- หน้าแรก
- ยอดเซียนเทพทรู แอปพลิเคชันสวรรค์เปลี่ยนชีวิต
- บทที่ 80 หายดีแล้ว
บทที่ 80 หายดีแล้ว
บทที่ 80 หายดีแล้ว
บทที่ 80 หายดีแล้ว
"จางเล่อไม่เป็นอะไรหรอกครับ เขาแค่สลบไปเท่านั้น คุณอย่าเพิ่งคิดมากไปเลยครับ อีกไม่นานเขาก็คงฟื้นแล้วล่ะครับ"
พอซ่งอวี้ถิงเห็นขงเมิ่งหานเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้นจนพูดไม่ออก เขาก็รู้ทันทีว่าเธอคงกำลังเป็นห่วงอาการของจางเล่อสุดๆ เขาจึงรีบพูดปลอบใจเธอ
พอขงเมิ่งหานได้ยินแบบนั้น เธอก็รู้สึกใจชื้นขึ้นมาบ้าง แต่ถึงอย่างนั้นน้ำตาก็ยังคงไหลรินไม่ยอมหยุด ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นห่วงจางเล่อมากจริงๆ
การที่ขงเมิ่งหานรอดพ้นจากการบาดเจ็บในครั้งนี้ได้ ก็เป็นเพราะจางเล่อเอาตัวเข้าแลกเพื่อปกป้องเธอ ถ้าไม่ได้เขาช่วยไว้ ป่านนี้เธอคงกลายเป็นศพไปแล้ว
เหตุการณ์ตอนนั้นมันน่าหวาดเสียวสุดๆ พอนึกถึงเรื่องที่เพิ่งเกิดขึ้น น้ำตาของเธอก็ยิ่งพรั่งพรูออกมาอย่างห้ามไม่อยู่
เธอเป็นห่วงอาการของจางเล่อจับใจ เพราะเขายอมเอาตัวเองเป็นโล่กำบังให้เธอขนาดนั้น เขาจะต้องได้รับบาดเจ็บสาหัสมากแน่ๆ
ใช่แล้วล่ะ ถ้าจางเล่อเป็นแค่คนธรรมดา ไม่มีวิชาแปดเก้าเร้นลับคอยคุ้มครอง เขาคงบาดเจ็บหนักจนแทบไม่มีโอกาสรอดชีวิตแล้วล่ะ แต่เพราะเขามีวิชาแปดเก้าเร้นลับคุ้มครอง แถมช่วงนี้เขายังขยันฝึกฝนวิชากำลังภายในอย่างหนัก ทำให้ร่างกายของเขาแข็งแกร่งกว่าคนทั่วไปหลายเท่าตัว
แต่ถึงอย่างนั้น วิชานี้ก็ทำได้แค่ช่วยรักษาให้สัญญาณชีพของเขายังคงเป็นปกติ แต่เนื่องจากถูกแรงกระแทกอย่างรุนแรง เขาจึงต้องตกอยู่ในอาการโคม่า และคงจะยังไม่ฟื้นขึ้นมาในเร็วๆ นี้แน่นอน
สิ่งเดียวที่สามารถยืนยันได้ในตอนนี้ก็คือ สัญญาณชีพของเขายังคงเป็นปกติทุกอย่าง ส่วนเรื่องที่ว่าจะฟื้นขึ้นมาเมื่อไหร่นั้น แม้แต่หมอก็ยังให้คำตอบที่แน่ชัดไม่ได้
เวลาล่วงเลยไปหลายวัน จางเล่อก็ยังคงนอนหมดสติอยู่บนเตียงคนไข้ ถึงแม้สัญญาณชีพทุกอย่างจะเป็นปกติ และผลตรวจร่างกายต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน แต่เขาก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาเลยสักนิด
ส่วนขงเมิ่งหานน่ะหายดีจนสามารถออกจากโรงพยาบาลและวิ่งปร๋อได้ตั้งนานแล้ว แต่จางเล่อก็ยังคงนอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียง
