เราไม่เผยแพร่ผลงานที่มีลิขสิทธิ์ในประเทศไทย หากท่านพบเนื้อหาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ แจ้งได้ที่เพจ Facebook NovelStore เราจะลบให้โดยเร็ว
ปัญหาการใช้งานเว็บไซต์ ติดต่อได้ที่เพจดังกล่าว
We do not publish or distribute copyrighted works in Thailand. To report infringing content, contact us via our Facebook page and we will remove it promptly. For other issues, use the same channel.

ตอนที่ 268 หวาดกลัว (ฟรี)

ตอนที่ 268 หวาดกลัว (ฟรี)

ตอนที่ 268 หวาดกลัว (ฟรี)


ตอนที่ 268 หวาดกลัว

เหนือสำนักเสียงสวรรค์ ชายวัยกลางคนในชุดดำรู้สึกราวกับหัวใจกำลังหลั่งเลือด

ถึงตอนนี้ เขาจะไม่รู้ได้อย่างไร นี่ต้องเป็นฝีมือของยอดฝีมือระดับสูงสุดที่ลงมือแทรกแซงแล้ว!

และยังเป็นการลงมือจากเงามืดอีกด้วย

ผู้ที่ตายไป ล้วนเป็นศิษย์ และผู้อาวุโสของสำนักเขา

ขณะที่คนเบื้องหลังของอีกฝ่าย… กลับไม่สูญเสียอะไรเลยแม้แต่น้อย!

ใครก็ได้ช่วยบอกเขาที เหตุใดค่ายกลมารจึงเกิดแรงสะท้อนกลับได้?!

ตามปกติ ค่ายกลทั่วไปเมื่อถูกทำลายก็ถูกทำลายไปเฉยๆ ไม่ควรเกิดปัญหาใหญ่โตอะไร

แต่ค่ายกลมารนี้กลับสะท้อนพลังกลับมาตรงๆ

ศิษย์และคนของสำนักมารปลิดวิญญาณของเขา ถูกแรงสะท้อนคร่าชีวิตไปเกือบครึ่งหนึ่ง

ที่เหลือก็ล้วนบาดเจ็บหนักเบาแตกต่างกันออกไป

แม้เขาจะไม่ใส่ใจชีวิตลูกน้องนัก แต่ความสูญเสียเช่นนี้… มันมากเกินไปแล้ว!

สถานการณ์ตอนนี้ หากยังดันทุรังบุกต่อก็ไม่ต่างอะไรกับรนหาที่ตาย

หญิงสาวผู้นั้น ภายใต้การหนุนเสริมของค่ายกลป้องกันสำนักสามารถลากพวกเขาสามคนให้ตกตายไปอย่างน้อยสองคนได้จริงๆ นั่นไม่ใช่คำพูดเพ้อฝันเลยแม้แต่น้อย

ต่อให้วันนี้ยึดสำนักเสียงสวรรค์ได้ เขาก็ไม่คิดว่าตนเองจะมีชีวิตอยู่พอจะได้ลิ้มรสชัยชนะนั้น

ยิ่งไปกว่านั้น ผู้ที่ลงมือเมื่อครู่นี้ ยังไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอยู่ระดับใดกันแน่

ค่ายกลมารนี้ แม้นางจะใช้ค่ายกลป้องกันสำนักทุ่มพลังเต็มกำลังก็ยังไม่อาจสั่นคลอนได้แม้แต่น้อย

ต่อให้เผาผลาญพลังชีวิตของตนเอง… ก็ยังทำไม่ได้

แต่กลับถูกใครบางคนบดทำลายด้วยกระบี่เดียว!

เช่นนั้นก็หมายความว่า พลังของคนผู้นั้น… อยู่เหนือหญิงสาวที่ได้รับการหนุนเสริมจากค่ายกลอย่างสิ้นเชิง?

ขั้นผสานมรรคา!

ต้องเป็นยอดฝีมือขั้นผสานมรรคาอย่างไม่ต้องสงสัย!

