- หน้าแรก
- โต้วหลัว ทักษะวิญญาณเต็มพิกัด ข้าคือทูตสวรรค์หมัดเดียว
- บทที่ 7: อำพันปลาวาฬและเชียนเริ่นเสวี่ย
บทที่ 7: อำพันปลาวาฬและเชียนเริ่นเสวี่ย
บทที่ 7: อำพันปลาวาฬและเชียนเริ่นเสวี่ย
บทที่ 7: อำพันปลาวาฬและเชียนเริ่นเสวี่ย
ใบหน้าของพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำมืดครึ้มลง "ฝันไปเถอะ! เยว่หลิงเป็นถึงวิญญาณพรหมยุทธ์ระดับ 89! ขอเพียงเพิ่มระดับพลังอีกแค่หนึ่งขั้น และหาวงแหวนวิญญาณอีกแค่วงเดียว นางก็สามารถกลายเป็นราชทินนามพรหมยุทธ์ได้แล้ว นางจะมาเป็นองครักษ์ให้เจ้าได้อย่างไร!"
"แม่หนูเชียนเริ่นเสวี่ยยังมีราชทินนามพรหมยุทธ์เป็นองครักษ์ตั้งสองคนเลย ข้าขอแค่วิญญาณพรหมยุทธ์เป็นองครักษ์สักคนไม่ได้รึไง"
"นางกำลังปฏิบัติภารกิจอยู่นะ! มันอันตรายมาก นางถึงต้องมีราชทินนามพรหมยุทธ์เป็นองครักษ์ถึงสองคน! ส่วนเจ้าอาศัยอยู่ในสำนักวิญญาณยุทธ์ ไม่ได้ออกไปไหน มันไม่มีอันตรายอะไรหรอก เจ้าไม่จำเป็นต้องมีองครักษ์ที่แข็งแกร่งขนาดนั้น!"
"ท่านปู่ ข้าฝากความหวังไว้ที่ท่านนะ ท่านก็รู้ว่าข้าสูญเสียท่านพ่อและท่านแม่ไปตั้งแต่ยังเล็ก..."
"หุบปาก! ข้ารู้แล้ว! ข้าก็ไม่แน่ใจว่าจะทำได้หรือเปล่า!" พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำตวาดลั่น
"ท่านปู่ของข้าเก่งที่สุดอยู่แล้ว" ซากะเอ่ยชมพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำเบาๆ
เด็กที่ร้องไห้เสียงดังมักจะได้กินนมก่อนเสมอ
หลังจากผ่านการใช้ชีวิตมาถึงสองชาติภพ ซากะเข้าใจดีถึงความรักความเอ็นดูที่พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำมีต่อเขา
"เดี๋ยวนะ! เจ้ารู้ได้อย่างไรว่าเชียนเริ่นเสวี่ยมีราชทินนามพรหมยุทธ์เป็นองครักษ์ถึงสองคน"
"แล้วก็! ทำไมเจ้าถึงรู้จักเชียนเริ่นเสวี่ยด้วย"
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำเพิ่งจะตระหนักถึงเรื่องนี้ได้
หากซากะไม่ใช่หลานชายแท้ๆ ของเขา เขาคงสงสัยไปแล้วว่าซากะเป็นสายลับแฝงตัวมา
"นั่นไม่ใช่เรื่องสำคัญหรอก"
"ไอ้เด็กบ้า! นั่นมันสำคัญมากนะ! มันเกี่ยวพันถึงความปลอดภัยของเชียนเริ่นเสวี่ยเชียวนะ!"