ช่วงที่ขงเมิ่งหานยังอยู่โรงพยาบาล เธอมักจะเดินมาเยี่ยมจางเล่อที่ห้องพักฟื้นอยู่บ่อยๆ เพราะพวกเขาไม่ได้พักอยู่ห้องเดียวกัน
พอเห็นจางเล่อนอนไม่ได้สติอยู่แบบนั้น เธอก็รู้สึกปวดใจอย่างบอกไม่ถูก
แต่เธอก็เป็นแค่ผู้หญิงตัวเล็กๆ คนหนึ่ง ได้แต่เป็นห่วงอาการของจางเล่อ โดยที่ไม่ได้คิดถึงเรื่องอื่นเลย
ทว่าสำหรับซ่งอวี้ถิง มันไม่ใช่อย่างนั้น พอเขารู้ข่าวว่าจางเล่อกับขงเมิ่งหานถูกลอบทำร้าย เขาก็รู้ทันทีว่าอุบัติเหตุครั้งนี้ต้องไม่ใช่เรื่องบังเอิญแน่ๆ แต่มันต้องเป็นการจัดฉากขึ้นมา
ทางตำรวจได้เข้าควบคุมตัวรถที่ก่อเหตุและคนขับรถทั้งหมดไว้แล้ว
แต่นั่นมันก็เป็นแค่กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งผลลัพธ์ที่ได้มันไม่เพียงพอที่จะดับความโกรธแค้นของซ่งอวี้ถิงได้เลยสักนิด
ซ่งอวี้ถิงรู้สึกว่าโรงประมูลเทียนหยามันชักจะเหิมเกริมเกินไปแล้ว เหมือนหมาจนตรอกที่พร้อมจะกัดไม่เลือกหน้า กล้าดีมาระรานและคุกคามชีวิตของพวกเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ได้ยังไง
ก่อนหน้านี้โรงประมูลเทียนหยาก็เคยเล่นงานเขามาแล้วครั้งหนึ่ง ตอนที่เขานอนไม่ได้สติ ก็ได้จางเล่อนี่แหละที่คอยดูแลและช่วยชีวิตเขาไว้จนเขาฟื้นขึ้นมาได้ แต่ตอนนี้คนที่ต้องมานอนไม่ได้สติกลับกลายเป็นจางเล่อเสียเอง พอคิดได้แบบนี้ ซ่งอวี้ถิงก็ยิ่งร้อนรนและโกรธแค้นเป็นทวีคูณ
เขาจึงตัดสินใจระบายความโกรธแค้นทั้งหมดไปที่โรงประมูลเทียนหยา
เขาไม่เพียงแต่ระดมกำลังคนในบริษัท แต่ยังใช้เส้นสายทั้งหมดของโรงประมูลฮั่นไห่ เพื่อบดขยี้โรงประมูลเทียนหยาให้แหลกคามือ เอาให้พวกมันไม่มีที่ยืนในวงการนี้อีกต่อไป
และสำหรับตัวการสำคัญอย่างเริ่นเทียนหยา เจ้าของโรงประมูลเทียนหยา ซ่งอวี้ถิงก็เตรียมแผนการรับมือไว้แล้ว เพราะเรื่องบ้าๆ ทั้งหมดนี้ มันเกิดขึ้นจากน้ำมือของไอ้เริ่นเทียนหยาทั้งนั้น
ซ่งอวี้ถิงจึงตัดสินใจว่าจะไม่ยอมปล่อยเรื่องนี้ไปง่ายๆ ยิ่งตอนนี้จางเล่อยังนอนไม่ได้สติอยู่ที่โรงพยาบาล เขาจึงยิ่งต้องรีบจัดการล้างแค้นให้จางเล่อก่อนที่เขาจะฟื้นขึ้นมา
ในเมื่อโรงประมูลเทียนหยากล้าจ้างนักฆ่ามาเล่นงานพวกเขาได้ ทำไมซ่งอวี้ถิงจะจ้างนักฆ่าไปจัดการกับไอ้เริ่นเทียนหยาบ้างไม่ได้ล่ะ
