- หน้าแรก
- หยุดจีบผมทีเถอะ ผมไม่อยากเป็นหนุ่มฮอตหรอกนะ
- บทที่ 26: วิธีจัดการปัญหา
บทที่ 26: วิธีจัดการปัญหา
บทที่ 26: วิธีจัดการปัญหา
บทที่ 26: วิธีจัดการปัญหา
คนที่ยืนอยู่หน้าประตูคือ โจวไท่เฉิง หัวหน้าฝ่ายระเบียบวินัยของสภานักศึกษา
เขาเป็นที่รู้จักกันดีว่าเป็น 'ทาสรักหมายเลขหนึ่ง' ของซูหว่านชิง และเป็นคนที่ 'ขาดความมั่นใจ' ที่สุดในมหาวิทยาลัย
ดังนั้น เขาจึงไม่ใช่ทาสรักประเภทที่มีเงินถุงเงินถัง
ก็อย่างว่าแหละ ลูกเศรษฐีรุ่นสองที่มีเงินจริงๆ ใครจะไปขาดแคลนผู้หญิงล่ะ ใครจะยอมลดตัวไปเป็นทาสรักให้ใคร
เมื่อเห็นท่าทีเมินเฉยไม่เห็นหัวของฉินหลาง ความโกรธของโจวไท่เฉิงก็ยิ่งพลุ่งพล่าน "ฉันจะเปลี่ยนกฎเดี๋ยวนี้เลย ตั้งแต่นี้ไป พวกนายทุกคนต้องปิดไฟนอนตอนสามทุ่มครึ่ง!"
กฎเกณฑ์พวกนี้มักจะเข้มงวดแค่กับเด็กปีหนึ่งเท่านั้นแหละ
ในความเป็นจริง พอขึ้นปีสองปีสาม ก็แทบจะไม่มีใครมานั่งสนใจเรื่องพวกนี้แล้ว
จะเล่นเกมยันสว่างก็ไม่มีใครว่า
แต่โชคร้ายหน่อยที่วันนี้โจวไท่เฉิงตั้งใจมาเล่นงานฉินหลางโดยเฉพาะ
"เดี๋ยวก่อน! นายเป็นใครเนี่ย" ในที่สุดฉินหลางก็มีปฏิกิริยาตอบสนอง
กู้ปินพยายามไกล่เกลี่ย "ฉินหลาง นี่คือรุ่นพี่โจว หัวหน้าฝ่ายระเบียบวินัยของสภานักศึกษามหาลัยเราไง"
"มีบัตรประจำตัวไหม" ฉินหลางถาม
"อะไรนะ??" โจวไท่เฉิงถึงกับอึ้ง พวกเขามีบัตรประจำตัวก็จริง
แต่ปกติแล้วพวกเขาก็ใช้แค่ 'หน้าตา' เป็นใบเบิกทาง บัตรพวกนั้นมันก็แค่ของประดับ เขาจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าเอาไปทิ้งไว้ไหน
ฉินหลางพูดต่อ "ตาม 'กฎหมายการลงโทษการบริหารความมั่นคงสาธารณะ' ของประเทศเรา เมื่อเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่บังคับใช้กฎหมาย เช่น การลงโทษในที่เกิดเหตุ การเรียกตัว การตรวจค้น หรือการสอบสวน พวกเขาจะต้องแสดง 'บัตรประจำตัวตำรวจประชาชน' ก่อนเสมอ มิฉะนั้น ผู้เกี่ยวข้องมีสิทธิ์ปฏิเสธการให้ความร่วมมือ..."
