- หน้าแรก
- คัมภีร์สวรรค์:เส้นทางสู่ขอบฟ้า
- บทที่ 1025 ขจัดหมอกควันพบธงศึกที่หลงเหลือ
บทที่ 1025 ขจัดหมอกควันพบธงศึกที่หลงเหลือ
บทที่ 1025 ขจัดหมอกควันพบธงศึกที่หลงเหลือ
ผ่านไปหลายชั่วโมง บนท้องฟ้าไกลปรากฏจุดสีดำหลายจุด พร้อมกับเสียงใบพัดลมที่ดังแว่วมา เรือบินรบสองลำค่อยๆ มุ่งหน้ามาทางภูเขาเจียวแห่งนี้
ผ่านไปครู่หนึ่ง มีเรือบินรบอีกหนึ่งลำปรากฏขึ้นทางทิศตะวันออก บนเรือบินมองเห็นสัญลักษณ์ของบริษัทฟาร์ริเวอร์ (Far River) ได้อย่างชัดเจน
ชาวบ้านบนภูเขาเจียวเองก็เฝ้ามองดูฉากนี้อยู่ไกลๆ พวกเขารู้จักเรือบิน ทว่ากลับไม่เคยเห็นของจริงมาก่อน ชาวบ้านจำนวนมากจึงพากันกรูกันเข้ามาดูด้วยความประหลาดใจ
ทว่าหัวหน้าหมู่บ้านกลับสัมผัสได้ถึงภัยคุกคามบางอย่าง ในใจพลันเกิดความหวาดระแวงลางๆ
ก่อนหน้านี้ที่สำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษมาจัดตั้งสถานีและสิ่งอำนวยความสะดวกประเภทต่างๆ ที่ตีนภูเขา พวกเขาก็สัมผัสได้ถึงความไม่ปกติแล้ว ทว่าพวกเขาเก่งได้แค่บนภูเขาเท่านั้น แต่ที่ตีนภูเขาพวกเขาไม่มีทางต่อกรกับเจ้าหน้าที่ทหารที่ติดตั้งอาวุธครบมือและเหล่านักสู้ได้เลย จึงทำได้เพียงเฝ้ามองดูสิ่งอำนวยความสะดวกเหล่านั้นค่อยๆ ถูกสร้างขึ้นมาทีละอย่าง
ครั้งนี้มีเรือบินปรากฏขึ้น พวกเขาไม่รู้ว่าเทศบาลเมืองหยางจือตั้งใจจะทำอะไร ดังนั้นจึงสั่งให้คนสนิทของตัวเองก้าวเข้าไปด่าทอและตบตีชาวบ้าน เพื่อสั่งห้ามไม่ให้พวกเขาแอบดูอีก และสั่งให้ทุกคนเข้าไปหลบซ่อนตัวอยู่ในหลุมลึก
แม้พวกเขาจะรับมือกับเรือบินไม่ได้ ทว่าพวกเขามั่นใจว่าขอเพียงแอบซ่อนตัวอยู่ในภูเขาและทางเดินใต้ดิน คนของเมืองหยางจือก็ย่อมจะทำอะไรพวกเขาไม่ได้แล้ว
เรือบินทั้งสองลำค่อยๆ ร่อนลงมาที่เบื้องหน้า สวีฉันรอให้คุณท่านเฉินกระโดดลงมาจากเรือบินก่อน ส่วนตัวเขาจึงก้าวตามลงมาเป็นคนที่สอง ทั้งสองคนเดินมุ่งหน้ามาหาเฉินชวน
ในตอนนี้พวกเขาต่างพากันมองไปที่ซาร์นิกทั้งสองคนที่ยืนอยู่ด้านหลังเฉินชวนโดยสัญชาตญาณ ทั้งสองคนนี้พวกเขาไม่เคยเห็นหน้ามาก่อน ดูแล้วไม่เหมือนปรมาจารย์นักสู้ของต้าซุ่นเลย และร่างกายยังมีรังสีความป่าเถื่อนที่แตกต่างจากนักสู้ในปัจจุบันแฝงอยู่