แต่เรื่องทั้งหมดนี้ ซ่งอวี้ถิงจัดการอย่างลับๆ ในช่วงที่จางเล่อนอนหมดสติ แน่นอนว่าจางเล่อไม่มีทางรู้เรื่องพวกนี้หรอก
ความจริงแล้ว ช่วงหลายวันที่ผ่านมา จางเล่อก็เริ่มรู้สึกตัวบ้างแล้วล่ะ เขารู้สึกว่าสมองของเขายังคงทำงานและคิดอะไรได้ปกติ แต่กลับไม่สามารถควบคุมร่างกายของตัวเองได้เลย
เหมือนกับคนที่ยังมีสติสัมปชัญญะครบถ้วน เขาสามารถได้ยินเสียงคนคุยกันรอบตัว ได้ยินเสียงซ่งอวี้ถิงพูดคุย และได้ยินเสียงขงเมิ่งหานร้องไห้สะอึกสะอื้นอยู่ข้างเตียง
เขาอยากจะอ้าปากบอกขงเมิ่งหานว่า เขาไม่เป็นอะไร ไม่ต้องร้องไห้หรอก
แต่ต่อให้สมองจะสั่งการยังไง เขาก็ไม่สามารถขยับเขยื้อนร่างกายได้เลยแม้แต่นิดเดียว ไม่สามารถเปล่งเสียงออกมาได้ และไม่สามารถแม้แต่จะลืมตาขึ้นมามองหน้าซ่งอวี้ถิงและขงเมิ่งหานได้ด้วยซ้ำ
ความจริงแล้ว สภาพร่างกายของจางเล่อในตอนนี้มันค่อนข้างจะแปลกประหลาดเอามากๆ
เขารู้สึกได้ว่าเคล็ดวิชาแปดเก้าเร้นลับกำลังโคจรอยู่ในร่างกาย แต่การโคจรนั้นกลับไม่ค่อยราบรื่นนัก เหมือนมีกำแพงอะไรบางอย่างมาขวางกั้นเอาไว้ ทำให้พลังปราณไม่สามารถทะลวงผ่านไปได้
ความรู้สึกมันเหมือนกับมีอะไรมาอุดตันเส้นเลือด ทุกครั้งที่เขาพยายามรวบรวมลมปราณเพื่อทะลวงจุดที่อุดตัน เขาก็มักจะถูกพลังบางอย่างสะท้อนกลับมาเสมอ พยายามกี่ครั้งก็ถูกสะท้อนกลับมาทุกครั้ง
แน่นอนว่านี่คงเป็นบททดสอบจากวิชาแปดเก้าเร้นลับแน่ๆ เขาเชื่อว่าขอแค่เขาสามารถทะลวงกำแพงนี้ไปได้ เขาก็จะฟื้นขึ้นมา และพลังจากวิชาแปดเก้าเร้นลับก็จะเพิ่มพูนขึ้นไปอีกขั้น!
เพราะทุกครั้งที่เขาพยายามทะลวงกำแพงนั้น เขารู้สึกได้เลยว่าเขาต้องใช้พลังมากขึ้นกว่าเดิมในทุกๆ ครั้ง
นั่นหมายความว่าพลังจากวิชาแปดเก้าเร้นลับในตัวเขากำลังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ เขาเชื่อว่าถ้าเขาฝึกฝนจนถึงระดับหนึ่ง ร่างกายของเขาก็จะหายเป็นปกติ และพลังของเขาก็จะแข็งแกร่งขึ้นไปอีกระดับอย่างแน่นอน
เรียกได้ว่าวิกฤตครั้งนี้คือบททดสอบสำคัญสำหรับเขาเลยทีเดียว
ในใจเขาก็แอบด่าทอโรงประมูลเทียนหยาที่กล้ามาลอบกัดเขา เขาเกลียดชังพวกมันเข้ากระดูกดำ แต่เขาหารู้ไม่ว่าในขณะที่เขานอนไม่ได้สติอยู่นั้น ซ่งอวี้ถิงได้ชิงลงมือจัดการล้างแค้นโรงประมูลเทียนหยาแทนเขาไปเรียบร้อยแล้ว แถมผลลัพธ์ก็ออกมาสวยงามซะด้วย