เมื่อคิดมาถึงตรงนี้ จิตใจของเขาก็เริ่มถอยหนีโดยไม่รู้ตัว

เขารู้ดีว่า สำนักมารปลิดวิญญาณของตนก็เป็นเพียงหมากตัวหนึ่งของผู้อื่นเท่านั้น

มีคุณค่า ก็ถูกใช้ หมดค่า ก็ถูกโยนทิ้ง

นี่คือเรื่องปกติในโลกของผู้บำเพ็ญเซียนสายมาร ที่ซึ่งคำว่า “มนุษยธรรม” ไม่เคยมีอยู่

กับหมากตัวหนึ่ง พวกมันย่อมไม่คิดใส่ใจอะไรมากนัก

ถึงขนาดที่ว่าค่ายกลนี้จะเกิดแรงสะท้อนกลับ พวกมันก็ไม่เคยเตือนเขาเลยแม้แต่น้อย

บัดนี้ เมื่อมียอดฝีมือขั้นผสานมรรคาคนอื่นเข้ามาแทรกก็เท่ากับว่า… นี่คือศึกของเทพเซียน

ส่วนเขา เป็นได้แค่ภูตผีตัวเล็กๆแม้แต่ระดับผีแม่ทัพก็ยังเอื้อมไม่ถึง

หากเข้าไปพัวพันกับศึกเช่นนี้ สิ่งที่รออยู่ อาจเป็นหายนะล้างบางทั้งสำนัก

แต่เมื่อขึ้นเรือโจรมาแล้วก็ย่อมต้องแล่นไปจนสุดทาง

เขา… ไม่มีทางถอยอีกแล้ว

ไม่มีที่ให้ถอย

จากนั้น เขามองไปยังความว่างเปล่าที่ซึ่งเงาร่างสองสายเคยซ่อนอยู่

บัดนี้ ทั้งสองก้าวออกมาจากมิติว่างเปล่า

เป็นชายหนึ่ง หญิงหนึ่งอายุราววัยหนุ่มสาว

การแต่งกายแปลกประหลาดยิ่งทั่วร่างเต็มไปด้วยอักขระมารหนาแน่น ราวกับหนอนเกาะกระดูก พันรัดแขนและใบหน้าแน่นหนา

เขารีบเข้าไปต้อนรับ

“ทูตมารทั้งสอง… พวกท่านยังคิดจะบุกต่ออีกหรือไม่?”

“ทำไม?” ชายหนุ่มผู้นั้นแค่นเสียงเย็นมองเขาด้วยสายตาดูแคลน

“เจ้าคิดจะถอยแล้วงั้นหรือ?”

ชายวัยกลางคนฝืนยิ้ม

“ไม่ใช่ว่าข้าอยากถอย เพียงแต่…”

“ผู้ที่ลงมือเมื่อครู่ ไม่มีใครรู้ว่าระดับใดและจะย้อนกลับมาอีกหรือไม่… ก็ไม่มีใครกล้ารับประกัน”

“หากพวกท่านมีวิธีรับมือ ข้าย่อมยินดีเป็นอย่างยิ่ง”

“ต่อให้ไม่มี…ขอเพียงพวกท่านสั่งการสำนักมารปลิดวิญญาณทั้งบนล่างพร้อมจะปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัด”

แววตาของชายหนุ่มเย็นเฉียบลงทันที

“คำสั่งจากเบื้องบน คือยึดเขตฉวนอวิ๋นให้ได้ภายในสามวัน”

“ไม่ว่าพวกมันจะเล่นลูกไม้อันใดวันนี้ สำนักเสียงสวรรค์ต้องล่มสลายที่นี่!”

หญิงสาวก็เอ่ยเสียงหนักแน่น

“มีนางเพียงคนเดียว ต่อให้พึ่งค่ายกลป้องกันสำนักเราก็สามารถลากให้นางตายได้!”

“ไม่เช่นนั้น หากกลับไปแล้วถูกตำหนิต่อให้เป็นข้าก็แบกรับโทษทัณฑ์ไม่ไหว!”

“ส่วนเรื่องคนผู้นั้น หากเขากล้าลงมืออีก เบื้องบนจะไม่นิ่งเฉยอย่างแน่นอน!”

สีหน้าชายวัยกลางคนหม่นลง

เขารู้แล้ว นี่คือคำสั่งฆ่าตัวตาย

หลังผ่านวันนี้ไป สำนักของเขา… อาจไม่เหลืออยู่อีกต่อไป

แต่หากสามารถกำจัดศัตรูเก่าแก่ได้ทรัพยากรทั้งหมดในสำนักเสียงสวรรค์ก็จะตกเป็นของเขามิใช่หรือ?