ซาร์นิกทั้งสองคนเมื่อเห็นว่ามีปรมาจารย์นักสู้ทยอยเดินทางมาถึง นอกจากจะไม่รู้สึกหวาดกลัวแล้ว ในใจกลับเกิดความรู้สึกเลือดนักสู้พลุ่งพล่านขึ้นมาแทน เพราะพวกเขาสัมผัสได้ว่า ตัวเองกำลังจะได้เผชิญหน้ากับศึกใหญ่
เดิมทีพวกเขาคือผู้ที่เกิดมาเพื่อการต่อสู้ การได้ประลองฝีมือกับผู้ที่แข็งแกร่งในสนามรบคือกาลเวลาแห่งการดำรงอยู่ของพวกเขา และเป็นเป้าหมายที่พวกเขาไล่ตาม ยิ่งศัตรูแข็งแกร่งมากเท่าไหร่ก็ยิ่งกระตุ้นเจตจำนงในการต่อสู้ของพวกเขาให้รุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
คุณท่านเฉินและคุณท่านหน้ากากในตอนนี้หันมามองเฉินชวน พวกเขาไม่ได้เห็นหน้าเฉินชวนมาครึ่งปีแล้ว ครั้งนี้เมื่อได้พบหน้ากันอีกครั้ง รู้สึกเสมอว่าฝ่ายหลังดูมีความเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อก่อนเล็กน้อย เพียงแค่ยืนอยู่ตรงนั้นเฉยๆ และร่างกายก็ไม่ได้แผ่สนามพลังหรือพลังทางจิตใดๆ ออกมา ทว่ากลับทำให้พวกเขาสัมผัสได้ถึงแรงกดดันที่อธิบายยาก
นี่อาจจะเป็นเพราะผลลัพธ์จากการฝึกฝนของเฉินชวนในช่วงครึ่งปีที่ผ่านมานั้นยิ่งใหญ่มาก หรืออาจจะเป็นเพราะอิทธิพลของ "อัคคีหาวสุญญะ" เพียงเล็กน้อยหรือเปล่านะ?
ส่วนความเป็นไปได้อีกประการหนึ่ง พวกเขากลับไม่ได้คิดถึงมันเลย เพราะสัญชาตญาณมีจิตสำนึกหนึ่งที่ปฏิเสธคำตอบนี้ไปเรียบร้อยแล้ว
คนทั้งสามเดินมาที่ด้านหน้า แล้วกล่าวทักทายเฉินชวนหนึ่งครั้ง ในตอนนั้นเองเรือบินอีกลำก็เดินทางมาถึงเบื้องหน้า เห็นเงาร่างหนึ่งกระโดดลงมาจากที่สูง เสียงตังตุบลงกับพื้นจนฝุ่นตลบอบอวล พร้อมกับเสียงหัวเราะที่ห้าวหาญดังออกมาว่า "มาทันพอดี มาทันพอดี" จากนั้นทุกคนก็มองเห็นชายร่างกำยำหัวโล้นคนหนึ่งเดินออกมาจากข้างใน
หูคั่นชำเลืองมองเฉินชวนแวบหนึ่ง ก่อนจะมองไปรอบๆ เขาถึงกับเบิกตากว้างขึ้นมาทันที พร้อมกับลูบหัวโล้นของตัวเอง "พระเจ้าช่วย ฉากใหญ่นะเนี่ย"
ตอนที่มาบริษัทบอกเพียงว่าให้เขามาช่วยปฏิบัติภารกิจ เดิมทีนึกว่าเป็นเพียงการรับมือกับปรมาจารย์นักสู้ที่รับมือยากสักคน ใครจะไปนึกว่าที่นี่จะมีปรมาจารย์นักสู้มารวมตัวกันมากมายขนาดนี้ ขุมกำลังระดับนี้ เพียงพอที่จะทำสงครามล้างประเทศได้เลยทีเดียวล่ะมั้ง
