเสริมในการทำเมนูเส้นหรือติ่มซำคู่กับข้าวเจ้าวิญญาณ ซึ่งมันก็น่าจะอร่อยและขายดีไม่แพ้กัน
เหมือนกับข้าวเจ้าวิญญาณนั่นแหละ ลำพังเขาคนเดียวคงคิดค้นเมนูอาหารได้ไม่กี่อย่าง แต่ถ้ามีเชฟหลายๆ คนมาช่วยกันสร้างสรรค์เมนู มันก็จะกลายเป็นอาหารเลิศรสได้หลากหลายรูปแบบ แป้งสาลีวิญญาณก็คงจะเป็นแบบเดียวกัน
ตอนที่อยู่สวนท้อ เขาใช้เมล็ดข้าวเจ้าวิญญาณไปแค่ประมาณ 2 จินในการปลูกพื้นที่หนึ่งในสี่หมู่ ส่วนตอนนี้พื้นที่ครึ่งหมู่ ก็คงใช้เมล็ดพันธุ์แค่ประมาณ 4 จิน เขามีเมล็ดพันธุ์ตุนไว้ตั้ง 200 จิน สามารถปลูกได้ถึง 50 รอบ! ด้วยระยะเวลาการเติบโตของข้าวเจ้าวิญญาณ เมล็ดพันธุ์จำนวนนี้คงจะพอให้เขาปลูกไปได้อีกหลายเดือนเลยทีเดียว
หลังจากหว่านเมล็ดพันธุ์และกลบดินเสร็จ โจวอวี่ก็ดูเวลา ตอนนี้เกือบจะเที่ยงคืนแล้ว เขาหันไปมองเจ้าเสี่ยวเป่าที่กำลังสัปหงกอยู่ข้างๆ ก็อดไม่ได้ที่จะส่ายหน้ายิ้มๆ ก่อนหน้านี้เขาบอกให้พวกหู่จื่อกลับเข้าไปนอนในห้องก่อน แต่พวกมันก็ดื้อดึงยืนยันจะอยู่เป็นเพื่อนเขาทีนี้
เขาเดินไปหาเสี่ยวเป่า แล้วลูบหัวมันเบาๆ "ไปกันเถอะเสี่ยวเป่า เข้าไปนอนกันได้แล้ว"
เสี่ยวเป่างัวเงียลืมตาขึ้นมา มันใช้ลิ้นเลียแขนเขาเบาๆ ก่อนจะผุดลุกขึ้นยืน
ขณะที่กำลังจะเดินเข้าบ้าน โจวอวี่ก็หันกลับไปมองสวนหลังบ้านอีกครั้ง ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป ภารกิจเพาะปลูกของเขาในอเมริกาก็ได้เริ่มต้นขึ้นอย่างเป็นทางการแล้ว และนั่นก็หมายความว่า เขาจะต้องมาใช้ชีวิตอยู่ที่บ้านหลังนี้เป็นหลัก
แต่มันก็ตรงกับความต้องการของเขาพอดี เพราะการพักรวมกับเฮ่อซือหนิงและคนอื่นๆ มันก็อาจจะทำให้เขาไม่ค่อยสะดวกใจในการทำเรื่องบางอย่าง
หลังจากจัดการให้พวกหู่จื่อเข้าไปนอนในห้องข้างๆ เรียบร้อย โจวอวี่ก็ไปอาบน้ำชำระร่างกาย เมื่อกลับมาที่ห้องนอน เขาดูเวลาแล้วก็ส่ายหน้ายิ้มๆ คืนนี้คงไม่ได้เขียนอักษรพู่กันแล้ว เขาล้มตัวลงนอนบนเตียง แล้วค่อยๆ เข้าสู่ห้วงนิทรา
เช้าวันรุ่งขึ้น โจวอวี่ตื่นขึ้นมาแต่เช้าตรู่ หู่จื่อและต้าเป่าก็ตื่นแล้วเช่นกัน ส่วนเสี่ยวเป่าก็มานั่งจ้องหน้าเขาตาแป๋ว ราวกับกำลังรอคอยอาหารเช้ามื้อพิเศษอยู่
เขาเปิดประตูหลังบ้าน แล้วพาสุนัขเทพทั้งสามตัวออกไปที่สวน แม้สวนนี้จะกว้างกว่าสวนของบ้านทั่วไป แต่ถ้าเทียบกับสวนท้อที่มีพื้นที่กว้างขวางถึงยี่สิบหมู่แล้ว มันก็ดูเล็กจ้อยไปถนัดตา
โจวอวี่เดินเข้าไปในค่ายกลรวบรวมวิญญาณ เพื่อตรวจสอบดูพืชที่เขาปลูกไว้เมื่อคืน เพียงชั่วข้ามคืน เมล็ดพันธุ์เหล่านั้นก็เจริญเติบโตกลายเป็นต้นกล้าเล็กๆ แล้ว แถมพลังปราณภายในค่ายกลก็ยังหนาแน่นและบริสุทธิ์มาก สมกับเป็นค่ายกลรวบรวมวิญญาณระดับสูงจริงๆ
เมื่อเห็นต้นกล้าเจริญเติบโตอย่างงอกงาม เขาก็ยิ้มกว้างด้วยความดีใจ เขามาอเมริกาได้แค่สามสี่วัน ก็สามารถเริ่มลงมือปลูกพืชวิญญาณได้แล้ว เร็วกว่าที่เขาคาดไว้เสียอีก
ในขณะนั้นเอง เขาก็นึกอะไรขึ้นมาได้ รีบตบหน้าผากตัวเองเบาๆ แล้วล้วงเอาต้นกล้าสีดำต้นเล็กๆ ออกมาจากแหวนมิติ เขาหาทำเลเหมาะๆ ในค่ายกลรวบรวมวิญญาณ แล้วจัดการปลูกต้นหญ้าหมึกลงไปอย่างทะนุถนอม เกือบจะลืมปลูกเจ้านี่ซะแล้วสิ!