ทูตมารเหล่านี้ไม่มีวันเหลียวแลสิ่งของเล็กน้อยเหล่านี้ เป้าหมายของพวกเขามีเพียงทั้งเขตฉวนอวิ๋นเท่านั้น

เขากัดฟัน งั้นก็ทำ!

สำนักจะอยู่หรือไม่อยู่ ช่างมันขอเพียงได้ทรัพยากรเหล่านี้บวกกับคำสัญญาจากทูตมาร

บางทีในไม่ช้า เขาอาจบรรลุขั้นผสานมรรคาได้เช่นกัน

ถึงตอนนั้น… ทะเลกว้างย่อมมีที่ให้ปลาแหวกว่าย

เขาเลี้ยงดูศิษย์เหล่านี้มานานถึงเวลาที่พวกมันต้องตอบแทนแล้ว

แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยปาก

เงาร่างหนึ่งก็เดินออกมาจากความว่างเปล่าอีกครั้ง

ชายวัยกลางคนเบิกตากว้างราวกับเห็นผี

นั่นคือหญิงผู้หนึ่งผมเผ้ารุงรังสกปรกจนจับตัวเป็นก้อน

สวมเพียงชุดเต๋าสีเทาหม่นเปื้อนฝุ่น เปื้อนคราบน้ำเก่าโทรมอย่างน่าสมเพช

หญิงมอซอเช่นนี้กลับทำให้ทั้งสามคนรู้สึกราวกับเผชิญศัตรูตัวฉกาจพร้อมๆ กัน

นางยืนอยู่กลางอากาศ ไม่เอ่ยคำใด

เพียงจ้องมองทั้งสามนิ่งๆ

ในใจของพวกเขา สัญญาณอันตรายเย็นเยียบแล่นวาบ

“เหยียนเสี่ยวหรู?!” ชายวัยกลางคนเสียงสั่น ฟันกระทบกัน ไม่รู้ว่าเพราะความหวาดกลัว หรือเพราะความหวาดผวาอย่างอื่น

“เจ้า… ไม่ใช่ว่าตายไปแล้วหรือ?!”

“ศิษย์พี่?”

หญิงที่กำลังคุมค่ายกลอยู่ สีหน้าพลันฉายแววดีใจอย่างไม่อาจปิดบังได้

ต่อให้สภาพจะเป็นเช่นนี้ นางก็ยังจำได้ในทันที

นี่คือ ศิษย์พี่ที่เลี้ยงดูนางมาด้วยมือตนเอง

เมื่อพันปีก่อน ศิษย์พี่ผู้นี้เคยเดินทางไปยังดินแดนรกร้างทางเหนือเพื่อเสาะหาโอกาสบรรลุขั้นหลอมสูญตาระดับกลาง

หลังจากนั้นก็ไร้ข่าวคราวใดๆ

ใครจะคิดว่า… ในยามที่สำนักเผชิญวิกฤตเป็นตายเช่นนี้ นางจะปรากฏตัวขึ้นจริงๆ

หากเป็นศิษย์พี่จริง เช่นนั้นพลังในปัจจุบันจะอยู่ในระดับใดกันแน่?!

ย่อมต้องมากพอจะช่วยสำนักให้รอดพ้นจากหายนะได้อย่างแน่นอน

เพียงแต่ว่า… ศิษย์พี่ในตอนนี้ ดูแปลกๆ นัก?