ในใจเขาแอบพึมพำ ไม่รู้ว่าขั้วอำนาจไหนจะโชคดีขนาดนี้ ถึงขั้นคุ้มค่าพอที่จะให้พวกเขามารวมตัวกันรับใช้ได้มากขนาดนี้
เขาเดินมาที่ด้านหน้า แล้วพูดกับเฉินชวนว่า "น้องชายเฉิน ครั้งนี้มีเพื่อนร่วมงานมามากมายขนาดนี้ ดูเหมือนครั้งนี้จะให้เกียรติพี่ชายคนนี้มากเลยนะครับ"
เฉินชวนพูดว่า "ครั้งนี้คู่ต่อสู้ไม่ธรรมดาครับ การที่พี่ชายหูสามารถมาได้ พวกเราย่อมมีความมั่นใจเพิ่มขึ้นอีกส่วนหนึ่งครับ"
พูดพลาง เขาก็กดเจี้ยพึ่งหนึ่งครั้ง เพื่อส่งข้อมูลข่าวสารบางอย่างไปให้เขา
"ขอบคุณเพื่อนร่วมงานทุกคนที่เดินทางมาที่นี่ครับ ผมจะแจ้งสถานการณ์ให้ทราบ ตามคำให้การและการสืบสวนข้อมูลภายในพบว่า ราชวงศ์เก่าในครั้งนี้มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะมีการจัดตั้งกองทัพใหญ่ไว้ที่ฝั่งตรงข้าม และมีนายทหารระดับสูงเข้าร่วมหลายท่าน และผู้ที่นำทัพในครั้งนี้ มีความเป็นไปได้สูงมากว่าจะเป็นแม่ทัพใหญ่ราชวงศ์เก่า แม่ทัพซู่คั้ว ครับ"
"แม่ทัพใหญ่?"
ผู้ที่อยู่ในที่เกิดเหตุเมื่อได้ยินฉายานี้ ต่างพากันใจหายวาบ ในราชวงศ์เก่านั้นลำดับชั้นเคร่งครัดมาก ตำแหน่งหน้าที่การงานย่อมเป็นตัวบ่งบอกถึงระดับของพละกำลังอย่างชัดเจน ดังนั้นพละกำลังของคนผู้นี้จึงไม่ต้องเอ่ยถึงอีก
เฉินชวนพูดต่อว่า "ราชวงศ์เก่าเนื่องจากถูกดึงรั้งพละกำลังไว้ตามดินแดนหลอมรวมแต่ละแห่ง จึงไม่อาจรวบรวมพละกำลังระดับสูงมาได้มากนัก สิ่งที่พวกเขานำออกมาใช้ในครั้งนี้ น่าจะเป็นขีดจำกัดสูงสุดที่พวกเขาจะสามารถเรียกใช้ได้แล้วล่ะครับ
หากพละกำลังหน่วยนี้ถูกกวาดล้างจนหมดสิ้น ย่อมเพียงพอที่จะสร้างความเสียหายอย่างหนักให้แก่ราชวงศ์เก่าได้ ดังนั้นผมจึงตัดสินใจว่าจะไม่เฝ้ารอให้พวกเขาเป็นฝ่ายข้ามมา ทว่าพวกเราจะชิงฉีกรอยแยกให้ขาดก่อน แล้วจึงบุกเข้าไปจัดการพวกเขาครับ"
เขาหันไปมองทุกคนแล้วพูดว่า "ผมได้รายงานแผนการนี้ไปยังสำนักงานบริหารเรียบร้อยแล้ว ก่อนที่พวกเราจะเริ่มการบุกโจมตี ทางทิศทางของมณฑลซานหนานจะเปิดฉากการบุกโจมตีเพื่อประสานงาน เพื่อบีบคั้นให้พวกเขาไม่อาจดูแลได้ทั้งสองด้านครับ
ส่วนแม่ทัพใหญ่ซู่คั้ว..."
