- หน้าแรก
- ระบบเช็คอินตระกูลไร้เทียมทาน
- 52.ประมุขสำนักชางอู๋ยอมรับความพ่ายแพ้
52.ประมุขสำนักชางอู๋ยอมรับความพ่ายแพ้
52.ประมุขสำนักชางอู๋ยอมรับความพ่ายแพ้
“เกิดอะไรขึ้น?ทำไมพวกเจ้าไม่ได้รับบาดเจ็บเลย?”
หนีเฟิงเทียนตกใจมองสองร่างที่บินกลับมาด้วยความไม่อยากเชื่อเขาใช้พลังเต็มที่แล้วนะ!
“จะโทษก็โทษตัวเองที่ไม่แข็งแกร่งพอ!”
เซียวเฟิงพุ่งเข้าใส่ตรงๆราวกับคนบ้าแม้แต่ยังรับการโจมตีของอีกฝ่ายจากนั้นฉวยจังหวะกอดแขนของหนีเฟิงเทียนไว้แน่นราวกับเหาเกาะติดขนไม่ยอมปล่อย
“ปล่อยเดี๋ยวนี้! นี่มันวิธีต่อสู้แบบไหนกันอย่างกับพวกอันธพาลตีกันข้างถนนงั้นหรือพวกเจ้าไม่มีความละอายบ้างหรือ?”
หนีเฟิงเทียนโกรธจัดตะคอกออกมาแต่ขณะที่ยกมือซ้ายขึ้นจะโจมตีลงบนศีรษะของเซียวเฟิงหลังกลับรู้สึกเจ็บปวดอย่างรุนแรงเพราะถูกเซียวเจิ้นเฟยต่อยเข้าที่แผ่นหลังเต็มแรง
เขารู้ทันการโจมตีของอีกฝ่ายด้วยจิตสัมผัสศักสิทธิ์แต่ถูกกอดแขนไว้แน่นทำให้เคลื่อนไหวช้าลงจึงหลบไม่ทัน
“ฮึ่ม ตราบใดที่บรรลุเป้าหมายได้วิธีไหนข้าก็ไม่สนใจ!”
เซียวเฟิงหัวเราะก้องกอดแขนอีกฝ่ายไม่ยอมปล่อย
ชีวิตยากลำบากในอดีตยังผ่านมาได้แล้วตอนนี้จะอะไรไปไม่ได้อีก?
เซียวเฉินที่นั่งดูอยู่ที่เมืองจิ่วจี๋ส่ายหัว “นี่มันเหมือนเด็กตีกันจริงๆยังกอดแขนอีก!”
“ฮ่าๆ พวกเขาคงไม่มีทางเลือกอื่นแล้วพลังบ่มเพาะของอีกฝ่ายสูงกว่าความเร็วก็เร็วกว่าถ้าไม่ใช้เล่ห์เหลี่ยมแบบนี้เกรงว่าจะแตะต้องตัวอีกฝ่ายไม่ได้เลย!”
เซียวหลิงเทียนยิ้มแล้วกล่าว
แต่จุดแข็งเพียงอย่างเดียวของหนีเฟิงเทียนก็คือตรงนี้แม้จะเป็นผู้ฝึกตนขอบเขตตำหนักวิญญาณแต่หากไม่นับจิตสัมผัสและความเร็วด้านอื่นๆล้วนด้อยกว่าผู้อาวุโสหลายคนของตระกูล
ในขอบเขตชีพจรวิญญาณสูงสุดสามารถเปิดเส้นชีพจรวิญญาณได้ 365 เส้นแต่บางคนเปิดได้น้อยมากแม้จะทะลวงสู่ขอบเขตตำหนักวิญญาณได้เร็วพลังโจมตีก็ต่ำน่าสมเพช
ส่วนที่จิตสัมผัสศักสิทธิ์ของอีกฝ่ายทำร้ายผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นไม่ได้ก็เพราะพลังจิตสัมผัสของเขาไม่แข็งแกร่งพอที่จะทะลวงเกราะป้องกันร่างกายของพวกเขาได้จิตวิญญาณอยู่ในร่างกายการโจมตีจิตวิญญาณต้องทะลวงเกราะร่างกายก่อนหนีเฟิงเทียนไม่ถนัดด้านจิตวิญญาณจัดการผู้ฝึกตนขอบเขตชีพจรวิญญาณทั่วไปได้แต่เซียวเฟิงและคนอื่นๆล้วนผ่านการแช่ในสระวิญญาณเซียนกระดูกและพรสวรรค์เทียบเท่าร่างราชันจึงไม่ใช่ระดับเดียวกับคนธรรมดา
เซียวเฉินพยักหน้า “วิชายุทธ์ของตระกูลยังน้อยเกินไปคราวนี้หลังกำจัดสำนักชางอู๋และสำนักเสวี่ยเตาแล้วไปกวาดสมบัติสองสำนักนั้นซะอาจได้ของดีมาบ้างก็ได้!”