"เพราะงั้น..." เขาเว้นจังหวะ "ขนาดตำรวจมายังต้องแสดงบัตรเลย แล้วนาย... นายเอาสิทธิ์อะไรมาสั่ง พวกนายจะพิสูจน์ได้ยังไงว่ามาจากสภานักศึกษาจริง"
โจวไท่เฉิงถึงกับไปไม่เป็นเมื่อเจอคำถามรัวๆ ของฉินหลาง
เขาโพล่งตอบไปตามสัญชาตญาณ "บัตรประจำตัวอะไรกัน หน้าฉันนี่แหละคือบัตรประจำตัว! ใครบ้างไม่รู้จักฉัน โจวไท่เฉิง หัวหน้าฝ่ายระเบียบวินัยน่ะ"
"งั้นเหรอ" ฉินหลางเลิกคิ้ว น้ำเสียงยียวน "หน้านายนี่นะ? ท่านหัวหน้าโจวครับ หน้าของท่านได้รับการประทับตราและรับรองจากกองกิจการนักศึกษา หรือได้รับการลงนามอนุมัติจากผู้บริหารมหาวิทยาลัยแล้วหรือยังครับ ถึงได้เอามาใช้แทนบัตรประจำตัวได้น่ะ ถ้าเป็นแบบนั้น ผมก็บอกได้เหมือนกันสิว่าผมรู้สึกเหมือนตัวเองเป็นอธิการบดี แล้วผมก็สามารถออกใบประกาศนียบัตรให้คุณได้เดี๋ยวนี้เลย"
"พรืด—" กู้ปินกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ เขาต้องรีบเอามือปิดปาก แต่ไหล่ก็ยังสั่นเทิ้มอย่างหนัก
จางฉือและหลี่เวยก็หน้าแดงก่ำเพราะพยายามกลั้นหัวเราะสุดฤทธิ์
ใบหน้าของโจวไท่เฉิงแดงก่ำด้วยความโกรธ เขาไม่เคยเจอสถานการณ์แบบนี้มาก่อนเลย
ปกติเวลาเขาพาลูกน้องไปตรวจหอพัก มีเด็กปีหนึ่งคนไหนบ้างที่ไม่กลัวจนหัวหดและยอมทำตามอย่างว่าง่าย
แต่ฉินหลางที่อยู่ตรงหน้าเขานอกจากจะไม่กลัวแล้ว ยังงัดเอากฎหมายมาข่มเขาอีกงั้นเหรอ
"นาย... เลิกพูดจาไร้สาระได้แล้ว! ตอนที่คณะกรรมการสภานักศึกษาปฏิบัติหน้าที่ ต้องใช้บัตรประจำตัวบ้าบออะไรกัน!" โจวไท่เฉิงฝืนทำใจดีสู้เสือ พยายามใช้ความน่าเกรงขามเข้าข่ม
ฉินหลางพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ "กู้ปิน จางฉือ หลี่เวย! เก็บโต๊ะแล้วเตรียมตัวนอน... ส่วนนาย สภานักศึกษา... หัวหน้าฝ่ายส้นตีนอะไรก็ช่างเถอะ... ในสายตาฉัน นายมันก็แค่ตด! ต่อให้อธิการบดีมาเองวันนี้ เขาก็ต้องอธิบายให้ฉันฟังให้รู้เรื่อง... ไม่งั้นฉันจะจ่ายค่าเทอมมาทำซากอะไรวะ เพื่อมาทนฟังเรื่องไร้สาระพวกนี้เนี่ยนะ"
จากนั้นเขาก็ชี้หน้าอีกฝ่ายแล้วพูดต่อ "ฉันจะไม่คุยเรื่องอำนาจบาตรใหญ่ในมหาลัยกับนายหรอกนะ ฉันจะคุยแค่เรื่องกฎระเบียบ ความยุติธรรม และข้อกฎหมายเท่านั้น... ถ้าฉันโดนลงโทษทางวินัยเพราะเรื่องนี้ล่ะก็ พรุ่งนี้ฉันจะไปฟ้องศาลเอาเรื่องมหาลัย แล้วก็รวมถึงนายด้วย! ไปสืบดูได้เลยว่าคนอย่างฉัน ฉินหลาง จะเสียดายเงินแค่นี้ไหม"
คำพูดของฉินหลางทำเอาอีกฝ่ายถึงกับยืนอึ้งแดกไปเลย
ตอนแรกพวกลูกน้องที่ยืนอยู่ข้างหลังโจวไท่เฉิงกะจะตะคอกใส่เขาด้วยซ้ำ
แต่วิธีการจัดการปัญหาของฉินหลางมันไม่เหมือนเด็กนักศึกษาเอาซะเลย
เวลาเกิดเรื่องบาดหมาง ต่อให้จะถึงขั้นลงไม้ลงมือกัน คนปกติเขาก็ต้องรอจนกว่าจะรับมือไม่ไหวจริงๆ ถึงจะยอมดึงมหาลัยเข้ามาเกี่ยวไม่ใช่หรือไง
พวกเขาเคยชินกับการเอาชื่อสภานักศึกษามาขู่ฟ่อๆ ใส่นักศึกษาธรรมดาๆ แต่เคยเจอคนจริงที่ข้ามขั้นไปพึ่งกระบวนการทางกฎหมายตั้งแต่ไก่โห่แบบนี้ซะที่ไหนล่ะ
"นาย... นาย..." โจวไท่เฉิงอึกอัก อยากจะเถียงแต่ก็เถียงไม่ออก
ฉินหลางหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาดูเวลา "โทษทีนะ สี่ทุ่มแล้ว! หอเราจะปิดไฟนอนแล้ว บุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกรุณาไสหัวออกไปได้แล้ว!!"