แต่นางก็ไม่คิดมากอีก

ในชั่วพริบตา นางก็ลงมือโจมตีหนึ่งในผู้ที่เพิ่งปรากฏกายขึ้น

ชายหนุ่มผู้นั้นรับการโจมตีไว้ทั้งๆ อย่างฝืนทน แต่กลับถูกแรงสะเทือนซัดกระเด็นออกไปไกลกว่าจะตั้งหลักได้จริงๆ ก็ไกลลิบ

สีหน้าซีดเผือด อ่อนแรงอย่างเห็นได้ชัด

“ท่านทูตมาร!” เจ้าสำนักวัยกลางคนหน้าเปลี่ยนสี รีบเข้าไปพยุงร่างนั้นเอาไว้

“ไป!” ชายหนุ่มแทบจะกัดฟันเปล่งคำนี้ออกมา

หากไม่ไปตอนนี้ พวกเขาต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่จริงๆ

อีกทั้ง ระยะเวลาสามวัน ตอนนี้เพิ่งผ่านไปแค่วันเดียวเท่านั้น

ยังมีเวลาให้วางแผนการ คราวหน้าที่กลับมาอาจไม่ใช่แค่พวกเขาไม่กี่คนอีกแล้ว

ชายหนุ่มแค่นเสียงเย็น

จากนั้น ร่างก็หายลับไปบนฟากฟ้า

หญิงผู้บำเพ็ญเซียนสายมารก็เหลือบมอง ยอดฝีมือขั้นหลอมสูญตาทั้งสองของสำนักเสียงสวรรค์เพียงแวบหนึ่ง นางไม่เอ่ยคำใด ก่อนจะจากไปเช่นกัน

เหลือเพียงเจ้าสำนักมารปลิดวิญญาณที่จ้องมองหญิงมอซอผู้นั้นอยู่ครู่หนึ่ง แววตาสะท้านสั่นไหว

ก่อนจะหันกายจากไป เขารู้จักหญิงผู้นี้ดี และต่อสู้กันมานานนับพันปี เกือบทุกครั้ง… เขาล้วนถูกนางกดไว้หนึ่งขั้น

ไม่คิดเลยว่า วันนี้นางจะปรากฏตัวอีกครั้ง

เขาเคยคิดว่า นางตายอยู่ในดินแดนรกร้างแห่งนั้นไปแล้ว

เมื่อทั้งสามจากไป ศิษย์และคนของสำนักมารปลิดวิญญาณก็ทยอยถอนตัว

พวกมันไม่มีอะไรต้องเก็บกวาด

ผู้บำเพ็ญเซียนสายมาร… แทบไม่มีคำว่า “สหาย”

แม้แต่คนเก็บศพก็ไม่มีอยู่จริง

ทุกอย่างจบลงก็แยกย้ายไปเช่นนั้น

“ศิษย์พี่…”

เมื่อผู้คนจากไปหมดแล้ว หญิงสาวเจ้าของเจ็ดหฤทัยพิณมายาจึงก้าวเข้าไปมองหญิงมอซอผู้นั้นอย่างใกล้ชิด

ดวงตาของนางว่างเปล่าไร้ประกาย

ดูเลื่อนลอย เย็นชาจนน่าขนลุก

“สำนัก…มีภัย…กลับสำนัก…”

หญิงผู้นั้นพึมพำซ้ำไปซ้ำมา สองมือสอดอยู่ในแขนเสื้อท่าทางแข็งทื่อ ราวกับหุ่นไม้

“ศิษย์พี่? ศิษย์พี่?” หญิงสาวขมวดคิ้วแน่น

นางไม่รู้เลยว่า ศิษย์พี่ต้องผ่านอะไรมาบ้างถึงกลายเป็นเช่นนี้

แต่สิ่งที่สัมผัสได้ชัดเจนคือ ระดับพลังในตอนนี้อยู่ที่ขั้นหลอมสูญตาระดับกลางจริงๆ

เพียงแต่ว่า… ไร้ซึ่งพลังชีวิตแม้แต่น้อย

หรือกล่าวอีกอย่างคือ… นางตายไปแล้ว?

หญิงสาวไม่กล้าคิดต่อ ทำได้เพียงพาศิษย์พี่กลับเข้าไป

เมื่อทำการตรวจสอบอย่างละเอียด ดวงตานางก็แดงก่ำนิ่งเงียบอยู่นาน ไม่อาจเปล่งวาจาใด

ทารกวิญญาณของศิษย์พี่ได้สูญสิ้นไปแล้ว

ไม่ก็สลาย

ไม่ก็ถูกเผาผลาญจนหมด

หลงเหลืออยู่มีเพียงร่างกายหนึ่งเท่านั้น

แต่ริมฝีปากกลับยังพึมพำถึงสำนักไม่หยุด

“สำนัก…มีภัย…กลับสำนัก…”