เขาหยุดไปครู่หนึ่ง "ให้ผมเป็นคนจัดการเองครับ ผมจะดึงรั้งเขาไว้ รบกวนทุกท่านช่วยรีบกำจัดนายทหารระดับสูงที่ร่วมประสานงานให้เร็วที่สุด และพยายามทำลายพิธีกรรมลับรอบๆ ทิ้งให้หมดด้วยนะครับ"
ภายในกองทัพใหญ่ย่อมต้องมีพิธีกรรมลับประเภทต่างๆ ดำรงอยู่แน่นอน ซึ่งสามารถช่วยส่งเสริมพละกำลังให้แก่ปรมาจารย์นักสู้ที่อยู่ในค่ายพักแรมได้ ทว่านั่นก็เป็นเพียงในกรณีที่พละกำลังของทั้งสองฝ่ายไม่มีความแตกต่างกันอย่างชัดเจนเท่านั้น หากฝ่ายหนึ่งทุ่มเทพละกำลังลงไปมากพอ เมื่อนั้นความได้เปรียบเพียงเล็กน้อยนี้ย่อมถูกทำลายทิ้งไปได้อย่างง่ายดาย
สวีฉันเป็นคนแรกที่แสดงท่าทีตอบรับ เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึมว่า "ท่านหัวหน้าฝ่าย สวีฉันขอรับคำสั่งครับ"
คุณท่านเฉินพยักหน้าเห็นด้วย แล้วพูดว่า "สมาชิกสภาเฉิน ครั้งนี้ผมและคุณทอมจะร่วมมือกับคุณเองครับ"
"วางใจเถอะครับ หูคนนี้จะไม่เป็นตัวถ่วงแน่นอนครับ"
ซาร์นิกทั้งสองคนไม่รู้ว่าพวกเขากลังคุยเรื่องอะไรกันอยู่ ทว่าพวกเขาสามารถสัมผัสได้ถึงบรรยากาศในที่แห่งนี้ จึงพากันใช้หมัดทุบไปที่หน้าอก พร้อมกับส่งเสียงคำรามกึกก้องออกมา
เฉินชวนพยักหน้าเห็นด้วย "ถ้าอย่างนั้นทุกคนเตรียมตัวเถอะครับ อีกสิบนาทีพวกเราจะออกเดินทาง"
สิบนาทีต่อมา เฉินชวนและคณะเตรียมตัวพร้อมเรียบร้อยแล้ว ก็รีบเดินขึ้นเขาไปทันที ส่วนคนของสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษได้ชิงลงมือปฏิบัติการไปก่อนก้าวหนึ่งแล้ว โดยส่งคนไปควบคุมเส้นทางสำคัญบนภูเขา และถือโอกาสทำลายกับดักและสิ่งกีดขวางตามทางเดินทิ้งไป พร้อมกับใช้โทรโข่งแจ้งข่าวให้ชาวบ้านทราบว่านี่คือการยัดเยียดใช้งานชั่วคราว ห้ามใครออกมาเพ่นพ่านเด็ดขาด ส่วนความเสียหายที่เกิดขึ้น จะมีการชดใช้ให้ในภายหลัง
และเพื่อเป็นการป้องกันคนที่มีเจตนาทำลายหรือชาวบ้านที่ไม่ซื่อสัตย์ เรือบินรบจึงบินมาอยู่ด้านบน เพื่อเป็นการข่มขวัญในแต่ละพื้นที่ ส่วนชาวบ้านส่วนใหญ่ภายใต้การควบคุมของหัวหน้าหมู่บ้านต่างพากันแอบซ่อนตัวไปนานแล้ว จึงไม่มีใครกล้าเสนอหน้าออกมาภายนอกเลย
เพียงครู่เดียวทุกคนก็มาถึงทางเข้าสมบัติลับ เฉิงซางและหลานเซินกู่กำลังเฝ้ารออยู่ที่นั่น เมื่อเห็นเฉินชวนและคณะเดินทางมาถึง ต่างก็สัมผัสได้ถึงความรู้สึกที่หายใจลำบากและจิตใจที่ถูกกดทับโดยสัญชาตญาณ คุณท่านหน้ากากเมื่อเห็นเช่นนั้น จึงอาสาแผ่พละกำลังทางจิตออกมาสายหนึ่ง ซึ่งเรื่องนี้ช่วยให้พวกเขารู้สึกดีขึ้นมาบ้าง
เฉินชวนถามว่า "คุณท่านเฉิง ที่ปรึกษาหลาน สถานการณ์เป็นยังไงบ้างครับ?"