แม้ของพวกนั้นเขาจะไม่สนใจแต่สำหรับตระกูลอาจมีประโยชน์โดยเฉพาะตอนนี้ที่ระดับพลังของคนในตระกูลยังไม่สูงนักวิชายุทธ์ระดับต่ำเหล่านั้นจึงเหมาะสมมาก
ภายใต้การต่อสู้แบบไร้ยางอายของเซียวเฟิงไม่นานหนีเฟิงเทียนก็บาดเจ็บสาหัสหลังเปื้อนเลือดบางจุดเห็นได้ถึงอวัยวะภายในต่อหน้าสถานการณ์เช่นนี้เขาต้องเอ่ยออกมา
“ข้ายอมแพ้! พวกท่านต้องการอะไรกันแน่?”
ตอนนี้ไม่ใช่แค่เขาที่บาดเจ็บหนักแม้แต่ศิษย์ขอบเขตชีพจรวิญญาณบางคนของสำนักชางอู๋ก็ล้มตายไปแล้วการสูญเสียครั้งนี้หากจะฟื้นตัวได้คงไม่ง่ายเลย!
“เดิมทีเราต้องการแค่ให้เจ้าไว้ชีวิตสำนักหลิงหยุนแต่ตอนนี้...เราต้องการชีวิตเจ้า!”
เซียวเฟิงกล่าวเสียงต่ำตอนนี้เขาปล่อยแขนอีกฝ่ายแล้ว บาดแผลสาหัสขนาดนี้ทำให้พวกเขาครองความได้เปรียบอย่างชัดเจน
“เราไม่เคยมีความแค้นทั้งเก่าและใหม่พวกเจ้าจะต้องเอาเอาชีวิตข้าไปทำไม?”
หนีเฟิงเทียนจ้องเขม็งมุมปากมีเลือดไหล
“ไม่มีเหตุผลเพราะเราอยากทำ!”
เซียวเฟิงโบกมือเหล่าผู้อาวุโสอีกหกคนพุ่งเข้าโจมตีอีกครั้ง ตอนนี้ที่อีกฝ่ายเสียความได้เปรียบด้านความเร็วพวกเขาจึงใช้วิชายุทธ์เต็มที่ผู้อาวุโสห้าเซียวเจิ้นหนานโจมตีได้แยบยลยิ่งมือทั้งสองทำเป็นกรงเล็บมือซ้ายคว้าคอหอย มือขวาคว้าหน้าอก
แต่ทันใดนั้นฝ่ามือโลหิตสีแดงขนาดกว่าสิบเมตรก็ตกลงมาจากฟ้าปกคลุมเซียวเฟิงและคนอื่นๆ
เหตุการณ์กะทันหันทำให้ทุกคนตกใจรีบถอยหลังทันที
ชั่วพริบตาถัดมาร่างสีเลือดราวกับวิญญาณพุ่งผ่านมาช่วยหนีเฟิงเทียนที่อยู่ตรงกลางไว้ได้คนที่มาคือบรรพชนเสวี่ยเตาแห่งสำนักเสวี่ยเตา
ตูม! ฝ่ามือโลหิตขนาดใหญ่ตกลงพื้นทิ้งรอยฝ่ามือลึกหลายเมตรไว้บนพื้นดิน
หลังจากป้อนโอสถโลหิตให้หนีเฟิงเทียนบรรพชนเสวี่ยเตาก็เยาะเย้ย
“ฮึ่ม เจ้าไม่ใช่บอกว่าจะจัดการพวกขอบเขตชีพจรวิญญาณไม่กี่คนใช้เวลาไม่นานหรอกหรือเหตุใดถึงกลายเป็นสภาพนี้?”
หนีเฟิงเทียนกลืนโอสถโลหิตลงไปอย่างฝืนใจโอสถเม็ดนี้หลอมจากหัวใจผู้ฝึกตนมีฤทธิ์รักษาอันทรงพลังปกติเขาไม่มีทางกินของน่ารังเกียจแบบนี้แต่ตอนนี้ไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว!