ประโยคสุดท้าย เขาจงใจเพิ่มระดับเสียงให้ดังขึ้น
ตอนนั้นเอง อาจารย์ที่ปรึกษาประจำชั้นของพวกเขาก็เดินเข้ามาพอดี
"เกิดอะไรขึ้นน่ะ" อาจารย์ที่ปรึกษามองเข้ามาในห้อง
กู้ปินและคนอื่นๆ เพิ่งจะเก็บโต๊ะเสร็จพอดี
ส่วนโจวไท่เฉิงก็เริ่มจะลุกลี้ลุกลน... "อ้อ อาจารย์ชี! แค่มาตรวจหอพักน่ะครับ... รุ่นพี่โจวเขาเป็นห่วงพวกเราก็เลยแวะมาดู!"
อาจารย์ชีชะโงกหน้าเข้ามาดู "ฉินหลาง เพลาๆ เรื่องดื่มลงหน่อยนะ! พรุ่งนี้ยังมีเรียนเช้านะ!"
"รับทราบครับผม!"
เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาเดินจากไป ฉินหลางก็ก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าวแล้วกระซิบเสียงเหี้ยม "ฉันไว้หน้านายแล้วนะ จะรับไว้หรือเปล่าก็เรื่องของนาย! ทีนี้ก็ไสหัวไปได้แล้ว..."
ท่าทีและวิธีการจัดการปัญหาของเขาทำเอาโจวไท่เฉิงเสียหน้าจนไม่เหลือชิ้นดี
อย่างไรก็ตาม พวกลูกน้องสภานักศึกษาที่ยืนอยู่ข้างหลังเขากลับเริ่มคิดอยากจะย้ายฝั่งไปอยู่กับฉินหลางแทนซะแล้ว
ไอ้หมอนี่มันเอาเรื่องจริงๆ แฮะ!
ไม่มีใครโง่หรอกน่า ไม่ว่าจะเป็นสภานักศึกษาหรือมหาวิทยาลัยก็เถอะ!
มันก็เป็นแค่ช่วงเปลี่ยนผ่านเท่านั้น สุดท้ายพวกเขาก็ต้องออกไปเผชิญโลกแห่งความเป็นจริงอยู่ดี
ถ้าต้องออกไปใช้ชีวิตในสังคมจริงๆ แล้วต้องเลือกระหว่างฉินหลางกับโจวไท่เฉิง พวกเขาเลือกฉินหลางแบบไม่ต้องคิดเลย
"เฮ้ย ท่านหัวหน้าโจว ไปกันเถอะ! อย่า... อย่าไปยุ่งกับมันเลย..." สมาชิกสภานักศึกษาคนหนึ่งดึงแขนเขา
สมาชิกอีกคนถึงกับเผลอก้าวถอยห่างจากโจวไท่เฉิงโดยสัญชาตญาณ พลางพึมพำกับตัวเองเบาๆ "เชี่ยเอ๊ย เด็กปีหนึ่งคนนี้มันโหดสลัดรัสเซียเลยว่ะ พูดจามีเหตุผล มีหลักการ แถมยังรู้จังหวะรุกรับเป็นอย่างดี... ขืนตามคนอย่างโจวไท่เฉิงที่ดีแต่เห่าไปวันๆ มีหวังอับเฉาตายชัก..."
【ตรวจพบความชื่นชมอย่างลับๆ และความลังเลใจของเจ้าหน้าที่สภานักศึกษาอันเนื่องมาจาก "วิธีการและออร่า" ของโฮสต์ ค่าประสบการณ์ +80】
【เลเวล LV4, ค่าประสบการณ์ 5075/6000】
หน้าอกของโจวไท่เฉิงกระเพื่อมขึ้นลงอย่างรุนแรง ในที่สุด เขาก็กระทืบเท้าดังปังแล้วเค้นคำพูดลอดไรฟันออกมา "...ไป!"