มีเพียงเศษเสี้ยวของจิตสำนึกก่อนตายที่ยังคงหลงเหลือ และบางครั้งก็กลับมาชัดเจนขึ้นชั่วครู่หนึ่ง

ศิษย์พี่… น่าจะหาวิธีฝ่าด่านพลังได้จริง

แต่ราคาที่ต้องจ่ายอาจเป็นการสังเวยทารกวิญญาณของตนเอง

ถึงจะมีพลังเต็มร่างเช่นนี้ แล้วจะมีประโยชน์อันใดอีกเล่า…

หญิงสาวนิ่งอยู่นาน ก่อนจะเอ่ยเสียงแผ่วเบา

“ศิษย์พี่… วิกฤตของสำนักคลี่คลายแล้ว ไม่เป็นอะไรแล้ว”

“ไม่เป็นอะไรแล้ว… ไม่เป็นอะไรแล้ว…”

หญิงมอซอผู้นั้นชะงักไปเล็กน้อยเพียงพยักหน้าช้าๆ

จากนั้นก็หลับตาลง ราวกับได้ปลดเปลื้องภาระทั้งหมดในที่สุด

ความยึดติดทั้งปวง สลายหายไปในชั่วขณะนั้น

สำนักปลอดภัยแล้ว… ช่างดีเหลือเกิน ริมฝีปากของนางเผยรอยยิ้มบางเบาแล้วก็ไร้ซึ่งลมหายใจใดๆ อีกต่อไป

นางไม่ได้ส่งสัญญาณขอความช่วยเหลือแล้วศิษย์พี่รู้ได้อย่างไรว่าสำนักกำลังเผชิญเภทภัย?

อีกทั้งร่างกายของศิษย์พี่… มาจากที่ใด เรื่องเหล่านี้นางไม่รู้เลย

นางรู้เพียงว่าหากไม่ใช่เพราะศิษย์พี่ออกมาข่มขวัญทั้งสามคนนั้น สำนักของพวกนาง คงไม่มีแม้แต่เวลาจะเตรียมตัว

ต่อให้นางแลกชีวิต สังหารได้สักหนึ่งหรือสองคนเท่านั้น ล้วนแต่แทบไม่มีความหมายใดๆ

ศิษย์ในสำนักก็อาจยังไม่หลีกพ้นจากความตายอยู่ดี

แต่ตอนนี้ อย่างน้อยก็ยังมีเวลาให้เตรียมการ

บางที… นี่อาจเป็นความหมายของ “สำนัก”

แม้คนที่ตายไปแล้วไม่รู้ว่าจากโลกนี้มานานเพียงใด

แต่เมื่อสำนักมีภัย นางก็ยังสามารถกลับมาได้

และหากจำเป็นนางก็ยังสามารถออกมือดึงพลังบางส่วนในยามมีชีวิตออกมาใช้

หญิงสาวยกมือขึ้นเช็ดขอบตาที่แดงก่ำ

นางร้องไห้ไม่ได้ และล้มลงไม่ได้

เพราะด้านหลังของนางยังมีทั้งสำนักที่ต้องปกป้องคุ้มครอง

นางเตรียมจะส่งศิษย์บางส่วนออกไป เพราะคนเหล่านั้นย่อมต้องกลับมาอีกแน่

และคราวหน้าสิ่งที่ต้องเผชิญอาจเป็นการโจมตีที่รุนแรงยิ่งกว่าเดิม

ตราบใดที่สายสืบทอดยังไม่ขาดสะบั้น คนของสำนัก… แม้ตายก็ยังเหมือนไม่ตายจริงๆ

นางไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ออกไป

มิฉะนั้น การเสียสละของศิษย์พี่ก็จะไร้ความหมายอย่างสิ้นเชิง

และคนเหล่านั้นย่อมกลับมาเร็วขึ้นกว่าเดิม

นางนึกถึงกระบี่หนึ่งเล่มที่ดังแยกท้องฟ้าทั้งผืนออกเป็นสอง

หากไม่มีกระบี่เล่มนั้นต่อให้ศิษย์พี่ยังอยู่ก็อาจไม่ช่วยอะไรได้เลย

นางไม่รู้ว่าคนผู้นั้นเป็นใครแต่ต้องเป็นยอดฝีมือกระบี่ผู้แข็งแกร่งอย่างยิ่ง

นางทำได้เพียงเก็บความสำนึกคุณนั้นไว้ในใจ

สำนักของนางแทบจะถูกเผาผลาญจนหมดสิ้น เหลือเพียงลมหายใจเฮือกสุดท้ายเลยก็ว่าได้

แต่เพราะกระบี่เล่มนั้น สำนักมารปลิดวิญญาณเองก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสไม่น้อย