"ถ้าข้าบอกว่าข้าจำความได้ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ ท่านจะเชื่อข้าไหมล่ะ"
โดยปกติแล้ว ทารกจะมีความทรงจำที่เลือนรางมาก แม้ว่าทวีปโต้วหลัวจะมีพลังวิเศษ แต่ก็ยังไม่มีใครที่จำความได้ตั้งแต่ยังเป็นทารกอยู่ดี
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำพินิจพิเคราะห์ซากะ เขารู้สึกพึงพอใจในตัวหลานชายคนนี้มาก
ตั้งแต่เด็ก ซากะก็แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากคนทั่วไป เขาเรียนรู้ภาษาของทวีปโต้วหลัวได้ตั้งแต่อายุหนึ่งขวบ อ่านตัวอักษรออกทั้งหมดตอนอายุสองขวบ และเริ่มอ่านหนังสือตอนอายุสามขวบ
ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ เอาแต่วิ่งเล่น เขากลับเอาแต่อ่านหนังสือ
ในขณะที่เด็กคนอื่นๆ นอนหลับสนิท เขากลับลุกขึ้นมาออกกำลังกาย
ความมีระเบียบวินัย ความเป็นผู้ใหญ่เกินวัย และความเฉลียวฉลาด ล้วนเป็นคุณสมบัติที่ติดตัวซากะมาตั้งแต่เด็ก
เมื่อนึกย้อนกลับไปถึงวัยเด็กของตนเอง เขายังห่างชั้นจากซากะมากนัก อย่างน้อยๆ ก่อนอายุหกขวบ เขาก็ไม่เคยเต็มใจที่จะอ่านหนังสือหรือฝึกฝนร่างกายเลย พ่อของเขาต้องเป็นคนบังคับให้เขาออกกำลังกายเสียด้วยซ้ำ
"เจ้ามีความทรงจำตั้งแต่ตอนเป็นทารกจริงๆ รึ" พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำถามด้วยความไม่แน่ใจ
"ตอนข้าอายุสองขวบ เชียนเริ่นเสวี่ยเคยกลับมาเยี่ยมบ้าน นางยังอุ้มและหอมแก้มข้าตั้งหลายฟอดเลยนะ ตอนนั้นนางมีผู้ติดตามมาด้วยสองคน คนหนึ่งหน้าตาดุดัน มีรอยสักเหนือตาซ้าย ส่วนอีกคนดูเจ้าชู้ประตูดิน สวมเกราะเกล็ดงู ถึงแม้จะอยู่ในสำนักวิญญาณยุทธ์ แต่ราชทินนามพรหมยุทธ์ก็ถือเป็นยอดฝีมือที่นับหัวได้ ลองสืบดูนิดหน่อยก็รู้แล้วว่าพวกเขาคือพรหมยุทธ์หอกงูและพรหมยุทธ์ปักเป้า"
คำอธิบายของซากะมีเหตุมีผล จนพรหมยุทธ์จระเข้ทองคำต้องยอมเชื่อ
"หึ ไอ้เด็กบ้า เจ้านี่มันร้ายกาจไม่เบาเลยนะ"
"เอาเรื่องนั้นไว้ก่อนเถอะ อธิบายมาสิว่าทำไมเจ้าถึงให้คนไปหาอำพันปลาวาฬมา! เจ้ารู้หรือเปล่าว่าของพรรค์นั้นมันเอาไว้ทำอะไร!"
ทั้งเรื่องให้ไปหาอำพันปลาวาฬ และเรื่องที่ขอให้เยว่หลิงมาเป็นองครักษ์
เมื่อนำสองเรื่องนี้มาผูกโยงกัน พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำก็อดไม่ได้ที่จะคิดเตลิดไปไกล
เขาเคยพบเยว่หลิงมาก่อน นางเป็นหญิงงามที่หาตัวจับยาก ทั้งมีพรสวรรค์ รูปร่างหน้าตาสะสวย และยังครองตัวเป็นโสด นางมีชายหนุ่มหมายปองมากมายในสำนักวิญญาณยุทธ์
อย่างไรก็ตาม หลังจากที่เยว่หลิงก้าวขึ้นเป็นวิญญาณพรหมยุทธ์ ก็แทบจะไม่มีใครกล้าตามจีบนางอย่างเปิดเผยอีก เพราะกลัวว่านางอาจจะบันดาลโทสะและพลั้งมือฆ่าพวกเขาเอาได้
วิญญาณพรหมยุทธ์เองก็มีระดับชั้นที่แตกต่างกัน เยว่หลิงยังอายุน้อย พลังวิญญาณของนางก็เข้าใกล้ระดับราชทินนามพรหมยุทธ์เต็มที หากไม่มีเหตุสุดวิสัยใดๆ นางก็ย่อมได้เป็นราชทินนามพรหมยุทธ์อย่างแน่นอน ซึ่งมันแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับวิญญาณพรหมยุทธ์ที่หมดศักยภาพในการพัฒนาไปแล้ว
"ท่านปู่นี่หูตากว้างขวางจริงๆ ขนาดยังรู้เรื่องที่ข้าให้คนไปหาอำพันปลาวาฬเลย" ซากะหัวเราะเบาๆ
"ถ้าเจ้าโตกว่านี้อีกสักหน่อย ข้าก็คงไม่ห้ามหรอกนะ แต่ตอนนี้เจ้ายังเด็กเกินไป นี่คือช่วงเวลาทองในการฝึกฝนของเจ้า เจ้าไม่ควรลุ่มหลงในตัณหาราคะจนละทิ้งพรสวรรค์ของตัวเองนะ" พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำกล่าวเตือนด้วยความหวังดี
"ท่านปู่ ท่านเคยเห็นข้าทำเรื่องไร้สาระด้วยหรือ"
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำชะงักไป
ซากะมักจะทำทุกอย่างด้วยความรอบคอบและมีแผนการเสมอ
ซากะลุกขึ้นยืนและโบกมือเป็นสัญญาณให้สาวใช้ออกไป
สาวใช้ทั้งสองไม่กล้าชักช้าและรีบเดินออกจากห้องไปทันที
จากนั้น ซากะก็เดินไปที่ชั้นหนังสือ ดันหนังสือที่อยู่ด้านนอกออก แล้วหยิบกล่องใบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ด้านในออกมา
ฟู่~
ซากะเป่าลมพรูใหญ่ ปัดเป่าฝุ่นที่เกาะอยู่บนกล่องจนปลิวว่อน
แอ๊ด~
กล่องถูกเปิดออก
ภายในกล่องเผยให้เห็นก้อนวัตถุสีน้ำตาลอมเหลือง
อำพันปลาวาฬพันปี!