เฉิงซางชำเลืองมองหลานเซินกู่ ฝ่ายหลังจึงก้าวออกมาพูดว่า "หัวหน้าฝ่ายเฉินครับ หัวหน้าของฝ่ายศัตรูก่อนที่จะถูกสังหารได้ทำการทำลายกุญแจมือพิเศษทิ้งไปก่อนล่วงหน้าครับ แม้ว่าพวกเราจะค้นพบรอยแยกแล้ว ทว่าการจะควบคุมและจัดวางพิธีกรรมลับบางอย่างเพิ่มนั้น พวกเรากำลังเร่งรีบจัดการกันอยู่ครับ"
เฉินชวนถามว่า "ต้องใช้เวลาอีกนานเท่าไหร่ครับ?"
หลานเซินกู่พูดว่า "ด้วยกำลังคนในปัจจุบัน คาดว่าต้องใช้เวลาประมาณหนึ่งวันครับ ทว่าหากสามารถยึดพื้นที่บางจุดได้สำเร็จ บางทีอาจจะช่วยเร่งความเร็วได้ครับ เพียงแต่ที่นั่นอาจจะมีอันตรายบางอย่างแฝงอยู่ครับ"
เฉิงซางพูดว่า "เฒ่าอย่างผมไปดูมาแล้วครับ พื้นที่เหล่านั้นขอเพียงขยับเข้าใกล้ ก็จะรู้สึกหมดเรี่ยวหมดแรงไปทั้งตัว ไม่มีใครยกเว้นเลยครับ"
เฉินชวนพยักหน้าเห็นด้วย "เข้าไปดูข้างในกันเถอะครับ"
หลานเซินกู่รีบหมุนตัวนำทางมุ่งหน้าไปข้างหน้า พวกเขาเดินตามเข้าไปข้างในสมบัติลับ พบว่าข้างในคือวิหารขนาดมหึมา พวกเขาที่เดินกวาดเท้าเข้ามาพร้อมกันกลุ่มใหญ่ขนาดนี้ กลับไม่รู้สึกถึงความแออัดเลยแม้แต่นิดเดียว
เมื่อเดินไปได้ระยะหนึ่ง เฉิงซางก็หยุดฝีเท้าลง แล้วพูดว่า "เบื้องหน้าคือเขตแดนแห่งนั้นครับ คนที่เดินเข้าใกล้จะข้ามผ่านไปไม่ได้ ย่อมจะสัมผัสได้ถึงความไร้เรี่ยวแรงครับ"
ทุกคนจ้องมองไปที่เบื้องหน้า พบว่าพื้นที่เบื้องหน้าถูกปกคลุมไปด้วยหมอกควันที่หนาทึบ จนมองไม่เห็นอะไรเลย
คุณท่านเฉินจ้องมองไปที่นั่น หน้ากากที่เขาสวมใส่อยู่พลันส่องแสงสว่างวูบวาบออกมากลุ่มหนึ่ง ม่านควันเหล่านั้นดูเหมือนจะถูกลมพัดผ่านไป และสลายหายไปในพริบตา เมื่อสิ่งเหล่านี้จางหายไป ภาพที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าของทุกคนกลับกลายเป็นโครงกระดูกที่วางเรียงรายกันอย่างหนาแน่น ดูแล้วมีไม่ต่ำกว่าหลายพันซากแน่นอน ฉากนี้ทำเอาทุกคนคาดไม่ถึงจริงๆ
หลานเซินกู่วิเคราะห์อย่างสงบนิ่ง แล้วพูดว่า "สมบัติลับบางครั้งมันจะเปิดตัวออกเองตามธรรมชาติครับ ของพวกนี้ล้วนน่าจะเป็นคนที่แอบบุกรุกเข้ามาในสมบัติลับโดยไม่ตั้งใจในอดีตครับ"
มีคนตาไวพูดขึ้นว่า "ดูสิ มีปืนด้วย!"