เมื่อเทียบกันแล้ว ใครกันแน่ที่สูญเสียมากกว่ากันก็ยากจะกล่าวได้

นางก้าวออกไป

เหล่าศิษย์และคนในสำนักยังคงยืนอึ้งไม่อาจเรียกสติกลับมาได้เนิ่นนาน

พวกเขาเคยเป็นจ้าวดินแดนถึงขั้นกล่าวได้ว่าเป็นสำนักเซียนอันดับหนึ่งแห่งเขตฉวนอวิ๋น

แต่กลับยังต้องเผชิญวิกฤตล้างบางทั้งสำนัก

ทว่าวันนี้พวกเขากลับถูกช่วยไว้ด้วยกระบี่เพียงเล่มเดียว

กระบี่เดียว… เกือบทำลายสำนักมารปลิดวิญญาณไปกว่าครึ่งหนึ่ง

นี่คือพลังที่แกร่งกล้าถึงเพียงใดกัน?

จนทำให้เลือดในกายของพวกเขา เดือดพล่านแทบจะปะทุ

นี่แหละ… พลังของคนผู้เดียวที่สามารถกดทับหนึ่งสำนักได้จริง

น่าเสียดายที่ยอดฝีมือลึกลับผู้นั้นไม่ได้ลงมืออีก

ไม่เช่นนั้นคนเหล่านี้คงไม่มีใครรอดชีวิตกลับไป

แน่นอนทั้งหมดนี้เป็นเพียงความคิดของพวกเขาเท่านั้น

การที่คนผู้นั้นยอมลงมือ ก็ถือว่าเมตตาเกินพอแล้ว

จะไปเรียกร้องอะไรได้อีกเล่า?

“ถ้าไม่มีกระบี่เล่มนั้น วันนี้พวกเราคงตายกันหมดแล้ว”

“ไม่รู้ว่าเป็นผู้ใดถึงได้มีพลังแข็งแกร่งเพียงนี้อาจจะแข็งแกร่งกว่าแม้แต่บรรพจารย์เสียอีก”

“ยอดฝีมือเช่นนั้นยังยอมช่วยพวกเราแสดงว่าเราก็ไม่ได้โดดเดี่ยว ต้องมีคนที่ทนดูสิ่งที่พวกมันทำไม่ได้ เพียงแต่ว่ายอดฝีมือผู้นั้นแข็งแกร่งเกินไปพวกเราก็หาช่องทางติดต่อไม่ได้เลย”

“แม้พวกมันจะล่าถอยไปแล้วแต่ย่อมต้องกลับมาอีกคราวหน้าจะรับมืออย่างไรดี ท่านผู้นั้น… จะลงมืออีกหรือไม่?”

“ไม่รู้ว่าสำนักมารปลิดวิญญาณไปพัวพันกับขุมกำลังใดถึงสามารถเชิญยอดฝีมือมาได้มากเพียงนี้ไม่เช่นนั้น พวกเขาคงจะไม่ถูกกดดันถึงขั้นนี้”

“ใครจะไปรู้แต่ข้าคิดว่าอย่างน้อยก็ต้องเป็นขุมกำลังอื่นที่แข็งแกร่งกว่าสำนักเราหลายเท่าตัว”

“หากท่านผู้นั้นยังยอมช่วยอีกสักครั้งก็คงดี…”

“…”

หญิงสาวฟังคำพูดเหล่านั้นกลับไม่รู้สึกสะเทือนใจนัก

เพราะในใจของนางได้มีความคิดบางอย่างแล้ว

และ… ก็มีข้อคาดเดาบางอย่างเช่นกัน

จบบทที่ ตอนที่ 268 หวาดกลัว (ฟรี)

คัดลอกลิงก์แล้ว