ที่สวนท้อมีหญ้าหมึกต้นใหญ่เหลืออยู่สองต้น ส่วนต้นเล็กนี้ เขาตั้งใจพกมาปลูกที่อเมริกาเพื่อขยายพันธุ์โดยเฉพาะ เพราะหญ้าหมึกไม่เหมือนพืชชนิดอื่นที่อาศัยแค่พลังปราณในการเจริญเติบโต แต่มันต้องการพลังปราณเที่ยงธรรมมาช่วยหล่อเลี้ยงด้วย เขาจึงต้องคอยถ่ายเทพลังปราณเที่ยงธรรมให้มันเป็นระยะๆ
การที่ต้องมาอยู่ที่อเมริกาตั้งหลายเดือน น่าจะเพียงพอที่จะทำให้หญ้าหมึกต้นนี้ขยายพันธุ์แตกหน่อออกมาได้อีกสักสองสามต้น และจากการที่วิทยุสื่อสารกลับมาเปิดทำงานได้อีกครั้ง เขาก็ไม่ได้แค่เมล็ดข้าวเจ้าวิญญาณกับเมล็ดข้าวสาลีวิญญาณมาจากหุบเขาครัวเทพเท่านั้น แต่เขายังได้ไข่ไก่วิญญาณมาอีกด้วย
เมื่อนึกถึงไข่ไก่ โจวอวี่ก็อดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา ไก่หน่วยรื้อถอนสองตัวที่อยู่สวนท้อ ป่านนี้คงไม่มีใครคอยดูแลพวกมันแล้วมั้ง ก่อนมา เขาได้กำชับให้พวกมันไปไข่ทิ้งไว้ในจุดที่กำหนด ไม่รู้ว่าพวกมันจะฟังภาษาคนรู้เรื่องหรือเปล่า
ในค่ายกลภาพลวงตาที่สวนท้อ เขาได้แอบซ่อนหยกหวงหลงไว้เป็นอาหารสำหรับไก่หน่วยรื้อถอนสองตัวนั้นแล้ว และเสี่ยวไป๋ก็จะคอยทำหน้าที่แจกจ่ายหยกให้พวกมันกินทุกวันเหมือนกับที่แจกจ่ายเนื้อสัตว์ตากแห้งให้ตัวอื่นๆ ถึงแม้ไก่สองตัวนั้นจะกล้าวิ่งไล่จิกเสี่ยวเป่า แต่พวกมันก็กลัวเสี่ยวไป๋จนหัวหดเลยล่ะ
หลังจากปลูกหญ้าหมึกเสร็จ โจวอวี่ก็ยกโต๊ะออกมาตั้งรับแสงอรุณยามเช้า แล้วเริ่มเขียนอักษรพู่กัน เพื่อดูดซับละอองแสงสีทองของพลังปราณเที่ยงธรรมในต่างแดน
จากนั้น เขาก็พาหู่จื่อ ต้าเป่า และเสี่ยวเป่า วิ่งออกกำลังกายรอบสวน แต่ด้วยความที่สวนนี้มีพื้นที่แค่ประมาณหนึ่งหมู่ พวกเขาจึงวิ่งไม่ค่อยถนัดนัก แค่พุ่งตัวออกไปแป๊บเดียวก็ต้องเบรกเพื่อเลี้ยวกลับแล้ว
เมื่อออกกำลังกายเสร็จ โจวอวี่ก็เข้าไปในครัว ล้วงเอาผักสดและเนื้อสัตว์วิญญาณออกมาจากแหวนมิติ แล้วนำมาผัดรวมกันเป็นอาหารเช้า เขาคิดว่าในค่ายกลรวบรวมวิญญาณน่าจะพอมีพื้นที่เหลือให้เขาปลูกผักสดได้บ้าง เพราะผักที่ปลูกด้วยพลังปราณ ย่อมมีรสชาติอร่อยกว่าผักธรรมดาทั่วไปหลายเท่านัก
หลังจากทานอาหารเช้าเสร็จ โจวอวี่ก็ดูเวลา เพิ่งจะเจ็ดโมงเช้าเอง เขาพาหู่จื่อ ต้าเป่า และเสี่ยวเป่าขึ้นรถ แล้วขับมุ่งหน้าไปยังบ้านพักของเฮ่อซือหนิง
อุปกรณ์และสิ่งของที่จำเป็นสำหรับการเพาะปลูกในอเมริกา เขาหามาได้ครบหมดแล้ว การเปิดใช้งานวิทยุสื่อสารในครั้งต่อไป เขาจึงไม่ได้มีความต้องการอะไรเป็นพิเศษ แต่ลึกๆ ในใจ เขาก็ยังแอบหวังว่าจะเปิดเจอคลื่นของเทพธิดาซู่ซิน