เหอเฟิ้นก้าวเท้าเข้าไปหยิบปืนขึ้นมาหนึ่งกระบอก หลังจากแยกแยะดูแล้วก็พูดว่า "รุ่นเฉินซิง ปืนพกของราชวงศ์เก่าครับ" เขาชำเลืองมองไปที่ด้านล่าง แล้วพูดต่อว่า:
"จำได้ว่าตอนที่โค่นล้มราชวงศ์เก่าในตอนนั้น มีกองทัพใหม่ของราชวงศ์จำนวนสองพันกว่าคนเคยพ่ายแพ้และถอยทัพมาถึงที่นี่ พวกเราเองก็มีกองกำลังหน่วยหนึ่งไล่กวดตามมา ทว่าหลังจากนั้นทั้งสองฝ่ายก็หายสาบสูญไปพร้อมกันเลยครับ ผ่านการค้นหามาหลายครั้งก็ไม่เจอเบาะแส หรือว่าจะเป็นพวกเขากันนะ?"
"ดูของชิ้นนี้สิ"
สมาชิกสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษคนหนึ่งดูเหมือนจะมองเห็นของบางอย่าง จึงก้าวเข้าไปค้นหาดู ก่อนจะพูดด้วยความประหลาดใจว่า "ดูเหมือนจะเป็นธงศึกนะครับ"
ธงศึกผืนนี้เต็มไปด้วยฝุ่นผงที่เกาะอยู่หนาเตอะ เมื่อหยิบมุมหนึ่งขึ้นมา ฝุ่นผงก็ฟุ้งกระจายไปทั่ว สมาชิกคนนั้นสะบัดธงสองสามครั้ง ก่อนจะพยายามลากออกมา แล้วพูดด้วยความประหลาดใจว่า "ธงผืนนี้ใหญ่มากจริงๆ นะครับ"
เฉิงซางเมื่อเห็นเช่นนั้น แววตาก็พลันสั่นไหว เขาเร่งฝีเท้าก้าวไปด้านหน้าสองสามก้าว ก่อนจะหยิบเอาอีกมุมหนึ่งของธงขึ้นมา เขาใช้มือปัดฝุ่นผงออกไปบางส่วน จากนั้นจึงค่อยๆ กางธงผืนนั้นออกช้าๆ จนกระทั่งกางออกจนสุดปรากฏต่อหน้าทุกคน เห็นตัวอักษรแปดตัวปรากฏอยู่บนนั้นว่า: "ช่วยเหลือใต้หล้า ปราบปรามราชสำนักที่โหดร้าย"!
เขาพลันมีท่าทีที่ตื่นเต้นขึ้นมาทันที "นี่คือ... ธงศึกของกองทัพปราบปรามที่หนึ่งในตอนนั้น!"
ทุกคนที่อยู่ในที่เกิดเหตุล้วนผ่านการเรียนประวัติศาสตร์มาทั้งสิ้น ย่อมรู้ดีว่าในบรรดากองทัพอาสาที่ร่วมกันโค่นล้มราชวงศ์เก่าในตอนนั้น กลุ่มแรกที่กล้ายืนหยัดออกมาคือกลุ่มนักสู้ชาวบ้านที่รวมตัวกัน และได้ตะโกนคำขวัญในการโค่นล้มราชสำนักออกมาเป็นเสียงแรก
น้ำเสียงของเฉิงซางเริ่มสั่นเครือ "ในตอนนั้นบรรพบุรุษของเฒ่าอย่างผม ก็คือผู้ที่ชูธงแบบนี้ขึ้นมา พร้อมกับถือค้อนเหล็กและขวานเหล็กเข้าปะทะกับทหารม้าหุ้มเกราะของราชวงศ์เก่าครับ"
เหอเฟิ้นเมื่อได้ฟัง ก็ถามว่า "คุณท่านอาวุโสครับ คือศึกที่หุบเขาเซินหยวนหรือเปล่าครับ?"