จางเล่อคงคิดไม่ถึงหรอกว่า พอเขาฟื้นขึ้นมาแล้วบอกซ่งอวี้ถิงว่าอยากจะแก้แค้นโรงประมูลเทียนหยา ซ่งอวี้ถิงก็จะตอบกลับมาว่า เขาจัดการโรงประมูลเทียนหยาจนย่อยยับไปเรียบร้อยแล้ว
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว ในขณะที่แต่ละฝ่ายกำลังวุ่นวายอยู่กับหน้าที่ของตัวเอง โลกใบนี้ก็ยังคงหมุนต่อไป ถึงแม้จะขาดใครบางคนไปก็ตาม
แต่สำหรับคนในวงแคบๆ คนไม่กี่คนพวกนี้กลับมีความสำคัญอย่างยิ่งยวด
ในช่วงที่จางเล่อนอนไม่ได้สติ ก็มีเพื่อนร่วมชั้นสมัยเรียนแวะเวียนมาเยี่ยมเขาบ้าง
โดยเฉพาะเฉินฟานที่พอรู้ข่าวก็รีบมาเยี่ยมด้วยความเป็นห่วง เพราะเขาเป็นเพื่อนสนิทที่สุดของจางเล่อ ถึงแม้ช่วงหลังๆ มานี้จะไม่ค่อยได้ติดต่อกันเหมือนเมื่อก่อน แต่ความผูกพันที่มีต่อกันก็ยังคงเหนียวแน่นไม่เสื่อมคลาย
วันเวลาผ่านไปอย่างเงียบเชียบ ถึงแม้ภายนอกจะดูเหมือนว่าอาการของจางเล่อยังไม่มีทีท่าว่าจะดีขึ้น แต่ตัวจางเล่อเองกลับรู้ดีว่าเขาใกล้จะฟื้นเต็มทีแล้ว
แต่คนที่รู้เรื่องนี้ก็มีแค่จางเล่อคนเดียวเท่านั้นแหละ ส่วนคนอื่นๆ ต่างก็เป็นห่วงอาการของเขาจนแทบจะกินไม่ได้นอนไม่หลับกันหมด
ถึงแม้ทุกคนที่มาเยี่ยมจะคอยภาวนาให้เขาฟื้นขึ้นมา แต่นั่นก็เป็นแค่ความหวังลมๆ แล้งๆ ของพวกเขาเท่านั้นแหละ เพราะเอาเข้าจริงๆ ก็ไม่มีใครรู้หรอกว่าเขาจะฟื้นขึ้นมาได้จริงๆ หรือเปล่า
การรอคอยที่ยาวนานและไร้จุดหมายแบบนี้ มันช่างบั่นทอนจิตใจเหลือเกิน
วันนี้ ขงเมิ่งหานซื้ออาหารเช้ามานั่งกินที่ห้องพักฟื้นของจางเล่อเหมือนเช่นเคย เวลาผ่านไปหลายวันแล้ว ขงเมิ่งหานก็หายดีจนออกจากโรงพยาบาลและกลับไปทำงานตามปกติแล้ว
แต่พอมีเวลาว่างเมื่อไหร่ เธอก็มักจะแวะมาเยี่ยมจางเล่อที่โรงพยาบาลเสมอ เพราะตอนนี้ความรู้สึกที่เธอมีต่อจางเล่อมันเปลี่ยนไปมากแล้วจริงๆ
จู่ๆ เธอก็สังเกตเห็นเปลือกตาของจางเล่อขยับยุกยิก
ตอนแรกเธอก็คิดว่าตาฝาด แต่พอลองจ้องดูดีๆ เธอก็เห็นนิ้วมือของเขาขยับด้วย คราวนี้เธอตกใจจนเผลอทำกล่องข้าวร่วงหลุดมือ แล้วรีบวิ่งออกไปตามหมอทันที
ไม่นานนัก ขงเมิ่งหานก็พากลุ่มหมอวิ่งหน้าตั้งเข้ามาในห้อง แต่ภาพที่เห็นกลับทำให้พวกเขาต้องอึ้ง เพราะตอนนี้จางเล่อลุกขึ้นมายืนอยู่ข้างเตียงแล้ว
"นายลุกขึ้นมาได้ยังไงเนี่ย!"