เมื่อประตูหอพักปิดลง กู้ปินก็ถอนหายใจยาวเหยียดด้วยความโล่งอก จู่ๆ เขาก็ตบไหล่ฉินหลางฉาดใหญ่ "พี่ล่าง! นายนี่มันสุดยอดจริงๆ! ขอคารวะเลย! มุกเมื่อกี้นี้มันอัจฉริยะชัดๆ!"
จางฉือก็ชะโงกหน้าเข้ามาผสมโรงด้วยสีหน้าตื่นเต้นสุดขีด "ไอ้ประโยคสุดท้ายที่ว่า 'ฉันไว้หน้านายแล้วนะ' นั่นมันประโยคเด็ดเผด็จศึกชัดๆ! ดูหน้าไอ้โจวไท่เฉิงดิ แม่งทำหน้าเหมือนจะร้องไห้อยู่รอมร่อ! ฮ่าๆๆ!"
แต่หลี่เวยกลับยังมีสีหน้ากังวล "แต่ไอ้หมอนี่มันเจ้าคิดเจ้าแค้นนะเว้ย... ถ้าเกิดมัน..."
"โธ่ จะไปกลัวอะไรวะ อย่างมากก็แค่โดนตรวจเข้มขึ้นหน่อยนึง แขวนป้ายประจานเหรอ ตัดคะแนนความประพฤติเหรอ พวกนั้นกล้าทำเหรอวะ"
พูดไปพูดมา กู้ปินเองก็เริ่มไม่ค่อยแน่ใจเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่าอีกฝ่ายมีอำนาจมากแค่ไหน
จางฉือพูดขึ้น "พวกนั้นทำไม่ได้หรอก พวกมันไม่มีสิทธิ์ลงโทษพวกเราโดยตรง ทำได้แค่รายงานขึ้นไปเท่านั้นแหละ! แต่ทีนี้มันก็ขึ้นอยู่กับปากพวกมันแล้วล่ะว่าอยากจะใส่สีตีไข่ยังไง ถ้าพวกมันรายงานว่าเราทำตัวไม่ดี เราก็จะซวยเอาได้นะเว้ย..."
พวกเขายังคงกังวลอยู่บ้าง กลัวว่าโจวไท่เฉิงจะหาเรื่องกลั่นแกล้งพวกเขาแบบไม่มีปี่มีขลุ่ย
ฉินหลางปีนขึ้นเตียงแล้วทิ้งตัวลงนอนอย่างสบายอารมณ์ "ไอ้หมอนั่นน่ะเหรอ?? ได้ยินมาว่ามัน... มันเป็น... ทาสรักของซูหว่านชิงไม่ใช่เหรอวะ"
จางฉือรับลูกต่อ "ทาสรักนัมเบอร์วันเลยล่ะ! ไอ้หมอนี่มันไม่รู้จักเจียมตัวเอาซะเลย แต่ได้ยินมาว่ามันก็ขยันขันแข็งเอาเรื่องอยู่นะ เป็นนักเรียนดีเด่น ชอบทำกิจกรรม... เอาเป็นว่ามันแอคทีฟเรื่องงานมหาลัยสุดๆ! มันยกย่องตัวเองว่าเป็นตัวแทนฝ่ายชายที่ยอดเยี่ยมที่สุดในมหาลัยเลยนะเว้ย!"
"แล้วฐานะทางบ้านมันล่ะ"
กู้ปินตอบ "ไม่เคยได้ยินเรื่องฐานะทางบ้านของมันเลยว่ะ ดูทรงแล้วน่าจะเป็นพวกบ้าอำนาจที่อยากจะไต่เต้าเป็นใหญ่เป็นโตซะมากกว่า!"
ถึงจะปิดไฟแล้ว แต่พวกเขาก็ยังคงคุยกันต่อ
หลี่เวยพูดขึ้น "เมื่อกี้ฉันเพิ่งถามรุ่นพี่คนบ้านเดียวกันมา เขาบอกว่าไอ้หมอนี่เคยเห็นคนขับรถสปอร์ตมาตามจีบซูหว่านชิง แต่มันกลับทำหน้าเหยียดๆ ใส่ แล้วก็เบะปากบอกว่า ถึงตอนนี้มันจะยังไม่มีรถสปอร์ตขับ แต่ด้วยความเก่งกาจระดับมัน ขอแค่เรียนจบไปทำงานสักสองปี มันจะซื้อรถสปอร์ตสักกี่คันก็ยังได้!"