เป็นอำพันปลาวาฬพันปีที่คุณภาพไม่ค่อยดีนัก
"ท่านปู่ ตามที่ข้าได้ทำการค้นคว้า ข้าพบว่าอำพันปลาวาฬสามารถเสริมสร้างความแข็งแกร่งของร่างกายและเพิ่มสมรรถภาพทางกายในด้านต่างๆ ได้ อำพันปลาวาฬที่ถูกเก็บรักษาไว้อย่างสมบูรณ์แบบหนึ่งชิ้น สามารถช่วยเพิ่มขีดจำกัดในการดูดซับวงแหวนวิญญาณได้ประมาณห้าร้อยปีเชียวนะ! ส่วนเรื่องสรรพคุณปลุกกำหนัดและเสริมกำลังวังชานั่น มันก็เป็นแค่ผลพลอยได้จากการที่ร่างกายแข็งแกร่งขึ้นเท่านั้นเอง คนทั่วไปบนโลกช่างโง่เขลาเบาปัญญา กลับเอาผลข้างเคียงมาเป็นสรรพคุณหลัก ทำให้อำพันปลาวาฬต้องมัวหมองและถูกตีตรามาเป็นเวลานานนับปี"
ปัง!
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำบีบที่วางแขนของเก้าอี้ข้างตัวจนแหลกละเอียด สีหน้าของเขาเคร่งเครียดอย่างถึงที่สุด "สิ่งที่เจ้าพูดมาเป็นความจริงงั้นรึ"
"ท่านปู่ ข้าไม่มีเหตุผลอะไรที่จะต้องโกหกท่านนี่นา" ซากะกล่าวพลางโยนก้อนอำพันปลาวาฬพันปีเล่นในมือ
"แล้วทำไมก่อนหน้านี้ถึงไม่มีใครค้นพบเรื่องนี้เลยล่ะ โลกนี้ไม่ได้ขาดแคลนคนฉลาดเสียหน่อย!"
"ง่ายนิดเดียว ก็เพราะผลข้างเคียงของมันไงล่ะ อำพันปลาวาฬพันปีจึงดึงดูดความสนใจจากพวกขุนนางเป็นจำนวนมาก ทำให้ราคาของมันสูงลิบลิ่วอยู่เสมอ เหรียญทองเพียงเหรียญเดียวก็เพียงพอที่จะทำให้ครอบครัวที่มีสมาชิกสามคนใช้ชีวิตอย่างสุขสบายได้ถึงสามเดือน ในขณะที่อำพันปลาวาฬชิ้นหนึ่งมักจะมีราคาเฉียดหมื่นเหรียญทอง! วิญญาจารย์ทั่วไปไม่มีปัญญาซื้อหามาใช้หรอก ส่วนวิญญาจารย์ระดับขุนนางก็ซื้อไปเพื่อบำรุงบำเรอตัวเอง ไม่ได้ซื้อให้ลูกหลานกิน นั่นหมายความว่าไม่มีวิญญาจารย์ระดับล่างคนไหนเคยได้ลิ้มลองอำพันปลาวาฬพันปีเลย จะมีก็แต่วิญญาจารย์ที่มีวงแหวนวิญญาณตั้งแต่สี่วงขึ้นไปเท่านั้นที่เคยกิน การเพิ่มขีดจำกัดแค่ห้าร้อยปีไม่ได้ส่งผลอะไรมากมายกับวิญญาจารย์ที่มีวงแหวนวิญญาณตั้งแต่สี่วงขึ้นไปหรอกนะ ยิ่งบวกกับผลข้างเคียงที่ทำให้เกิดอารมณ์พลุ่งพล่านด้วยแล้ว คนส่วนใหญ่ก็เลยเข้าใจผิดคิดว่ามันเป็นแค่อาการหูฝาดตาฝาดไปเอง ความลับนี้ก็เลยไม่เคยถูกเปิดเผยออกมายังไงล่ะ"
ซากะหยิบหนังสือเล่มหนึ่งขึ้นมา ดึงกระดาษแผ่นหนึ่งออกมาจากในเล่ม แล้วยื่นให้พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำ
"นี่คือผลการทดลองของข้า"
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำก้มลงมองกระดาษแผ่นนั้น และเห็นว่าวันที่แรกสุดที่บันทึกไว้คือเมื่อหนึ่งปีก่อน
นั่นหมายความว่าซากะในวัยห้าขวบ ได้ค้นพบคุณสมบัติพิเศษของอำพันปลาวาฬพันปีแล้ว! แถมยังทำการค้นคว้าและทดลองจนสามารถยืนยันผลลัพธ์ของมันได้สำเร็จ!