ขงเมิ่งหานแทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง เมื่อกี้เขายังนอนนิ่งเป็นผักอยู่บนเตียงแท้ๆ แต่ตอนนี้เขากลับลุกขึ้นมาเดินเหินในห้องพักฟื้นได้หน้าตาเฉย น้ำตาแห่งความดีใจก็ไหลรินออกมาอีกครั้ง
พอกลุ่มหมอเห็นจางเล่อลุกขึ้นมาเดินได้แบบนั้น ก็แน่ใจแล้วว่าเขาไม่เป็นอะไรแล้ว แต่เพื่อความรอบคอบตามหลักการแพทย์ พวกเขาจึงขอให้จางเล่อกลับไปนอนบนเตียง เพื่อจะได้ตรวจเช็กร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง
หลังจากตรวจเช็กร่างกายด้วยอุปกรณ์ต่างๆ อยู่พักใหญ่ พวกหมอก็หันมาบอกกับทุกคนว่า
"ร่างกายของคุณปกติดีทุกอย่างแล้วครับ ถ้าคุณรู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงดีแล้ว ก็สามารถทำเรื่องออกจากโรงพยาบาลได้เลยครับ"
"ขอบคุณมากครับคุณหมอ"
แน่นอนว่าจางเล่อรู้ดีอยู่แล้วว่าร่างกายของเขาหายเป็นปกติแล้ว ที่เขาต้องนอนหมดสติมานาน ก็เพราะวิชาแปดเก้าเร้นลับยังไม่สามารถทะลวงจุดที่อุดตันได้ แต่พอเขาทะลวงจุดได้สำเร็จ เขาก็ฟื้นขึ้นมาทันที
แต่ขงเมิ่งหานกลับร้องไห้โฮออกมาด้วยความดีใจ น้ำตาไหลพรากไม่ยอมหยุด พอจางเล่อเห็นขงเมิ่งหานร้องไห้ เขาก็รีบเข้าไปปลอบเธอทันที
"เลิกร้องไห้ได้แล้วน่า เห็นไหมว่าฉันสบายดีแล้ว"
จางเล่อรู้ดีว่าที่ขงเมิ่งหานร้องไห้ก็เพราะเป็นห่วงเขา เขาจึงไม่รู้จะพูดปลอบใจยังไงดี
เขาทำได้แค่ลูบหัวปลอบใจเธอ เขารู้ดีว่าช่วงหลายวันที่ผ่านมา ขงเมิ่งหานคอยมาเยี่ยมเขาอยู่ตลอดเวลา แต่เป็นเพราะเขาขยับตัวและพูดไม่ได้ เขาถึงไม่สามารถตอบรับเธอได้ พอจู่ๆ เขาฟื้นขึ้นมา เธอก็เลยตกใจจนร้องไห้ออกมาแบบนี้
ขงเมิ่งหานเอาแต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น เธอดีใจจนพูดอะไรไม่ออก ขอแค่จางเล่อปลอดภัย เธอก็ไม่ต้องการอะไรอีกแล้ว
จางเล่อรู้ตัวดีว่าร่างกายของเขาฟื้นฟูจนกลับมาเป็นปกติแล้ว แต่ความแค้นที่เขามีต่อโรงประมูลเทียนหยายังคงฝังรากลึกอยู่ในใจ เขายังไม่รู้เรื่องที่ซ่งอวี้ถิงแอบไปจัดการกับโรงประมูลเทียนหยา เพราะซ่งอวี้ถิงไม่ได้เอาเรื่องนี้ไปเล่าให้ใครที่บริษัทฟังเลย
ดังนั้น พอจัดการเรื่องออกจากโรงพยาบาลเสร็จ จางเล่อก็รีบพุ่งไปหาซ่งอวี้ถิงทันที
"พี่ซ่งครับ เรื่องอุบัติเหตุคราวนี้ ต้องเป็นฝีมือของโรงประมูลเทียนหยาแน่ๆ พวกมันกล้าเล่นงานผมซ้ำแล้วซ้ำเล่าแบบนี้ ผมจะไม่ยอมปล่อยพวกมันไว้แน่ครับ!"
จางเล่อนัดซ่งอวี้ถิงออกมาเจอ แล้วพูดด้วยความโกรธแค้น
"เรื่องนั้นฉันรู้ดีอยู่แล้วล่ะ ช่วงที่นายยังไม่ฟื้น ฉันจัดการถอนรากถอนโคนโรงประมูลเทียนหยาไปเรียบร้อยแล้ว ส่วนไอ้เริ่นเทียนหยาก็โดนจับเข้าซังเตไปแล้วด้วย ดีไม่ดีอาจจะโดนโทษจำคุกตลอดชีวิตเลยก็ได้นะ"
ซ่งอวี้ถิงรู้ดีว่าที่จางเล่อนัดเขามาเจอ ก็เพราะเรื่องนี้ เขาเลยรีบเล่าความจริงทั้งหมดให้จางเล่อฟัง จางเล่อจะได้ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องนี้อีก
"พี่ซ่งนี่ลงมือเด็ดขาดจริงๆ ขอบคุณมากเลยนะครับที่ช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ ไอ้เริ่นเทียนหยามันทำเกินไปจริงๆ ถึงพี่ไม่จัดการมัน ผมก็ตั้งใจจะไปเอาชีวิตมันอยู่แล้วครับ"
จางเล่อพูดกับซ่งอวี้ถิงด้วยน้ำเสียงเหี้ยมเกรียม