การเปิดวิทยุเมื่อวานนี้ค่อนข้างฉุกละหุกไปหน่อย ในครั้งหน้า เขาจะเตรียมตัวให้พร้อมแต่เนิ่นๆ แล้วมานั่งฟังเสียงจากโลกเซียนอย่างสบายใจ
เมื่อโจวอวี่ขับรถมาถึงบ้านพักของเฮ่อซือหนิง ก็ประจวบเหมาะกับตอนที่แบรด เพย์ตัน และ แอนดรูว์ เพิ่งจะลงจากรถพอดี "ฮ่าๆ โจว! นายพาสุนัขเทพย้ายไปอยู่บ้านหลังนู้นแล้วเหรอเนี่ย!" แอนดรูว์ร้องทักด้วยรอยยิ้มกว้าง
"ใช่ครับ บ้านหลังนั้นมีสวนกว้างๆ ให้พวกมันได้วิ่งออกกำลังกายได้เต็มที่น่ะครับ" โจวอวี่พยักหน้ายิ้มๆ ก่อนจะหันไปพูดกับแบรด "แบรดครับ ต้องขอโทษด้วยจริงๆ นะครับ ที่รบกวนให้ผู้กำกับใหญ่อย่างคุณต้องขับรถมารับพวกเราทุกวันแบบนี้"
แบรด เพย์ตัน ยิ้มตอบ "ไม่เป็นไรหรอกน่าโจว ไปรอพวกนายที่กองถ่าย มันน่าเบื่อจะตาย สู้ขับรถมารับพวกนายแต่เช้า แล้วไปพร้อมกันเลยดีกว่า"
"อ้อ จริงสิ โจว! ลองดูหนังสือพิมพ์พวกนี้สิ พาดหัวข่าวหน้าหนึ่งมีแต่เรื่องของสุนัขเทพทั้งนั้นเลยนะ แถมยังมีรูปจากเวยปั๋วของนายไปลงด้วยนะ!" แอนดรูว์นึกขึ้นได้ จึงรีบหยิบหนังสือพิมพ์หลายฉบับออกจากรถ แล้วยื่นให้โจวอวี่ดู
โจวอวี่รับหนังสือพิมพ์มาเปิดดูคร่าวๆ ทักษะภาษาอังกฤษของเขาดีพอที่จะอ่านเนื้อหาข่าวได้เข้าใจ ข่าวส่วนใหญ่เป็นการรายงานบรรยากาศการเข้าฉากถ่ายทำภาพยนตร์สงครามพยัคฆ์ร้ายขนปุย 3วันแรกของสุนัขเทพ ซึ่งผลงานการแสดงของพวกมันก็สร้างความตื่นตะลึงและประทับใจให้กับสื่อมวลชนเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะรูปถ่ายตอนที่สุนัขเทพทั้งสามตัวเผชิญหน้ากันเป็นครั้งแรก ที่สื่อมวลชนต่างก็ยกย่องและชื่นชมในทักษะการแสดงอันเหนือชั้นของหู่จื่อ ต้าเป่า และเสี่ยวเป่า
โดยปกติแล้ว การจะสั่งให้สัตว์แสดงสีหน้าและอารมณ์ที่เฉพาะเจาะจงนั้นเป็นเรื่องที่ยากมาก ยิ่งในการถ่ายทำภาพยนตร์ด้วยแล้ว สัตว์ส่วนใหญ่ก็มักจะถูกสร้างขึ้นด้วยคอมพิวเตอร์กราฟิกทั้งสิ้น การที่หู่จื่อ ต้าเป่า และเสี่ยวเป่า สามารถแสดงออกได้อย่างเป็นธรรมชาติและสมจริงขนาดนี้ จึงเป็นเรื่องที่หาดูได้ยากยิ่ง
สีหน้าและแววตาของต้าเป่ากับเสี่ยวเป่า สามารถถ่ายทอดความรู้สึกดูถูกเหยียดหยามหู่จื่อออกมาได้อย่างชัดเจน ในขณะที่หู่จื่อ ก็สามารถเก็บซ่อนความน่าเกรงขามของตัวเอง แล้วแปลงร่างเป็นสุนัขบ้านธรรมดาๆ ที่ยืนนิ่งสงบได้อย่างแนบเนียน ซึ่งมันสมบูรณ์แบบและยอดเยี่ยมกว่าที่บทภาพยนตร์บรรยายไว้เสียอีก