เมื่อโอสถลงท้องบาดแผลบนร่างกายของเขาก็ฟื้นฟูอย่างรวดเร็วด้วยตาเปล่า
“พวกขอบเขตชีพจรวิญญาณพวกนี้แปลกประหลาด พลังจิตวิญญาณของข้าทำร้ายพวกมันไม่ได้เลย!”
หนีเฟิงเทียนเช็ดเลือดที่มุมปากมองเจ็ดร่างที่รวมตัวกันอีกครั้งแล้วกล่าวเสียงต่ำนี่คือสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
“แต่เจ้ามาที่นี่ได้ยังไง?แล้วเผิงเฟยและคนอื่นๆในหุบเขาล่ะ?”
คำพูดของเขาพอจบก็ได้ยินเสียงต่อสู้ดังมาจากในหุบเขา ผู้ฝึกตนของสองสำนักที่เหลืออยู่ที่นั่นกำลังถอยร่นอย่างต่อเนื่อง
เมื่อเผชิญหน้ากับการต่อสู้แบบเอาชีวิตของเหล่าคนในสำนักหลิงหยุนที่สิ้นหวังศิษย์สองสำนักก็รับมือไม่ไหว
ไม่นานเผิงเฟยก็นำคนพุ่งออกมาได้
“นั่นคือผู้อาวุโสใหญ่และคนอื่นๆจริงๆหรือ?”
เมื่อเห็นคนในตระกูลปรากฏตัวเซียวหรานก็ถอนหายใจเบาๆ
การที่ตระกูลเข้าไปพัวพันกับสงครามครั้งนี้อาจไม่ใช่เรื่องดีหากตระกูลพัฒนาอย่างมั่นคงสักหลายสิบปีด้วยรากฐานที่มีอยู่อนาคตย่อมกลายเป็นขุมอำนาจที่แข็งแกร่งในเทือกเขาจิ่วจี๋ได้แน่นอน
“ขอบคุณที่ตระกูลเซียวช่วยเหลือ! สำนักหลิงหยุนของเราจะจดจำบุญคุณครั้งนี้ไว้เมื่อวิกฤตครั้งนี้ผ่านพ้นไปสำนักหลิงหยุนจะตอบแทนอย่างเต็มที่แน่นอน!”
เผิงเฟยประสานมือขอบคุณคนในตระกูลเซียวแต่เมื่อเห็นอาวุธวิญญาณที่บางคนในตระกูลเซียวถือและสวมใส่อยู่ ดวงตาก็แดงก่ำตระกูลเซียวร่ำรวยขนาดนี้เชียวหรือคนในตระกูลมีอาวุธวิญญาณกันมากมายขนาดนี้?
พวกเขาหามาจากไหนกันแถมบางชิ้นยังมีระดับไม่ต่ำเลยสำนักหลิงหยุนของพวกเขายังไม่มีรากฐานลึกซึ้งเท่านี้เสียอีก
หากได้รากฐานเหล่านั้นมาบ้างบางทีครั้งนี้พวกเขาคงไม่เสียหายหนักขนาดนี้
“ไม่ต้องขอบคุณหรอกเราไม่ได้ช่วยพวกเจ้าเป็นเป้าหมายหลัก!”
เซียวเฟิงเหลือบมองเซียวหรานในกลุ่มคนแล้วกล่าวเสียงเย็นชา
“ฮ่าๆ ไม่ว่าจะอย่างไรครั้งนี้ต้องขอบคุณทุกท่านจริงๆ!”
เผิงเฟยประสานมืออีกครั้งไม่มีความอึดอัดเลยความยินดีที่รอดพ้นจากความตายทำให้เขาไม่ใส่ใจเรื่องเล็กน้อย
แต่เขาสังเกตว่าคนในตระกูลเซียวดูเหมือนจะยังไม่คิดจะจากไป?
พวกเขาจะทำอะไรกัน?
“ในเมื่อเราลงมือแล้วก็คงไม่ปล่อยให้เสียเวลาเปล่า ฮี่ๆ สำนักชางอู๋และสำนักเสวี่ยเตาใช่ไหมหากพวกเจ้ายอมมอบทรัพยากรทั้งหมดของสองสำนักมาให้อย่างว่าง่ายข้าอาจจะพิจารณาไว้ชีวิตพวกเจ้าแต่หากไม่...ฮี่ๆ ผลที่จะตามมาก็รับผิดชอบเอาเอง!”