เฉิงซางพยักหน้าเห็นด้วย "ใช่ครับ"
ทุกคนในที่เกิดเหตุเมื่อได้รับฟังเช่นนั้น ต่างก็พากันเกิดความรู้สึกเลื่อมใสและยกย่องขึ้นมาทันที
ศึกที่หุบเขาเซินหยวน ในตอนนั้นทหารม้าเหล็กยอดฝีมือของราชวงศ์จำนวนสามพันนาย ถูกเหล่านักสู้ชาวบ้านจากทั่วทุกสารทิศที่รวมตัวกันเจ็ดพันคนกวาดล้างจนหมดสิ้นภายในหุบเขาแห่งนี้
แม้ว่าเหล่านักสู้ชาวบ้านจะได้รับความเสียหายล้มตายไปกว่าครึ่ง ทว่าศึกในครั้งนี้กลับช่วยสร้างขวัญและกำลังใจให้แก่กองทัพอาสาจากทั่วทุกทิศทางที่ต่อต้านราชสำนักในตอนนั้นอย่างมหาศาล จนนำมาซึ่งผู้คนนับล้านที่ยอมเสียสละเลือดเนื้อและชีวิต เดินหน้าทับถมกันมาไม่หยุดหย่อน จนกระทั่งสามารถโค่นล้มราชวงศ์ได้สำเร็จ ดังนั้นกองทัพหน่วยนี้จึงได้รับการขนานนามหลังจากจัดตั้งประเทศว่า "กองทัพปราบปรามที่หนึ่ง" นั่นเอง
สมาชิกสำนักจัดการเหตุการณ์พิเศษหลายคนจ้องมองธงศึกผืนนี้ ราวกับว่าพวกเขาสามารถได้ยินเสียงโห่ร้องและตะโกนสู้รบในสนามรบในวันนั้นได้จริงๆ แววตาพลันดูร้อนแรงและเลือดนักสู้พลุ่งพล่านขึ้นมาทันที
เฉิงซางพูดว่า "ธงศึกผืนนี้ในตอนนั้นมีทั้งหมดสองผืน ต่อมามีผืนหนึ่งถูกเก็บรักษาไว้ที่พิพิธภัณฑ์แห่งชาติ ส่วนอีกผืนหนึ่งไม่รู้ว่าหายไปไหน ที่แท้ก็พลัดมาตกอยู่ที่นี่นี่เอง"
ทุกคนก้าวเข้าไปช่วยเหลือ เพื่อตั้งธงศึกผืนนี้ให้ตรงขึ้นมา พบว่ามันมีความสูงถึงสิบเจ็ดหรือสิบแปดเมตร เสาธงหนาใหญ่ดุจลำต้นของต้นไม้ ทั่วทั้งเสาสร้างจากไม้ทองเหล็กจากดินแดนหลอมรวม มีน้ำหนักมหาศาลยิ่งนัก ซึ่งในอดีตคนธรรมดาย่อมไม่มีทางยกมันขึ้นมาได้แน่นอน
เฉินชวนเงยหน้าจ้องมองธงศึกผืนนี้ แล้วพูดว่า "ในเมื่อครั้งนี้คู่ต่อสู้ของพวกเรายังคงเป็นราชวงศ์เก่าเหมือนเดิม เช่นนั้นก็พกมันไปด้วยเถอะครับ"
หูคั่นพูดว่า "ผมจะเป็นคนแบกเองครับ" เขาก้าวเท้าไปด้านหน้าหนึ่งก้าว ก่อนจะคว้าเสาธงไว้แน่น และแบกมันไว้บนบ่าทันที
(จบตอน)