เด็กห้าขวบ! ทำการทดลอง!
มันสมเหตุสมผลตรงไหนเนี่ย?
ไม่สมเหตุสมผลเอาเสียเลย!
การกระทำของซากะไม่เหมือนการกระทำของเด็กเลยสักนิด!
แต่หลักฐานก็ประจักษ์อยู่ตรงหน้า ต่อให้พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำไม่อยากจะเชื่อ เขาก็ต้องเชื่อ
หากซากะไม่ได้อยู่กับเขามาตั้งแต่เด็ก และไม่ได้แสดงให้เห็นถึงความแตกต่างจากเด็กทั่วไปมาตั้งแต่เล็กๆ เขาคงสงสัยไปแล้วว่าซากะคือสัตว์วิญญาณที่จำแลงกายมาเป็นมนุษย์
และที่สำคัญที่สุด เขามั่นใจว่าซากะคือหลานชายแท้ๆ ของเขา! ลูกชายของซาเอ่อร์!
เขาเป็นคนอุ้มชูซากะด้วยความปิติยินดีอยู่นานสองนานทันทีที่ซากะลืมตาดูโลก
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำสูดลมหายใจเข้าลึกๆ "เจ้ากินอำพันปลาวาฬพันปีเข้าไปแล้วรึยัง"
"ยังหรอก การกินอำพันปลาวาฬพันปีจะทำให้ร่างกายสร้างภูมิต้านทานขึ้นมาหลังจากกินเข้าไปครั้งแรก การกินครั้งที่สองจะไม่ช่วยเพิ่มขีดจำกัดใดๆ อีก อำพันปลาวาฬพันปีที่ข้าใช้ในการทดลอง รวมถึงชิ้นที่อยู่ในมือข้านี้ ข้าซื้อมาจากหอสมบัติทั้งนั้น คุณภาพของมันไม่ค่อยดีนัก ไม่สามารถช่วยเพิ่มขีดจำกัดได้ถึงห้าร้อยปีหรอก อย่างมากก็คงได้แค่ราวๆ สี่ร้อยปี ข้าต้องการอำพันปลาวาฬพันปีที่สมบูรณ์แบบสักชิ้น" ซากะอธิบาย
"อืม เจ้าทำได้ดีมาก! การแสวงหาความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง คือหนทางสู่การเป็นผู้แข็งแกร่งอย่างแท้จริง!"
"แล้วเจ้าเคยคิดที่จะส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับอำพันปลาวาฬนี้ให้กับสำนักวิญญาณยุทธ์บ้างไหม" พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำไม่ได้บังคับซากะ เขาเพียงแค่ถามความคิดเห็นเท่านั้น
ซากะคือหลานชายเพียงคนเดียวของเขา
พรหมยุทธ์จระเข้ทองคำรู้ดีว่าอะไรสำคัญกว่ากัน ระหว่างหลานชายสายเลือดเดียวกันกับสำนักวิญญาณยุทธ์
เขาหวนนึกถึงคำขอของซากะ หากซากะยอมส่งมอบข้อมูลเกี่ยวกับอำพันปลาวาฬนี้ เขาก็จะมีความดีความชอบอันใหญ่หลวง และหากจะขอให้เยว่หลิงมาเป็นองครักษ์ของซากะ ปี่ปี๋ตงก็คงไม่มีเหตุผลอะไรที่จะปฏิเสธได้ลงคอ